Connect with us

What The Fact

[รีวิว] KAAN SHOW งานโชว์ระดับโลกบนผืนแผ่นดินไทย ขอยกนิ้วให้ โดนใจเต็มๆ

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

Published

on

ไปชมมาแล้ว!!! 

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

KAAN presented by SINGHA CORPORATION หรือผมขอย่อ ๆ ว่า KAAN SHOW เป็นการแสดงประกอบแสงสีเสียงภายใต้การสนับสนุนของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผ่านการบริหารของ บริษัท ปัญจลักษณ์พาสุข จำกัด ร่วมกับการสร้างสรรค์จากหลายทีมคุณภาพที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยโต้โผหลักเรื่องการเล่าเรื่องก็ได้มือหนึ่งของไทยอย่าง จีดีเอช ค่ายหนังอารมณ์ดีฝีมือแรงซึ่งแฟน ๆ ทั้งแฟนหนัง ทั้งแฟนซีรีส์ไทยต่างมั่นใจในฝีมืออยู่แล้ว ซึ่งมาแล้วก็ไม่ได้มาแบบกั๊ก ๆ เพราะส่งโปรดิวเซอร์หัวใหญ่อย่าง พี่สิน – ยงยุทธ ทองกองทุน ที่เคยมีผลงานละมุนใจอย่าง สตรีเหล็ก กับ ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว และผู้กำกับมากฝีมือที่พูดถึงหนังเน้นเอฟเฟ็กต์ตอนนี้เขาอาจเป็นเบอร์หนึ่งของไทยไปแล้วก็ว่าได้ อย่าง กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา ซึ่งมีผลงานการันตีมาทั้ง บอดี้ ศพ19 และ สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย) กับ ห้าแพร่ง (ตอน หลาวชะโอน) ที่พัฒนาด้านการใช้เทคนิคพิเศษจนเนียนตาขึ้นเรื่อย ๆ เลยทีเดียว

ส่วนด้านการแสดงและโชว์นั้นก็ได้มือเอกอย่าง คุณ บอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ บอสใหญ่แห่งค่าย Scenario ที่ผ่านงานโชว์และละครเวทีจนเป็นเบอร์หนึ่งของไทยตอนนี้ ได้ส่งทีมมาช่วยดูแลบริหารทีมงานและทีมนักแสดง นอกจากนี้ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังการแสดง ซึ่งเป็นมืออาชีพฝีมือดีจาก เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ อย่าง คุณอ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ และ คุณรุ้ง-ปริญญา ต้องโพนทอง มาร่วมเป็นผู้กำกับร่วม (Co-Director) และยังมีทีมนักเต้นมือรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกชาวไทยอีกหลายชีวิตทั้งแนว บีบอย, ป๊อปปิ้ง, ฟรีรันนิ่ง ร่วมด้วยศาสตร์ชั้นสูงอย่าง โขน, บัลเลต์ และศิลปะการต่อสู้ประยุกต์ด้วย

และเมื่อพอเอาความสามารถของเฮดทีมสร้างดังที่ได้กล่าวมา มาเล่าเรื่องในงานแฟนตาซีอย่าง KAAN SHOW มันก็กลายเป็นความเข้ากันที่ไม่น่าเชื่อ เพราะนอกจากความลุ้นระทึกและตื่นตาตื่นใจ มันยังก่ออารมณ์ร่วมแบบดราม่าเพื่อนตาย ให้เราผูกพันไปกับตัวละครได้ตลอด 90 นาทีจนต้องใช้คำว่า ตกหลุมรักเลยล่ะ ซึ่งอันนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะตอนก่อนเข้าไปดูโชว์ผมก็สำรวจของที่ระลึกว่ามีอะไรบ้าง แต่คือมันก็ไม่ได้สนใจจะซื้อเลยนะ แต่พอออกจากโรงละครเท่านั้นล่ะ มองอะไรมันก็มีแต่ความประทับใจที่เพิ่งดูไปทั้งนั้นเลย จนสุดท้ายก็สอยมาครองสองสามชิ้นจนได้ ที่จะบอกคือโชว์ที่ดีมันจะมีพลังชักจูงใจเราถึงขนาดนั้นเลยล่ะครับ

ชุดนี้ล่ะครับ ที่ผมโดนไป

จุดขายตั๋วที่สร้างธีมห้องสมุดตามฉากแรกของโชว์เลย สวยมากครับ คุมธีมทุกส่วนจริงๆ

ตรงนี้พี่สินได้ให้คำจำกัดความของโชว์ไว้ว่าคือ A Spectacular Cinematic Live Experience (ประสบการณ์รับชมการแสดงสดที่ผสมผสานเทคนิคระดับโลก เข้ากับภาพยนตร์และการแสดงสดบนเวที) ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้โม้เกินไปครับ อันนี้ต้องบอกส่วนตัวก่อนเลยว่าคาดหวังไว้มากเหมือนกันครับ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูโชว์ลักษณะนี้อยู่เป็นทุนเดิมด้วย ตอนที่ เซิร์ค ดู โซเลย์ คณะกายกรรมระดับโลกมาจัดแสดงที่ไทย ผมก็ไม่พลาดที่จะไปชม และคาดหวังว่าไทยเองก็น่าจะมีโชว์ที่ได้มาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันได้แน่ ๆ ครั้งนี้จึงเป็นทั้งอารมณ์ร่วมลุ้นและเชียร์อยู่ลึก ๆ สำหรับโชว์ของไทยที่จะใช้มาตรฐานการแสดงระดับโลกอย่าง KAAN SHOW ครับ

จะได้เห็นอะไรบ้างใน KAAN SHOW

KAAN SHOW ใช้เรื่องราวในวรรณคดีไทย 6 เรื่องดัง ที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งยังมีความแฟนตาซีเหมาะกับการสื่อสารให้ชาวต่างชาติเข้าใจโดยง่ายด้วย ทั้ง พระอภัยมณี, พระสุธน มโนราห์, นางมณีเมขลากับรามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และ รามเกียรติ์  โดยแต่ละเรื่องก็ยกเฉพาะช่วงฉากแอ็คชั่นสำคัญ แบบคัดไฮไลต์มาเลยไม่เยิ่นเย้อ ทำให้เรื่องดูสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาของโชว์กว่าชั่วโมงครึ่งครับ

และการที่จะร้อยเรียงวรรณกรรมเหล่านั้นมาให้ชมอย่างไม่ขัดเขิน ก็ได้รับการปรุงด้วยสูตรแฟนตาซี อย่างหนังอย่าง จูแมนจี้ หรือพวกหนังที่ตัวเอกหลุดไปอีกมิติซึ่งเราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ปาน เชื่อว่าคนทั้งโลกดูเข้าใจโดยแทบไม่ต้องมีคำพูดบทสนทนาใด ๆ มาช่วยเล่าเลย เมื่อ คาน เด็กหนุ่มได้เข้ามาในห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือโบราณมากมาย และบังเอิญพบลูกกุญแจประหลาดในหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่มีชื่อของเขาอยู่บนปก ทันใดนั้นก็เกิดแสงประหลาดขึ้น! แล้วรูปปั้นลิงมีปีกนามว่า กบิลปักษา ที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดก็กลับกลายร่างเป็นตัวจริง เสียงจริง!! แถมยังพุ่งตรงมายื้อแย่งกุญแจจากมือของคานด้วย!!! ด้วยความตกใจคานจึงพลั้งทำลูกกุญแจหลุดมือจนแตกกระจายออกเป็น 5 ส่วน หายไปในมิติแห่งโลกวรรณคดี ส่วนคานและกบิลปักษาก็ถูกประตูมิติที่เปิดขึ้นนั้นดูดหายตามไปด้วย!!!

หนทางกลับบ้านของคู่หูคู่กัดที่เพิ่งมาเจอกันและต้องร่วมมือกันอย่างเสียไม่ได้นี้ จึงคือการช่วยเหลือเหล่าตัวละครเอกในวรรณกรรมแต่ละเรื่อง เพื่อสะสมชิ้นส่วนกุญแจกลับคืนมาประกอบเพื่อเปิดประตูมิติกลับยังโลกปัจจุบันอีกครั้งนั่นเอง!!!

จุดเด่นของฉากเปิดเรื่อง หรือชื่อชุดการแสดงว่า มิติวรรณคดี (The Book and the Key) นี้ อยู่ตรงการที่เราจะได้เห็นการใช้ระบบไฮโดรลิกต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่การแสดงทั้งพื้นด้านล่างและฉากด้านหลังทั้งกลางหลังซ้ายขวา เราได้เห็นกลไกของฉากที่ไม่ได้มาตั้งโชว์กันนิ่ง ๆ แต่สามารถเคลื่อนเข้าออกและมีลูกเล่นเคลื่อนไหวในตัวเองได้ ทั้งยังโชว์ให้เห็นการใช้เทคโนโลยีการฉายภาพแบบ High Definition Projection Mapping ลงบนพื้นหลังขนาดใหญ่ยักษ์แทนจอภาพยนตร์ ส่วนงานภาพนั้นที่ได้รับการออกแบบซีจีต่าง ๆ อย่างสมจริงโดย ตุลย์ – วีรภัทร ชินะนาวิน จากบริษัทอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกชั้นนำของไทยอย่าง RIFF Studio ที่เคยร่วมงานกับค่ายระดับโลกอย่าง Pixar Animation Studio มาแล้วด้วย ส่วนบ้านเราน่าจะเห็นฝีมืออนิเมทของเขามาแล้วจากหนังไทยอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ นั่นเองครับ

ภาพคอนเซ็ปต์อาร์ทโปรเจ็กชั่นแมปปิ้งกับการใช้สลิง

แถมในช่วงท้ายเรายังจะได้เห็นการท่องข้ามมิติ ที่ใช้สลิงและระบบรอกชัก ทำให้นักแสดงร่วงหล่นและโบยบินกลางอากาศได้ทั่วทั้งโรงละครราวกับเหาะเหินได้จริง ๆ ตรงนี้ต้องปรบมือให้เทคนิคพิเศษจาก สุเทพ จับสี แห่ง บ้านริกสตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านรอกและสลิงตลอดจนสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ในหนังและโชว์การแสดง ต่างๆ อันดับหนึ่งของไทยด้วยครับ

และอีกอย่างที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เพลงประกอบที่ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ห่อคลุมอบอวลในโรงละครนั้น ก็ได้มือฉมังอย่าง ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักแต่งเพลงสกอร์ ที่มีผลงานติดหูอย่างสกอร์หนังร้อยล้านเรื่อง นางนาก เวอร์ชั่นของ นนทรีย์ นิมิบุตร และหนังไทยอีกหลายต่อหลายเรื่องด้วยครับ

ผีเสื้อพิโรธ (The Wrath of the Sea Giantess) จากเรื่อง พระอภัยมณี

วรรณคดีเรื่องแรกที่คานและกบิลปักษาเดินทางมาถึง หลังจากตกลงมากลางหลังม้านิลมังกรที่สุดสาครบินผ่านมาพอดี ก็คือฉากการพบกันของเหล่ากองเรือของพระอภัยมณี กับจอมปีศาจแห่งท้องทะเลอย่างนางผีเสื้อสมุทรที่ดุร้ายคลุ้มคลั่งสุด ๆ แล้วตัวเอกของเราทั้งสองก็ลงมาได้จังหวะดีเสียด้วยเพราะเพียงตกมาบนเรือของพระอภัยมณีไม่นาน ก็ป๊ะเข้ากับนางยักษ์ทันทีเลย งานนี้ก็สนุกกันล่ะ

จุดเด่นของฉากนี้คือการโชว์พลังของเหล่านักกล้ามจากทีม Street Workout ที่เคยผ่านเวทีประกวดชื่อดังระดับเอเชียอย่าง Asia’s Got Talent ซีซั่นแรกมาแล้ว โดยจะเน้นการปีนป่ายและโชว์ท่าบนบาร์โหนต่าง ๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว ทั้งยังเป็นการให้ผู้ชมได้ตื่นตะลึงกับการใช้สลิงอย่างผาดโผนราวกับตัวละครบินไปได้ทุกทิศทางในฉาก แม้แต่ถลามาอยู่ตรงหน้าที่นั่งคนดูแบบห่างกันแค่มือเอื้อมถึงเลยทีเดียว (แต่อย่าไปคว้านักแสดงจริง ๆ นะครับ)

นอกจากนั้นการฉายโปรเจกชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของตัวละครนางผีเสื้อสมุทรขนาดยักษ์ ลงไปในฉากการแสดงทั้งฉากด้านหลังและพื้นเวทีด้านล่าง ซึ่งอ่านในคู่มือบอกว่ากว้างถึง 1500 ตร.ม. และแค่ฉากด้านหลังก็ใหญ่เท่าขนาดจอไอแม็กซ์ถึง 3 จอต่อกันเลยด้วยครับ (ตอนก่อนโชว์เริ่มคิดว่าไม่ใหญ่มาก แต่พอเห็นของจริง นักแสดงไปยืนในฉากดูตัวเล็กไปเลยครับ) ทำให้ภาพดูอลังการมาก และการอนิเมทและดีไซน์ของ RIFF Studio นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ครับ นางยักษ์ทำออกมาได้สมจริงและน่าสะพรึงกลัวมาก พอผสมกับการแสดงจริงของเหล่าตัวละครและเรือสำเภาลำเท่าของจริงที่แล่นอยู่ในฉาก ประกอบกับเอฟเฟ็กต์พวกฟ้าร้องน้ำทะเลปั่นป่วน เลยกลายเป็นความตื่นเต้นแบบเอาเราอยู่ ตั้งแต่แรกพบเลยครับ

ปราโมทย์หิมพานต์ (The Colours of Himmavanta) จากเรื่อง พระสุธน มโนราห์

วรรณคดีเรื่องต่อมา เราจะได้พบกับฉากสีสะท้อนแสงแปลกตา ดั่งยกป่าหิมพานต์มาพร้อมเหล่าสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนานาชนิดเดินกันให้ขวักไขว่ แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเหล่ากินรีที่จะโบยบินลงมาทักทายผู้ชมด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันครับ เหล่าพรานวายร้ายได้แอบมาใช้บ่วงนาคบาศก์คว้าจับตัวเหล่ากินรีไป แถมยังคว้าติดกบิลปักษาไปกับเขาด้วย ร้อนถึงคานต้องออกไปช่วยถึงรังเหล่านายพรานผู้ชำนาญการใช้ไฟทีเดียว

จุดเด่นนอกจากฉากที่ใช้สีสะท้อนแสงสร้างโลกมหัศจรรย์ขึ้นด้วยลวดลายแปลกตาแล้ว เรายังได้เห็นเทคนิคการสวมชักหุ่นกลของเหล่าสัตว์หิมพานต์นานาชนิดที่พิศดารไม่เบาครับ ส่วนกินรีก็ไม่ใช่เพียงห้อยโหนไปมาเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีการโชว์กายกรรมแบบ Aerial Acrobatics หรือการโหนห่วงหรือผ้า อย่างสวยงามราวกับปีกของกินรีพริ้วสไว ระคนลุ้นเสียวไปกับผู้แสดงที่ถูกยกสูงขึ้นไปราวตึกสี่ห้าชั้นโดยมีเพียงผ้าผืนเดียวให้ยึดเกาะด้วย

ส่วนฉากรังโจรเราจะได้เห็นโชว์ระบำกระบองไฟที่ผสมกับโปรเจกชั่นซีจีเหมือนเหล่าพรานใช้เวทมนต์ได้เท่มาก ๆ ด้วยครับ ในช่วงป่าหิมพานต์นี้ความหวือหวาตื่นเต้นอาจไม่เท่าผีเสื้อสมุทร แต่ขอบอกว่าความสวยงามของโลกหิมพานต์นี่ยกให้ฉากนี้เป็นที่หนึ่งเลยครับ

อสุนีมารโรมรัน (The Chase of Lighting) จากเรื่อง เมขลากับรามสูร

คานและกบิลปักษาหลังจากได้ชิ้นส่วนกุญแจมาแล้ว 2 ชิ้น จากการช่วยปราบผีเสื้อสมุทรและช่วยเหล่ากินรีจากพรานป่า คราวนี้ก็ต้องโผล่มากลางวงล่าของรามสูรยักษ์สายฟ้า ที่ไล่หวดวิมานลอยของสองนางฟ้ามณีเมขลาอย่างน่าตื่นเต้น

จุดเด่นของฉากนี้ที่ต้องดูเลยครับ คือ การจำลองฉากกลางท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆที่กำลังครืนครั่นไปด้วยฟ้าฝนคะนอง กายกรรมห้อยโหนบนบาร์ทรงกลมของสองนางฟ้าที่ตื่นตา แถมไฮไลต์ที่ต้องร้องอู้หูเลย ก็คือการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tesla Coil มาสร้างสายฟ้าจริง ๆ ซึ่งในคู่มือบอกว่ามีแรงดันสูงถึง 1 ล้านโวลต์ (แค่ไฟบ้าน 220 โวลต์เราก็แย่แล้วนะถ้าโดนช็อต) คือเป็นทั้งความสวยงามที่เราได้เห็นประกายไฟฟ้าแปลบปลาบเหมือนในหนัง แต่มาอยู่ต่อหน้าเราจริง ๆ คนดูที่นั่งหน้าสุดคงมีเสียว ๆ บ้าง แต่เอาจริง ๆ ค่อนข้างอยู่ไกลเลยล่ะครับระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดีเลย ตอนนี้กลับไปหวาดเสียวแทนนักแสดงที่ต้องอยู่ท่ามกลางแรงดันไฟฟ้ามากขนาดนั้นไปเสียมากกว่าอีก คือชอบในความช่างคิดที่หาไฮไลต์ให้กับแต่ละฉากได้หวือหวาตลอดของทีมสร้างเลยครับ สมแล้วที่กอล์ฟผู้กำกับบอกว่าไปตระเวนดูโชว์หาไอเดียมาทั่วโลกเลย

เดิมพันรจนา (The Wager for the Ivory Kingdom) จากเรื่อง สังข์ทอง

หลังจากเน้นความระทึกแล้วก็สับอารมณ์มาแนวสวยแบบตรึงตราอีกครั้งครับ ผมว่าเขาวางไลน์อารมณ์คนดูได้ดีนะไม่น่าเบื่อเลย ตื่นเต้นสลับกับเพลินตา รอบนี้คานและกบิลปักษาได้ตกลงมายังพิธีเลือกคู่ของเหล่าพระธิดาของเจ้าครองนคร ตรงนี้เราจะได้เห็นการจัดขบวนขันหมากหน้ากากแฟนซีของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ รวมถึงเจ้าเงาะป่าของเราด้วย โดยแต่ละขบวนก็ดึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมแต่ละภาคของไทยมาดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัวครับ ดูโมเดิร์นและแฟนตาซีไม่ดูเก่าคร่ำครึเลย ไม่ว่าจะเป็นผีตาโขน กลองยาว มโนราห์ กลองสะบัดชัย เป็นต้น ตรงนี้เราจะได้เห็นรายละเอียดของการออกแบบชุด โดย เต้ – ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และ ยุ่ย – พิสิฐ จงนรังสิน แห่ง Tube Gallery ที่เคยฝากผลงานมาแล้วทั้งการออกแบบชุดในการแสดงพิธีเปิดซีเกมส์  2015  และเคยได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม จากเวที Straits Time Life! Theatre Awards 2012 มาแล้วด้วย

ส่วนเจ้าเงาะของเราก็มากับธีมแก๊งตัวตลกในชุดโขนประยุกต์ ที่ต้องโชว์แบทเทิลกับช้าง ใช่ ผมกำลังพูดถึงช้างจริง ๆ เดินผ่านที่นั่งผู้ชมเข้าไปสู่เวทีการแสดงเลย ตรงนี้ถือว่าเซอร์ไพร้สนะครับเนี่ย คือดูโชว์เดียวเราได้กลิ่นไทยแบบเต็ม ๆ แบบที่ไม่ได้ยัดเยียดและประยุกต์มาได้ร่วมสมัยลงตัวมาก แถมการแบทเทิลของเจ้าตัวตลกและน้องช้างก็น่ารักมาก ๆ ด้วยครับ

เหตุการณ์เข้าสู่ความตื่นเต้น หลังรจนาเลือกเจ้าเงาะบ้าใบ้ไปแล้ว ก็เกิดมีสัตว์อสูรนาม ระมาด เข้าโจมตีเมืองครับ เหล่าเจ้าชายและเจ้าเงาะต้องรุมเข้าปราบ ส่วนนี้เป็นจุดขายของตอนนี้เลยครับ เพราะเจ้าระมาดนี่เป็นการใช้หุ่นเชิดยักษ์ในรูปแบบ Gigantic Creature ที่สูงถึงเกือบ ๆ 5 เมตร และต้องใช้คนจำนวนหลายคนแบ่งกันเชิด ซึ่งการต่อสู้กับเจ้าระมาดนี่ก็ทำได้น่าตื่นตา ไม่แพ้กับพวกซีจีในตอนก่อน ๆ เลยครับ

ปราบพญาชาละวัน (The Underwater Abyss) จากเรื่อง ไกรทอง

พอฉากเปลี่ยนก็มีฟองสบู่โปรยปรายลงมาพร้อมแสงไฟที่สาดแสงในความมืด ตอนนี้ที่นั่งผู้ชมเปรียบเสมือนลงสู่ใต้เมืองบาดาลของพญาจระเข้เป็นที่เรียบร้อยครับ การแสดงเปิดตัวของตอนนี้ก็เป็นโชว์จินตลีลาในอ่างแก้วขนาดใหญ่ ของสองสาวจระเข้สุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีเนื้อที่สะกดคนดู (โดยฉพาะผู้ชาย) อยู่หมัดเลย เพราะท่วงท่าลีลากับการใช้แสงไฟขับเน้นหยดน้ำที่กระเซ็นสาดไปมาบนเรือนร่างของจระเข้สาวนั้นสวยงามมากครับ นอกจากนั้นในเรื่องนี้ยังมีการโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยสิบรุมหนึ่ง ระหว่างสมุนบาดาลกับไกรทองของเราด้วย ทำคิวสตันท์ออกมาได้เท่ดีครับ นึกถึงหนังอย่าง องค์บาก เลย

และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วยการสู้กับชาละวัน แต่ไม่ใช่ในรูปของคนมาต่อย ๆ เตะ ๆ อีกแล้วครับ ชาละวันกลายร่างเป็นจระเข้ยักษ์ที่ไล่ล่าอย่างรวดเร็วตามแพยนต์ของไกรทองที่ขณะนี้คานและกบิลปีกษาก็เกาะติดหนีตายอยู่ไม่ห่างด้วย มาในฉากนี้ได้มีการผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโปรเจกชั่นในฉากผสมกับหุ่นกลไกชักขนาดใหญ่ คือไม่มีอะไรซ้ำซากและเหมือนตอนเก่า ๆ ให้หาวได้เลยครับ ดูเนื้อเรื่องก็เพลิน ดูเทคนิคก็ทึ่ง

ทศกัณฑ์อหังการ (The Cataclysm) จากเรื่อง รามเกียรติ์

ตอนแรกนึกว่าสะสมกุญแจครบก็จบกลับบ้านเสียอีก แต่เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นครับ คานยังต้องตามไปช่วยกบิลปักษาในโลกของพระรามพระลักษณ์ กับสงครามลิงปะทะยักษ์สนั่นกรุงลงกาอีก โดยตอนนี้ถือเป็นไคลแม็กส์ของเรื่องเลย มีเหตุการณ์พลิกผันไปมาหลายอย่าง โดยเป็นการผสมผสานเทคนิคจากตอนก่อนหน้าหลายอย่างมาใช้ในฉากรบนี้ นี่ยังรวมถึงหุ่นยนต์ยักษ์ ที่เรียกว่าเทคนิค State of the Art Animatronics ด้วย (แหม แค่ชื่อนี่ก็กรี๊ดแล้วครับ) เอาเป็นว่าต้องไปชมกันเองครับว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร และไฮไลต์ของตอนนี้จะเป็นอย่างไร แต่ขอบอกได้ว่า อึ้ง ทึ่ง ครับ

จบจากการแสดงอย่าเพิ่งรีบกลับครับ ตอนออกจากโรงละครเหล่านักแสดงและตัวละครจะออกมายืนให้เราเข้าแถวถ่ายรูปคู่ด้วย แนะนำว่าชอบตัวไหนให้ลองถามเจ้าหน้าที่แล้วไปต่อแถวรอตรงนั้นเลยครับ เพราะแต่ละตัวจะยืนแยกกันคนละมุมครับ ส่วนคานและกบิลปักษานั้นจะอยู่บริเวณฉากภาพวาดคานที่ตรงกลางโถงเลยครับ

ความตื่นตาของ KAAN SHOW ยังไม่ได้จบแค่ในโรงนะครับ

เพราะเมื่อออกมาจากอาคารจะเลือกนั่งรถไฟฟ้ารับส่งไปยังลานจอดรถเลย หรือจะเดินมาถ่ายรูปเล่นก็กำลังดีเลยครับ เพราะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะมากในการถ่ายรูปด้านหน้าโรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre (สิงห์ ดีลักษณ์ ซีเนมาติก เธียเตอร์) ที่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำอย่าง ประภากร วทานยกุล และ ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร แห่ง บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด ที่มีผลงานอย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร ที่ใครได้ไปชมออร์เคสตร้าที่นี่คงเคยเห็นความอลังการมาแล้ว สำหรับโรงละครนี้ได้ใช้แนวคิดที่ว่า โรงละครลอยแห่งแรกของโลก (The World’s First Levitating Theatre)

รูปคอนเซ็ปต์อาร์ท

ตอนดูรูปถ่ายทีแรกก็ตกใจเหมือนกันครับว่า สร้างยังไงให้ลอยอยู่ได้ แต่พอไปชมของจริงก็ต้องปรบมือให้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้กระจกเงาสะท้อนภาพวิวฝั่งตรงข้าม จนเหมือนว่าชั้นล่างนั้นหายไปครับ เรียกว่าใช้เทคนิคการแสดงมายากลระดับโลกสร้างภาพลวงตาตั้งแต่ตัวอาคารจัดแสดงเลยทีเดียว และถ้าสังเกตดี ๆ ด้านบนนั้นก็ไม่ใช่เพียงกระจกสีแปะ ๆ เอาไว้เฉย ๆ เท่านั้นนะครับ เพราะยังมีการใช้เทคนิค Kinetic façade แผ่นอลูมิเนียมสีทองที่พลิวไหวปลิวขยับตามแรงลม ให้ออกมาเหมือนกลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวตลอดเวลาด้วย (โหหหห) คือแค่ยืนมองเฉย ๆ นี่ยังเพลินเลยครับ

ถ้าโชคดี ก็จะเจอตัวตลกมาเล่นมาถ่ายรูปด้วยครับ

 

แถมทริกวางแผนรับชมโชว์และการถ่ายรูป จากประสบการณ์ตรงนิดครับ

ตรงนี้แนะนำเลยครับสำหรับใครที่จะมาเน้นถ่ายรูปด้วย คำแนะนำก็คือการแสดงของ KAAN SHOW นั้น จะหยุดวันจันทร์ ส่วนวันอังคาร พุธ และพฤหัสนั้น จะมีแสดงเพียงรอบเดียวคือเวลา 17.00 น. แต่สำหรับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะจัดแสดงสองรอบต่อวันคือ รอบ 17.00 น. และ 20.30 น.

ดังนั้นถ้ามาดูรอบ 17.00 น. เราจะสามารถถ่ายรูปก่อนเข้าชมในช่วงที่เป็นกลางวันได้ ช่วงนี้ตัวอาคารจะสะท้อนภาพเมฆและท้องฟ้าเหมือนลอยอยู่จริงเลยครับ และพอออกมาจากการชมโชว์ก็จะเริ่มมืดพอดี ตอนนี้ตัวโรงละครจะย้อมไฟเปลี่ยนสีได้โรแมนติกสุด ๆ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งเลยครับ

แต่ถ้าท่านไหนมาดูรอบค่ำ ก็อยากให้มาเร็วสักหน่อยช่วงห้าโมงเย็นนิด ๆ ด้านหน้ายังสว่างอยู่และคนจะยังไม่มากด้วยก็จะได้ถ่ายฉากกลางวันสวย ๆ ก่อน แล้วจะไปนั่งรอทานอาหารที่ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ พัทยา ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันรอเวลาก็ได้ แต่หากยังไม่หิวจะเดินดูร้านของที่ระลึกในบริเวณที่ขายตั๋วก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะมีสินค้าจากโชว์แล้วยังมีสินค้าจาก GDH ให้แฟนหนังเข้าไปเลือกชมด้วยครับ แล้วค่อยออกมารอถ่ายฉากกลางคืนตอนค่ำ ๆ อีกทีก็จะได้ครบทั้งสองวิว และถ้ายังไม่ได้ทานข้าวเพราะถ่ายรูปกับชมของที่ระลึกจนเพลิน กลัวจะเข้าไปชมโชว์แล้วหิว ด้านในโรงละครบริเวณโถงทางเข้าก็ยังมีร้านขายอาหารทานเล่นที่สามารถนำเข้าไปทานในโรงละครได้เลยด้วยครับ สบายหายห่วง สงสัยตรงไหนมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำแทบทุกจุดครับ สอบถามได้เลย

สำหรับข้อมูลการเดินทาง รอบการแสดง ตลอดจนค่าเข้าชมและโปรโมชั่นที่จัดกันไม่อั้นทั้งค่าเข้าชมและค่าอาหาร ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย http://kaanshow.com/th หรือ https://www.facebook.com/KAANShow กระซิบว่าช่วงเดือนกรกฎานี้ยังมีโปรโมชั่นลดราคาค่าเข้าชม ที่ลดให้สูงสุดถึง 40% เลยทีเดียว ไปศึกษาโปรโมชั่นดูได้ครับ ใครสนใจก็รีบตีตั๋วเดินทางไปชมกันเลยครับ รับรองไม่ผิดหวังเลย

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!