Connect with us

What The Fact

What The Fact พาเที่ยวช่างชุ่ย (รูปเยอะนะครับ)

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

  • ช่างชุ่ยคือ :  สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านฝั่งธน ที่รวมไปด้วย ร้านอาหาร คลับ บาร์ ฟู้ดทรัค คิออสและร้านค้าขายอาหาร ขนม และของจุกจิก ร้านกาแฟ โรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่สำหรับแสดงโชว์ และงานศิลปะ ไม่มีค่าผ่านประตู เข้าฟรีครับ
  • พื้นที่ : อ่านมาเขาบอกว่า 11 ไร่ แต่ประมาณด้วยสายตาแล้วไม่น่าถึงหรอก
  • เจ้าของโครงการ : คุณ ลิ้ม สมชัย ส่งวัฒนา เจ้าของแบรนด์ “ฟลายนาว” มีเอาท์เลตฟลายนาวด้วยนะ
  • จุดเด่น : เครื่องบินลำใหญ่ จอดอยู่กลางลานวงกลม และอาคารเล็กใหญ่หลายสิบหลังที่เอกลักษณ์คือสังกะสีขึ้นสนิม เหล็กเก่า ไม้เก่าสีลอก ๆ ที่มาปะติดปะต่อขึ้นเป็นอาคารต่าง ๆ ถึงแม้สร้างจากวัสดุเก่าเหลือใช่แต่การสร้างสรรค์ผสมผสานกับของตกแต่งที่ดูขัดกันทำให้แปลกตาและดูแพงไปได้
  • ช่างชุ่ยอยู่ที่ : พื้นที่ตรงกลางระหว่างถนนสิรินธรและถนนเลียบทางด่วนศรีรัช ถ้าข้ามสะพานต่างระดับมาจากถนนบรมราชชนนีพอลงถนนสิรินธรก็รีบมองซ้ายมือเลย อยู่เยื้อง ๆ กับโรงพยาบาลหูตาคอจมูกปาก ถ้ามาจากปิ่นเกล้าหรือบางพลัด ก็ต้องไปยูเทิร์นตรงสายใต้เก่ายูกลับมาก็มองซ้ายมือเลย ถ้ามาแท็กซี่ก็ลงที่ประตูฝั่งนี้เลย แต่ถ้าขับมาเองเห็นช่างชุ่ยบนถนนสิรินธรก็แค่นั้น เพราะเข้าไม่ได้ ต้องไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางซอยสิรินธร 4 แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีวิ่งตรงไปสัก 500 เมตร ถึงจะเจอช่างชุ่ยประตู 2 ก็ต้องหาที่จอดรถกันริมถนนแถวเนี้ยแหละ
  • เวลาเปิด-ปิด : โซนแรก / ฟู้ดคอร์ต ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของกระจุกกระจิก เปิด 11:00 – 23:00   โซนสอง / ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้านเสื้อผ้า ฟู้ดทรัค คลับ บาร์  โรงหนัง เปิด  16:00 – 23:00

คำแนะนำ

  • ช่างชุ่ยไม่มีพื้นที่ให้จอดรถ ควรไปรถแท็กซี่ ถ้าขับไปเองก็ต้องจอดกันตามข้างถนนนะครับ คือเลี้ยวเข้าถนนเลียบทางด่วนศรีรัชหรือ ถนนโลคัลโรดเลียบทางรถไฟนั่นแหละ เลี้ยวมาก็ต้องหาที่จอดเลย ยิ่งบ่ายรถยิ่งจอดกันยาวเป็นกิโล อีกหนึ่งทางเลือกคือพอเลี้ยวเข้าซอยสิรินธร 4 แล้วเจอถนนเลียบด่วนศรีรัชอยู่ข้างหน้าไม่ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางช่างชุ่ย แต่เลี้ยวขวาไปสถานีรถไฟบางบำหรุแทน ช่างชุ่ยติดต่อสถานีรถไฟไว้แล้วให้ลูกค้ามาจอดรถที่นี่ได้ ที่จอดรถเยอะแยะเลยที่นี่ แล้วก็จะมีสองแถวคันใหญ่บริการรับ-ส่งฟรี ก็สะดวกดีนะ
  • อย่าไปแต่เช้า แต่บ่ายเลย ไปเก้อมาแล้ว ร้านส่วนใหญ่เปิด 16:00 น. นะ เห็นภาพตอนกลางคืนแล้วสวยกว่า ร้านอาหาร ร้านขายของ มาเปิดกันตอนเย็นทั้งนั้นเลย สปอตไลท์สีสัน ส่องกันสวยงาม
  • ถ้าไปถ่ายรูป แต่งสีสันสด ๆ ไปนะ เพราะจะเจอแต่ผนังสังกะสีและไม้เก่า ๆ
  • อาหารไม่แพง แต่ร้านกาแฟน่ะราคาดุเดือดกว่า
  • มีพื้นที่เปิดให้เช่าอีกมาก ที่ยังว่างอยู่ ช่างชุ่ยเพิ่งเปิด ร้านยังมาลงไม่เต็ม รออีกหน่อยก็ได้

