Connect with us

What The Fact

APB: ตำรวจ / เศรษฐี / เทคโนโลยี

ถ้าเศรษฐีหนุ่มที่เพิ่งเสียเพื่อนไป จะขอซื้อสถานีตำรวจ แล้วพัฒนาการทำงานของตำรวจให้ดีขึ้น จะเป็นอย่างไร…?

“…ผมขอควบคุมสถานีตำรวจแห่งนี้…”

นี่คือคำพูดของกิลดอน รีฟ เศรษฐีนักธุรกิจหนุ่มชื่อดัง เจ้าของ Reeves Industries กล่าวต่อหน้าคณะลูกขุนในศาล เพื่อขอเข้าควบคุมและปรับปรุงสถานีตำรวจเขต 13 ในเมืองชิคาโก้ หลังจากที่เขาสูญเสียเพื่อนร่วมงาน จากการเข้าปกป้องตัวเขาเองในมินิมาร์ทแห่งหนึ่ง และแจ้งตำรวจในท้องที่ให้เข้าช่วยเหลือ แต่ไม่มีตำรวจหน้าไหนรุดมาที่เกิดเลยแม้แต่นายเดียว…

เนื้อเรื่องหลักๆ ของซีรีส์ APB จะเล่าถึงเรื่องราวของสถานีตำรวจเขต 13 ที่กิลดอนได้เข้าเทคโอเวอร์ ปรับปรุง และอัปเกรด ให้เหล่าตำรวจในสถานีสามารถเข้าช่วยเหลือผู้คนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีของ Reeves Industries เข้าช่วย ทั้งปืนช็อตไฟฟ้าที่มีอานุภาพแรงสูง และชุดตำรวจที่มีกล้องติดอยู่ที่เสื้อ

รวมถึงรถ Cadillac ที่แปลงเป็นรถตำรวจสุดแรงพร้อมระบบจีพีเอส

โดรนที่บินจับภาพในที่เกิดเหตุ

และรวมไปถึงแอป APB ซึ่งเป็นแอปใช้เรียกตำรวจ ในกรณีฉุกเฉิน หรือต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ

แต่ละตอน จะมีเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไป และแน่นอน คุณจะได้เห็นไหวพริบของกิลดอน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่มีในบริษัทของเขา มาประยุกต์กับการทำงานในเชิงสืบสวนและจู่โจมของตำรวจ ทำให้แต่ละคดีที่เกิดขึ้นนั้นจบลงด้วยดี

อย่างตอนล่าสุดที่ออกอากาศในไทย มีการนำเซ็นเซอร์ตรวจจับชีพจร และ Biometric จากเก้าอี้นักบินที่กำลังทดลองในแล็บของ Reeves industries มาผนวกกับเก้าอี้ในสน. ที่ใช้ในสืบสวน กลายเป็นเก้าอี้ที่ติดตั้งเครื่องจับเท็จขนาดย่อมๆ ซึ่งได้ผลอย่างมากในการสอบสวนผู้ต้องหา จนสามารถเผยความจริงทั้งหมดออกมาได้

นอกเหนือจากกิลดอน ที่เป็นตัวละครเอกของซีรีส์เรื่องนี้แล้ว ยังมีเมอร์ฟี่ ตำรวจสาวคนเก่งแห่งเขต 13 เสมือนเพื่อนคู่หูของกิลดอน ที่คอยช่วยเหลือกันในทุกๆ คดี

จากด้านซ้าย: Justin Kirk รับบท กิลดอน รีฟ, Natalie Martinez รับบท เทเรซ่า เมอร์ฟี่

รวมไปถึงเอด้า สาววิศวกรประจำกายกิลดอนแห่ง Reeves Industries ที่พร้อมเรียกใช้งานได้ทุกเมื่อ จะแฮก หรือจะให้สร้างอะไร สั่งมาได้เลย แต่ในบางครั้ง เอด้าก็ต้องขอความช่วยเหลือจากแฮกเกอร์หมวกขาว ที่เป็นเพื่อนสนิทของเธออีกทีนึง (ถ้าภารกิจไหนที่มันยาก หรือว่าไม่ทันเวลาแน่นอน…)

ซ้าย: Caitlin Stasey รับบท เอด้า แฮมิลตัน

จริงๆ แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Article หนึ่งในเว็บไซต์ The New York Times เรื่อง “Who Runs the Streets of New Orleans?” ซึ่งเล่าถึงการปฏิบัติงานของตำรวจในเมืองดังกล่าว

ในอเมริกา ซีรีส์เรื่องนี้ได้ฉายจบไปแล้ว และยังไม่มีคำยืนยันว่าจะสร้างต่อหรือไม่ ส่วนในเมืองไทย ใครที่อยากติดตามเรื่องนี้ สามารถติดตามได้ทางช่อง FOX ผ่านทรูวิชันส์ และ AIS Playbox

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Down a Dark Hall: สยองพล็อตแหวก ดูแก้เบื่อดีเหมือนกันนะ

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวสยองขวัญนี้ถูกนำเรื่องสู่ความดาร์กขนหัวลุกด้วยฝีมือของนักแสดงมากความสามารถอย่าง “อูมา เธอร์แมน” (Kill Bill) ในบทของครูใหญ่ “มาดาม ดูเรต์” มาดามแห่งโรงเรียนประจำอันน่าหวาดผวาแห่งนี้ พร้อมไปกับนักเรียนหญิงอีกไม่กี่คนที่ถูกส่งมายังแบล็กวูดนำทีมโดย “แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์” (The Carrie Diaries), “เทย์เลอร์ รัสเซล” (Lost in Space) และ “วิคตอเรีย โมโรเลส” (Teen Wolf) ในบทบาทของแก๊งนักเรียนหญิงที่ถูกส่งมาลงทัณฑ์จากความผิดที่พวกเธอก่อ จะเป็นเช่นไรเมื่อเหล่านักเรียนผู้ต้องโทษพบว่าไม่ได้มีเพียงพวกเธอที่อาศัยอยู่ในแบล็กวูด แต่มีวิญญาณร้ายในห้องมืดที่หมายจะเอาชีวิตคนเป็นอยู่ด้วย

หนังสยองขวัญมาช่วงท้ายปีกันหลายเรื่อง หวังช่วงชิงตลาดผู้ใหญ่ที่เบื่อหยังครอบครัวช่วงคริสมาสปีใหม่ และ Down a Dark Hall ก็เป็นหนึ่งในหนังที่มีดารานำเบอร์ใหญ่อย่าง อูมา เธอร์แมน มานำ โดยเป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับชาวสเปนอย่าง ร็อดริโก คอร์เตส ที่มีผลงานฝากชื่อจาก Buried (2010) หนังสงครามสั่นประสาทเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ซึ่งตอนนั้นได้ ไรอัน เรย์โนลด์ส นำแสดง มารอบนี้คอร์เตสยังดึง คริส สปาร์ลิง มือเขียนบทในครั้งนั้นมาร่วมงานอีกครั้งกับหนังสยองเรื่องใหม่ของเขาด้วย

นอกจากรุ่นใหญ่แล้ว ดาราที่ต้องตรึงหนังทั้งเรื่องและยังต้องเป็นผู้แทนสายตาของผู้ชมอย่าง คิท เด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้าน ก็ได้ดาราสาววัยทีนอย่าง แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ ดาราเด็กที่คุ้นหน้าจากหนังใหญ่เมื่อหลายปีก่อนทั้ง Bridge to Terabithia (2007) และ Charlie and the Chocolate Factory (2005) มารับบทนำด้วย ขณะที่ดาราสมทบหลักอีกหนึ่งสาวอย่าง อิซาเบล เฟอร์แมน ก็น่าจะเป็นที่จดจำได้ดีกับบทอีเด็กนรกแตกในหนัง Orphan (2009) ซึ่งบัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แม้จะน่าเสียดายว่าบทของเธอแสนจะเป็นตัวประกอบจริงจังไปสักนิดก็ตาม

จุดเด่นของหนังไม่ใช่ลีลาลูกเล่นร้อยแปดในการเอามาหลอกหลอนคนดูให้สะดุ้งตกใจ ว่ากันไปในส่วนนี้ก็ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ทั้งเงาผ่านกล้อง การโผล่มาอีกฝั่งให้ตกใจ หรือการมาเคาะประตูข่มขวัญ ล้วนเป้นอะไรที่สายสยองคงชินชากันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือหนังมีซับพล็อตที่น่าสนใจที่กระตุ้นให้เราสนใจติดตามกลุ่มนักเรียนสุดเซี้ยวที่ทะเลาะไม่ชอบหน้ากันเอง แต่ก็ต้องตกสภาวะอันตรายจากฝีมือความชั่วร้ายทั้งคนทั้งผี จนต้องร่วมมือกันอย่างช่วยไม่ได้ และนำสภาวะนี้ไปใช้ขับพล็อตเรื่องหลักได้อย่างน่าสนใจ

ซึ่งพล็อตหลักเองก็มีความแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดีเหมือนกัน เกี่ยวกับโรงเรียนที่สอนเด็กเกเรให้ค้นพบความอัจฉริยะในตัวเอง ซึ่งต้องแลกมาด้วยสิ่งชั่วร้ายบางอย่างที่ค่อย ๆ คืบคลานครอบครองโรงเรียนนี้ทีละน้อย การผจญภัยสืบค้นความจริงของเด็ก ๆ ที่มีความกล้า จึงทำให้หนังมีมู้ดที่น่าเอาใจช่วยตัวละครให้ทำสำเร็จอยู่เสมอ แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนังไม่ดูคลี่คลายง่ายเกินไปก็มีทั้งเรื่องความเป็นเด็ก ความไร้พลัง และขาดผู้ใหญ่ปกป้องต้องพึ่งพากันเอง จึงเป็นอะไรที่ดุสนุกมากเหมือนกันในการดูว่าตัวละครเหล่านี้จะรอดพ้นจากปีศาจคอนเซ็ปต์ดีที่ยกกันมาเป็นฝูงห่าซาตานได้อย่างไร คือชอบไอเดียผีเลยล่ะแต่สปอยล์ไม่ได้ เอาเป็นว่าใครชอบหนังผีลองรับเรื่องนี้ดูสักเรื่องแล้วกัน

ปีศาจอาจค่อยๆคืบคลาน แต่จองตั๋วรวดเร็วทันใจได้ที่รูป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] 10 Years Thailand: กระด้างกระเดื่อง

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

ภาพยนตร์เรื่อง Ten Years Thailand เป็นโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวที่ประกอบด้วยภาพยนตร์สั้น 4 เรื่องประกบกัน จํากัดความยาวเรื่องละไม่เกิน 20 นาที โดยมีโจทย์กำหนดแบบเปิดกว้าง ตั้งคำถามและความหมายของ ‘อนาคต’ ผ่านมุมมองของผู้กำกับแต่ละคน ทั้งผู้กำกับที่มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่รู้จัก นอกจากนั้นยังเปิดพื้นที่สำหรับสนับสนุนคนทำหนังรุ่นใหม่ โดยคัดเลือกผลงานจากผู้กำกับที่มีความโดดเด่น เพื่อผลักดันให้เกิดผลงานขนาดยาวในโอกาสต่อไป

ต้องเท้าความกันนิดว่า TEN YEARS นั้นเป็นโครงการภาพยนตร์ที่เกิดจากฮ่องกงเป็นที่แรก โดยสร้างเมื่อปี 2015 ภายหลัง Umbrella Movement โดยมุ่งเน้นให้ศิลปินมาตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายที่ฮ่องกง โครงการนี้จึงถูกส่งต่อมายังประเทศไทย และตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่อไปอีก และสำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้ผู้กำกับชั้นนำมาร่วมงานกันคับคั่ง บางคนเป้นที่รู้จักในแวดวง บางคนมีชื่อในระดับเอเชีย และบางคนก็มีชื่อเสียงระดับโลกแล้วด้วย ดังนั้นเมื่อเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปีล่าสุดหนังเรื่องนี้จึงได้รับเกียรติไปฉายโชว์เช่นกัน ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยได้เลยด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าฝ่ายบริหารจะชอบใจหรือไม่ ทว่าหนังก็ผ่านเซ็นเซอร์ไทยได้หน้าตาเฉยแปลกประหลาดมาก

โดยหนังทั้ง 4 เรื่องนี้ประกอบด้วย

SUNSET โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

SUNSET เป็นภาพยนตร์ที่เล่าโมงยามน้อยนิด ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างแก่นและแอ๋น หนุ่ม-สาวจากต่างจังหวัดที่มาทำงานในกรุงเทพ แก่นเป็นพลทหารพนักงานขับรถ ที่ต้องพาหัวหน้าหน่วยเดินทางเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยในสถานที่ที่ได้รับการร้องเรียนมาว่าอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทั้งสองจะมีโอกาสพบกัน ก่อนที่แก่นต้องย้ายตามนายไปที่อื่น ท่ามกลางบรรยากาศการจัดแสดงผลงาน ศิลปะภาพถ่าย “I laugh so Hard, I cried” ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่แอ๋นทำงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน และมีหน้าที่ทำความสะอาด และเขาจะกล้าตัดสินใจที่จะบอกความในใจกับเธอหรือไม่ต้องติดตาม

สำหรับเรื่องนี้ ผู้กำกับอาทิตย์ยังเชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศและไต่ระดับความน่าสนใจด้วยรายละเอียดทีละเล็กละน้อยได้อย่างดี หนังมีความเข้าถึงง่ายเพราะเส้นเรื่องนั้นใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงที่เราเห็นตามข่าวว่างานแสดงศิลปะบ่อยครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไปตรวจสอบและแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการจัดงานอยู่เสมอ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแก่นกับแอ๋นนั้นก็ซื่อตรง เข้าใจง่ายมาก ทว่าในความง่ายเหล่านี้เองที่อาทิตย์สามารถใส่รายละเอียดลงไปได้อย่างแนบเนียน ทั้งบทพูดของฝ่ายความมั่นคงที่โคตรสมจริงราวกับเจ้าตัวเคยเจอมาด้วยตัวเอง และท่าทีขบถเล็ก ๆ ผ่านตัวละครศิลปินวาดรูป ตลอดถึงที่ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ให้น้ำเสียงแบบเข้าใจทั้งสองฝั่ง และเชื้อเชิญให้เรา ๆ ท่าน ๆ พิจารณากันเอาเองแบบอย่าไปคิดแทนชาวบ้านชาวช่องเลยว่าเขาจะคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร ซึ่งสุดท้ายสารนี้เองที่น่าจะทิ่มแทงใจใครหลายๆ ภาคส่วนที่ยังติดขนบว่าคนอื่นรู้ไม่เท่าตน ตัดดสินใจได้ไม่ดีเท่าตน

CATOPIA โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังเริ่มเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยหนังเรื่องที่ 2 อย่าง CATOPIA ที่เรื่องราวว่าด้วยโลกยุคดิสโทเปีย เมื่อชายผู้หนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนเดียวที่หลงเหลืออยู่ ท่ามกลางประชากรแมว… แมวพวกนั้นเดินเหิน แต่งกาย พูดคุย และทำทุกอย่างได้เหมือนเป็นมนุษย์ปรกติทุกประการ แมวบางตัวเป็นเพื่อนของเขามาก่อนด้วยซ้ำ พวกมัน ไม่รู้ว่าเขาเป็น มนุษย์เพียงคนเดียว ที่เหลืออยู่ในโลกของแมว เขาจึงต้องทำตัวให้กลมกลืน และถ้าพวกมันจับได้เขาจะถูกกำจัดทิ้งทันที

วิศิษฎ์ใช้แฟนตาซีหลุดโลกมาวิพากย์สังคมอีกครั้งในแบบที่จริงจังกว่าตอน หมานคร อาจด้วยเวลาที่จำกัดเขาเลยต้องพุ่งประเด็นทั้งหมดออกมาให้ชัดตูมเดียว และมันก็มีหลายช่วงจังหวะที่สะเทือนสติเราเหมือนกัน ทั้งเรื่องที่ตัวเอกต้องพยายามซ่อนเนื้อแท้ของตัวเองท่ามกลางคนอื่น ๆ ที่แตกต่างเพราะกลัวความรุนแรงของการเหยียดฝั่งตรงข้าม ถึงขนาดที่ต้องใช้สเปรย์น้ำหอมฉีดปลอมกลิ่นแมวใส่ตัวเอง และในขณะเดียวกันหน่วยไล่ล่ามนุษย์เองก็ใช้ประโยชน์แห่งความเหยียดนี้ในการผลิตสเปรย์กลิ่นมนุษย์ไว้ฉีดเพื่อบ่อนทำลายใส่ร้ายแมวที่ไม่เข้าพวกกับทางการ ว่ากันในความเป็นหนังสั้น เรื่องนี้น่าจะเล่าได้ชัดและจบในตัวได้ดีที่สุด ทั้งยังมีจุดผลิกผันไปมาให้ตื่นเต้นด้วย

PLANETARIUM โดย จุฬญานนท์ ศิริผล

PLANETARIUM เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเหนือจริง ที่จำลองการทำงานขององค์กรสื่อสารใน 10 ปีข้างหน้า หนังจะพาเราสำรวจความทันสมัยก้าวไกลของเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 4.0 ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการดำเนินชีวิตของคนในสังคม จนทำให้คนรุ่นใหม่ยินยอมเข้าร่วมทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตรวจสอบ โดยมีพลังแสงแห่งความดีชำระล้างความไม่ถูกต้องเพื่อให้คนเป็นคนดี และสังคมสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างสงบสุข

ว่ากันตามตรงงานของจุฬญานนท์เรื่องนี้ออกไปทางเซอร์เรียลและนามธรรมสัญญะจัดจ้านจนเข้าถึงยากมาก ขนาดว่าถ้าไม่อ่านเรื่องย่อข้างบนอาจใช้เวลาพักใหญ่เลยกว่าจะจับคลำทางถูกว่าหนังกำลังพูดเรื่องอะไร แต่เมื่อเข้าใจแล้วหนังเรื่องนี้ก็ดูสนุกมาก กับการใส่สัญญะนั่นนี่ให้เหมือนจะไม่เข้าใจ แต่ในฐานะคนไทยอย่างไรเสียเราก็เข้าใจอยู่ในดีเอ็นเออยู่ดี ไม่ว่าจะระบบการศึกษา ศาสนา สื่อมวลชน สถาบันต่าง ๆ ล้วนแต่พยายามสร้างประชาชนให้เป็นสาวกของลัทธิความเชื่อหนึ่งเดียวกัน ถ้าวัดกันหนังเรื่องนี้เล่าไม่เป็นเนื้อเรื่องสุด แต่เพราะมันคือหนังสัญญะ เมื่อเราแปลความออกเราก็จะเข้าใจว่านี่คือหนังที่มีเนื้อเรื่องจริงจังมากเรื่องหนึ่งทีเดียว

SONG OF THE CITY โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

SONG OF THE CITY เป็นภาพยนตร์แนวทดลองที่เล่าคู่ขนานระหว่างขั้นตอนคัดเลือกนักแสดง และการบันทึกการถ่ายทำเรื่องราวของเซลล์แมนที่พยายามขายเครื่องที่สามารถทำให้หลับฝันดีและมีความสุข ซึ่งเกิดขึ้นที่สวนสาธารณะในอนุสาวรีย์ใจกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น ที่กำลังทำการบูรณะซ่อมแซม ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น เสมือนบันทึกความทรงจำส่วนตัวของผู้กำกับที่มีต่อพื้นที่ที่เติบโต นอกจากนั้นภาพยนตร์ยังบันทึกสรรพเสียงของคนที่อาศัยโดยรอบ เสมือนไดอารี่หรือจดหมายที่รอการกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

มาถึงเรื่องสุดท้ายที่แฟน ๆ ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์คงรอคอย และก็ไม่เสียใจเลยเพราะแกยังคงมาสไตล์จัดในการเล่าเรื่องกึ่งจริงกึ่งแสดง การวางช็อตภาพที่เหมือนวางไปงั้น ๆ แต่ที่จริงตั้งใจ เส้นเรื่องที่มีหลายทางแต่แท้จริงล้อไปในเรื่องเดียวกัน ซึ่งทำให้ตัวหนังเรื่องนี้ว่ากันตามตรงตีความยากกว่าเรื่องที่แล้วเสียอีก แต่ในความงุนงงครุ่นคิดนั้น สมองของเราก็ได้ทำงานตลอดเวลาจนทำให้ภาพแต่ละภาพ บทสนทนาแต่ละช่วง เชื่อมโยงความทรงจำและความเข้าใจเราไปสู่วิถีทางแบบไทย ๆ ที่เราเห็นมาตลอดชีวิตได้อย่างแจ่มชัด ไม่แปลกเลยที่จะมองว่ามันคือไดอารี่ส่วนตัวของเจ้ย ซึ่งในขณะเดียวกันก็บันทึกความทรงจำร่วมของคนไทยหลาย ๆ คนไว้พร้อมกัน

จากหนังที่เข้าใจง่ายสู่หนังที่ต้องใช้จินตนาการและประสบการณ์ในการชมสูง Ten Years Thailand จึงมีความกระด้างกระเดื่องในการเล่าเรื่องสู่คนดู จากอ่อนน้อมดูง่าย สู่ความขบถดูยาก แต่หนึ่งสิ่งที่หนังตีภาพร่วมเหมือนกันคือการสะท้อนสังคมการเมืองไทย อาจจะไม่ใช่หนังที่มองว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรตามต้นฉบับ แต่เหมือนพร้อมใจเล่ามากกว่าว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร โดยทิ้งเงื่อนปมว่ามันอาจจะเป็นอย่างนี้ไปอีกสิบปีข้างหน้าก็เป็นได้ มันจึงเป็นหนังที่ทั้งให้บทเรียนให้สติเราและทำลายความหวังไปพร้อมกัน กระด้างกับใจมากจริง ๆ

จองกดที่รูปได้ดูทันที ไม่ต้องรอ 10 ปีนะชาวไทย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

หลบหน่อย Chocolate มา! Chocolate ละลายท่วมถนนในเยอรมนี

Published

on

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสำนักข่าวท้องถิ่นได้รายงานว่า ทางฝั่งตะวันตกของเมือง Westönnen ได้มีการปิดถนน หลังจากที่ช็อกโกแลตเหลวจากโรงงาน DreiMeister ไหลทะลักออกมาจากแท็งก์ ท่วมเต็มท้องถนนในพื้นที่

ในเวลาไม่นานช็อกโกแลตก็แข็งตัวอย่างรวดเร็ว กินพื้นที่ไปกว่า 10 ตารางเมตร ทำให้พนักงานในโรงงาน ต้องรวมมือกับพนักงานดับเพลิงในการใช้พลั่ว น้ำร้อนและพ่นไฟเพื่อเก็บกวาดช็อกโกแลตเหล่านี้

แผนกดับเพลงยังกล่าวติดตลกอีกว่า ถึงจะมีเหตุการณ์น่าเสียใจนี้เกิดขึ้นนั่นไม่ได้หมายความว่าคริสต์มาสนี้จะไม่มีช็อกโกแลตหรอกนะ เพราะทางด้านโรงงาน DreiMeister ได้บอกแล้วว่า ภายในวันที่ 12 ธันวาคม โรงงานจะกลับมาผลิตช็อกโกแลตตามปกติเช่นเดิม

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!