ค็อกเทล (Cocktail) เครื่องดื่มที่มีเหล้าเป็นส่วนผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่นหรือผลไม้ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยลงตัว จากส่วนผสมที่แตกต่างที่คนจนเข้ากัน จนได้ค็อกเทลที่อร่อยหนึ่งแก้ว จากแนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของวง Cocktail วงดนตรีชื่อดังของประเทศไทยที่อยู่มานานกว่า 2 ทศวรรษ นำโดย โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ (นักร้องนำ) เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย (มือกีตาร์) ปาร์ค-เกริกเกียรติ สว่างวงศ์ (มือเบส) และฟิลิปส์ เปรมสิริกรณ์ (มือกลอง)

หลายคนคงรู้จักวง Cocktail จากเพลงฮิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “คุกเข่า”, “เธอ” หรือ “คู่ชีวิต” แต่วันนี้พวกเขากลับมาพร้อมกับผลงานเพลงชุดใหม่ในอัลบั้ม ‘Fate’ กับเพลง “ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร” วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับวง Cocktail ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น จุดเริ่มต้นของวง เรื่องราวของชีวิต และความซื่อสัตย์ที่มีต่อดนตรีของพวกเขาในวันนี้

จุดเริ่มต้นของ Cocktail แรงบันดาลใจตอนนั้นเริ่มต้นได้อย่างไร

โอม: จริง ๆ คําตอบมันธรรมดามากครับ ผมไม่รู้ว่ามันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้หรือเปล่า? เพราะว่ามันก็เหมือนเด็กมัธยมทั่วไปที่แค่อยากเล่นดนตรีกับเพื่อนเฉย ๆ แล้วก็เล่นดนตรีด้วยกัน แค่นั้นเอง ผมมีโอกาสไปเห็นเพื่อนเขาทำวง แล้วเราก็อยากทำของเราบ้าง โดยที่มีคนมายุยงว่า ทำเป็นซีดีออกมาขายในโรงเรียนเลยสิ ยังไงแบบตอนนี้เรากําลังจะเรียนจบ ยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว เพราะมันก็เป็นของที่ระลึก มันเริ่มแบบง่าย ๆ แบบนี้เลย

แต่ว่าพอสิ่งนี้มันไปสอดคล้องกับช่วงเวลาของเพลงอินดี้บูม ตอนปี 45 พอดี การที่ร้านค้าหลาย ๆ ร้าน อย่าง DJ Siam ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรืออะไรก็ตามเนี่ยเขารับขายซีดีของเราด้วย บวกกับการที่ MP3 เฟื่องฟู มันทำให้เพลงของเรา มันถูกกระจายออกไปให้คนได้มองเห็น เรื่อง MP3 นี่ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลยเพราะว่ามันคือเถื่อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นหนึ่ง player ที่ทำให้เพลงของเรากระจายไปข้างนอกให้คนฟังมากยิ่งขึ้น มันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าโอเค ในเมื่อเรามีคนรู้จักเราเยอะมากขึ้น เราก็อยากจะลองเล่นให้จริงจังขึ้นอีกสักนิดหนึ่งไหม นั่นคือเริ่มต้นอย่างนั้น

เสน่ห์ของ Cocktail แก้วนี้มีรสชาติที่แตกต่างไปจากวันแรกยังไงบ้าง

ปาร์ค: ผมว่าค็อกเทลแก้วนี้เหมือนเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เหมือนที่ผ่านมาเราไม่เคยจำกัดแนวทางของวงเราเองกันอยู่แล้วครับว่า เพลงใหม่ในแต่ละเพลงมันจะต้องออกมาแบบว่าเป็นทิศทางเดียวกันหมด แต่มันคือการที่ทำตามสิ่งที่เรารู้สึก แล้วก็มีประสบการณ์กับเพลงนั้น ๆ ดังนั้นวิธีการทำงานเราโดยแกนมันไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยทำกันมาครับ แต่ว่าพอมันอยู่ในอัลบัมนี้รายละเอียดใหม่ ๆ มันก็เข้ามาได้ร่วมงานกับคนมากขึ้น ได้ทำงาน มีเวลาในการทำงานด้วยกันมากขึ้น สุดท้ายมันก็จะกลายมาเป็นผลงานอันนี้ก็คือเหล้าขวดใหม่ เป็นค็อกเทลแก้วใหม่

