Connect with us

What The Fact

What The Fact พาเที่ยวช่างชุ่ย (รูปเยอะนะครับ)

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

Published

on

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

  • ช่างชุ่ยคือ :  สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านฝั่งธน ที่รวมไปด้วย ร้านอาหาร คลับ บาร์ ฟู้ดทรัค คิออสและร้านค้าขายอาหาร ขนม และของจุกจิก ร้านกาแฟ โรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่สำหรับแสดงโชว์ และงานศิลปะ ไม่มีค่าผ่านประตู เข้าฟรีครับ
  • พื้นที่ : อ่านมาเขาบอกว่า 11 ไร่ แต่ประมาณด้วยสายตาแล้วไม่น่าถึงหรอก
  • เจ้าของโครงการ : คุณ ลิ้ม สมชัย ส่งวัฒนา เจ้าของแบรนด์ “ฟลายนาว” มีเอาท์เลตฟลายนาวด้วยนะ
  • จุดเด่น : เครื่องบินลำใหญ่ จอดอยู่กลางลานวงกลม และอาคารเล็กใหญ่หลายสิบหลังที่เอกลักษณ์คือสังกะสีขึ้นสนิม เหล็กเก่า ไม้เก่าสีลอก ๆ ที่มาปะติดปะต่อขึ้นเป็นอาคารต่าง ๆ ถึงแม้สร้างจากวัสดุเก่าเหลือใช่แต่การสร้างสรรค์ผสมผสานกับของตกแต่งที่ดูขัดกันทำให้แปลกตาและดูแพงไปได้
  • ช่างชุ่ยอยู่ที่ : พื้นที่ตรงกลางระหว่างถนนสิรินธรและถนนเลียบทางด่วนศรีรัช ถ้าข้ามสะพานต่างระดับมาจากถนนบรมราชชนนีพอลงถนนสิรินธรก็รีบมองซ้ายมือเลย อยู่เยื้อง ๆ กับโรงพยาบาลหูตาคอจมูกปาก ถ้ามาจากปิ่นเกล้าหรือบางพลัด ก็ต้องไปยูเทิร์นตรงสายใต้เก่ายูกลับมาก็มองซ้ายมือเลย ถ้ามาแท็กซี่ก็ลงที่ประตูฝั่งนี้เลย แต่ถ้าขับมาเองเห็นช่างชุ่ยบนถนนสิรินธรก็แค่นั้น เพราะเข้าไม่ได้ ต้องไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางซอยสิรินธร 4 แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีวิ่งตรงไปสัก 500 เมตร ถึงจะเจอช่างชุ่ยประตู 2 ก็ต้องหาที่จอดรถกันริมถนนแถวเนี้ยแหละ
  • เวลาเปิด-ปิด : โซนแรก / ฟู้ดคอร์ต ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของกระจุกกระจิก เปิด 11:00 – 23:00   โซนสอง / ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้านเสื้อผ้า ฟู้ดทรัค คลับ บาร์  โรงหนัง เปิด  16:00 – 23:00

คำแนะนำ

  • ช่างชุ่ยไม่มีพื้นที่ให้จอดรถ ควรไปรถแท็กซี่ ถ้าขับไปเองก็ต้องจอดกันตามข้างถนนนะครับ คือเลี้ยวเข้าถนนเลียบทางด่วนศรีรัชหรือ ถนนโลคัลโรดเลียบทางรถไฟนั่นแหละ เลี้ยวมาก็ต้องหาที่จอดเลย ยิ่งบ่ายรถยิ่งจอดกันยาวเป็นกิโล อีกหนึ่งทางเลือกคือพอเลี้ยวเข้าซอยสิรินธร 4 แล้วเจอถนนเลียบด่วนศรีรัชอยู่ข้างหน้าไม่ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางช่างชุ่ย แต่เลี้ยวขวาไปสถานีรถไฟบางบำหรุแทน ช่างชุ่ยติดต่อสถานีรถไฟไว้แล้วให้ลูกค้ามาจอดรถที่นี่ได้ ที่จอดรถเยอะแยะเลยที่นี่ แล้วก็จะมีสองแถวคันใหญ่บริการรับ-ส่งฟรี ก็สะดวกดีนะ
  • อย่าไปแต่เช้า แต่บ่ายเลย ไปเก้อมาแล้ว ร้านส่วนใหญ่เปิด 16:00 น. นะ เห็นภาพตอนกลางคืนแล้วสวยกว่า ร้านอาหาร ร้านขายของ มาเปิดกันตอนเย็นทั้งนั้นเลย สปอตไลท์สีสัน ส่องกันสวยงาม
  • ถ้าไปถ่ายรูป แต่งสีสันสด ๆ ไปนะ เพราะจะเจอแต่ผนังสังกะสีและไม้เก่า ๆ
  • อาหารไม่แพง แต่ร้านกาแฟน่ะราคาดุเดือดกว่า
  • มีพื้นที่เปิดให้เช่าอีกมาก ที่ยังว่างอยู่ ช่างชุ่ยเพิ่งเปิด ร้านยังมาลงไม่เต็ม รออีกหน่อยก็ได้

