[รีวิว] Voyagers – ไซไฟคอนเซ็ปต์จัดที่เนื้อเรื่องสะดุดเพราะบทจืดสนิท
Our score
4.5

Release Date

17/06/2022

แนว

ไซไฟ / ผจญภัย / ทริลเลอร์

ความยาว

1.48 ช.ม. (108 นาที)

เรตผู้ชม

16+ (PG-13)

ผู้กำกับ

นีล เบอร์เกอร์ (Neil Burger)

SCORE

4.5/10

[รีวิว] Voyagers – ไซไฟคอนเซ็ปต์จัดที่เนื้อเรื่องสะดุดเพราะบทจืดสนิท
Our score
4.5

Voyagers | คนอนาคตโลก

จุดเด่น

  1. พล็อตและคอนเซปต์น่าสนใจ
  2. วางประเด็นเรื่องและปมของเรื่องได้น่าสนใจ
  3. โปรดักชันจัดอยู่ในเกณฑ์ดี

จุดสังเกต

  1. ทิศทางบทเป๋จนจับทางไม่ถูก และเริ่มออกจากประเด็นหลัก ๆ ของเรื่อง
  2. ตัวเรื่องเดาง่าย ราบเรียบ ไม่ค่อยมีจุดพีก จบแบบเดาง่าย พยายามเล่าทุกอย่างแต่ไม่สุดสักอย่าง
  3. การเฉลี่ยบทบาททำได้เกือบดี แต่มีบางตัวละครที่มาแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และตัวละครยังขาดมิติ
  • คุณภาพด้านการแสดง

    4.2

  • คุณภาพด้านโปรดักชัน

    4.8

  • คุณภาพของบทภาพยนตร์

    3.4

  • ความบันเทิงในการรับชม

    4.7

  • ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม

    5.5


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไซไฟ ‘Voyagers’ หรือ ‘คนอนาคตโลก’ เพิ่งเข้า Netflix ไปหมาด ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้เขียนและหลาย ๆ คนก็น่าจะลืมไปแล้วแหละว่าหนังเรื่องนี้เข้าโรงแบบเงียบ ๆ เมื่อปลายปีที่แล้วโน่นเลยนะ คือมันเงียบจริง ๆ ครับ ถ้าจำกันได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนัง Marvel พาเหรดเข้าโรงกันแบบบึ้ม ๆ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้แหละว่ามันก็เบียดบังรายได้ไปพอสมควร แถมยังเป็นช่วงที่โควิดยังระบาดอยู่ด้วย หนังเรื่องนี้เลยฉายและออกจากโรงแบบเงียบ ๆ แวบมาลงใน HBO GO แป๊บหนึ่ง แล้วก็กลับมาติดอันดับ Top 10 ของไทยบน Netflix สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง

Voyagers คนอนาคตโลก
DSC_1216.NEF

ตัวหนังเรื่องนี้เป็นผลงานไซไฟผลงานจากสตูดิโอ ‘Lionsgate’ และ ‘AGC Studios’ จากฝีมือการกำกับของ ‘นีล เบอร์เกอร์’ (Neil Burger) ครับ ผลงานของเขาที่น่าจะคุ้นกัน ก็น่าจะเป็นบรรดาหนังทีนเอจไซไฟตระกูล ‘Divergent’ ที่กำกับเฉพาะภาคแรก ‘Divergent’ (2014) และะถอยมาเป็น Executive Producer ในสองภาคหลัง หรือหนังไซไฟทริลเลอร์อย่าง ‘Limitless’ (2011) หรือถ้าไม่เอาไซไฟ เขาก็เคยกำกับ ‘The Upside’ (2017) หนังฟีลกู้ดปนตลกที่รีเมกจากหนังฝรั่งเศสเรื่องดัง ‘Intouchables’ (2011) นั่นเอง

Voyagers คนอนาคตโลก

‘Voyagers’ ว่าด้วยเรื่องของหายนะโลกที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ครับ โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติทรุดโทรม ทรัพยากรไม่เพียงพอ การทนอยู่อาศัยบนโลกกลายเป็นเรื่องยาก นักวิทยาศาสตร์จึงได้วางแผนที่จะย้ายมนุษย์ไปยังดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่า 86 ปี ก็เลยต้องมีการส่งมนุษย์เข้าไปบุกเบิกก่อน แต่ถ้าจะไปโดด ๆ อาจจะแก่ตายก่อน นักวิทยาศาสตร์เลยมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น คือ ต้องมีการเพาะเลี้ยงมนุษย์ในแล็บขึ้นมา 30 คน เพื่อเป็นลูกเรือชุดแรกที่จะส่งไปบนอวกาศ เมื่อถึงเวลา ลูกเรือเหล่านี้แหละก็จะทำหน้าที่ขยายพันธุ์ เลี้ยงดู สืบต่อกันไปเรื่อย ๆ กว่าจะไปถึงดาวก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ 3 รุ่น

Voyagers คนอนาคตโลก

แต่ลูกเรือเหล่านั้นไม่ได้ไปแต่ลำพัง เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ‘ริชาร์ด’ (Colin Farrell) ไปดูแล เสมือนเป็นครูใหญ่ และพ่อของเหล่าลูกเรือ ทุกเช้า ลูกเรือทุกคนจะต้องดื่มน้ำสีฟ้าที่ชื่อว่า เดอะ บลู (The Blue) ซึ่งเรื่องมันมาเกิดตอนที่เป็นวัยรุ่นนี่แหละ เมื่อเด็กหนุ่มเพื่อนซี้ ‘คริสโตเฟอร์’ (Tye Sheridan), ‘แซ็ก’ (Fionn Whitehead) และ ‘เซลา’ (Lily-Rose Depp) หญิงสาวผู้มีความฉลาดด้านการแพทย์ ดันไปล่วงรู้ว่า ไอ้เดอะบลูที่พวกเขาดื่มทุกเช้าเนี่ย มันเอาไว้กดฮอร์โมนไม่ให้พุ่งพล่าน กดอารมณ์ไม่ให้รู้สึกอะไรมากเกินพอดี และกดอารมณ์ทางเพศไม่ให้ไปสวีวี่วีกันเองมั่วซั่ว เมื่ออารมณ์และกฏที่เคยถูกกดกลับปะทุ ภัยร้ายอันตรายก็เลยเกิดขึ้นเพราะวัยว้าวุ่นเหล่านี้นี่แหละ

Voyagers คนอนาคตโลก

ในแง่ของพล็อต เอาเข้าจริงตัวหนังถือว่ามีความ High-Concept มาก ๆ เลยนะครับ คือเป็นหนังTeenage Sci-Fi หรือแนวไซไฟวัยรุ่น (จำพวกเดียวกับ ‘Ready Player One’ (2018) หรือ ‘The Hunger Games’ (2012)) ที่ถือว่ามีคอนเซ็ปต์และพล็อตน่าสนใจทีเดียว แม้ตัวพล็อตเองจะมีความคุ้น ๆ จากหนังสือ ‘Lord of the Flies’ (วัยเยาว์อันสูญสิ้น) เขียนโดย ‘วิลเลียม โกลดิง’ (William Golding) ที่ว่าด้วยกลุ่มเด็กติดเกาะที่แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อช่วงชิงอำนาจในการจัดระเบียบสังคม เพียงแต่มีความเป็นไซไฟที่มีกลิ่นอายของแบบดิสโทเปีย (Dystopia) ที่ดำเนินด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบ Young Adult (เด็กที่จำต้องดำรงชีวิตและเอาตัวรอดแบบผู้ใหญ่) เข้ามาด้วยนั่นเอง

Voyagers คนอนาคตโลก

ที่ผู้เขียนชอบคอนเซ็ปต์ของหนังเรื่องนี้อีกอย่างก็คือ การตีความเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นมนุษย์ครับ ตัวหนังในตอนแรกจะชูให้เราเห็นว่า แม้ไอเดียการทำแบบนี้จะเป็นการช่วยมนุษยชาติ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งไปเหมือนกัน วัยรุ่นพวกนี้แหละจะได้เรียนรู้ว่า อะไรที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ความสุข ความทุกข์ ความโกรธ ความห่าม ตัณหา อารมณ์ทางเพศ ความอยากสวีวี่วีกับใครสักคนเป็นเรื่องผิดบาปจนต้องกดเอาไว้จริงหรือไม่ วิทยาการมันมีแต่ข้อดีจริงหรือเปล่า นี่ยังไม่รวมถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมืองและการปกครองที่ชวนให้นึกถึงการเมืองไทยนิด ๆ ด้วยนะ

