Connect with us

What The Fact

รายการสอนภาษาอังกฤษดีๆ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่หาดูได้ใน Youtube

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาษาภาษาอังกฤษนั้น เป็นภาษาที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความก้าวหน้า รุ่งเรืองให้กับชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความที่ไทยเรามีภาษาแม่เป็นของตัวเอง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้หรือคุ้นชินกับภาษาอังกฤษนัก ถ้าไม่ใช่เด็กจบนอกหรือเรียนอินเตอร์มา โอ้ยยย ตาย พูดได้แค่เบสิคจ้า ถึงจะอยากไปลงครอสภาษาอังกฤษดูสักที ก็ไม่ค่อยจะมีเวลา บีเข้าใจโมเม้นดี วันนี้บีเลยจะมาแนะนำช่องใน youtube ที่สอนภาษาอังกฤษได้แบบสนุ๊ก สนุก ไม่น่าเบื่อค่ะ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาษาภาษาอังกฤษนั้น เป็นภาษาที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความก้าวหน้า รุ่งเรืองให้กับชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความที่ไทยเรามีภาษาแม่เป็นของตัวเอง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้หรือคุ้นชินกับภาษาอังกฤษนัก ถ้าไม่ใช่เด็กจบนอกหรือเรียนอินเตอร์มา โอ้ยยย ตาย พูดได้แค่เบสิคจ้า ถึงจะอยากไปลงครอสภาษาอังกฤษดูสักที ก็ไม่ค่อยจะมีเวลา บีเข้าใจโมเม้นดี วันนี้บีเลยจะมาแนะนำช่องใน youtube ที่สอนภาษาอังกฤษได้แบบสนุ๊ก สนุก ไม่น่าเบื่อค่ะ

1. GMM25Thailand (รายการ Loukgolf’s English Room)

เป็นรายการที่อยู่ในช่องของ GMM มีพิธีกรชื่อ “ลูกกอล์ฟ” เป็นคนสอนภาษา โดยจะเชิญแขกรับเชิญที่เป็นดารา ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้มาในรายการเป็นการพูดคุยเรื่องไลฟ์สไตล์ของดาราคนนั้นๆ ข้อดีของรายการนี้คือมันมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษและไทยควบคู่กันไป แถมพิธีกรยังอธิบายการใช้สำนวน คำ หรือประโยคภาษาอังกฤษที่แขกรับเชิญพูด อย่างชัดเจนด้วย

เนื้อหารายการก็สนุกสนาน มีมุขตลกสอดแทรกตลอดเวลาอย่างไม่น่าเบื่อ

2. ThaiCh8 : ช่อง 8 (รายการ English สะกิดต่อมฮา)

รายการที่มีพิธีกรคู่คือ อาจารย์อดัม และพล่ากุ้ง เป็นรายการที่จะส่ง “หน้าม้า” ชาวต่างชาติ ออกไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น ตลาดนัด ป้ายรถเมล์ เพื่อหาผู้แข่งขันมาทำภารกิจในรายการ และให้ชาวต่างชาติคนนั้นสื่อสารภาษาอังกฤษกับคนไทยที่เป็นผู้แข่งขัน

มุมมองในช่วงแรกของรายการ ภาพจะเป็นเชิงแคนดิด หรือการแอบถ่ายในสถานการณ์นั้นๆ ทำให้รายการดูสมจริง และสนุกสนาน และเมื่อเข้าสู่ช่วงแข่งขัน ก็จะเป็นภารกิจที่ผู้เข้าแข่งขันชาวไทย และชาวต่างชาติจะเล่นเกมร่วมกัน เช่น เกมทายคำใบ้ภาษาอังกฤษ เกมสื่อสารให้ชาวต่างชาติเล่นหมากเก็บ รายการนี้จึงได้เพลิดเพลินไปกับความน่ารักในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนทั้ง 2 ชาติ โดยมีซับไตเติ้ลภาษาไทยและอังกฤษประกอบค่ะ

3. Mahidol Channel มหิดล แชนแนล (รายการ Click)

รายการสอนภาษาอังกฤษของช่องมหิดล โดยอาจารย์คริส เน้นการสอนแบบง่ายๆ และอธิบายแบบชัดเจน ด้วยคำศัพท์ง่ายๆ รวมถึงไวยกรณ์ และสำนวนพื้นฐานที่ควรรู้ รูปแบบรายการไม่ซับซ้อนหรือเน้นมุขตลกนัก โดยลักษณะของฉากในรายการ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นหลังขาว และมีคำศัพท์และภาพปรากฎขึ้นมา พร้อมกับการอธิบายอย่างละเอียดจากพิธีกรค่ะ ใครที่อยากได้เนื้อเน้นๆ เรื่องของคำศัพท์ต่างๆ ช่องนี้น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ

4. TalkAmerican by MsLingLingOfficial

ช่องส่วนตัวของ หลิงหลิง นักเรียนแลกเปลี่ยน และเป็นนักศึกษาที่อเมริกา ดังนั้นใครที่อยากได้สำเนียงอเมริกัน มาทางนี้เลยค่ะ

แม้ว่าภาพของช่องนี้จะไม่ได้สวยงาม และเป็นการตัดต่อแบบง่ายๆ  แต่จุดเด่นของช่องนี้เลยคือ คลิปวิดีโอจะมีขนาดสั้นๆ ทำให้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ และมีแต่เนื้อเน้นๆ ค่ะ

อีกข้อที่เจ๋งของช่องนี้คือตอบโจทย์ในเรื่องของแสลง และภาษาในชีวิตประจำวัน ที่เราพบได้บ่อยๆ ค่ะ อารมณ์แบบฟังปุ้บ พูดตามได้เลยค่ะ แถมยังมีคลิปวิดีโอออกมาบ่อยๆ และย้อนหลังอีกจำนวนมากด้วยค่ะ

5.English with Lucy

เป็นช่องส่วนตัวของครูสอนภาษาอังกฤษชื่อ Lucy โดยเน้นการพูดภาษาอังกฤษแบบ Native สำเนียงแบบ British นั่นเอง

ถ้าใครอยากฟังและพูดแบบสำเนียง British บีว่าต้องช่องนี้เลยค่ะ หัวข้อที่สอนส่วนใหญ่ก็จะเป็นตั้งแต่ไวยากรณ์พื้นฐาน คำศัพท์ที่ใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน คำศัพท์ที่คนมักใช้ผิด และบางครั้งก็มีการเพิ่มสีสันให้กับรายการ โดยการเชิญแขกรับเชิญมาร่วมด้วยค่ะ

บีชอบที่ช่องนี้ไม่มีซับไตเติ้ลไทย ดังนั้นเราจะได้ฟังและอ่านอังกฤษแบบล้วนๆ (ต้องตั้งค่าให้ขึ้นซับไตเติ้ลใน YouTube ด้วยนะคะ) อาจจะเหมาะกับคนที่เลยสกิลอังกฤษขั้นพื้นฐานมาแล้ว และอยากพัฒนามาอีกขั้นค่ะ

ถือเป็นช่องสอนภาษาอังกฤษที่ดูง่าย ทำความเข้าใจได้เร็ว และบางรายการยังมีมุขตลกสอดแทรก นำเสนอได้อย่างไม่น่าเบื่อด้วย ใครที่อยากฝึกภาษาอังกฤษดีๆ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!