ฟิลิปส์: ถ้าพูดถึง Cocktail หรือว่าในเรื่องเครื่องดื่ม จริง ๆ มันเป็นแค่เหล้า แล้วก็อาจจะมีท็อปปิ้งด้วยแบบเปลือกส้ม ถ้าให้ผมเปรียบเทียบกับวง Cocktail กับค็อกเทล มันก็น่าจะเป็นแบบนั้น ผมมีความรู้สึกว่าเราไม่ได้หวือหวา คัลเลอร์ฉูดฉาดมาก เราค่อนข้างที่จะออกไปไม่ถึงสุขุม ณ วันนี้วง Cocktail เอง ผมเองรู้สึกถึงฟีลของ Old Fashion

เชาว์: ที่ผ่านมา Cocktail ผมจะมองว่ามันเป็นส่วนผสมหลาย ๆ อย่าง ดูเป็นแบบให้มันดูสวยงามอาจจะดูแพงดูหรู แล้วแต่สูตรพยายามยัดส่วนผสมเข้ามา ณ ปัจจุบันเนี้ยผมมองว่าเราเพียวขึ้นก็คืออาจจะไม่เชิงเป็นค็อกเทลที่ผสมหลายอย่างแต่มันเป็นรูตของมันจริง ๆ

มันคือแก้วที่เก็บมานานที่แบบพิถีพิถันในการทำที่ตั้งแต่การเริ่มต่อถังไม้โอ๊ค ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เริ่มตั้งแต่ตอนแรกแล้วก็บ่มมา แล้ววันนี้เทใส่แก้วใบนี้ใบที่มันไม่จำเป็นต้องแพงมาก แต่มันเป็นใบที่เหมาะกับการกิน ณ ตอนนั้นอะไรแบบนี้ครับ มันจริงใจที่สุดแล้ว

โอม: ผมมาถึงวัยที่ผมไม่ได้ใส่ใจจะนิยามมัน เพราะต่อให้ผมนิยามไปยังไงมันก็มีคนเลือกจะเชื่อที่เขาเชื่ออยู่ดี ผมอยากทำแล้วคุณอยากจะเรียกอะไรก็เรียกเถอะผมไม่มายด์

ผสมผสานกันอย่างไรจนออกมาเป็น Cocktail

ปาร์ค: ผมว่าโดยเฉพาะอัลบั้มนี้ มันยิ่งเป็นการเล่นกันด้วยความที่เหมือนเราเล่นดนตรีด้วยกันมานานนะครับ มีอะไรที่เรารู้สึกเราก็เล่นกับมันไปมากกว่า ดังนั้นมันจะไม่ได้ถูกจํากัดเลย ถ้าจะให้ตอบแบบอย่างชัดเจนลงไปว่าแบบอะไรที่มันออกมาอย่างงั้น หรือว่าผสมผสานกันยังไง มันคงเป็นอะไรที่ผ่านจากประสบการณ์ที่อยู่ด้วยกันมา เล่นด้วยกันมา แล้วก็อะไรที่อยู่ข้างในใจเรา เราก็คิดออกมาในงานมากกว่าครับ

โอม: เพราะว่าอัลบั้มนี้มันเกิดจากการแจมเป็นส่วนใหญ่ครับ มันไม่ได้เกิดจากการ discuss พอเราโยนเพลงลงไปแล้วทุกคนรู้สึกถึงมันอย่างไรก็เล่นเลย แต่เราอยู่ด้วยกันมานาน นานพอที่จะเข้าใจอะไรบางอย่างกันและกัน ผมยังคิดเลยว่าบางที คนเราพูดถึง Cocktail นึกถึงอะไร นึกถึงเครื่องสาย นึกถึงอะไรก็แล้วแต่ แต่เพลงที่ดังที่สุดของ Cocktail อย่าง “เธอ” ไม่มีเครื่องสายเล่นเลยสักไลน์เดียว แต่คนไม่เห็นนะ สิ่งนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ของคนคือหลายคนเข้าใจว่าเพลงนั้นมี ถ้าวันหนึ่งเราอยากจะเลิกใช้เครื่องสายแล้ว ผมว่าทุกวันนี้จริง ๆ Cocktail เป็นวงที่ใช้เครื่องสายเมื่อเพลงนั้นต้องใช้ แล้วก็ไม่จําเป็นต้องใช้เมื่อเพลงนั้นไม่รู้สึกว่าต้องใช้ ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเอกลักษณ์นะ ไม่ว่ามันจะมีความหลากหลายหรืออะไรก็ตาม สุดท้ายมันมีรสนิยมเฉพาะตัวอยู่ รสนิยมของเรามันปรากฏอยู่ในงาน แม้ว่าเราจะไม่ได้จงใจว่าต้องมีหรือไม่มี มันก็จะออกมาแบบนั้น

Cocktail แก้วนี้มีการเติบโต และพัฒนาไปอย่างไรบ้าง

ฟิลิปส์: การทําอัลบั้มของเรามันผ่านการเติบโตจากประสบการณ์ จากการทําเพลงที่ผ่าน ๆ มาหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ผลงานเนี่ยครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นมองในอัลบั้ม เรารู้สึกว่าแน่นอนมันโตขึ้น รูปแบบการทํางานที่ผ่านมาในอัลบั้มนี้มันก็จะไม่เหมือนเดิมในบางครั้ง แล้วก็รวมไปถึงในส่วนของโปรดักชันอื่น ๆ ด้วยที่นอกเหนือจากเพลง ผมก็รู้สึกว่าเราได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทําเพลง

แล้วก็ในส่วนของวิธีการเนี่ย ผมก็คิดว่ามันก็มาจากบทเรียนและประสบการณ์จากที่ผ่าน ๆ มาเช่นเดียวกันตัวผมเองแล้วก็ ผมคิดว่าที่วงเองก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ อย่างมันรวมเข้าหากันมากขึ้นในอัลบั้มนี้นะครับ มีความรู้สึกว่า เรามีพื้นที่ให้กันมากขึ้นในเชิงของวิธีการเล่น วิธีการสื่อสารออกมาในเชิงของ จังหวะและเมโลดี้ ในส่วนอื่น ๆ ด้วย รวมถึงร้องด้วย เพราะฉะนั้นมันเกิดจากการที่เราได้ศึกษาแล้วใช้เวลา

เชาว์: ถ้าถามว่าผมโตขึ้นยังไงในอัลบั้มนี้ รวมถึงคนอื่นด้วยนะครับ อย่างผมคิดว่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรายอมรับแล้วก็ปล่อยวางในบางอย่างได้ ยอมรับหมายถึงว่าเราไม่ได้เก่งในทุก ๆ เรื่อง แล้วก็ปล่อยวางตรงที่ว่าเราไม่จําเป็นต้องทําเองหมดทุกเรื่อง อัลบั้มนี้เราให้หลาย ๆ คนเข้ามาช่วยเยอะมาก เพราะว่าเรารู้ว่าถ้าเราจะให้งานมันถึงที่สุดในแขนงนั้นจริง ๆ ด้วยความสามารถเราเองเราไปไม่ได้ เราอาจจะมีไอเดีย แต่เราไม่สามารถลงมือทําด้วยตัวเราเองได้ครับ เช่น อัลบั้มนี้เราได้น้องหลาย ๆ คนมาช่วย และมีอีกหลาย ๆ คนเลยที่เราขอความช่วยเหลือไป ซึ่งเขาเก่งในแขนงนั้นจริง ๆ ก็อย่างตัวอย่างที่เห็นก็คือ อย่างเพลง “ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร” เรื่องซาวด์ ดีไซน์ เรื่องอะไร ผมคิดว่าด้วยตัวผมเอง เราไม่มีทางดีไซน์หรือว่าเราไม่มีฝีมือที่จะทําตัวโปรแกรมตรงนี้ขึ้นมาได้จริง ๆ แต่โอเคเราอาจจะมีไอเดีย ซึ่งมันต่างกับเมื่อก่อนตรงที่ว่าเราจะคิดว่างานเราเองเราต้องทําเองทั้งหมด

เราไม่จําเป็นต้องหวงไว้ทั้งหมดก็ได้ อันนี้ในมุมผมนะ ผมรู้สึกว่าอัลบั้มนี้ แล้วมันก็เป็นข้อดีจริง ๆ ก็คือพอเราได้เจอคนอื่นเยอะขึ้น เรายอมรับให้มีความช่วยเหลือคนอื่นเยอะขึ้นจริง ๆ เราก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นจริง ๆ

โอม: พี่นิค-วิเชียร ฤกษ์ไพศาล เคยพูดกับผมว่า บางทีการขอความช่วยเหลือไม่ได้ผิด แต่ว่าเมื่อไหร่ขอไปแล้วไม่มีใครอยากจะช่วยมึงเลยต่างหาก มึงควรจะถามว่ามึงทําอะไรผิด มันเป็นเรื่องที่พอมันผ่านมาหลายปี อย่างที่พี่นิคพูดมาเป็นเรื่องจริง เรารู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือไม่ได้ผิด เราไม่ได้ขอให้เขาทําข้อสอบให้ซะหน่อย แต่เรากําลังขอให้เขาช่วยบอกเราว่าจะทํายังไงให้เราทําข้อสอบได้ดี คือบางครั้งมันก็ต้องมีติวเตอร์ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง

ความเข้มแข็งมันเริ่มต้นขึ้นทันทีเลย เมื่อเรายอมรับว่าเราอ่อนแอตรงไหนก่อน ถ้าเรายังไม่ยอมรับเลยว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร หรือว่าโอกาสในการพัฒนางานมันก็จะต่ำ มันก็จะอยู่ที่ตรงนั้นอะไรอย่างนี้ครับ อัลบั้มนี้ก็เลยเป็นอัลบั้มที่ค่อนข้างจะเปิดกว้างทางความคิดแล้วก็เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากทั้งเด็กแล้วก็ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านที่มีประสบการณ์ ผมว่าจริง ๆ มันไม่สําคัญว่าเด็กหรือผู้ใหญ่เอานี้ดีกว่าเราได้รับเอาความเห็นและก็ความรู้จากคนที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากเรา แล้วมีความเห็นที่แตกต่างออกไป ได้มาพิจารณาเพิ่มเติม ในกรอบความคิดของเรานะครับ 

สิ่งหนึ่งที่สอนให้เรารู้ก็คือ ทําเยอะ ไม่ได้แปลว่าดี คิดเยอะก็ไม่ได้แปลว่าดี ขยันมาก ทําทุ่มเทมากกว่าคนอื่น 10 เท่า ไม่ได้แปลว่าดี ทําให้พอดีต่างหาก คือดีที่สุด แต่ข้อดีคืออะไร อยู่ตรงไหน อันนั้นคือยากครับ หาให้เจอว่าตรงไหนต่างหากที่มันเป็นจุดสมดุลของงานแต่ละชิ้น แต่ก่อนเรารู้สึกว่าทําให้มันหนัก ทําให้มันเยอะเข้าไว้ ไม่ได้การันตีเลยว่าสิ่งนั้นจะออกมาดี   

ปาร์ค: สําหรับผม อัลบั้มนี้นอกจากที่พี่เชาว์ พี่โอมพูดมา คือเราได้ความช่วยเหลือจากหลาย ๆ คนเยอะมาก ผมว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่เราได้แจมกันเยอะขึ้น คือการเริ่มต้นเพลงต่าง ๆ ในขั้นตอนเริ่มต้นนะครับ มันมีรูปแบบของการเริ่มเพลงด้วยการที่เรามารวมตัวกัน แล้วก็พยายามที่จะสร้างเดโมหนึ่งออกมา แล้วทํามัน พัฒนาต่อยอดจากเดโม นั้นไปเรื่อย ๆ แต่คราวนี้พอมาถึงจุดนึง มันมีบางเพลงเหมือนกันที่เราย้อนกลับมาหาจุดเริ่มต้น ตัวเดโมเริ่มแรกที่เราทํากันไว้ คือด้วยความที่มันได้ทําร่วมกันตั้งแต่แรก คนที่ช่วยทําก็คือเข้ามาช่วยทํากันตั้งแต่แรก แล้วมีเวลามากพอที่จะให้เราได้นั่งฟัง นั่งคิดไปเรื่อย ๆ กับมัน เพลงชุดนี้มันออกมา ไม่ได้ออกมาทีละเพลงนะ มันจะทํามาพร้อม ๆ กัน เหมือนเริ่มต้นมาพร้อม ๆ กัน

ทำไมถึงต้องเป็นโชคชะตา แล้วโชคชะตาที่กำหนดเองของ Cocktail เป็นอย่างไร

โอม: หมี (ผู้จัดการโอม) เป็นคนตั้งชื่ออัลบั้ม หมีเขาบอกว่า ผมอยู่ในเหตุการณ์เขาก็จะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Cocktail พูดเรื่องนี้บ่อย พูดเรื่องแบบว่าเราลิขิต เราเลือกอะไรได้บ้างในชีวิตหนึ่ง ชะตาเราเป็นคนกําหนดว่าเราจะเอาอะไร ผมเชื่อว่าชะตาไม่ได้ถูกกําหนดเอาไว้ล่วงหน้า เราเป็นผู้เลือกชะตาแต่ผลลัพธ์มันถูกกําหนดแล้ว ไม่ว่าถ้าคุณเลือกจะเดินไปทางซ้าย คุณก็ต้องเจอสิ่งที่อยู่ทางซ้าย เลือกเดินไปทางขวาก็ต้องเจอสิ่งที่อยู่ทางขวา เพราะผลมันสัมพันธ์กับเหตุเสมอ เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้มาเป็นผลของการเลือกของคุณเอง เราก็เลยรู้สึกว่าหลายครั้ง เราประสบความสําเร็จมาได้ ไม่ใช่เพราะเราเก่งกาจ แต่เป็นเพราะเราเลือกที่จะอยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถที่จะแสดงความสามารถของเราได้ เลือกที่จะรับงาน เลือกที่จะแสดงออก เลือกที่จะทํางานที่เราถนัดมากกว่าไปเสี่ยงในพื้นที่ที่เราไม่ถนัดหลาย ๆ ครั้ง ผมรู้สึกว่าเราเลือกได้ดี แล้วเราอดกลั้นต่อกิเลสบางอย่าง บางอย่างอาจจะ เลือกตรงนี้ได้เงินเยอะ แต่มันทําให้อายุวงสั้นลง เราก็ไม่ได้เลือกเลย เราเลือกที่ทํายังไงก็ได้ให้วงมันสามารถที่จะยืนยาวออกไป เราก็รู้สึกว่ามันก็คงเป็นชะตาที่เราเลือกเอง หมีก็ว่างั้นแล้วมันก็ดูเท่ดีครับ

MV เพลง “ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร” ต้องการสื่อสารอะไรออกมา

โอม: มันเป็นเพลงที่ถูกแรงบันดาลใจในการ arrangement ของผม ผมมี initial arrangement ในใจก่อนที่จะเอาเพลงมาให้วง ผมเป็นคนชอบเพลงประกอบเกมหลาย ๆ เกม พอเราเล่นเกมพวกสวมบทบาทเยอะ ๆ ส่วนใหญ่ ธีมของเกมสวมบทบาท มันจะเอพิกอยู่แล้ว เราต้องการอะไรที่มันมีลักษณะความเอพิก แล้วก็ผมชอบงานที่มีความเป็น ดาร์ก แฟนตาซี แล้วก็กอธิก สงคราม งานยุคกลาง งานอะไรอย่างนี้ รู้สึกว่าไม่ค่อยมีคนทํา MV แบบนี้ก็เลยกล่อมเพื่อน

พอเราบรีฟผู้กำกับไปแล้วพูดถึงการหลอกลวง ผู้กํากับต่างหากที่เป็นคนให้อินพุต ในการที่จะเติมสัญญะของการหลอกลวงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นงูซึ่งเป็นการหลอก การทรยศหลอกลวง การฉ้อฉลครั้งแรก The first corrupted ก็คือการที่เห็นงูกับลูกแอปเปิ้ลก็สื่อถึงการที่งูลวงอีฟ ให้เบี่ยงเบนออกจากวิถีสวรรค์ แล้วก็พูดถึง ยูดาส ผู้ทรยศพระคริสต์ พูดถึงคนรัก 2 คนที่แบบหน้าฉาก เป็น Lover ที่ 2 คน แบบหน้าเหมือนจะรักกัน แต่จริง ๆ พร้อมจะแย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน นั่นก็คือสิ่งที่มันสอดแทรก แต่จริงจริงผมสอด Easter Egg ของเกมลงไปค่อนข้างเยอะครับ

ความฝันมันเปลี่ยนไปไหม? เป้าหมายของ Cocktail ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า?

โอม: ผมว่าเวลามันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะครับ มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนกลับ จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสาม สามเป็นสี่ ในความเป็นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง มันจะเป็นแบบความตั้งใจจากหนึ่งกลายเป็นสอง สองกลายเป็นสาม สามกลับไปเป็นหนึ่ง หนึ่งกลับเป็นสอง เหมือนกับว่า สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เรากำหนดกรอบเป้าหมายไปตามสิ่งที่มันเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิต ตอนเริ่มต้นอาจจะเริ่มต้นว่า เราอยากเล่นสนุก ๆ กับเพื่อน ๆ แต่พอมีโอกาสที่มันจะดูจริงจังมากก็เลยอยากลองดูว่าเราจะไปได้แค่ไหน พอมันเป็นอาชีพเราก็ต้องมีเป้าหมายว่าโอเค เราจะเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพนี้ด้วยวิธีใด คือมันปรับไปเรื่อย ๆ ครับ

แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่มันไม่ได้เปลี่ยนก็คือ เราเล่นดนตรีแบบที่เราชอบเท่านั้น คือบางทีแสลงใจมีคนบอกว่าเราเป็นวงแนวไหนนะ มันมีคนจำเราแหละ ว่าเราเป็นแนวไหนแนวหนึ่ง แต่ว่าเอาจริง ๆ เราเป็นวงดนตรีครับ เราเล่นแบบที่เราชอบ แล้วถ้าเราชอบหลายอย่างเราอยากจะเล่นแบบไหนมันก็เป็นแบบนั้นแหละ ซึ่งผมว่าศิลปะมันก็เป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ช่วงชีวิตของคน ของศิลปิน

เพราะฉะนั้น เมื่อประสบการณ์มันเปลี่ยน ช่วงเวลาของความคิดเปลี่ยน งานศิลปะมันก็จะเปลี่ยนไปด้วยตามช่วงเวลา เช่นเดียวกัน มันก็จะมีคนฟังที่ชอบในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็จะไม่ชอบในช่วงเวลาหนึ่ง เดี๋ยวชอบ อันนั้นไม่ชอบ กลับมาชอบ หรืออาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้ มันก็เป็นความสัมพันธ์กันไป มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็อยู่กับความจริงใจในงานของเราไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเอง

เชาว์: สำหรับผมนะครับ เริ่มวันแรกเราอาจจะเริ่มด้วยแค่ไอเดียที่ว่า เราอยากทำเพลง เราอยากมีผลงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ได้เคยคิดไปไกลว่า มันจะต้องประสบความสำเร็จ มันจะต้องโด่งดัง หรือทำเงินได้มหาศาล แต่ทีนี้ พอมันขยับเข้าไปอีกทีละนิดว่าเริ่มเป็นวงที่เป็นที่รู้จัก แล้วเริ่มมีงานเข้า บางทีในหัวเราก็อาจจะเปลี่ยนไปว่า เพลงต่อไปเราอาจจะคาดหวังว่าอาจจะต้องทำให้มันขายนะ อย่างที่โอมบอกคือบางทีเราก็กลับไปเริ่มที่หนึ่งใหม่

พอเราอยู่ในตรงนั้นนาน ๆ เข้า เราก็อาจจะต้องเริ่มคิดว่า เราเล่นดนตรีเพื่ออะไร บางทีพื้นฐานก็คือเราเล่นเพื่อเราต้องมีความสุขก่อน บางทีมันก็เลยเป็นลูปคล้าย ๆ อย่างนั้นนะครับว่า บางทีเราเล่นไปถึงจุดหนึ่งเราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองบ้างว่าที่เราทำ เราแฮปปี้หรือเปล่า สิ่งที่เราทำมันจริงใจหรือเปล่า แล้วตรงนั้นมันเป็นสิ่งที่เราจะพยายามไม่ลืมตลอดว่า ทุกครั้งที่เราทำผลงานออกมานะ ทุกครั้งที่เรากําลังจะเริ่มอัลบั้มใหม่หรืออะไรก็ตาม มันต้องถามตัวเองเสมอว่า เราจริงใจและเราแฮปปี้หรือเปล่า

ช่วงที่ Cocktail โดนคอมเมนต์จากแฟนเพลงหรือคนที่ฟังเพลงผ่าน ๆ มันสร้างผลกระทบกับวงมากน้อยแค่ไหน และพวกคุณก้าวข้ามมันไปอย่างไร

