[รีวิวเกม] ‘Tomb Raider I-III Remastered’ ตำนานเกมล่าสมบัติแห่งยุค 90S
Our score
7.7

Tomb Raider I-III Remastered

จุดเด่น

  1. รวม 3 เกมในตำนานในชุดเดียว
  2. กราฟิกปรับให้ดูดีกว่าเดิมและเฟรมเรตลื่นไหล

จุดสังเกต

  1. เกมเพลย์ไม่มีอะไรเพิ่ม
  2. ระบบเกมบางส่วนดูเชยไปแล้วในยุคนี้

สำหรับเด็กยุค 90S คงจะจำได้ว่ามันเป็นยุคที่วิดีโอเกมเปลี่ยนเข้าสู่โลก 3 มิติแบบเต็มตัว เพราะเทคโนโลยีสามารถจำลองภาพ 3D ได้สมจริงขึ้น และหนึ่งในซีรีส์ที่สร้างชื่อในช่วงนั้นคือ ‘Tomb Raider’ ตำนานล่าสมบัติของสาวแกร่ง “Lara Croft”

โดย ‘Tomb Raider’ วางขายครั้งแรกในปี 1996 บน PC และคอนโซลยุคนั้นอย่าง PS1 รวมทั้ง Sega Saturn ถือเป็นเกมแอ็กชันผสมกับผจญภัยแก้ปริศนากับล่าสมบัติได้ลงตัว จนมีการสร้างภาคต่อมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แต่สำหรับยุค 90S แล้วไตรภาคแรกถือเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่เชื่อว่าอย่างน้อย ๆ คอเกมที่เกิดทันต้องเลยสัมผัสสักภาค

ทำให้เป็นที่มาของเกม ‘Tomb Raider I-III Remastered’ ที่รวมเอา ‘Tomb Raider’ 3 ภาคแรกมาอยู่ในชุดเดียว วางขายใหม่ในรูปแบบปรับกราฟิกใหม่แต่ไม่ถึงกับเป็นการรีเมก แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ลงทุนมากนักแต่หากมองความคลาสสิกและความสนุกของต้นฉบับมันก็พอมีความน่าสนใจ โดยเกมจะวางขายทั้งบน PC, Nintendo Switch, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox Series X/S

กราฟิกปรับให้ดีขึ้นแต่ยังคงความคลาสสิก

ในตอนแรกที่เกมบอกว่ามันแค่เป็นการรีมาสเตอร์ไม่ใช่รีเมก ความสนใจและความคาดหวังว่าจะพบกับภาพสวย ๆ ก็ลดลง แต่พอได้สัมผัสจริง ๆ ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้พอสมควร เพราะผู้สร้างลงทุนทำพื้นผิวทำใหม่ แม้จะยังคงไม่ได้แตกต่างกับต้นฉบับทำให้ฉากมันยังคงเป็นเหลี่ยมอยู่ แต่ก็ถือว่าทำได้ดีแถมโมเดลตัวละครมีการสร้างใหม่ทั้งหมดด้วย

อีกทั้งของประกอบฉากจากภาพตัดแปะเปลี่ยนมาเป็นโมเดล 3D แถมตัวละครก็อัปเกรดใหม่ให้ดูดีแต่ยังคงไม่ทิ้งความคลาสสิกของต้นฉบับ ที่ชอบคือระบบแสงเงาปรับใหม่ทำให้เหมาะกับฉากแนวล่าสมบัติเพราะบางฉากของต้นฉบับจะการแสดงผลแสงเงาที่ดูไม่สมจริง แต่พอปรับใหม่มันดูลึกลับน่าค้นหากว่าเดิมมาก

แถมยังมาพร้อมโหมดปรับกราฟิกเป็นต้นฉบับได้ด้วยการกดเพียงแค่ปุ่มเดียวด้วย เรียกว่าใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจ ส่วนเฟรมเรตก็ทำให้ลื่นขึ้นโดยรวมการสำเสนอในส่วนของกราฟิกดูไม่เชยเลย ในด้านเพลงประกอบไม่ได้ปรับแต่งอะไรมากนัก เน้นความคลาสสิกโดยต้นฉบับจะเน้นความเงียบของฉากเสียเป็นส่วนใหญ่แต่ก็จะเสริมด้วยเพลงธีมตื่นเต้นในฉากแอ็กชันหรือฉากหลบหนี

เกมเพลย์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ในส่วนของรูปแบบการเล่นก็แทบจะไม่ต้องบอกอะไรมากเพราะว่ามันคือการรีมาสเตอร์กราฟิก ทำให้การเล่นจะเหมือนต้นฉบับในยุค 90S ที่จะมาแนวแอ็กชันผจญภัยผสมกับการแก้ปริศนา เราจะได้รับบทเป็น “Lara Croft” สาวแกร่งนักล่าสมบัติ คนที่เคยเล่นไม่ต้องบอกอะไรมากหากชอบต้นฉบับก็ให้ไปหามาเล่นได้เลยเพราะมันก็คือเกมเดิมที่ปรับกราฟิกให้ดูดีขึ้น

แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยเล่นอาจจะต้องบอกก่อนว่าเกมเพลย์มันไม่เหมือนกับเกมยุคใหม่ ยิ่งหากเอาไปเทียบกับ ‘Tomb Raider’ ภาคใหม่แล้วมันดูเชยมาก เพราะมันเน้นสำรวจแก้ปริศนามากกว่าแอ็กชัน อีกทั้งมันถือเป็นเกม 3D ยุคบุกเบิกทำให้ยังมีระบบหลายอย่างไม่ลงตัว การเล่นอาจจะไม่ได้ลื่นไหลรวดเร็วเหมือนเกมยุคนี้ ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องทำความเข้าใจกับการควบคุมบังคับก่อน

สนุกแบบคลาสสิกแต่มือใหม่ต้องปรับตัว

อย่างไรก็ตามมันก็สามารถปรับเปลี่ยนการบังคับได้ในระบบเมนู ที่ปรับได้ทั้งการควบคุมตัวละครและมุมกล้อง และยังปรับให้ใช้การบังคับแบบ Tank คล้ายกับ ‘Resident Evil’ ได้ด้วย ผู้เล่นสามารถเลือกได้ตามความถนัด และถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ไม่เคยเล่น เพราะหากไม่ปรับตัวอาจจะเกิดอาการมึนหัวได้

อย่างไรก็ตามความโดดเด่นของมันยังคงเหมือนเดิมที่เกมมีฉากกว้าง ๆ ให้เราได้สำรวจและมีทั้งกับดักสุดโหดที่พลาดนิดเดียวก็ตายได้ในทันที และยังมาพร้อมกับสัตว์ร้ายที่แอบซ่อนอยู่ที่พร้อมเข้าโจมตีเราตลอดเวลา ที่มีทั้งตัวเล็กเช่นค้างคาว ไปจนถึงยักษ์ใหญ่อย่างไดโนเสาร์กันเลย แถมยังมีฉากที่มีความเร็วสูงเช่นฉากผู้เล่นต้องบังคับตัวละครให้ให้ลื่นไหลไปตามพื้น หรือไหลตัวไปบนน้ำตกมาให้เราเล่นเหมือนเดิม

การกลับมาล่าสมบัติอีกครั้งของ “Lara Croft” ในเกม ‘Tomb Raider I-III Remastered’ ถือว่าเป็นการเอามาขายใหม่แบบปรับกราฟิกที่ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะมีการปรับภาพหลายจุดแม้จะไม่ได้ยกเครื่องใหม่ทั้งหมดก็ตาม ส่วนเกมเพลย์ยังคงเหมือนเดิมซึ่งหากคุณชอบต้นฉบับอยู่แล้วก็น่าจะชอบเหมือนเดิม เพราะมันคือตำนานความสนุกในยุค 90S แต่หากไม่เคยเล่นมาก่อนก็ต้องทำความเข้าใจกับระบบการเล่นสักหน่อยก็น่าจะสนุกกับเกมได้ไม่ยาก

***