ถนนเลียบด่วนศรีรัชครับ ต้องจอดกันแบบเนี้ย กินไป 1 เลน ถ้าขยันเดิน ก็จอดยาวกันเป็นกิโล สาเหตุที่ชาวบ้านเขาด่ากัน

ประตูทางเข้าช่างชุ่ยด้านถนนสิริธร

แลนด์มาร์คตัวแรกของช่างชุ่ย ตัวอะไรไม่รู้ แต่เข้ามาก็เจอเลย ใครมาก็ต้องถ่ายคู่กะตัวนี้

แผนที่ช่างชุ่ยครับ สีเขียวคือโซนที่เปิดตั้งแต่ 11:00 น. ที่เหลือเปิด 16:00 น. ฉะนั้นมาเย็น ๆ เหอะ

ตามคอนเซ็ปต์ที่เขาว่า เป็นดินแดนที่ส่งเสริมงานศิลปะ ก็ต้องมีงานแสดงศิลป์ตามนี้

“แดกดิ้น”ครับ ฟู้ดคอร์ตอาคารใหญ่ในช่างชุ่ย มีไอเดียเก๋ตั้งแต่บู๊ตแลกคีย์การ์ดเลย เป็นเคาน์เตอร์แบบเดียวกะโรงรับจำนำ

หน้าตาคีย์การ์ดครับ มีปิ่นโตห้อยมาให้เกะกะเล่น

อาหารทุกเมนูใส่มาในจานสังกะสีตราไก่ ให้อารมณ์ย้อนยุค

นอกจากอาคารที่ประกอบจากวัสดุแปลกตา ลูกเล่นอีกอย่างของช่างชุ่ยคืองานศิลปะประดับหัวเสา

“แดกดิ้น”มองจากชั้น 2 งานศิลปะประดับที่นี่จะเน้นคอนเซ็ปต์ของเล่นเก่า

แม้อาคารจะุเป็นเหล็กเก่า สังกะสี แต่ก็แทรกความเก๋ไก๋ให้ดูขัดกันด้วยแชนเดอร์เลียหรูหรา

“แดกดิ้น”มีร้านอาหารคาวหวานประมาณ 10 ร้านครับ ราคาตั้งแต่ 60 บาท ถึง 100 ต้น ๆ

หัวกระโหลกทองแดง อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของช่างชุ่ย

ในช่างชุ่ยจะมีท่อพ่นไอน้ำช่วยลดอุณหภูมิร้อนอยู่หลาย ๆ จุด

“บ้านบ๊วย” ร้านอาหารเล็ก ๆ ของบ๊วย เชตวุฒิ ที่ตกแต่งสะดุดตาด้วยขวดโหลใส่หลอดไฟ

“หย่อนญาณ” ร้านขายหนังสือและอาหาร ยังคงคอนเซ็ปต์สังกะสีและแชนเดอร์เลีย

The Tea Cafe ร้านขายชาอาคารใหญ่ติดแอร์เย็นเจี๊ยบอยู่กลางช่างชุ่ย มุงด้วยกระเบื้องใส ดูปลอดโปร่ง โชว์ท่อแอร์ใหญ่บนเพดาน

หลาย ๆ อาคารที่นี่ สอดแทรกลูกเล่นกับหลอดไฟ มีโคมบ้าง เปลือยบ้าง

โคมไฟเก๋ ๆ ตามอาคาร

“Lamps Of God”ร้านขายโคมไฟ หลากสไตล์

มาดูห้องน้ำบ้าง อาร์ตยันห้องน้ำเลยครับ ฝาผนังตกแต่งด้วยบานยก เปิดโล่งไร้กลิ่น

โถฉี่ครับ เก๋มั้ยล่ะ

ร้านขายต้นไม้ก็มีนะ ในช่างชุ่ยมีเก้าอี้ให้นั่งพักเยอะมาก อยากนั่งตอนไหนก็นั่งได้เลย

มุมสวย ๆ ในร้านกาแฟครับ

ในช่างชุ่ยมีอาคารเล็กใหญ่นับสิบอาคาร ทุกอาคารคงคอนเซ็ปต์เดียวกันคือไม้เก่า เหล็กเก่า

ประตูสีลอก ๆ มองไปก็สวยนะ มีมุมให้เก๊กท่าถ่ายรูปเต็มไปหมดครับ

ประตูเหล็กเก่า ๆ ยังสีสวยเลย

นี่ร้านเหล้าครับ ตอนบ่ายยังไม่เปิดนะ เอาสายกั้นมาพัน ๆ ไว้ก่อน

หน้าต่างเก่า ไม้เก่า เหล็กสนิม มาประกอบกันเป็นผนังที่ดูเท่

รถไฟเก่าก็มีนะ

จบล่ะครับ แถมท้ายด้วยมุมกระจุกกระจิกในช่างชุ่ย ถ้าไปตอนเย็นน่าจะได้อีกอารมณ์นึงครับ มีสปอตไลท์สี ๆ เยอะมาก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement

What The Fact

คำวิจารณ์แรก John Wick 3 จากรอบทดลองฉาย : แอ็คชั่นยอดเยี่ยม แต่เยอะเกินไป

Published

on

ผู้กำกับ แชด สตาเฮลสกี กำลังเร่งตัดต่อ John Wick: Chapter 3 – Parabellum ซึ่งมีทั้งเวอร์ชัน Director’s Cut และ Screening Cut โดยเวอร์ชันสมบูรณ์จะเข้าฉายในเดือนพฤษภาคม 2019 นี้

สำหรับเวอร์ชัน Screening Cut สำหรับฉายรอบทดลองนั้น ได้มีการเชิญผู้ชมมาอย่างหลากหลาย รวมถึงแฟนตัวยงของแฟรนไชส์ John Wick ด้วย

คำวิจารณ์ในรอบทดลองฉายนี้ “ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมฉากแอ็คชันอันยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟน ๆ ชอบมากที่สุดในแฟรนไชส์ John Wick แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูจะมากเกินไป”

แชด สตาเฮลสกี ได้กล่าวว่า John Wick: Chapter 3 – Parabellum จะมีหลายอย่างเพิ่มขึ้นจากภาคก่อนถึง 20% ทั้งตัวละครมากขึ้น และฉากแอ็คชั่นที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3 ฉาก อีกทั้งฉากแอ็คชั้นที่เพิ่มขึ้นอากอีกอย่างน้อย 3 ฉาก

นอกจากนี้ John Wick: Chapter 3 – Parabellum ยังมี 2 เส้นเรื่อง ซึ่งทำให้ตัวภาพยนตร์ยาวขึ้นกว่าภาคก่อนด้วย

ทั้งนี้ จากกระวิจารณ์ต่าง ๆ ทำให้น่าสนใจว่า แชด สตาเฮลสกี จะตัดต่อ John Wick: Chapter 3 – Parabellum ไปในทิศทางใดต่อไป

John Wick: Chapter 3 – Parabellum มีกำหนดฉายวันที่ 16 พฤษภาคม 2019 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

เผด็จศึก! The Marvel Experience Thailand ประกาศปิดให้บริการ

Published

on

By

เป็นเวลา 7 เดือนที่สวนสนุกธีมพาร์กซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย Marvel ได้มาเปิดให้บริการในประเทศไทย แม้ช่วงแรกจะเผชิญกับกระแสดราม่ามากมาย ซึ่งทางผู้จัดก็ไม่ยอมแพ้ พยายามพัฒนาฝ่าฝันกันเรื่อยมา… แต่ในที่สุดช่วงค่ำวันนี้ The Marvel Experience Thailand ได้ประกาศปิดให้บริการ แล้ว โดยจะปิดให้บริการในวันที่ 29 มกราคมนี้ และรอบสุดท้ายของการเล่นคือ 18.00 น.

โดยมีแถลงการณ์และรายละเอียดการคืนบัตรดังนี้

 

นับว่าเป็นเรื่องที่น่าใจหาย แต่จากแถลงการณ์แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการปิดเพื่อพัฒนาใหม่ให้เต็มรูปแบบมากกว่าเดิม เอาเป็นว่าเราขอเอาใจช่วยนะ รีบกลับมาปกป้องโลกละ สู้!

อ่านรีวิวสถานที่
https://www.beartai.com/lifestyle/257417

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] คอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของศิลปินผู้บุกเบิกแนวดนตรี Vaporwave “Flamingosis”

Published

on

วันพฤหัสบดีที่ 24 นี้จะมีคอนเสิร์ตดีๆที่ไม่ควรพลาดอีกหนึ่งงาน จึงอยากมาแนะนำให้เพื่อนๆได้ลองไตร่ตรองดูว่าจะ “ไปดูดีมั๊ย?”

งานที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 นี้ คือ งานคอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า “Murmur! show Flamingosis Live in Bangkok” เป็นไลฟ์โชว์ครั้งแรกในเมืองไทยของ Aaron Velasquez หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า “Flamingosis”

เราไปดูรายละเอียดของงานนี้ และมาทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้กันดีกว่าครับ

Murmur! show Flamingosis Live in Bangkok”

Artist : Flamingosis 

Promoter : Murmur! 

Venue : NOMA BKK RCA

Date : 24 มกราคม 2562

Price : 950 บาท (ฟรีหนึ่งดริงค์)

Ticket : www.ticketmelon.com/murmur/flamingosis2019

Aaron Velasquez หรือ “Flamingosis” (ชื่อนี้ได้มาจากจานร่อนที่พ่อของเขาเป็นคนประดิษฐ์ขึ้น) เป็น Electronic Music Producer และ DJ หนุ่มวัยเพียง 28 ปีจากรัฐ New Jersey

เขาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ผู้บุกเบิกแนวเพลง Vaporwave หรือ Future Funk  โดยแรกเริ่มเขาได้รับอิทธิพลแนวดนตรีสไตล์วินเทจฟังก์และดิสโก้จากโปรดิวเซอร์มือเก๋าอย่าง Flying Lotus และ J Dilla ต่อมาเขาได้นำมันมาพัฒนาเป็นแนวทางของตนเองจนได้งานดนตรีที่มีชีวิตชีวิตและเปี่ยมไปด้วยสีสัน และเขาก็พร้อมที่จะระเบิดความมันส์ในทุกไลฟ์โชว์ของเขา

ปัจจุบัน Flamingosis มีอัลบั้มออกมามากมาย และล่าสุดกับอัลบั้ม Flight Fantastic (2018) ก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของกรู๊ฟแบบฮิป-ฮอปและรสสัมผัสทางดนตรีสุดคลาสสิคอย่างอิเล็คทรอนิค โซล และ ฟังก์ทำให้ Flight Fantastic (2018)  เป็นอีกหนึ่งในอัลบั้มที่ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

ลองไปฟังตัวอย่างน้ำจิ้มจากอัลบั้มนี้กันก่อนครับ

มาต่อกันด้วยเพลง  “Flight Fantastic” บทเพลงอัลบั้มชื่อเดียวกันกับอัลบั้มนี้ครับ

 

ฟังงานเพลงจากอัลบั้มนี้และผลงานของ Flamingosis ได้ที่ https://flamingosis1.bandcamp.com/album/flight-fantastic

Flamingos เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่น่าชื่นชมในพลังของความสร้างสรรค์และความุมานะพยายาม เขาเริ่มจากการเรียนรู้ที่จะทำเพลงด้วยตนเอง ทำเอง ขายเอง จนกระทั่งพัฒนาฝีมือจนแก่กล้า และในวันที่เขาพร้อมแล้วที่จะมาสำแดงพลังอารมณ์ทางดนตรีให้เราได้ฟังใน Murmur! show Flamingosis Live in Bangkok”

FYI

เวเพอร์เวฟ (Vaporwave) คือแนวดนตรีอิเล็คทรอนิคที่เกิดขึ้นในต้นยุค 2010 โดยเอาส่วนผสมของดนตรีในยุค 80,90 อย่างดนตรีเลานจ์ สมูธแจ๊ซ อาร์แอนด์บี เอเลอเวเทอร์มิวสิค มาผสมเข้าด้วยกัน โดยมีบีทที่มาสร้างแซมเปิ้ลเพลงต่างๆ หรือใช้เทคนิคผ่านการตัดต่อเสียงส่วนท่อนเพลงช้าๆมาใส่ โดยอาจมีการเติมเอฟเฟกต์ต่างๆเข้าไปด้วยปรุงให้มันอร่อยหูมากขึ้น

เวเพอร์เวฟ มีกำเนิดมาจากการทดลองดนตรีฮิปนากอจิกป็อป มีโปรดิวเซอร์บุกเบิก เช่น เจมส์ เฟอร์ราโร, แดเนียล โลพาทิน และเวกทรอยด์ (Vektroid) โดยมีอัลบั้ม Floral Shoppe  (2011) ของ เวกทรอยด์ ศิลปินอิเล็คทรอนิคจากอเมริกาเป็นแนวหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้โปรดิวเซอร์คนอื่นๆมีพลังอยากสร้างสรรค์งานดนตรีใหม่ๆขึ้นมาบ้าง ซึ่งช่องทางในการเผยแพร่เพลงบนโลกออนไลน์อย่าง Last.fmReddit,  4chan และแน่นอน Bandcamp  มีส่วนช่วยในการสร้างกระแสความนิยมให้กับดนตรีเวเพอร์เวฟเป็นอย่างยิ่ง จนเกิดเป็นแนวย่อยต่างๆมากมายอาทิ Future Funk, Mallsoft, และ Hardvapour

เวเพอร์เวฟเป็นคำที่ใช้เรียกรวมได้ทั้งงานดนตรีและงานศิลปะ สิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของเวเพอร์เวฟก็คือ ไซเบอร์พังค์ (cyberpunk) ซึ่งเป็นการขบถทางเทคโนโลยีด้วยการทำเพลงอิเล็คทรอนิคที่หยิบยืมซาวด์ดนตรีมาจากอดีตอย่างเพลงแดนซ์ยุค 80s เป็นต้น โทนดนตรีโดยรวมจะมีความเป็นด้านลบ มืดหม่น และแฝงด้วยความเหงา อันสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการต่อต้านเทคโนโลยีที่มีฉากหน้าคือความสะดวกสบายหรูหรา แต่ทว่ามันซ่อนไว้ด้วยความเหลื่อมล้ำและการพังทะลายลงของความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมด้วยการเข้ามาแทนที่ของเทคโนโลยีและโซเชียล มีเดีย

ภาพจำของไซเบอร์พังค์ คือภาพของเทคโนโลยี เครื่องจักร เมืองที่เจริญทางวัตถุ แสงนีออนยามค่ำคืน ซึ่งถูกนำเสนออกมาอย่างหม่นมัว อาทิเช่นภาพที่ปรากฏใน แอนิเมชั่นเรื่อง Akira หรือ ภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner เป็นต้น

ภาพมหานครยามค่ำคืนจาก Akira

ส่วนเวเพอร์เวฟนั้นมีลักษณะของศิลปะแบบ retrofuturistic คือมีส่วนผสมของความเก่า (retro) และความใหม่ (future) อยู่ในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นในงานอาร์ตเวิร์กของศิลปินแนวนี้จึงมักหยิบเอาการออกแบบของศิลปินอิเล็คทรอนิคยุค 80 มาใช้ เช่นการใช้สีพาสเทลสดๆ ฉ่ำๆ สีและลวดลายแบบนีออนจี๊ดจ๊าด เป็นต้น รวมไปถึง การวางเลย์เอาต์แบบเว็บดีไซน์สไตล์ Microsoft ยุค 90 หากเป็นงานวีดิโอก็มักจะมีการใส่ noise , grain ลงไปให้ภาพมันมีเม็ดๆมีความเป็นฟิล์มอะไรแบบนี้  ซึ่งมันคือแนวคิดแบบยุคหลังสมัยใหม่ (Post-Modernism) ที่ต้องการยั่วล้อวัฒนธรรมป็อปบริโภคนิยมในโลกยุคสมัยปัจจุบัน ด้วยการหยิบจับเอาองค์ประกอบในอดีตมายำๆกันนั่นเอง

 

ที่มา

http://www.flamingosis.com/about/

https://www.facebook.com/murmurbkk/

https://www.nydailynews.com/entertainment/music/flamingosis-brings-funk-groovy-sample-based-beats-article-1.3642063

https://www.fungjaizine.com/article/guru/vaporwave

https://en.wikipedia.org/wiki/Vaporwave

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!