โอม: ตัวผมเองไม่ได้มองทุกความเห็น เขาบอกว่าใครด่าให้มองข้ามไป จริง ๆ มันต้องคิดนะครับ เราต้องพิจารณาก่อนว่าสิ่งนั้นมีความจริงอยู่ในนั้นแค่ไหน ความจริงของมันเป็นยังไง ถ้าบอกว่าเราห่วย เราห่วยจริงหรือเปล่า เราซ้อมไม่พอมั้ย ฝีมือเราเป็นอย่างไร ถ้าส่วนที่เขาพูดมันจริง ส่วนที่เขาพูดหยาบมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าหยาบแล้วจะไม่ต้องฟังเลย หรือว่าฟังแต่ฟังแล้วก็ไม่ต้องเก็บอยู่ในใจทุกเรื่อง เราจะเก็บเฉพาะส่วนที่มันเป็นประโยชน์ต่อความคิดเราเอาไปปรับปรุงอะไรได้บ้าง หรือเราจะไม่ปรับปรุงอะไรเลย แต่ฟังแล้วเห็นว่าเป็นคำพูดของคนพาลล้วน ๆ ไม่ได้นำเสนออะไร

ผมรู้สึกว่ามันต้องเคารพความเห็นของคนรอบข้างคือศิลปะกันอยู่ร่วมกัน สิ่งหนึ่งที่มันอยู่ในใจผมมาก ๆ คือครั้งนั้นเป็นครั้งที่กระทบกระเทือนจิตใจพอสมควร ไม่กระทบในความรู้สึกแย่ แบบว่าทำให้ได้คิดมาก ๆ คือการที่ได้เห็นคอมเมนต์หนึ่งใน บอร์ด Soccersuck เขียนถึงเราไว้แบบโหดร้ายมาก ๆ แต่ว่าผมมาเห็นหลังจากการการเขียนด่านั้น ผ่านไปแล้วประมาณ 3 ปี

ผมเห็นธรรมชาติของความจริงอยู่ว่าเราต่างหากเป็นผู้เลือกที่จะรับเจ็บปวดหรือไม่เจ็บไม่ใช่เพราะโดนด่า ผมไม่รับรู้ก็ได้เพราะงั้นถ้ามองเห็นแล้วเข้าใจมัน แล้วไม่ต้องเก็บมาใส่ใจนะครับ มันมีความรู้สึกที่แปลกอะไรคิดอย่างนั้นได้ก็สบายใจ ผมว่าวินัยกายก็ส่วนหนึ่ง แต่วินัยในอาชีพวินัยใจสำคัญที่สุด บางคนอาจจะบอกว่า ทำไมไม่สู้คน เราปล่อยเขาทำทำไม ตอบโต้ทำไมไม่มีประโยชน์ มันไม่ใช่ว่าการไม่ตอบโต้คือการยอมแพ้ซะหน่อย แต่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้อะไรกัน

ฝากผลงานอะไรถึงแฟนเพลงที่อ่านอยู่

โอม: อีกไม่นานก็จะมีอัลบัมใหม่ออกมานะครับ ยังไงก็ฝากทุกคนด้วยละกันว่าชอบไม่ชอบยังไงก็เต็มที่เลยครับวิจารณ์ได้เต็มที่เอาที่ชอบเลยครับ

ปาร์ค: ฝากถึงผู้ฟังทุกคนนะครับที่ยังคิดถึงพวกเรา Cocktail กันอยู่นะครับก็หวังว่า อีกไม่ช้าไม่นานคงได้กลับมาเจอกันในในบรรยากาศการแสดงสดมากขึ้นกว่านี้นะครับ แล้วก็ยังไงก็ขอฝากอัลบั้ม อย่างที่พี่โอมพูดไปด้วยครับก็คือเราปล่อยอัลบัม ‘Fate’ พาร์ตแรกออกมาแล้ว คืออัลฟ่านะครับ ทุกคนอาจจะได้รับฟังกันแล้วนะครับแล้วก็ตอนนี้พาร์ทหลังกำลังจะปล่อยออกมาก็ฝากติดตามกันนะครับ เดี๋ยวอัลบั้มเต็มจะตามออกมา ฝากติดตามกันด้วยครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส