[รีวิว] Avatar: Frontiers of Pandora เกมใหม่สูตรเดิมจาก Ubisoft
Our score
7.8

จุดเด่น

  1. ดาว Pandora ที่ออกแบบมาได้อลังการมาก ๆ
  2. ภาพกราฟิกที่ทันสมัยและสวยงาม
  3. เล่นเป็นชาว Navi ที่มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป
  4. เหมาะกับผู้เล่นวัยรุ่นที่อายุไม่ถึง 18 ปี ชวนลูกมาเล่นโหมด Co-op ด้วยกันได้
  5. มีคอนเทนต์ให้เล่นเยอะ + มี Ikran ให้ขี่บินสำรวจดาว

จุดสังเกต

  1. เกมเพลย์หลัก ๆ โดยรวมคล้ายกับ Farcry ถึงจะมีลูกเล่นที่แปลกใหม่ก็ยังรู้สึกถึงความจำเจสไตล์เกม Ubisoft
  2. ระบบนำทางที่ชวนเวียนหัวมาก ๆ เมื่อต้องเดินทางไปยังจุดหมายที่เป็นภูเขาหรือถ้ำใต้ดิน
  3. เพื่อการเรนเดอร์ Assets ที่ลื่นสุด ๆ แนะนำให้ผ่าน SSD M.2 หรือ PS5

หลังจากที่ Ubisoft เคยปล่อย ‘Avatar The Game’ มาให้ทุกคนได้ลองเป็นชาวตัวฟ้าเมื่อปี 2009 สำหรับปีนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เกมเมอร์และแฟนภาพยนตร์ ‘Avatar’ จะได้กลับมาสวมบทบาทเป็นชาว Navi ที่ต้องกอบกู้ดาว Pandora ​กันอีกครั้งใน ‘Avatar: Frontiers of Pandora’

โดยในครั้งนี้นอกจากดาว Pandora จะได้รับการอัปเกรดภาพกราฟิกที่ทันสมัยและอลังการสุด ๆ แล้ว เกมเพลย์ของภาคนี้ก็เปิดให้ผู้เล่นได้ออกสำรวจดาวอิสระกว่าเดิมอีกเช่นกัน!

แม้ว่าหลังจากที่ตัวเกมวางขายแล้วมีกระแสจากเกมเมอร์หลายคนมองว่า “มันคือ ‘Farcry’ ในคราบ ‘Avatar’ ชัด ๆ” และทางเราก็มีโอกาสได้ลองเล่นเกมนี้ด้วยเหมือนกัน สำหรับบทความนี้ก็แน่นอนว่านอกจากเราจะมาพูดถึงความน่าสนใจและความสนุกของเกมแล้ว ก็จะมาพูดถึงเกมเพลย์โดยรวมและความคล้ายที่ ‘Avatar: Frontiers of Pandora’ มีเหมือนกับเกม ‘Farcry’ เช่นกันครับ


ยินดีต้อนรับสู่ดาว Pandora

ในเกมนี้เราจะได้เล่นเป็นชาว Navi ที่ถูกองค์กร RDA จับตัวมาล้างสมองให้เข้าข้างฝ่ายมนุษย์ตั้งแต่เด็ก ซึ่งนอกจากตัวเราที่ถูกจับมาก็มีพี่น้องร่วมเผ่า Sarentu ของเราอีก 4 คนที่ต้องมาเจอชะตากรรมแบบเดียวกับเรา หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตในฐานทัพ RDA มานานกว่า 8 ปี เหตุการณ์จากภาพยนตร์ ‘Avatar’ ภาคแรกที่ Jake Sullivan ร่วมกับชาว Navi ทำสงครามกับ RDA ก็เกิดขึ้น ส่งผลให้ทาง RDA ต้องกำจัดกลุ่มชาว Navi ในฐานทัพทิ้ง

อย่างไรก็ตามก่อนที่ทหารของ RDA จะทำการสังหารหมู่ Alma Cortez นักวิทยาศาสตร์ที่คอยดูแลกลุ่มของเราเข้ามาช่วยทุกคนได้ทันเวลา ด้วยความที่ในฐานทัพยังมีกองกำลังทหารของ RDA อยู่กันเป็นจำนวนมากก็ทำให้เหลือทางหนีรอดเพียงแค่ทางเดียวก็คือ ‘นอนในแคปซูลกาลเวลา’ Alma จึงได้ส่งกลุ่มของพวกเรานอนในแคปซูลจนกว่าสงครามจะสงบ

หลังจากหลับไปนานกว่า 16 ปี พวกเราก็ถูกช่วยโดย Alma ไว้อีกครั้ง แต่คราวนี้เธอมาพร้อมกับชาว Navi จากโลกภายนอกนามว่า Solek และสมาชิกกลุ่มต่อต้านการยึดครองดาว Pandora จาก RDA

ด้วยความที่ช่วงนี้จะมีไทม์ไลน์เดียวกับภาพยนตร์ ‘Avatar: The Way of Water’ ก็แน่นอนว่าฝ่าย RDA จะยังคงส่งกองกำลังทหารเข้ามายึดครองดาว Pandora หลังจากจบสงครามครั้งแรกไปแล้ว ก็ส่งผลให้กลุ่มของเราที่พึ่งออกมาจากแคปซูลต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดจากกองกำลังของ RDA ที่กำลังตามล่าอีกรอบ

ซึ่งหลังจากที่เราหนีออกมาจากซากฐานทัพได้ ผู้เล่นก็จะได้พบกับทิวทัศน์ป่าฝนดาว Pandora ที่ทีม Ubisoft สร้างออกมาได้อย่างงดงามอลังการตามาก ๆ ครับ

ในช่วงนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องที่ตัวละครเราจะได้ทำความรู้จักกลุ่มต่อต้าน RDA พร้อมกับชาว Navi เผ่าต่าง ๆ เพื่อรวมกำลังต่อกรสู้กับ RDA, เรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของชาว Navi และตามหารากเหง้าความเป็นของ Sarentu เผ่าบ้านเกิดของเรา

จากที่เล่นมาผมต้องขอกล่าวชมการสร้างดาว Pandora ของทีมที่ทำออกมาได้อย่างงดงามตระการตามากจริง ๆ นอกจากมันจะทำให้ผู้เล่นหลายคนรู้สึกว้าวในครั้งแรกที่ได้เห็นแล้ว การตกแต่งโซนต่าง ๆ ตามดาว Pandora นอกจากจะมีการใส่รายละเอียดที่เยอะมาก ๆ ก็ยังมีลูกเล่นให้เราได้ลองเล่นระหว่างออกสำรวจด้วย

ถึงแม้ลูกเล่นเหล่านี้จะเป็นเพียงสิ่งที่ควรมีในเกม Open World อยู่แล้วก็ตาม ก็ส่วนตัวผมรู้สึกดีที่มันมี เพราะลูกเล่นเหล่านี้มันทำให้การสำรวจดาว Pandora ง่ายขึ้นกว่าปกติมาก โดยเฉพาะช่วงต้นของเกมที่เรายังไม่สามารถขี่ Ikran หรือ Direhorse เพื่อสำรวจดาว Pandora ได้

ด้วยความที่ช่วงแรกเราออกสำรวจดาวได้ด้วยแค่การวิ่งและ Fast Travel ตามฐานทัพต่าง ๆ และดาว Pandora ก็ยังเป็น Map เกมที่ใหญ่มาก ๆ สำหรับใครที่เกมเพลย์สำหรับเขตต่าง ๆ ใน ‘Farcry’ ก็อาจจะไม่ชอบเกมเพลย์ส่วนนี้ โดยเฉพาะระบบนำทางที่ไม่โชว์เส้นนำทางให้เราเดินไปยังจุดหมาย เพราะถ้าหากจุดหมายของเราอยู่ในบริเวณบนเขาหรือถ้ำใต้ดิน เราจะไม่รู้เลยว่าต้องเดินทางไปยังจุดนั้นอย่างไร ต้องสำรวจหาทางรอบ ๆ โซนนั้นเอาเอง


เกมเพลย์ที่คล้าย Farcry แต่ไม่ถึงกับเหมือน 100%

นอกจากแนวเกมเพลย์ Open World (ที่เกมอื่น ๆ ก็มีไม่ใช่แค่ Farcry) ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่ทำให้หลายคนคิดว่าเกมนี้คือ ‘Farcry ในคราบเกม Avatar’ น่าจะเป็นเพราะ Avatar: Frontiers of Pandora ถูกสร้างด้วยสูตรที่ Ubisoft เคยพัฒนาให้กับหลาย ๆ เกมจากค่าย โดยส่วนที่คล้ายกันก็จะมีเกมเพลย์ที่เน้นให้ผู้เล่นยึดฐานของศัตรู(ถึงจะไม่เน้นฆ่าศัตรูให้เกลี้ยงเหมือนกับ Farcry ก็ตาม), การล่าสัตว์/เก็บวัตถุดิบตามเพื่อทำอาหาร/คราฟต์ไอเทม/อัปเกรดอาวุธ และระบบ Skill Tree อัปเกรดตัวละครตามสูตรการสร้างเกม Action Open World ที่ Ubisoft มักจะใช้กับ Farcry

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกมนี้มันก็มีเกมเพลย์ที่ไม่เหมือนใครอยู่ครับ เช่นการที่เราได้เล่นเป็นชาว Navi ที่มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป, สามารถใช้ Navi Sense เพื่อหาตำแหน่งศัตรู/จับกลิ่นสัตว์/ตามหาจุดหมายของภารกิจ, สามารถแฮกเพื่อแก้ Puzzle/ช่วยจัดการกับศัตรูง่ายขึ้น และที่ผมชอบสุดก็คือการขี่ Ikran บินสำรวจดาวเหนือพื้นดิน

แต่ถึงแม้มันจะมีส่วนที่แตกต่างจากเกมอื่น ๆ จาก Ubisoft ส่วนตัวก็ยังมองไม่เห็นว่าเกมเพลย์ของ ‘Avatar: Frontiers of Pandora’ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกว่าเกมอื่น ๆ ของค่ายเท่าไหร่นัก

เกมเพลย์โดยรวมอาจจะเหมือนกับ ‘Farcry’ ก็จริงแต่มันก็ไม่ได้เหมือน 100% จะบอกว่าเป็น ‘Farcry’ ในคราบเกม ‘Avatar’ ที่มีหลายอย่างอัปเกรดและน่าตื่นเต้นกว่าก็ว่าได้ แต่ส่วนตัวมองว่าโทนของสองเกมนี้มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ในขณะที่ ‘Farcry’ จะเน้นให้เราฆ่าศัตรูอย่างโหดเหี้ยม สำหรับเกมนี้เราไม่จำเป็นต้องฆ่าพวกเขาเพื่อยึดฐานต่าง ๆ ในเกมเลยครับ เลือดก็แทบจะไม่ค่อยมีให้เห็นต่อให้คุณอายุไม่ถึง 18 ปีก็สามารถเล่นเกมนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวพ่อแม่ว่าเลย :V

ทั้งนี้ ถึงเกมเพลย์หลักของสองเกมนี้มันจะคล้ายกันก็ตาม ส่วนตัวก็ไม่ได้มองว่าแย่สำหรับผู้เล่นทั่วไปหรือผู้เล่นที่ชอบออกสำรวจโลกในเกม Open World แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่เล่น ‘Farcry’ มาทุกภาคจนเบื่อเกมเพลย์สูตรเดิม ๆ ก็แน่นอนว่าอาจจะไม่ชอบเกมเพลย์ที่จำเจจากค่ายนี้


สายพิเรนทร์อย่าเล่นผ่าน HDD เด็ดขาด!!

ด้วยความที่ ‘Avatar: Frontiers of Pandora’ เป็นเกมที่ใช้ศักยภาพจากคอนโซลยุคปัจจุบัน/PC ที่เยอะมาก ๆ ก็แน่นอนว่าสเปกขั้นต่ำของเกมนี้จะบังคับให้เราเล่นผ่าน SSD เท่านั้น แต่สำหรับสาย PC ก็เชื่อว่าจะต้องมีสักคนที่บ้าจี้อยากจะลองเอาเกมนี้ไปเล่นผ่านคอมสเปกงบประหยัดหรือเล่นผ่าน HDD

ซึ่งเริ่มแรกหลังจากที่ผมได้เกมนี้มาก็เผลอดาวน์โหลดเล่นผ่านไดรฟ์ที่เป็น HDD ของ PC ด้วยความที่ไม่รู้ว่าเกมมันบังคับใช้ SSD เล่นด้วยทีนี้ก็หายนะเลย เพราะนอกจากเราจะต้องนั่งเกมโหลดครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว เกมมันก็ยังเรนเดอร์ Assets ระหว่างเล่นไม่ทันอีกด้วย ถึงขั้นที่เราวิ่งหนีทหาร RDA อยู่แล้วหล่นทะลุออกจากดาว Pandora ไปเลยครับ ซึ่งนี่ก็เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของเกมเท่านั้นหากได้วิ่งออกจากฐานทัพเมื่อไหร่ผมบอกได้เลยว่าคอมพังคุณพังแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเล่นผ่าน SSD เราจะสามารถเห็น Assets กำลังเรนเดอร์เป็นบางครั้ง ซึ่งในส่วนนี้หากคุณเล่นผ่าน SSD M.2 หรือ PS5 ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถึงจะเล่น SSD SATA มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไรนัก เพราะต่อให้เราเห็นเกมกำลังเรนเดอร์มันก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวครับ

สรุปแล้ว…

‘Avatar: Frontiers of Pandora’ เป็นเกมที่มีจุดเด่นในเรื่องงานภาพกราฟิกที่สวยมาก ๆ สำหรับเกมเพลย์ส่วนตัวไม่ได้มองว่าแย่เลย ถึงแม้เกมเพลย์โดยรวมจะเป็นสูตรเดิมที่ Ubisoft ใช้ซ้ำอยู่บ่อย ๆ (โดยเฉพาะ Farcry) แต่ก็มีหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาให้เป็นมีเฉพาะในเกมนี้ครับ

ด้วยราคาเกมที่ขายอยู่ที่ 1,999 บาท ขายผ่านร้านค้า PS5, Xbox Series และ Ubisoft Connect บน PC เทียบกับคอนเทนต์ที่ได้โดยรวมมองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร เหมาะกับผู้เล่นที่ชอบเกม Open World ทำภารกิจ/ยึดฐาน และ แฟนภาพยนตร์ ‘Avatar’ ‘

แต่สำหรับใครที่เล่นเกมจากค่าย Ubisoft จนเบื่อสูตรการสร้างเกมเดิม ๆ ที่พวกเขาใช้(โดยเฉพาะ Farcry) และไม่ชอบสำรวจโลกกว้าง ๆ ที่มาพร้อมกับระบบนำทางที่ทำออกมาได้เวียนหัวกว่าเดิม เชื่อว่าน่าจะไม่ชอบเกมนี้สักเท่าไหร่ครับ

ทั้งนี้ ‘Avatar: Frontiers of Pandora’ เปิดให้เล่นผ่าน PS5, Xbox Series และ PC บน Ubisoft Connect แล้ววันนี้


พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส