Connect with us

What The Fact

A Prayer Before Dawn การเดินพรมแดงประวัติศาสตร์ และน้ำตาลูกผู้ชายของ เก่ง ลายพราง

Published

on

A Prayer Before Dawn คือหนังร่วมทุนสัญชาติฝรั่งเศส-อังกฤษ ที่นำเนื้อหามาจากหนังสือชื่อ A Prayer Before Dawn: A Nightmare In Thailand ซึ่งเป็นเรื่องจริงของฝรั่งอังกฤษนามว่า บิลลี่ มัวร์ ที่เคยมาติดคุกเรือนจำกลางคลองเปรม หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า บางกอก ฮิลตัน ด้วยข้อหายาเสพติดกว่า 3 ปี และที่นั่นเขาต้องเผชิญโลกที่แสนอันตรายและยากลำบาก จนได้เข้าร่วมฝึกมวยไทยในคุกในโครงการวิวัฒน์พลเมืองของกรมราชทัณฑ์และสามารถค้นพบแสงสว่างของชีวิตได้

หนังได้หนุ่มอังกฤษ โจ โคล (Green Room  (2015) ที่ไม่ใช่นักฟุตบอลชื่อดังมารับบทนำเป็น บิลลี่ มัวร์ และตอนแรกหนังจะได้ ชาร์ลี ฮันนัม ที่ตอนนี้กำลังดังจาก King Arthur: Legend of the Sword (2017) มาแสดงนำ แต่ก็มีการเปลี่ยนนักแสดงในท้ายสุด นอกจากนี้ยังได้ บิลลี่ มัวร์ ตัวจริงมารับเชิญในบทพ่อที่ชอบใช้ความรุนแรงของตัวเองในหนังอีกด้วย

โจโคล

บิลลี่ มัวร์

เพราะหนังมีฉากหลังอยู่ในไทย หนังเลยมีนักแสดงไทยไปร่วมแสดงกันอย่างคับคั่ง ที่เด่นเลยอย่าง ปู-วิทยา ปานศรีงาม ที่เคยร่วมงานอินเตอร์มาแล้วมากมายทั้ง The Hangover Part II (2011) และ  Only God Forgives (2013) รับบท พัศดีปรีชา ผู้คุมนักโทษคลองเปรมที่คอยส่งยาเสพติดให้บิลลี่, เฟรม-พรชนก มาบกลาง ไกด์สาวข้ามเพศที่ลงมาแสดงหนังครั้งแรก รับบท เฟม แฟนสาวของบิลลี่ที่มีร้านขายของอยู่ในคุกคลองเปรม

นอกจากนี้ยังมีนักมวยตัวจริงเสียงจริงอย่างอดีตเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่น สมรักษ์ คำสิงห์ มารับบทครูมวย สุทิน, ปฐมศึก ปฐมโพธิ์ทอง หรือ คมสัน พลแสน แชมป์มวย WBC เอเชีย ในบท ปฐมศึก, ไทรโยค (พุ่มพันธ์ม่วง) วินดี้สปอร์ต หรือ ศักดา เนียมหอม ยอดนักมวยไทยไฟท์ ในบท ไทรโยค และ เฉลิมพล สวัสดิ์สุข หรือ เอ็ม สิงห์วังชา แชมป์มวยสากลแห่งสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย ที่ตัวจริงเคยต้องโทษจำคุกและได้รับโอกาสฝึกชกมวยจนกลายเป็นแชมป์โลกมารับบท เอ็ม ด้วย

และอีกหนึ่งนักแสดงที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ปัญญา ยิ้มอำไพ หรือ เก่ง ลายพราง ที่มารับบท เก่ง หัวหน้ากลุ่มคนคุกที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของบิลลี่ เป็นคนที่ดุแลบิลลี่ในเรื่องต่าง ๆ

หนังได้ผู้กำกับฝรั่งเศสอย่าง ฌอง-สเตฟาน ซูแวร์ มากำกับ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่หนังของเขาได้รับคัดเลือกมาเยือนคานส์ ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่อง Johnny Mad Dog (2008) หนังทหารเด็กในแอฟริกาที่เข้าชิงในสายรางวัล Un Certain Regard Award ด้วย แม้เรื่อง A Prayer Before Dawn จะไม่ได้รับคัดเลือกเข้าสายประกวดในปีนี้ แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมากทีเดียวเพราะได้รับคัดเลือกมาฉายโชว์ในหมวด Midnight screenings ที่คัดเลือกจากหนังกว่าพันเรื่องที่ส่งเข้ามาที่คานส์ แต่จะมีเพียง 3-5 เรื่องเท่านั้นที่ได้จัดฉายในหมวดนี้ โดยจะคำนึงถึงคุณภาพของหนังและสเน่ห์ที่น่าจะเป็นที่นิยม (เรียกว่าหมวดนี้น่าจะป๊อปสุด แมสสุดในสายหลักของงานแล้วล่ะ)

เก่ง ลายพราง กับประวัติศาสตร์เมืองคานส์

อย่างที่บอกว่านี่เป็นการแสดงหนังโกอินเตอร์ครั้งแรกของเน็ตอินฟลูเอ็นเซอร์ที่มีคนติดตามเกือบ 2 ล้านคนในเฟซบุ๊กอย่าง เก่ง ลายพราง และเป็นปีรุ่งพุ่งแรงของเขาเหลือเกินที่หนังได้เข้าฉายในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ทำให้เขาเป็นนักแสดงชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยได้ไปเดินพรมแดงในงานนี้แบบมีผลงานเข้าฉาย (เพราะถ้านับแค่เคยไปเดินพรมแดงจะมีเยอะครับ คนที่ลงทะเบียนเข้าดูหนังรอบพิเศษพวกนี้ก็จะได้เดินพรมแดงหมด แต่เวลาออกข่าวเขาก็คัดมาแค่ที่เป็นคนดังหรือเกี่ยวข้องกับหนังเท่านั้นเอง)

เก่งได้เข้ามาคัดบทในรอบที่ 2 ราว ๆ กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2015 และหนังได้ถ่ายทำจริงเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยมีการถ่ายทำทั้งในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และในฟิลิปปินส์สำหรับฉากการชิงแชมป์ที่คุกเซโบ แต่เหตุการณ์หลักของเรื่องโดยเฉพาะฉากคุกคลองเปรมนั้นได้ใช้สถานกักกันเก่าที่จังหวัดนครปฐมในการถ่ายทำ หลังจากเรื่องนี้จบ เก่งจึงได้ไปถ่ายหนังไทยเรื่อง ป๊าด 888 แรงทะลุนรก ต่อ จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้จะฉายทีหลัง (แน่นอนล่ะ ใครจะทำหนังแข่งเรื่องเวลากับพี่พชร์ได้) นี่ก็น่าจะเรียกว่าเป็นหนังโรงเรื่องแรกของเก่งเลยก็ว่าได้

การคัดเลือกรอบที่ 2 ยังเห็น เน วัดดาว อยู่ทางขวาของกลุ่มด้วย

การยืนอาลัยบนพรมแดงครั้งแรกในประวัติศาสตร์หนังเมืองคานส์ตลอด 70 ปีนี้

หนังได้ฉายรอบปฐมทัศน์ไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่โรงหนัง Grand Théâtre Lumière ซึ่งจัดว่าเป็นโรงหลักหนึ่งของเทศกาล และในระหว่างการเดินพรมแดงนี้ นักแสดงชาวไทย 3 คนคือ ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เฟรม-พรชนก มาบกลาง และ เก่ง ลายพราง ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ของงานยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 89 วินาที อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งผู้กำกับ ฌอง-สเตฟาน ซูแวร์ และนักแสดงนำโจ โคล ตลอดจนเจ้าของเรื่องอย่าง บิลลี่ มัวร์ ตัวจริงเมื่อทราบก็ขอเข้าร่วมด้วย นี่จึงนับเป็น การยืนอาลัยบนพรมแดงครั้งแรกในประวัติศาสตร์หนังเมืองคานส์ตลอด 70 ปีนี้ เลยด้วยครับ (ชมคลิปนาที่ที่ 06.55)

หลังหนังฉายจบ ผลตอบรับถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีการยืนปรบมือแสดงความชื่นชมนานกว่า 10 นาทีทีเดียว หลายคนคงได้เห็นภาพของเก่ง ลายพราง และทีมงานหนังโผกอดและร้องไห้ในความสำเร็จนี้ไปแล้วเช่นกันครับ หลังจากหนังฉายจบเก่งก็ได้ไลฟ์ผ่านหน้าเฟซของเขา นอกจากดีใจจนพูดไม่ออกในความสำเร็จเกินฝันของอดีตคนที่เคยติดคุกมากว่า 9 ปี แต่วันนี้ได้ยืนท่ามกลางเทศกาลระดับโลกและมีคนปรบมือให้ล้นหลามครั้งนี้แล้ว เรายังได้เห็นว่าตลอดทางที่เดินกลับเขาถูกแฟนหนังต่างชาติตลอดทางเลยด้วย นี่สิที่เรียกว่าไปคานส์จริง ๆ

ได้ลงปกนิตยสารแจกฟรีที่คานส์ด้วย

First Reviews

ตอนนี้ก็มีรีวิวหนังออกมาจากหลายสำนักแล้ว ส่วนใหญ่พูดในทางเดียวกันว่าหนังนำเสนอความรุนแรงและป่าเถื่อนของคุกเมืองไทยได้น่ากลัวมาก ทั้งเรื่องการใช้กำลัง การข่มขืนเพศเดียวกัน ยาเสพติดและอื่น ๆ ด้วยฉากต่อสู้แบบลองเทคสมจริงราวกับสารคดี การปล่อยให้ตัวละครอื่นพูดไทยและไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรก็เสริมมิติความลึกลับและน่าสะพรึงของการอยู่คนเดียวได้มากด้วย ทั้งยังพูดว่าเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนกลับตัวกลับใจได้ดี ก็ขอเลือกรีวิวที่เด่น ๆ มาเล่าให้ฟังครับ

  • ก้อง ฤทธิ์ดี (นักวิจารณ์จากบางกอกโพสท์) บอกว่า “หนังดิบ โหด ไม่ยั้งมือในการแสดงความโสโครกของชีวิตคนคุก คือหนังนักมวย หนังคุก ก็มีคนทำกันมาเยอะ และมันก็มีสูตรของมันอยู่ เรื่องนี้ก็ตามนั้น เอาหนังมวยหนังคุกมาผสมกัน แต่มันก็ไปสุดทางได้ สไตล์สารคดี realism มาก ไม่ลีลา ลุยกันเลยแต่ต้นจบจบ ถ่ายฉากต่อยมวยลองเทคนานๆได้น่าตื่นเต้นดี” 

  • Indie Wire ให้คะแนน B- และบอกว่า “One of the most unrelentingly intense symphonies of testosterone and rage ever put onscreen.” ดูจะชื่นชมในการนำเสนอความรุนแรงสุดเร้าใจมาก ๆ นอกจากนี้ยังว่าถึงจะน่าชื่นชมแต่ก็ยังไม่ประทับใจเท่า Bronson (2008) ของ นิโคลัส เวนดิ้ง เรฟิน (ด้วยฉากหลังเป็นไทย และเน้นความรุนแรง หนังเรื่องนี้ก็เลยมักถูกเอาไปเทียบกับหนังของนิโคลัสเป็นธรรมดาครับ)

  • The Hollywood Reporter บอกว่า “The cusp between stylized arthouse exoticism and pulpy genre thrill ride. Dwells with almost swooning rapture on the bodies of young men as they mete out brutal violence on one another, and features a cast composed mostly of unknowns, impressively coached in order to deliver arresting turns onscreen.” หนังคือจุดสูงสุดระหว่างความมีสไตล์และความรุนแรงสุดประหลาด เต็มไปด้วยมัดกล้ามของหนุ่ม ๆ ที่ปลดปล่อยความโหดร้ายใส่กัน ค่อนข้างประทับใจกับนักแสดงในเรื่องด้วย

  • The Guardian บอกว่า “Sauvaire’s drama is lean and trim and unwavering in its task. You know its moves; you can see it coming. But when the punches are thrown, they rock you back on your heels.” นอกจากพูดถึงความน่ากลัวราวกับนรกของคุกไทยแล้ว ยังเสริมท้ายว่ามันไม่ได้ใหม่อะไร แต่ก็ชัดเจนในทางของมัน คุณรู้ว่ามันจะเล่ายังไง แต่ถึงจะรู้ล่วงหน้าเวลาที่หนังปล่อยของ คุณก็จะจะโดนเต็ม ๆ จนลงไปกองกับพื้นอยู่ดี

  • Screen Daily บอกว่า “Key to the film’s success is the authenticity of its settings in Thailand, and of its completely non-professional cast outside Cole (the climactic final bout was shot in Cebu in the Philippines). The viewer is plunged into Southeast Asia in a way Only God Forgives dreamed of.” การที่หนังมีฉากหลังเป็นเมืองไทย และใช้นักแสดงมือสมัครเล่นยกเว้นนักแสดงนำ คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ผู้ชมถูกพาไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแบบที่หนัง Only God Forgives ได้แต่ฝันว่าจะไปถึง (มีแขวะ)

หนังขายให้ A24 เจ้าพ่อหนังอินดี้ถือสิทธิ์ฉายในอเมริกาเรียบร้อย ส่วนบ้านเราหนังก็ได้รับการซื้อมาฉายแล้วเช่นกันครับ แต่น่าจะได้ฉายเมื่อไรคงต้องรอทางค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์ในไทยประกาศครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

เพื่อน 5 ประเภทใน Facebook ที่น่าอันเฟรนด์มากที่สุด

Published

on

แค่อยู่ในโลกแห่งความจริง เดินบนท้องถนน บางทีก็เซ็งกับชีวิตจะแย่แล้ว แต่พอเปิด Facebook กะว่าจะได้เจออะไรที่เจริญตาเจริญใจ แต่กลับเจออะไรที่สร้างความรู้สึกลบๆ จากเพื่อนใน Facebook แทน กลายเป็นการซ้ำเติมความเซ็งให้กับชีวิตไปกันใหญ่.. และคุณจะปล่อยให้ชีวิตมันน่าเซ็งเป็ดแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่ะหรอ ไม่ดีมั้ง! มันถึงเวลาที่คุณต้องปฏิวัติอะไรสักอย่างแล้ว และสิ่งๆ นั้นก็คือการอันเฟรนด์เพื่อนที่น่ารำคาญออกจาก Facebook คุณนั่นเอง.. ว่าแต่เพื่อนแบบไหนที่คุณน่าจะอันเฟรนด์พวกเขาออกไป เพื่อให้ชีวิตคุณสงบขึ้นบ้างนะ

เพื่อนขี้อวด

การโพสต์โชว์นู่นโชว์นี่เป็นเรื่องปกติของโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เพราะเป็นธรรมชาติที่คนเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกดีๆ ที่ท่วมท้นกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟนดีๆ (อวดแฟน) โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ทำให้เป็นหนี้ไปอีกปี หรืออวดอาหารหรูๆ ที่นานๆ ทีจะกินสักครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณควรเข้าใจธรรมชาติของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่หากคุณรู้สึกว่าการเห็นโพสต์อวดนู่น อวดนี่แล้วทำให้คุณรู้สึกแย่ อิจฉา กดดัน หรือด้อยค่าล่ะก็ จงถอยออกมาจากจุดนั้น.. เราไม่ได้ต้องการให้คุณเป็นไอ้พวกขี้แพ้ จอมอิจฉาที่เห็นใครได้ดีกว่าไม่ได้ แล้วต้องคอยอันเฟรนด์ แต่เราอยากให้คุณโฟกัสที่ตัวเองมากขึ้น ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง และทำทุกวันให้ดีที่สุด การอันเฟรนด์คนที่ทำให้คุณรู้สึกกดดันทางจิตใจจึงเป็นทางออกที่ดี ที่จะทำให้คุณลดความเครียดลงได้ แล้วได้ใช้เวลาแข่งขันกับตัวเองมากขึ้น และที่มากไปกว่านั้น การเฟดตัวเองให้ออกมาจากโพสต์ขี้อวดเหล่านั้น จะทำให้คุณเป็นคนที่ไม่ยึดถือในข้าวของเครื่องใช้ หรือเป็นพวกวัตถุนิยมจนเกินไปด้วย จำไว้ว่า

ไม่อยากเป็นคนแบบไหน

จงออกมาจากสังคมแบบนั้น

เพื่อนขี้ขาย

แม้ว่าคุณจะสนับสนุนให้คนขยันทำมาหากินขนาดไหน แต่เชื่อเถอะว่ามันต้องมีสักแว๊บที่คุณรำคาญพวกแท็กรูปภาพมาขายของแบบไม่เกรงใจบนวอลล์โพสต์ของคุณสุดๆ

การหาประโยชน์ส่วนตัว ด้วยการก้าวล้ำพื้นที่ของคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แถมยังสร้างความรำคาญให้คุณจากคอมเม้นซื้อขายที่เด้งขึ้นมาเป็น Notification ตลอดอีกด้วย

นี่เลยเป็นเหตุผลที่คุณก็เป็นอีกคนที่กดอันเฟรนด์พวกขี้ขายแบบไม่มีมารยาทไปโดยปริยาย

Schaefer Marketing Solutions

เพื่อนขี้ฝาก

ต้องมีสักครั้งในชีวิต (หรืออาจจะมากกว่านั้น) ที่คุณมักจะเจอคนที่ทักแชทมา เพื่อบอกว่า “ฝากกด Like กด Share ด้วยนะ” ไม่ว่าจะเป็นโพสต์แข่งขันเอายอด Like หรือรูปโปรไฟล์ธรรมดาที่ทักมาเพื่อให้คุณ Like ให้ก็ตาม แต่ถ้ามันมีมาบ่อยๆ จนสร้างความรำคาญให้คุณ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะอันเฟรนด์แล้ว เพราะอะไรน่ะหรอ.. เพราะมันได้แสดงให้เห็นว่าคนที่ทักมาขอความช่วยเหลือคุณ เขาเห็นค่าของคุณก็ตอนต้องการประโยชน์น่ะสิ (ไม่เชื่อลองไล่อ่านดูสิ ว่าเขาคนนั้นทักมาตอนที่คุณเช็คอินที่โรงพยาบาลหรือเปล่า) แล้วคนที่มีนิสัยขี้ใช้ และทักมาเฉพาะตอนต้องการความช่วยเหลือแบบนี้ คุณจะอันเฟรนด์เขาไป ก็คงไม่เสียหายอะไร

เพื่อนขี้ดราม่า

จะมีเพื่อนบางคนที่ พอมีดราม่าออนไลน์อะไร จะโพสต์แรงๆ ความเห็นติดลบทุกที บางทีก็ด่าคนนั้นคนนี้แบบไม่หยุดหย่อน.. ว่ากันด้วยเรื่องดราม่า ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่อยู่คู่กับโลกนี้มานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสามีภรรยา เรื่องลูกอกตัญญู เรื่องขโมยของ ฉ้อโกง ฯลฯ แถมคนส่วนใหญ่ยังชอบที่จะเห็นเรื่องดราม่าเล็กๆ น้อยๆ ด้วย

บางครั้งคุณก็อยากหลบหนีจากดราม่าในชีวิตจริงบ้าง แต่พอเปิด Facebook ดู เพื่อนบางคนใน Facebook กลับมีแต่เรื่องดราม่าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ด่าการเมืองแบบจริงจัง หรือโพสต์สาดสีเทเสียนินทาชาวบ้าน ซึ่งหลายๆ ครั้งก็พลอยทำให้คุณประสาทเสียตามไปด้วย แถมยังทำให้คุณได้พลังลบๆ ตามไปด้วยอีก ทางที่ดีคุณควรจะอันเฟรนด์พวกเขาเสีย หรือจะกด Hide โพสต์ของพวกเขาก็ได้ อย่างน้อยๆ การทำแบบนี้ก็ช่วยให้คุณหลีกหนีจากทัศนคติลบๆ ไปได้ เพราะลำพังในชีวิตประจำวันคุณก็พบเจอปัญหามากมายอยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่โซเชี่ยลมีเดียของคุณมันควรจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ใช่ย่ำแย่กว่าเดิม

Daniel Garcia

เพื่อนขี้แชร์

ถึงจะเป็นพวกชอบอ่านนู่นอ่านนี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร แฟชั่น สัตว์โลกน่ารัก ร้านอาหารน่าทาน ฯลฯ ที่เด้งขึ้นมาบนทามไลน์ขนาดไหน แต่สำหรับบางโพสต์ก็ทำให้คุณหมดอารมณ์ที่จะเปิด Facebook เล่นต่อไปได้ โดยเฉพาะพวกที่ชอบแชร์โพสต์หลอนๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปอุบัติเหตุน่ากลัวๆ รูปเด็กพิการ รูปชิ้นส่วนอวัยวะเลือดสาด รูปคนเสียชีวิต ฯลฯ แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่รู้ว่าการแชร์โพสต์เหล่านี้ได้สร้างความสะเทือนใจต่อผู้อื่น แถมยังคิดว่าได้แชร์ข้อมูลและความรู้ดีๆ อีก (ยังไม่รวมพวกที่แชร์อะไรแบบนี้ เพราะแคปชั่นเขียนว่า แชร์แล้วได้บุญ) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งก็ทำให้คุณรู้สึกหนักใจไม่น้อย คนเหล่านี้จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมควรโดนอันเฟรนด์ไปโดยปริยาย

นี่ยังไม่รวมถึงคนประเภทที่ชอบแชร์อะไรผิดเวลาอีก โดยเฉพาะอาหารน่าทานมื้อดึก ที่ทำให้แผนการลดน้ำหนักของคุณต้องเป็นอันพังพินาศ ถึงจะไม่ได้สร้างความร้ายแรงอะไร แต่หลายครั้งก็ทำให้คุณหงุดหงิดใจไม่น้อย ดังนั้น อันได้เป็นอันกันไป ให้มันจบๆ!

เชื่อว่าตอนนี้ Facebook ของหลายๆ คน กำลังสงบขึ้น และเพื่อนใน Facebook ลดไปสิบกว่าคนแล้ว.. เอาเป็นว่าขอให้ชีวิตคุณสงบสุขแบบนี้ไปนานๆ แล้วกันเนอะ และที่สำคัญอย่าทำตัวให้ถูกลบออกจาก Facebook ของคนอื่นได้ล่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

อนิเมะเรื่อง จอมมารต่างโลกกับบริวารสาวนักอัญเชิญ ประกาศสร้างเป็นฉบับอนิเมะทีวีซีรีส์!!!

Published

on

น่าจะเป็นข่าวดีของแฟนๆเรื่อง “Isekai Maou to Shoukan Shoujo no Dorei Majutsu” หรือ “จอมมารต่างโลกกับบริวารสาวนักอัญเชิญ” เมื่อมีการประกาศว่า Light Novel (ฉบับนิยาย) เรื่องนี้กำลังจะถูกสร้างเป็นฉบับอนิเมะแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดเว็บไซต์ของอนิเมะเรื่องนี้ขึ้นมา และปล่อยภาพ Key Visual แรกออกมาให้ได้ชมกันในทันที โดยภาพนี้เป็นผลงานของอาจารย์ Tsurusaki Takahiro ผู้ที่วาดภาพประกอบให้กับ Light Novel เรื่องนี้นั่นเอง ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆนั้นยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

สำหรับเรื่องนี้เป็น Light Novel แนวต่างโลกที่สนุกมากอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องนี้เป็นผลงานของอาจารย์ Murasaki Yukiya และได้อาจารย์ Tsurusaki Takahiro มาเป็นผู้วาดภาพประกอบให้ และได้ถูกนำไปสร้างเป็นฉบับมังงะ ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นก็มีลิขสิทธิ์ในบ้านเราโดยสำนักพิมพ์ Luckpim นั่นเองครับ

ภาพตัวอย่างฉบับมังงะ

เนื้อเรื่องย่อจากทางสำนักพิมพ์ Luckpim

ภายใน MMORPG ที่มีชื่อว่า Cross Reverie นั้นซาคาโมโตะ ทาคุมะ เป็นผู้ทรงพลังแข็งแกร่งเหนือชั้นชนิดที่เพลเยอร์คนอื่นๆต่างพากันเรียกว่า ‘จอมมาร’ แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกอัญเชิญไปสู่โลกต่างมิติโดยอยู่ในร่างที่ใช้ภายในเกม ที่นั่นเขาได้พบกับสาวน้อย 2 คนซึ่งต่างก็ยืนกรานว่า ‘ฉันนี่แหละ คือ ผู้อัญเชิญ’ พวกเธอร่ายเวทเปลี่ยนอสูรอัญเชิญให้กลายเป็นทาสใส่ทาคุมะทว่าพลังพิเศษเฉพาะตัว สะท้อนเวท ก็ทำงานขึ้น

คนที่กลายเป็นทาสกลับกลายเป็นเหล่าสาวน้อย จึงทำให้ทาคุมะรู้สึกปั่นป่วน เขาเป็นจอมขมังเวทสุดแกร่งก็จริง แต่ไร้ซึ่งความสามารถในการสื่อสารโดยสิ้นเชิง คำแรกที่พูดออกมาหลังจากกลุ้มใจก็มาจากบทบาทจอมมารที่เขาใช้ภายในเกม ‘ฉันสุดยอด งั้นเรอะ แน่นอนอยู่แล้ว นามของข้าคือเดียโบล ผู้เป็นที่เกรงกลัวในฐานะ จอมมารนะ’ เรื่องเล่าขานแห่งการผจญที่ไม่หยุดยั้งด้วยความแข็งแกร่งไร้เทียมทานของจอมมาร (ตามบท) ผู้ซึ่งจะทำให้โลกสะท้านสะเทือนในไม่ช้า เปิดฉากขึ้นแล้ว

ภาพตัวอย่างตัวละคร 2 สาวนะครับ

เพื่อนๆคนไหนที่ชื่นชอบหรือสนใจเรื่องนี้ก็มาร่วมพูดคุยกันได้ที่ Fanpage WhatTheFact นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: isekaimaou-anime และ https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


  • ชื่องาน :The Lucky Black Sunset
  • ผู้จัด : Seen Scene Space
  • วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป
  • สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต
  • ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)
  • ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon

The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!