ในนาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนักร้องสาวดาวรุ่ง ‘โบกี้-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ’ หรือ ‘โบกี้ไลอ้อน’ (BOWKYLION) จากนักร้องที่เข้าประกวดในรายการเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ซีซันที่ 4 แต่ตกรอบ มาสู่การมีผลงานร้องเพลงประกอบละครและออกซิงเกิล “เอาเลย (Whatever)” ด้วยตนเอง จนได้เซ็นสัญญากับค่าย What The Duck มีซิงเกิลแรกกับทางค่ายคือ “ใครอีกคน” และได้เริ่มต้นเส้นทางอาชีพศิลปินอย่างเต็มตัว

โบกี้ไลอ้อน ได้สร้างสรรค์บทเพลงฮิตโดนใจมากมายอาทิ “ลงใจ” “คงคา” “คิดถึงแต่” “บานปลาย”  และ “วาดไว้” และยังมีอัลบั้มเต็มชุดแรก “ไลออนฮาร์ต” จนได้รับการยอมรับจากแฟน ๆ และนักวิจารณ์อย่างล้มหลาม มีรางวัลคมชัดลึกอวอร์ดและสีสันอะวอร์ดส์เป็นสิ่งการันตีคุณภาพ

การที่ใครคนหนึ่งจะได้มาเป็นศิลปินที่ผู้คนยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านทั้งวันวานที่หวานและขม ผ่านอดีตที่หล่อหลอมตัวตน สู่การก่อร่างสร้างตนจนกลายเป็น ‘โบกี้ไลอ้อน’

มาเรียนรู้เรื่องราวแห่งความไม่มั่นใจ ที่แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งและยืนหยัดในความเป็นตัวของตัวเองของ ‘โบกี้ไลอ้อน’ ที่โบกี้ได้เปิดเผยในรายการ ‘ป๋าเต็ดทอล์ก’ EP.106

ปฐมบท (INTRODUCTION)

โบกี้รู้สึกว่าการที่ได้เล่นคอนเสิร์ต ‘The Gentleman Live 2’ นั้นเป็นอะไรที่ไกลเกินฝันเพราะศิลปินที่ขึ้นมาบนเวทีนี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินที่โบกี้ชื่นชอบและติดตามมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งทำให้โบกี้รู้สึกว่าตัวเองยังไม่คู่ควรเพราะยังเป็นศิลปินหน้าใหม่และก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองมีวุฒิภาวะและความสามารถเพียงพอที่จะขึ้นบนเวทีนี้เคียงคู่กับศิลปินคุณภาพที่โบกี้ชื่นชอบ จนถึงขนาดขอถอนตัวออกจากงาน แต่สุดท้ายโบกี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าโบกี้นั้นมีความสามารถคู่ควร

ในงานคอนเสิร์ตนี้โบกี้ได้ฟีเจอริ่งกับแบงค์วง Clash
ภาพจาก The Gentlemen Live
ภาพจาก The Gentlemen Live

อีกความกังวลหนึ่งที่ทำให้โบกี้ไม่มั่นใจที่จะขึ้นบนเวทีนี้ เพราะว่าโบกี้มีปัญหาสุขภาพเยอะทั้งปัญหาทางจิตใจอย่างอาการแพนิค (Panic Disorder) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder – OCD)  และปัญหาทางด้านสุขภาพกาย (ที่มาจากการที่โบกี้เป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด) อย่างโรคกรดไหลย้อนและอาการปวดปัสสาวะบ่อยทำให้โบกี้ต้องมี “ห้องน้ำส่วนตัว” ที่สามารถพกพาไปด้วยในทุก ๆ ที่ ซึ่งก็คือเต็นท์ที่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งโบกี้เรียกว่า “เต็นท์แต่งตัว” นอกจากนี้โบกี้ยังต้องนอนในท่านั่งมาเป็นเวลานานเพราะกลัวว่าจะเป็นกรดไหลย้อน อีกทั้งยังต้องกินอาหารตรงเวลาอีกด้วย คนที่ทำงานใกล้ชิดจะรู้ว่าต้องบังคับให้โบกี้กินตรงเวลาถึงแม้ว่าจะงอแงว่าไม่หิวและไม่ยอมทานก็ตาม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้หลายคนอาจมองว่าโบกี้เยอะแต่ในความเยอะนี้มีเหตุผลซ่อนอยู่ เพราะโบกี้ไม่อยากที่จะก่อปัญหาให้กับตัวเองและที่สำคัญที่สุดคือคนรอบข้างและทีมงานที่ทำงานร่วมกันกับโบกี้ จึงทำให้โบกี้ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้ทำงานต่อไปและจะได้ดูแลทีมงานได้เพราะยังมีชีวิตอีกหลายชีวิตที่เกี่ยวพันกับโบกี้ด้วย