ถนนเลียบด่วนศรีรัชครับ ต้องจอดกันแบบเนี้ย กินไป 1 เลน ถ้าขยันเดิน ก็จอดยาวกันเป็นกิโล สาเหตุที่ชาวบ้านเขาด่ากัน

ประตูทางเข้าช่างชุ่ยด้านถนนสิริธร

แลนด์มาร์คตัวแรกของช่างชุ่ย ตัวอะไรไม่รู้ แต่เข้ามาก็เจอเลย ใครมาก็ต้องถ่ายคู่กะตัวนี้

แผนที่ช่างชุ่ยครับ สีเขียวคือโซนที่เปิดตั้งแต่ 11:00 น. ที่เหลือเปิด 16:00 น. ฉะนั้นมาเย็น ๆ เหอะ

ตามคอนเซ็ปต์ที่เขาว่า เป็นดินแดนที่ส่งเสริมงานศิลปะ ก็ต้องมีงานแสดงศิลป์ตามนี้

“แดกดิ้น”ครับ ฟู้ดคอร์ตอาคารใหญ่ในช่างชุ่ย มีไอเดียเก๋ตั้งแต่บู๊ตแลกคีย์การ์ดเลย เป็นเคาน์เตอร์แบบเดียวกะโรงรับจำนำ

หน้าตาคีย์การ์ดครับ มีปิ่นโตห้อยมาให้เกะกะเล่น

อาหารทุกเมนูใส่มาในจานสังกะสีตราไก่ ให้อารมณ์ย้อนยุค

นอกจากอาคารที่ประกอบจากวัสดุแปลกตา ลูกเล่นอีกอย่างของช่างชุ่ยคืองานศิลปะประดับหัวเสา

“แดกดิ้น”มองจากชั้น 2 งานศิลปะประดับที่นี่จะเน้นคอนเซ็ปต์ของเล่นเก่า

แม้อาคารจะุเป็นเหล็กเก่า สังกะสี แต่ก็แทรกความเก๋ไก๋ให้ดูขัดกันด้วยแชนเดอร์เลียหรูหรา

“แดกดิ้น”มีร้านอาหารคาวหวานประมาณ 10 ร้านครับ ราคาตั้งแต่ 60 บาท ถึง 100 ต้น ๆ

หัวกระโหลกทองแดง อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของช่างชุ่ย

ในช่างชุ่ยจะมีท่อพ่นไอน้ำช่วยลดอุณหภูมิร้อนอยู่หลาย ๆ จุด

“บ้านบ๊วย” ร้านอาหารเล็ก ๆ ของบ๊วย เชตวุฒิ ที่ตกแต่งสะดุดตาด้วยขวดโหลใส่หลอดไฟ

“หย่อนญาณ” ร้านขายหนังสือและอาหาร ยังคงคอนเซ็ปต์สังกะสีและแชนเดอร์เลีย

The Tea Cafe ร้านขายชาอาคารใหญ่ติดแอร์เย็นเจี๊ยบอยู่กลางช่างชุ่ย มุงด้วยกระเบื้องใส ดูปลอดโปร่ง โชว์ท่อแอร์ใหญ่บนเพดาน

หลาย ๆ อาคารที่นี่ สอดแทรกลูกเล่นกับหลอดไฟ มีโคมบ้าง เปลือยบ้าง

โคมไฟเก๋ ๆ ตามอาคาร

“Lamps Of God”ร้านขายโคมไฟ หลากสไตล์

มาดูห้องน้ำบ้าง อาร์ตยันห้องน้ำเลยครับ ฝาผนังตกแต่งด้วยบานยก เปิดโล่งไร้กลิ่น

โถฉี่ครับ เก๋มั้ยล่ะ

ร้านขายต้นไม้ก็มีนะ ในช่างชุ่ยมีเก้าอี้ให้นั่งพักเยอะมาก อยากนั่งตอนไหนก็นั่งได้เลย

มุมสวย ๆ ในร้านกาแฟครับ

ในช่างชุ่ยมีอาคารเล็กใหญ่นับสิบอาคาร ทุกอาคารคงคอนเซ็ปต์เดียวกันคือไม้เก่า เหล็กเก่า

ประตูสีลอก ๆ มองไปก็สวยนะ มีมุมให้เก๊กท่าถ่ายรูปเต็มไปหมดครับ

ประตูเหล็กเก่า ๆ ยังสีสวยเลย

นี่ร้านเหล้าครับ ตอนบ่ายยังไม่เปิดนะ เอาสายกั้นมาพัน ๆ ไว้ก่อน

หน้าต่างเก่า ไม้เก่า เหล็กสนิม มาประกอบกันเป็นผนังที่ดูเท่

รถไฟเก่าก็มีนะ

จบล่ะครับ แถมท้ายด้วยมุมกระจุกกระจิกในช่างชุ่ย ถ้าไปตอนเย็นน่าจะได้อีกอารมณ์นึงครับ มีสปอตไลท์สี ๆ เยอะมาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
 

การ์ตูน

น่าสนใจสุดๆ!!! เตรียมพบกับอนิเมะเรื่องใหม่ Release the Spyce จากผู้สร้าง Yuruyuri และ Yuki Yuna

Published

on

มาดูรายละเอียดที่น่าสนใจกันเลย!!!

ถือเป็นอนิเมะแนวสาวน้อยน่ารักเรื่องใหม่ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว สำหรับอนิเมะเรื่อง “Release the Spyce” ที่เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างคุณ Takahiro จากทีมผู้สร้าง Yuki Yuna wa Yusha de aru กับอาจารย์ Namori ผู้เขียน Yuruyuri ซึ่งล่าสุดได้เปิดเผยรูปโฆษณาสำหรับโปรเจคออริจินอลอนิเมะนี้ลงบนปกของนิตยสาร Dengeki G’s magazine ออกมาแล้ว รวมถึงเปิดตัว Official website กับ Official แอคเคาท์บน Twitter อีกด้วยนะครับ

เนื้อเรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวของ Momo เด็กสาว ม.ปลาย ที่กำลังศึกษาอยู่ในเมือง Sorasaki ทว่าเธอเป็นตัวแทนที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรอง Tsukikage เพื่อคอยปกป้องชาวเมืองทุกคนจากอันตรายด้วยกันกับรุ่นพี่ Yuki และสาวๆที่เหลือรวม 6 คน! เอ..ว่าแต่ ปกป้องจากอะไรน่ะหรอ ก็ต้องรอติดตามเพิ่มเติมกันนะครับ

ตัวละครนักพากย์และทีมงานบางส่วน

Minamoto Momo พากย์โดย Anzai Yukari

  • Hanzomon Yuki พากย์โดย Numakura Manami
  • Yachiyo Mei พากย์โดย Suzaki Aya
  • Sagami Fuu พากย์โดย Fujita Akane
  • Aoba Hatsume พากย์โดย Uchida Aya
  • Ishikawa Goe พากย์โดย Noguchi Yuri

อนิเมะเรื่องนี้จะกำกับโดย Satou You แผนงานหลักโดยคุณ Takahiro รวมถึงตำแหน่ง series composition สำหรับดีไซน์คาแรคเตอร์ก็ได้อาจารย์ Namori ออกแบบให้ร่วมกันกับคุณ Ishino Satoshi คาแรคเตอร์ดีไซน์ในฉบับอนิเมะ ภายใต้ชื่อ SORASAKI.F

นอกจากนี้ยังมีมีฉบับมังงะและฉบับนิยายด้วย ในฉบับมังงะจะใช้ชื่อ “Release the Spyce – Naisho no Mission” ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร  Dengeki G’s magazine วาดโดยอาจารย์ Mitsuki Meia ที่จะเริ่มเดบิวท์ในนิตยสารเล่มนี้เหมือนกัน 1 ตอน 35 หน้า สำหรับฉบับนิยายจะใช้ชื่อว่า “Spyce – Golden Genesis”เป็นเนื้อเรื่องของรุ่นพี่ Yuki ลงในนิตยสาร Dengeki G’s Novel ของเดือนหน้านะครับ เพื่อนๆคนไหนสนใจก็มาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://natalie.mu/และ https://www.animenewsnetwork.com/และ https://myanimelist.net/

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!