Voyagers คนอนาคตโลก

ตัวหนังที่คอนเซ็ปต์จัดขนาดนี้ ถ้าสามารถเล่าและขมวดหนังเรื่องนี้ให้ออกมาคม และกลม นี่จะเป็นหนังแนวไซไฟจิตวิทยาที่แข็งแรงและให้ความบันเทิงแบบฉลาด ๆ ได้แน่นอน แต่ตัวหนังกลับดันตกม้าตายด้วยจุดพลิกผันเริ่มต้นองก์ที่ 2 เสียอย่างนั้นครับ เพราะยิ่งหนังเดินหน้า ตัวบทและการดำเนินเรื่องเบาหวิวมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการกระทำของตัวละครที่ล้วนแต่มาและไปแบบง่าย ๆ จนพาให้การดำเนินเรื่องอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เรียบง่าย และธรรมดาจนแทบจะหาจุดพีก จุดลุ้น จุดเอาใจช่วยไม่เจอ

Voyagers คนอนาคตโลก

ซ้ำร้าย ตัวบทก็ยิ่งพากระชากตัวออกนอกลู่ ด้วยการเพิ่มโทนสยองขวัญเข้ามาเสียอย่างนั้นแหละ ทำให้ตัวหนังเริ่มหลุดโฟกัสออกไปทีละน้อย จากองก์แรก เริ่มปูเรื่องด้วยพล็อตไซไฟคอนเซ็ปต์จัดท่าทีฉลาด ๆ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของชายเป็นใหญ่ (Masculinity) การต่อสู้กับธรรมชาติ ลากเข้าสู่หนังการเมืองวัยว้าวุ่น ความหวาดระแวง ความดำมืดของมนุษย์ และแรงผลักดันทางเพศสุดวาบหวามในองก์ที่สอง และแหกโค้งไปเป็นหนังสยองขวัญเดาง่ายในองก์สุดท้ายเสียอย่างนั้น ทำให้ตัวหนังกลายเป็นเพียงการพยายามจะเล่าอะไรก็ได้อย่างละนิดละหน่อยในแบบที่ Genre หนังไซไฟเรื่องหนึ่งพึงจะมี ด้วยท่าทีที่เบาหวิว สรุปทุกอย่างง่าย ๆ ไม่สุดกับอะไรสักทาง

Voyagers คนอนาคตโลก

ส่วนนักแสดง แม้จะเน้นนักแสดงรุ่นใหม่เสียเยอะ แต่นักแสดงเหล่านี้ก็ถือว่าไม่เลวร้ายครับ เพียงแต่ว่า ก็ตัวบทอีกนั่นแหละที่ไม่ได้ช่วยส่งให้ตัวละครมีความน่าสนใจ ทำให้โดยรวม ๆ ดูแบน ขาดมิติ ไม่รู้จะเอาใจช่วยใครได้ ทั้งฝั่งคู่ซี้อย่าง ‘ไท เชอริแดน’ (Tye Sheridan) และ ‘เฟียน ไวท์เฮด’ (Fionn Whitehead) ที่ดูจะขาวจัดดำจัดมากไปหน่อย (ใครดำใครขาวไปดูเองนะ) ส่วน ‘ลิลลี โรส เดปป์’ (Lily-Rose Depp) (ลูกสาวคนสวยของป๋า ‘จอห์นนี เดปป์’ (Johnny Depp)) และดาราเบอร์ใหญ่สุดในเรื่องอย่าง ‘โคลิน ฟาร์เรล’ (Colin Farrell) ก็แอบน่าเสียดายที่ทั้งคู่มีน้ำหนักในเรื่องน้อยไปหน่อย บทบาทที่อุตส่าห์วางไว้ให้ก็ได้ใช้น้อยมาก ทำให้ในหนังแทบจะไม่มีนักแสดงคนไหนโดดเด่นจนถึงขั้นมอบ MVP ให้ได้จริง ๆ

Voyagers คนอนาคตโลก

โดยสรุป ‘Voyagers คนอนาคตโลก’ คือหนังทีนเอจ ไซไฟ High-Concept ที่แตะเรื่องราวได้แต่เพียงบาง ๆ และเล่าด้วยตัวละครที่ดูแบนจนไม่รู้ว่าจะเอาใจช่วยใครได้จริง ๆ เล่าอะไรได้ไม่สุดสักทาง และแถมยังเป๋ไปออกแนวสยองขวัญอีกต่างหาก ถ้าจะดูเอาฉลาด ดูความไฮคอนเซ็ปต์ อาจไม่ค่อยได้อะไร เพราะมันแบนบางเกินกว่าจะดูเอาเรื่องจริง ๆ แต่ถ้าดูเพื่อเอารส เอาความบันเทิง ดูเอาพล็อตล้ำ ๆ งานโปรดักชันที่เข้าขั้นดี ดูเสน่ห์ของแคสติงที่ยังพอมีให้ชม ก็น่าจะพอถูไถก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปได้จนจบเรื่องนั่นแหละนะครับ


Voyagers คนอนาคตโลก