Connect with us

What The Fact

American Made : ชีวประวัติหฤหรรษ์

เตือนกันก่อนเลยว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหนังจากโปสเตอร์หรือตัวอย่างหนัง ซึ่งผมเองก็รู้สึกเช่นกันว่ามันดูไม่น่าสนใจเอาเลย โดยเฉพาะหนังชีวประวัติย้อนยุคแบบนี้ ไม่ค่อยถูกตลาดกับคนดูในวงกว้างเสียด้วย แต่พอได้ดูกลับต้องชื่นชมครับ ว่าเป็นหนังส่วนน้อยจริง ๆ ที่เล่าเรื่องได้เก่งแบบนี้ หนังไม่มีฉากแอ็คชั่นเลยสักนาทีเดียว ไม่มีปริศนาให้ชวนติดตามใคร่รู้คำตอบ ตัวละครเต็มไปหมด มากคนมากสถานที่ แต่สามารถเล่าเรื่องได้สนุกน่าติดตามและเข้าใจได้ง่ายด้วย

Published

on

เตือนกันก่อนเลยว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหนังจากโปสเตอร์หรือตัวอย่างหนัง ซึ่งผมเองก็รู้สึกเช่นกันว่ามันดูไม่น่าสนใจเอาเลย โดยเฉพาะหนังชีวประวัติย้อนยุคแบบนี้ ไม่ค่อยถูกตลาดกับคนดูในวงกว้างเสียด้วย แต่พอได้ดูกลับต้องชื่นชมครับ ว่าเป็นหนังส่วนน้อยจริง ๆ ที่เล่าเรื่องได้เก่งแบบนี้ หนังไม่มีฉากแอ็คชั่นเลยสักนาทีเดียว ไม่มีปริศนาให้ชวนติดตามใคร่รู้คำตอบ ตัวละครเต็มไปหมด มากคนมากสถานที่ แต่สามารถเล่าเรื่องได้สนุกน่าติดตามและเข้าใจได้ง่ายด้วย

ทอม ครุยส์ มารับบทเป็น แบร์รี่ ซีล นักบินมากประสบการณ์ของสายการบิน TWA ที่หาลำไพ่พิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการลักลอบขนซิการ์หนีภาษี เรื่องไปรู้ถึงหู เชฟเฟอร์ เจ้าหน้าที่ CIA แทนที่จะจับกุม เชฟเฟอร์ กลับยื่นชักชวนให้แบร์รี่มาทำงานให้ CIA ด้วยการขับเครื่องบินเจ๊ตลักลอบถ่ายภาพมุมสูงภูมิลำเนาของเหล่าผู้ก่อการร้ายแต่ละประเทศ  บ่อยครั้งที่แบร์รี่บินเข้าไปในโคลัมเบีย และชื่อเสียงเขาไปถึงหูของพาโบล เอสโคบาร์ จึงส่งลูกน้องมาทาบทามให้แบร์รี่ ช่วยขนโคเคนเข้าอเมริกาด้วย แบร์รี่ ก็เลยกลายเป็นนกสองหัวที่ทำงานให้ทั้ง CIA และ เจ้าพ่อค้ายาเสพติดอันดับ 1 ของโลกไปพร้อมกัน ดูแล้วก็น่าทึ่งสนุกไปชีวิตหฤหรรษ์อย่างเหลือเชื่อของแบร์รี่ ซีล ดูแล้วก็ยังนึกว่าทำมั้ยเรื่องราวของแบร์รี่ ซีล ถึงเพิ่งได้ถูกนำมาสร้างเป็นหนังนะ ด้วยพื้นฐานนิสัยของแบร์รี่ ที่เป็นคนเก่ง ไหวพริบดี และกล้าเสี่ยงทำให้เขาตอบรับทุกข้อเสนอที่เข้ามา เราจึงได้เห็นแบร์รี่ ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายครั้งใหม่กับนายใหม่แทบจะทุก ๆ 20 นาทีของหนัง ชอบฉากขนโคเคนที่ต้องเอาเครื่องขึ้นกลางหุบเขาบนรันเวย์สั้น ๆ มาก ลุ้นดี หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วตลอด 1 ชั่วโมง 55 นาทีไม่มีช่วงให้ได้หาวเลย คนดูสนุกไปได้กับชีวิตของแบร์รี่ ที่รุ่งโรจน์จนเงินแทบจะทับตายขณะเดียวกันเขาก็มีปัญหาให้เขาต้องแก้ไขอยู่มากมายเช่นกัน

หนังเป็นฝีมือกำกับของดัก ลิแมน ที่เคยร่วมงานกับ ทอม ครุยส์ มาแล้วใน Edge Of Tomorrow (2014) ซึ่งยังคงสไตล์การการคุมหนังเนื้อหาหนัก ๆ ให้ไม่เครียดได้เช่นเคย ใน American Made เต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้ง ผู้ก่อการร้าย พ่อค้ายา และตำรวจทุกเหล่ากรม ซ้ำยังพาดพิงไปถึงการเมืองในยุคนั้นมาก บทหนังก็ค่อนข้างลงลึกถึงเกมการเมืองของโรนัลด์ เรแกน และมีชื่อบิล คลินตัน , จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เข้ามาในบทสนทนาแต่ดัก ก็แซมอารมณ์ขันเข้ามาได้ตลอดเวลา กลายเป็นหนังที่เบามาก ผิดกับเนื้อหา มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินคลอไปตลอดเรื่อง ด้วยความที่เป็นหนังย้อนยุคไปในช่วง 1978 – 1986 ดัก ก็เลือกที่จะย้อมสีหนังให้ซีด ๆ จาง ๆ เหมือนดูหนังเก่า ๆ ซึ่งก็ไม่เห็นจำเป็นเลยนะ เพราะตลอดเรื่องหนังก็แทรกภาพจากวีดีโอเทปที่แบร์รี่ ซีล บันทึกภาพตัวเองเล่าชีวิตในช่วงนี้ของเขาเข้ามาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว พอทำให้หนังสีซีดมันกลับทำให้ความน่าสนใจของหนังน้อยลงไปมาก แต่ส่วนที่เป็นสีสันของหนังบนเรื่องราวย้อนยุค คือการที่เราได้เห็นการทำธุรกิจวุ่นวายในยุคที่อุปกรณ์สุดทันสมัยคือ เพจเจอร์ อุปกรณ์สื่อสารหลักของแบร์รี่ก็คือตู้โทรศัพท์สาธารณะ ที่ต้องสาละวนกับการรับเครื่องนั้นทีเครื่องนี้ที ฉากนี้ถ้าคนเกิดทันยุค 70s 80s ก็น่าจะอินเป็นพิเศษ

ทอม ครุยส์ และ แบร์รี่ ซีล ตัวจริง

หนังใช้ทุนสร้างไป 80 ล้านเหรียญ เชื่อว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าตัวของ ทอม ครุยส์ นั่นแหละ เพราะหนังไม่ใช้ดารารู้จักเลย มีคุ้นหน้าก็แค่ ดอมห์แนล กลีสัน พระเอกจาก About Time (2013) และ บิล วีสลีย์ พี่ชายของรอนจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ หลาย ๆ ภาค  ดอมห์แนล มารับบทเชฟเฟอร์ เจ้าหน้าที่ CIA ผู้เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของแบร์รี่ ตัวละครอื่น ๆ ดูทีมงานแคสติ้งจริงจังดีกับการหานักแสดงให้เหมือนบุคคลจริงในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะพาโบล เอสโคบาร์ ที่มีหนังหลายเรื่องแล้วสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับเขา ก็หาตัวแสดงได้เหมือนจริงมาก ในช่วง 2-3 ปีหลังนี่ก็มีทั้งหนังและซีรีส์ที่เกี่ยวกับพาโบล อยู่หลายเรื่อง The Infiltrator (2016) และ Narcos ทีวีซีรีส์ที่จบไปแล้วในซีซัน 2 ก็มีบทของแบร์รี่ ซีล ออกมาสั้น ๆ เช่นกัน ในขณะที่คาแรคเตอร์ตัวประกอบดูจะละม้ายกับบุคคลจริง แต่กับตัวแบร์รี่ ซีล บทของทอม ครุยส์ กลับไม่ได้มีความใกล้เคียงกับตัวจริงเลยสักนิดเดียว และไม่ได้แม้จะพยายามแต่งตัวหรือเมคอัพให้เหมือนกับตัวจริงเลย แต่กับบุคลิกนิสัยตัวจริงจะเป็นอย่างนี้รึเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่ทอม ครุยส์ ก็ถ่ายทอดบทบาทแบร์รี่ออกมาแบบลื่นไหล ในหนังนี่เราได้รู้จักแบร์รี่ ในภาพมนุษย์ที่อารมณ์ดีตลอดเวลา ใบหน้าเปื้อนยิ้มกับทุก ๆ สถานการณ์แม้ในขณะคับขัน

ด้วยเหตุที่หนังแสดงให้เห็นแต่ด้านสวยงาม ความสุขเพียบพร้อมที่เต็มไปด้วยเงินทองและทรัพย์สินของคนที่ทำงานนอกกฏหมายแล้วกลัวจะการเป็นการยั่วยุสร้างแรงบันดาลใจในทางที่ผิด หนังจึงต้องลงท้ายตามแบบหนังชีวประวัติทั่วไป ด้วยการขึ้นฟุตเตจและภาพนิ่งตัวตนจริงของแต่ละคน พร้อมคำบรรยายให้เห็นว่าจุดจบของแต่ละคนก็ไม่พ้นเงื้อมมือกฏหมาย หาเงินทองมาได้มากมายแต่ก็ไม่ได้ใช้กัน

สรุปได้ว่า American Made เป็นหนังชีวประวัติน้อยเรื่อง ที่เล่าเรื่องราวได้สนุกเกินคาด สมแล้วที่ได้คะแนนดีทั้ง IMDB และ Rottentomatoes อย่าให้หน้าหนังที่ดูไม่น่าสนใจ พาเราพลาดหนังสนุก ๆ ไปอีกเรื่องครับ

ภาพแบร์รี่ ซีล และ พาโบล เอสโคบาร์ ตัวจริง ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในหนัง

แถมท้ายให้นิด หนังมีเหตุน่าสลดในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ นักบินสตันท์แมนระหว่างบินกลับจากการเข้าฉากในโคลัมเบียเจอสภาวะหมอกลงจัดเป็นเหตุให้เครื่องตกเสียชีวิตพร้อมนักบินร่วม แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของทอม ครุยส์ ที่บินกลับมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ในเส้นทางและสภาวะอากาศเดียวกัน

 

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ภาพยนตร์ Joker ได้ชื่อที่จะในงานสร้างว่า “Romeo” : อาจเริ่มถ่ายทำ ก.ย. นี้

ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ กำลังรวมทีมงานสร้างในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

Published

on

THS รายงานว่า ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ (ไตรภาค The Hangover) จะเริ่มถ่ายที่นิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2018 นี้ โดยจะใช้ชื่อในการถ่ายทำว่า Romeo

แหล่งข่าวได้อ้างว่า ท็อดด์ ฟิลลิปส์ ได้ดึงผู้กำกับภาพ ลอว์เรนซ์ แชร์ (ไตรภาค The Hangover, War Dog) มาร่วมงานอีกครั้ง พร้อมด้วยผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ก ฟรายด์เบิร์ก (Noah, Selma), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายรางวัลออสการ์ มาร์ก บริดจ์ส (Phantom Thread) และผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง เชย์นา มาร์โกวิตซ์ (Ocean’s 8) จะมารับหน้าที่แคสติ้งนักแสดงสำหรับภาพยนตร์ Joker เรื่องนี้

มีข่าวลือว่า วาคีน ฟินิกซ์ จะมารับบท Joker

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Joker จะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล DC Dark หรือ DC Black ซึ่งจะมีเส้นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับจักรวาล DCEU (DC Extended Universe)

จักรวาล DC Dark หรือ DC Black จะเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างไม่มาก เมื่อเทียบกับ DCEU โดยภาพยนตร์ Joker ของ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียง 55 ล้านเหรียญเท่านั้น

อีกทั้งยังมีรายงานว่า Joker จะดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากคอมมิค The Killing Joke ในตำนาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรื่องราวการต่อกรระหว่าง Joker และ Batman ที่โหดร้ายและมืดหม่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Joker ในคอมมิค The Killing Joke

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แร็พคุก ! แร็พคุก ! หนุ่มอายุ 18  โพสต์เพลงแร็พลง icloud ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

Published

on

พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ

    นักเรียนไฮสคูลในสหรัฐนายหนึ่งถูกตัดสินให้จำคุก10ปี เนื่องจากข้อหา ข่มขวัญว่าจะก่อเหตุร้ายในโรงเรียน ผ่านเพลงแร็พของเขา

    ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไมเคิล ชมิดท์(Michael Schmitt) ได้อัดเพลงฟรีสไตล์แร็พ ที่มีท่อนร้องเจ็บๆ ประมาณว่าเธอมาดูดไอ้จ้อนของฉันได้นะหรือ เดี๋ยวหัวเธอก็จะปริแตกแบบเปลือกไข่นั่นแหละ,อีนังบ้า!

    ถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อของใคร ปรากฎอยู่ในเพลงแร็พ ของ ชมิดท์ แต่ทว่า มันกลับมีชื่อโรงเรียนของเขาในนิวเจอร์ซีย์อยู่ในเนื้อเพลง  เธอมันคือนังร่าน @ jchs (ย่อมาจาก James Cold well High School) ฉันรักเธอแม้ว่าเธอจะทำฉันเจ็บ ฉันยกโทษให้เธอ และไม่มีวันที่จะทำให้เธอเจ็บนี่คือชื่อเพลงของเขา

 

 

     แต่แล้วเมื่อนักเรียนคนหนึ่งใน jchs ได้ค้นพบแทร็คแร็พเดือดนี้ และแจ้งกับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนก็เรียกตำรวจมาทันที โดยยกหน่วย SWAT มากันเลย!

     ในขณะที่นั่งเรียนอยู่อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นายชมิดท์ แร็พเปอร์ก็โดนหน่วย SWAT รวบไปด้วยข้อหากุเรื่องข่มขู่ขวัญประชาชีมีโทษจำคุก5-10ปี

      19สัปดาห์ต่อมา หนุ่มอายุ18คนนี้ก็ยังคงอยู่ในคุกและรอคอยการตัดสินโทษ อันมีสาเหตุมาจากเพลง ที่เขาบอกว่า ทำขึ้นเพื่อล้อเล่นเฉยๆ

       พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน  นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ” ชมิดท์กล่าว

มันหลอนผมมากเลยที่ผมถูกโยงเข้าหาสิ่งเลวร้ายอย่างการยิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นมากมายในสหรัฐ เพียงเพราะผมแต่งเพลงแร็พเพลงนี้”

     แต่ผู้อำนวยการโรงเรียน จิม เดวิน (Jim Dewin) บอกว่า โรงเรียนทำถูกแล้วที่เรียกตำรวจเขาบอกว่า เขาไม่ได้วางแผนจะทำอย่างนั้น แต่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะจริงรึป่าวเดวินกล่าว

     เดวิล เกรย์ ทนายความของนายชมิดท์ กล่าวว่ามันซีเรียสที่สุดเท่าที่จะซีเรียสได้ ชีวิตของเขากำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

     ส่วนชมิดท์ก็กล่าวปิดท้ายว่ามันเหมือนกับว่าผมถูกตั้งข้อสงสัย เพียงเพราะผมโพสต์เพลงลงไป ทำไมพวกเค้าไม่ให้ผมอธิบายอะไร!”

ภาพปืนเจ้าปัญหาที่ทำให้ชมิดท์ยิ่งดูน่าสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายเข้าไปใหญ่

      ก็เป็นอีกข่าวหนึ่งนะครับที่เตือนให้รู้ว่าบางประเด็นมันอ่อนไหว และเราควรระมัดระวังในการทำอะไรลงไป

เด็กนักเรียนของเราโพสต์เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงลงไปใน Sound Cloud โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การฆ่าคนระเบิดหัวคนแถมยังโพสต์ภาพตัวเองกับปืนอีกต่างหาก อีกทั้งเนื้อหาเพลงยังเชื่อมโยงไปถึงเด็กผู้หญิงในโรงเรียนของเรา หากคุณลองต่อสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันมันคือการข่มขู่เลยล่ะ ณ จุดนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของผมเลยที่จะวางเฉยแล้วถามว่ามันมีมูลไหม? จริงหรือเปล่า?  แต่สิ่งที่เราควรทำคือต้องรีบปกป้องเหล่านักเรียนและครอบครัวของเราให้เร็วที่สุด

    จิม เดวิน ผู้อำนวยการโรงเรียน James Caldwell High School

ที่มา

http://www.nme.com/news/music/rap-song-soundcloud-18-years-michael-schmitt-2337626

https://www.buzzfeed.com/tylerkingkade/rap-song-school-lockdown-free-speech-michael-schmitt?utm_term=.xboBAvwa3#.oawdzWDp1  

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!