CHILDHOOD วันวานที่หล่อหลอม

โบกี้ได้รับอิทธิพลการชอบร้องเพลงมาจากคุณแม่ โบกี้เล่าว่าคุณแม่เป็นคนที่มีพรสวรรค์และร้องเพลงได้ดีแต่ที่บ้านไม่สนับสนุนทำให้แม่ไม่สามารถทำตามฝันได้ แม่เลยตั้งใจว่าถ้ามีลูกแล้วก็อยากจะให้ลูกได้ร้องเพลงแต่ลูกจะถือเป็นอาชีพหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับลูก ๆ แต่จากการที่ทั้งโบกี้และพี่ของโบกี้คือ ‘ว่าน วันวาน’ ล้วนแล้วแต่ร้องเพลงได้ดีและได้อยู่ในวงการในฐานะนักร้องกันทั้งคู่ นั่นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าพรสวรรค์ของแม่ได้ถ่ายทอดสู่ลูกสาวทั้งสองคนแล้ว (และคุณแม่ของโบกี้เองที่เป็นคนแนะนำให้โบกี้เรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี และได้รวมกลุ่มก่อตั้งวงดนตรีชื่อ สคิปปิท (Skipit) ที่เคยเข้าแข่งขันบนเวทีฮอตเวฟมิวสิกอวอร์ดส์ในปี 2554 และโบกี้ไลอ้อนได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมจากเวทีนี้)

ถึงแม้ว่าจะชอบร้องเพลง แต่โบกี้ในวัยเด็กก็ไม่ได้มุ่งมั่นในการร้องเพลงเป็นเรื่องเป็นราว และยังมีกิจกรรมอื่นที่ทำอย่างจริงจัง โบกี้เคยเล่นยิมนาสติกมาก่อนถึงขนาดเคยไปแข่งในเวทีต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศจนคว้ารางวัลมามากมาย นอกจากนี้ยังทำกิจกรรมอย่างอื่นเช่น การเต้นรำ เต้นต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ไปถึงการเต้นบัลเล่ต์ด้วย แต่วันหนึ่งโค้ชได้มาบอกกับแม่ของโบกี้ว่า โบกี้ไม่น่าจะเหมาะกับการเล่นยิมนาสติกซึ่งมาจากการที่โบกี้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเวลาเต้น อาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจซึ่งส่งผลให้ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไรหากไม่มีกระจกส่องเพราะโบกี้นั้นติดกระจกมาก ทำให้เวลาที่โบกี้จะต้องเคลื่อนไหวโดยปราศจากภาพสะท้อนเหล่านี้ โบกี้จะเกิดความไม่มั่นใจและเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่อิสระซึ่งทำให้หลังจากนั้นโบกี้ไม่กล้าที่จะเต้นอีกเลยและกลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกทางร่างกายแม้กระทั่งตอนที่เป็นศิลปินแล้วโบกี้ก็ยังรู้สึกว่าโบกี้ไม่กล้าที่จะเต้น ในช่วงแรก ๆ โบกี้ยังร้องแบบยืนอยู่เฉย ๆ ไม่กล้าเคลื่อนไหวไปตามอารมณ์เพลง ซึ่งก็ทำให้โบกี้กังวลใจเพราะโบกี้รู้สึกว่าการเป็นนักร้องนั้นถึงแม้จะไม่ใช่นักเต้นแต่การที่จะยืนอยู่เฉย ๆ แบบนี้ต่อไปมันจะดีหรือ โบกี้ก็เลยปรึกษาจิตแพทย์ว่าควรทำอย่างไร จนมามีช่วงหนึ่งที่โบกี้ลองดื่มแอลกอฮอล์ (ซึ่งปกติแล้วโบกี้จะไม่ดื่มเลยเพราะต้องการรักษาเส้นเสียง) เพราะเป็นช่วงที่โบกี้รู้สึกไม่ไหวไม่มั่นใจและคิดว่าถ้าเมาแล้วจะทำให้โบกี้กล้าขึ้นเวทีได้ จนในที่สุดก็พบว่าตัวเองเต้นได้เวลาที่ได้แอลกอฮอล์ จึงไปบอกจิตแพทย์ว่าโบกี้เต้นได้แล้วหลังจากดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปซึ่งจิตแพทย์ก็ตอบกลับมาว่าโบกี้เต้นได้อยู่แล้วไม่ได้เต้นได้เพราะแอลกอฮอล์ ตั้งแต่นั้นมาโบกี้ก็เลยกล้าที่จะเต้นมากขึ้น

โบกี้แต่เดิมมีชื่อว่า ‘วุ้นเส้น’ ซึ่งที่บ้านตั้งใจตั้งชื่อลูกให้คล้องจองกันเป็น ‘วุ้น (เส้น)’ กับ ‘ว่าน’ แต่ที่บ้านก็มีปัญหาเพราะรู้สึกว่าชื่อวุ้นเส้นนั้นไม่เหมาะ เพราะ ‘วุ้นเส้นนั้นขาดง่าย’ แม่ก็เลยตั้งชื่อเล่นใหม่ให้โบกี้ว่า ‘กุ๋งกิ๋ง’ แต่คนส่วนใหญ่จะเรียกว่า ‘กุ๊งกิ๊ง’ (ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปยอดนิยมในตอนนั้น) ดูเหมือนว่าคนจะมีปัญหาเรื่องการผันวรรณยุกต์ให้ถูกต้อง สุดท้ายโบกี้ในวัย 4 ขวบก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเองซะเลย ชื่อต่อมาที่โบกี้ใช้ก็คือ ‘สีส้ม’ (ไม่ใช่ส้มแต่เป็นสีส้ม เพราะโบกี้ชอบสีส้ม) ต่อมาโบกี้ชอบฟังเพลงของ ‘ยิ่งยง ยอดบัวงาม’ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเล่นเป็น ‘ยิ่งยง’ หลังจากนั้นโบกี้ก็เปลี่ยนเป็น ‘โบ’ เพราะชื่นชอบ ‘โบ สุนิตา’ มาก (ฟังในคลิปนาทีที่ 23.09 โบกี้ร้องเพลง “หนึ่งในไม่กี่คน” ของโบ สุนิตาเป็นครั้งแรกและร้องได้ไพเราะมาก ๆ) หลังจากนั้นโบกี้ก็มีหมาชื่อ ‘กี้’ พอเวลาเรียก ‘โบ’ กับเจ้าหมา ‘กี้’ ต่อกันก็จะกลายเป็น ‘โบกี้’ โบกี้ก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าโบกี้ชื่อเดียวกันกับหมาก็คงดี ก็เลยตั้งชื่อตัวเองว่า ‘โบกี้’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อนึกไปถึงช่วงเวลาที่ประทับใจในวัยเด็กของโบกี้ ทั้งหมดล้วนเป็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับทุกคนในครอบครัว ได้ร้องเพลง ได้เล่นกับหมา โบกี้บอกว่าความทรงจำที่ดีที่สุดคือภาพที่โบกี้และครอบครัวได้ทานเอ็มเคสุกี้ด้วยกัน แต่ช่วงเวลาอย่างนั้นก็ไม่มีทางหวนกลับมาอีกแล้ว เพราะหลังจากนั้นพ่อแม่ของโบกี้ก็ได้หย่าร้างกันไป พอมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นโบกี้พบว่าครอบครัวของโบกี้พยายามเลี้ยงโบกี้มาอย่างดีที่สุด แม้ว่าจะลำบากแค่ไหนก็จะพยายามดูแลลูกให้ลำบากให้น้อยที่สุดและได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่ด้วยการที่โบกี้อาจเป็นคนที่เครียดและเก็บรายละเอียดมากจนเกินไป จึงทำให้ในหลายช่วงเวลาโบกี้มองไม่เห็นรายละเอียดของความสุขสักเท่าไหร่นัก

ความไม่มั่นใจของโบกี้นั้นเกิดขึ้นมาจากการมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในครอบครัว โบกี้ได้เล่าถึงสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวที่มักจะซ้อมโบกี้อยู่เสมอ ซึ่งในเวลานั้นโบกี้เด็กเกินกว่าที่จะรู้ว่ามันคือการซ้อม คิดแต่เพียงว่ามันเป็นการลงโทษเท่านั้น หรือแม้แต่การคิดว่ามันสมควรแก่ความผิดของโบกี้ไหมโบกี้ก็ยังไม่แน่ใจ โบกี้โดนต่าง ๆ นานาไม่ว่าจะโดนตีจนขาลายร่างกายแตกหรือโดนกดน้ำ โบกี้พบว่าความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้นได้ทำให้โบกี้กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจ แต่ในทุกวันนี้โบกี้ได้ยอมรับในสิ่งที่โบกี้พบเจอมาและมองว่ามันเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้โบกี้เป็นโบกี้อย่างในทุกวันนี้ โบกี้ได้ปลดล็อกความรู้สึกในใจและเริ่มกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะเคลื่อนไหวร่างกาย กล้าที่จะเปิดเผยเรือนร่างของตัวเอง

FORMING THE LION ก่อร่างสร้างตัวตน

โบกี้เริ่มคัฟเวอร์เพลงในยูทูบตอนที่ผิดหวัง อกหักจากความรักในวัยรุ่น ในขณะที่ยังเจ็บปวดกับการอกหักและนั่งมองเพดาน เวลาผ่านไปอย่างไร้สาระ ในช่วงเวลานั้นโบกี้ได้มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรก โบกี้เห็นคนอื่นใช้เล่นเกมกันแต่โบกี้นั้นไม่ชอบเล่นเกม ก็เลยคิดว่าจะเอามันมาทำอะไรดีกับในเวลานี้ที่มีแต่อารมณ์ที่พรั่งพรู สุดท้ายก็เลยคิดได้ว่ามาร้องเพลงเล่น ๆ ดีกว่า อัดในโทรศัพท์และก็โพสต์ลงไปในยูทูบ กลายเป็นว่ามีคนมาดูเป็นหมื่น ทั้ง ๆ ที่โบกี้แค่ร้องไปแค่ไม่กี่วินาที โบกี้เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง ถ้าท่อนไหนโบกี้อินก็จะร้อง ท่อนไหนไม่อินก็จะเว้นไว้ เป็นแบบนี้มา 2-3 ปีจนคนเริ่มติดตามร่วมแสนและหลายคนคิดว่านี่น่าจะกลายเป็นอาชีพของโบกี้ได้ แต่โบกี้กลับไม่คิดอย่างนั้น ต่อมาคนเริ่มเข้ามาคอมเมนต์ว่าทำไมร้องแค่ไม่กี่วินาที โบกี้แค่คิดว่าโบกี้ทำด้วยความจริงใจหากไม่อินตรงไหนโบกี้ก็จะไม่ทำ นั่นกลับยิ่งทำให้โบกี้สงสัยว่าคนเข้ามาฟังอะไรและชื่นชอบอะไรในคลิปของโบกี้ ถึงค่อย ๆ มีคนติดตามเพิ่มขึ้นมาจากหลักหมื่นเป็นแสนและเป็นล้าน ทั้งที่มีแต่คลิปเสียง หน้าก็ไม่เห็นเลยเริ่มคิดว่าน่าจะทำอะไรให้จริงจังมากขึ้น เลยเริ่มตั้งกล้องและถ่ายให้เห็นหน้าและทำอะไรที่พอจะทำได้เช่นจัดแสง แต่งหน้า ทำสต็อปโมชัน แต่ยังคงร้องเฉพาะท่อนที่อินเหมือนเดิม

จนเริ่มมีรายได้จากยูทูบ เริ่มต้นรายได้แรกประมาณ 1 เหรียญเท่านั้น แต่มันก็ทำให้โบกี้ทำคลิปต่อไปจนมี 200-300 คลิป และเริ่มมีรายได้หลักหมื่น เริ่มมาอ่านคอมเมนต์และด้วยความเป็นคนกวน ๆ ตรง ๆ ไม่ยอมใคร ก็จะตอบแรง ๆ กลับไปเสมอ จนแม่ก็ต้องคอยมาเตือนให้เบา ๆ บ้าง จนมาเจอคอมเมนต์หนึ่งที่บอกว่า ‘คุณไม่มืออาชีพเลย ถ้าร้องแค่นี้ก็ไม่ต้องร้อง’ โบกี้จำคอมเมนต์นี้อย่างขึ้นใจและตัดสินใจประชุม (กับตัวเอง) นานมากกว่าจะได้ข้อสรุปว่า ‘โบกี้จะเป็นนักร้อง’ และการเป็นนักร้องอาชีพนั้นโบกี้ต้องร้องได้ทุกเวลาและสถานการณ์ถึงจะมีความเป็นมืออาชีพ

“ถ้าจะทำอาชีพนี้เราไม่สามารถใช้อารมณ์เป็นหลักในการทำงานได้ เราไม่สามารถเป็นตัวเองได้ 100% จะลองดู จะลองเป็นตัวเอง 50% และอีก 50% จะเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็น”

โบกี้เริ่มลองทำคลิปร้องเพลงให้ยาวขึ้นและขยายทีมโปรดักชันให้ใหญ่ขึ้น (ซึ่งก็ประกอบไปด้วยตัวโบกี้เพียงคนเดียวอยู่ดี แค่เพิ่มหน้าที่ต่าง ๆ เข้ามา) เริ่มมีความครีเอตในการสร้างสรรค์คลิป ใช้พัดลมเป่าผมให้พลิ้วไหว หรือทำสต็อปโมชันน้ำตาไหลให้ได้ฟีล ตอนนั้นโบกี้แค่อยากสร้างสรรค์ผลงาน เผยแพร่มันออกไปและให้ผู้คนชื่นชม แต่ไม่ได้อยากให้มันดังเพราะโบกี้อาจไม่สบายใจนักเวลาที่ชีวิตของโบกี้ต้องมีคนมาจับจ้อง

ด้วยความที่เป็นคนละเอียดอ่อนและไม่มั่นใจในรูปหน้าของตัวเอง โบกี้บอกว่าที่โบกี้ดูสวยนั้นโบกี้สวยด้วยการแต่งหน้าของช่างและการแต่งรูปอย่างสุดความสามารถเพื่อให้มันออกมาดูสวย แต่เวลาปกติแล้วโบกี้ไม่ได้ต้องดูสวยอยู่ตลอดเวลา บางทีไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยก็ไม่พร้อมที่จะต้องเป็นคนสวย พอมีคนมาขอถ่ายรูปและแอบได้ยินคำวิจารณ์ว่าสภาพหน้าโบกี้นั้นดูไม่ได้เลย ถึงแม้จะรู้สึกแย่แต่โบกี้ก็รู้ดีว่า โบกี้ตั้งใจแค่มาทำเพลงไม่ได้ต้องมาเพื่อหน้าสวยตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นโบกี้ก็เป็นคนที่พร้อมที่จะเปิดเผยภาพที่ทุเรศที่สุดของโบกี้ จนมาถึงช่วงหนึ่งที่โบกี้ตัดสินใจที่จะทำในมุมกลับ ด้วยการลงรูปในไอจีเป็นรูปที่หน้าสดและเป็นรูปที่ดูไม่ดี เพื่อที่จะให้คนชื่นชมโบกี้ว่า ‘สวย’ เวลาที่ได้เจอตัวจริง

โบกี้บอกว่าในตัวโบกี้มีคนอยู่ 3 คนคือ ‘โบกี้’ ‘บัวคลี่’ และ ‘บาร์กี้’ โบกี้คือ ‘BOWKYLION’ ที่ทุกคนรู้จักเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ส่วน ‘บัวคลี่’ เป็นคนอ่อนโยน ไม่ชอบแต่งหน้า ชอบอยู่กับสัตว์เลี้ยง และรักศิลปะชอบวาดรูปแต่มักจะโดนคนเอาเปรียบอยู่บ่อย ๆ ส่วน ‘บาร์กี้’ เป็นคนที่ไม่มีกาลเทศะและมักจะปรากฏในช่วงเวลาที่โบกี้ตรงไปตรงมาที่สุด

เคยมีครั้งหนึ่งที่โบกี้ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า ถึงขนาดลงทุนบินไปที่เกาหลี ในตอนนั้นโบกี้รู้สึกสมเพชตัวเอง ไม่ได้เป็นความสมเพชเพราะอยากจะทำศัลยกรรม แต่สมเพชว่าต่อให้ตัวเองทำไปก็คงจะไม่มั่นใจขึ้นมาสักเท่าไหร่ แถมจากสุขภาพที่ย่ำแย่ของตัวเองก็อาจจะทำให้อันตรายถึงตายด้วยซ้ำ โบกี้ถึงขนาดพิมพ์โน้ตทิ้งไว้ในมือถือหากต้องลาโลกนี้ไป 

“ขอโทษที่ตาย ก็แค่อยากสวย”

