Connect with us

What The Fact

[รีวิว] The Void: การกลับมาของหนังสยองขวัญยุค 80s

สรุปก่อนเลย เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาว

ตัวอย่างพีคมาก จนเกิดความคาดหวังเกินจริงตอนดูหนังจริง เอาเข้าจริงมันก็หนังเกรดบีที่ลุคภาพดูดีขึ้นมาหน่อยล่ะนะ ใครชอบสายสัตว์ประหลาดที่ใช้หุ่นกลไก ชอบเรื่องราวแบบลัทธิประหลาดกับสิ่งลี้ลับในจักรวาลน่าจะพอให้หายคิดถึงหนังทุนต่ำยุคเก่าได้บ้าง แต่ใครหวังสูงไประวังผิดหวังครับ น่าจะเหมาะกับสายนิยมของจริง ไม่เน้นซีจี และนิยมหนังบูชาครูอย่าง จอห์น คาร์เพนเตอร์ และหนังสยองจักรวาลอย่างพวกงานของ โฮวาร์ด ฟิลลิปส์ เลิฟคราฟท์ เป็นหลักครับ

ต้องบอกเลยว่าได้ดูตัวอย่างหนังครั้งแรกเมื่อราว ๆ ต้นปี บอกตัวเองว่าหนังโคตรน่าดู ชวนให้นึกถึงความแหวะความเฮี้ยนของหนังยุค 80s – 90s โดยเฉพาะพวกหนังสยองขวัญไซไฟแบบนิยายของโฮวาร์ด ฟิลลิปส์ เลิฟคราฟท์  (Cosmic Horror) สมัยก่อนจำพวกหนัง The Thing (1982) อย่าง Re-Animator (1985) หรือ Event Horizon (1997) ในยุคสมัยที่ยังพึ่งพาซีจีน้อย แล้วใช้งานพวกหุ่นกลไก (Bio-Mechanic) เป็นหลัก ซึ่งเป็นงานเบื้องหลังที่ดูแล้วตื่นตะลึงได้ทุกครั้ง สำหรับคนที่หลงรักหนังไซไฟหรือแฟนตาซีแล้วล่ะ

The Thing (1982)

นอกจากนั้นหนังเรื่องนี้ ยังมีองค์ประกอบที่แสดงความผิดเพี้ยนชวนหลอนของกลุ่มคนในชุดขาวพร้อมเครื่องหมายสามเหลี่ยม ที่ยังชวนให้นึกถึงแก๊ง KKK และบรรยากาศลัทธิประหลาดแบบหนังของ จอห์น คาร์เพนเตอร์  อย่าง Prince of Darkness (1987) ด้วย เรียกว่ามีองค์ประกอบแบบที่เราคิดถึง เราอยาก..ไม่สิโคตรอยากดูเลยล่ะ

Prince Of Darkness (1987)

..แต่นั่นเรากำลังพูดถึงแค่ตัวอย่างหนังน่ะสิ..

หนังเป็นผลงานกำกับควบเขียนบทของผู้กำกับจากสายกำกับศิลป์อย่าง เจเรมี่ กิลเลสปี ที่มีผลงานใน Pacific Rim (2013) และ Suicide Squad (2016) ร่วมกับผู้กำกับจากสายแต่งหน้าเอฟเฟกต์อย่าง สตีเว่น โคสแตนสกี้ ที่มีงานอย่าง Silent Hill: Revelation 3D (2012)  และ Suicide Squad เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมหนังถึงดูโดดเด่นในสายทางเอฟเฟกต์พิเศษแนวสยองขวัญร่างกายผิดเพี้ยน (Body Horror) เช่นนี้ ส่วนฝั่งนักแสดงก็จัดมาเต็มด้วยดาราที่ยังไม่มีชื่อเสียง แต่เคยผ่านงานแสดงหนังเล็กหนังน้อยรวมถึงซีรีส์มาพอสมควร ก็ช่วยให้เชื่อในตัวละครว่าเป็นคนทั่วไปได้มากขึ้น ส่วนที่น่าสนใจอีกอย่างคือหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ใช้การระดมทุนจากคนทั่วไป เลยใส่ความต้องการของผู้สร้างได้แบบสุดทางไม่ต้องฟังคำคัดคานจากสตูดิโอครับ ก็น่าจะได้เห็นอะไรสด ๆ ใหม่ ๆ ที่สตูดิโอไม่กล้าทำมากขึ้น

หนังเล่าเรื่องของ เจ้าหน้าที่คาร์เตอร์ ที่บังเอิญไปพบชายหนุ่มที่บาดเจ็บบนถนน เขาจึงรีบพาไปส่งยังโรงพยาบาลใกล้เคียง แต่ความจริงชายหนุ่มคนนั้นได้ถูกตามล่าจากคู่พ่อลูก ที่กำลังออกตามฆ่าล้างครัวลัทธิประหลาดมา หลังจากคาร์เตอร์มาถึงโรงพยาบาลก็ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากมีกลุ่มคนลึกลับในชุดคลุมขาวมาปิดล้อมโรงพยาบาล นางพยาบาลคนหนึ่งเกิดอาการคลั่ง แล้วเอามีดแทงทะลวงตาคนไข้ที่กำลังนอนหลับ จากนั้นก็กรีดถลกหนังใบหน้าตนเอง มีคนเริ่มตายมากขึ้น แต่ต่อมาศพก็เกิดหายตัวไปเฉย ๆ และคนที่รอดก็เริ่มเพี้ยนกันมากขึ้น บางคนก็เริ่มเห็นคนใกล้ชิดที่ตายไปแล้ว ศพคนตายเริ่มเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาด ตัวโรงพยาบาลเกิดมีทางลงสู่ชั้นใต้ดินที่ไม่เคยมีมาก่อน…

ฟังดูโคตรน่าสนใจเลยใช่มั้ยล่ะ แต่เดี๋ยวก่อน ถึงหนังจะมีการแสดงที่พอใช้ได้ ตัวบทถึงจะไม่ได้ดีแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่จนน่าอดสูอะไร เอฟเฟกต์พวกแต่งหน้า เลือดเศษเนื้อก็ทำได้แหวะดี แถมเป็นผลงานของโปรดิวเซอร์จากหนังเน้นบรรยากาศที่มีอิทธิพลมาถึงหนังเรื่องนี้อย่าง The Witch (2015) อีกต่างหาก ทว่าตัวหนังนั้น…

เราจะได้เห็นพวกเอฟเฟกต์แหวะ ๆ กันแบบนิดเดียว ไม่สะใจคอโหดเท่าไหร่ ทั้งฉากมืด ๆ ตัดภาพไว ๆ คือไม่จุใจเท่าไหร่เลย แทนที่จะได้ดูเอฟเฟกต์หุ่นกลไกกับเมคอัพเทพ ๆ เนียน ๆ เน้น ๆ ดันเจอแต่ภาพแว้บ ๆ กับมืด ๆ  แถมไอ้พวกปีศาจนี้ก็เคลื่อนไหวช้าแบบช้าจนน่าเกลียด ช้าจนเสียชาติเกิดมาเป็นสัตว์ประหลาดในหนังสยองขวัญ เวลาดูจึงทำให้รู้สึกโคตรหงุดหงิด กับแอ็คชั่นที่ดูเชื่องช้าไปหมด นักแสดงก็ต้องพยายามทำท่าวิ่งช้า ๆ แบบแย่แล้วมันจะทันเราแล้ว แต่ไอ้ตัววิ่งไล่ใช้สปีดคลานเข้าหา WTF! เหมือนดูคนหนุ่มวิ่งหนีคนแก่พิการถือไม้เท้าหน้าตาโหด ๆ ..คือไรอ่ะ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคุณจะมองข้ามไปได้ ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสยองยุคเก่า สมัยที่เอฟเฟกต์ยังแบบสด ๆ แบบจริง ๆ (Practical Effect) ไม่หลอกตาแบบซีจียุคปัจจุบัน และถ้าคุณชอบงานหลอนลึกปริศนาบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจแบบจอห์น คาร์เพนเตอร์ หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ในทางนั้นครับ เป็นผลงานชนิดผลพวงรุ่นลูกรุ่นเหลนก็ดูแบบอย่าไปเทียบงานชั้นครูครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!