แต่สุดท้ายแล้วโบกี้ก็ผ่านมันไปได้ และพบว่ามันทำให้โบกี้รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ในช่วงที่โบกี้ออกเพลง “ค.ควาย” ตอนนั้นโบกี้ยังไม่ได้ทำศัลยกรรมใบหน้าเลย โบกี้เป็นคนที่ไม่มีคางและคางในตอนนั้นก็มาจากการฉีดฟิลเลอร์ซึ่งหากทำไปมาก ๆ ก็จะมีปัญหาต่อการเคี้ยวอาหาร จึงตัดสินใจที่จะทำให้มันอยู่ถาวร สุดท้ายในวันนี้โบกี้ก็พบว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว ทำให้โบกี้มีความมั่นใจมากขึ้น

การร้องเพลง “วาดไว้” ร่วมกันระหว่างโบกี้กับว่าน วันวาน ในรายการเดอะวอยซ์ เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมาก ๆ ซึ่งที่มาของเพลง “วาดไว้” นั้นเป็นเพลงที่โบกี้ตั้งใจแต่งให้กับคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วร่วม 8 ปี คุณแม่คือแรงบันดาลใจและแรงพลังสำคัญที่ทำให้โบกี้เติบโตมาจนเป็น ‘BOWKYLION’ อย่างในทุกวันนี้ ช่วงเวลาก่อนหน้านี้โบกี้กับพี่สาวไม่ได้สนิทเพราะต่างคนต่างไปเติบโตคนละครอบครัวหลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน แต่ในช่วงเวลานี้โบกี้ได้กลับมาใกล้ชิดกับพี่อีกครั้งและได้ร่วมร้องเพลงบนเวทีเดียวกันได้มีช่วงเวลาที่สำคัญร่วมกัน ในวันนั้นโบกี้รู้ว่าอารมณ์อ่อนไหวกำลังไหลเวียนอยู่ในใจของโบกี้ด้วยความที่เป็นบทเพลงนี้ด้วย แถมยังต้องร้องกับพี่ด้วย โบกี้จึงพยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาแต่น้ำตาก็ไหลอยู่ภายใน ที่ผ่านมาโบกี้พยายามเข้มแข็งอยู่เสมอเพราะโบกี้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่โบกี้ร้องไห้ว่านซึ่งเป็นคนที่อ่อนไหวและร้องไห้ง่ายก็จะร้องตามไปด้วย แม้กระทั่งในงานศพของคุณแม่เองโบกี้ก็ไม่พยายามร้องไห้ต่อหน้าว่าน พยายามเข้มแข็งและเป็นกำลังใจให้กันและกันอยู่เสมอ ทั้ง 2 คนเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ทั้งน้อง และเป็นแฟนคลับของกันและกันและนี่ก็เป็นสิ่งที่งดงามบนความสัมพันธ์ของสองพี่น้องคู่นี้

โบกี้บอกว่าจริง ๆ แล้วว่านเป็นคนที่มีพรสวรรค์และความสามารถมาก ๆ มีความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเป็นนักร้องที่ดี ว่านเองภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้เป็นอย่างมากที่เดินมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนโบกี้เองก็ภูมิใจในตัวพี่สาวของโบกี้เช่นกันและเชื่อมั่นมาตลอดว่าว่านซึ่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์และความสามารถเหมาะสมที่จะเป็นนักร้องที่สุด ว่านนั้นเป็นคนมั่นใจส่วนโบกี้นั้นไม่มั่นใจเลย ว่านชอบความท้าทายชอบแข่งขันแต่โบกี้นั้นไม่เอาเลย ว่านเป็นคนที่มีจินตนาการเปี่ยมล้นแต่ไม่กล้าที่จะใช้มันออกมาส่วนโบกี้นั้นรู้สึกว่าตัวเองมีน้อยกว่าแต่พยายามใช้มันอย่างหมดจนหยดสุดท้าย แม้กระทั่งชื่อ ‘BOWKYLION’ ถึงแม้โบกี้อาจจะเคยเล่าว่ามันมีที่มาจากผมที่พองฟูของโบกี้ แต่ว่ากันจริง ๆ แล้วตั้งแต่วัยเด็กโบกี้พบว่า ‘BOWKYLION’ ที่แท้จริงก็คือพี่สาวของโบกี้ ‘ว่าน วันวาน’ นั่นเอง

(โปรดติดตามต่อใน Part 2)

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส