Connect with us

What The Fact

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Geostorm ระบบ IMAX3D

Published

on

GEOSTORM IMAX3D

300, 320, 1200
9.8

ความเหมาะสมกับระบบIMAX3D

9.0/10

มิติภาพด้านลึกของระบบสามมิติ

10.0/10

ความพุ่งของภาพสามมิติ

10.0/10

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

10.0/10

ปลอดจากการเวียนหัว

10.0/10

สัปดาห์ที่แล้ว โรงไอแมกซ์ได้ต้อนรับหนังไซไฟโลกอนาคตอย่าง Blade Runner 2049 ไปแล้ว และสัปดาห์นี้ก็ถึงคราวของ Geostorm หนังไซไฟโลกาวินาศที่เต็มไปด้วยฉากถล่มโลกสุดยิ่งใหญ่ฝีมือประเดิมงานกำกับของ ดีน เดฟลิน โปรดิวเซอร์มือทองผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เจ้าพ่อหนังล้างโลกอยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนว่า WHAT THE FACT ต้องไม่พลาดที่จะรีวิวมาให้ชมกัน

จากข้อมูลด้านเทคนิคของ Geostorm จะเห็นได้ว่าผู้กำกับภาพอย่าง โรเบอร์โต แชฟเฟอร์ (Roberto Schaefer) เลือกใช้กล้อง Red Epic Dragon ซึ่งไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดของ Red แต่อย่างใด แถมถ่ายด้วยอัตราส่วน 2.35:1 นั้นหมายความว่าตัวหนังไม่ได้ถ่ายและมีการแปลงภาพให้เป็นสัดส่วน IMAX ที่ 1:90 เหมือน Blade Runner 2049 แต่อย่างใด ภาพที่ปรากฏบนจอจึงไม่เต็มเฟรม แต่กระนั้นก็สามารถทดแทนได้ด้วยการมิกซ์เสียงในระบบ 12 แทร็คของไอแมกซ์ ที่ให้ความกระหึ่มได้เป็นอย่างดี บวกกับตัวหนังเองก็มีการโชว์ฉากแอ็คชั่นวินาศสันตะโรอยู่แทบทั้งเรื่องจึงคุ้มค่าที่จะดูในโรงไอแมกซ์อยู่ดี

แม้ตัวหนังจะไม่ได้ถ่ายเป็น 3มิติมาตั้งแต่ต้น กระนั้นก็ต้องยอมรับในผลงานการแปลงภาพของ คัมพานีทรี (Company 3) ที่สามารถแปลงภาพเป็นสามมิติได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมีผลมาจากการวางเฟรมของ แชฟเฟอร์ ผู้กำกับภาพของหนังที่มักถ่ายแต่ละคัตให้มีฉากหน้าฉากหลัง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟนที่อยู่หน้าคณะกรรมการที่สอบสวนเจคตอนต้นเรื่อง หรือการถ่ายผ่านไหล่ก็แทบทำให้ทุกเฟรมมีมิติภาพด้านลึกทั้งเรื่อง

ต้องถือว่า Geostorm ให้ประสบการณ์การชมหนังสามมิติที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในรอบปี อย่างที่บอกไว้ในหัวข้อที่แล้ว ว่าตัวหนังแปลงภาพมาดีมาก และนั่นรวมถึงสิ่งที่คนดูคาดหวังว่าจะได้เห็นจากหนังสามมิติอย่างการที่ภาพบนจอเด้งออกมาหาคนดู ซึ่งหนังก็ทำได้ดีขนาดหนังอวกาศแท้ๆอย่าง Star Wars : The Force Awaken (2015) ยังมีซีนยานอวกาศลอยตรงหน้าไม่เท่าหนังเรื่องนี้เลย และไม่เฉพาะบนอวกาศเท่านั้น ในฉากบนภาคพื้นทั้งหิมะ ทั้งซากอาคารที่กำลังถล่ม ภาพสามมิติก็ให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจนอาจมีพลิกหลบกันทั้งโรงเลยทีเดียว

วิธีพิสูจน์ว่าภาพหนังเป็นสามมิติจริงมั้ยก็คือการถอดแว่น เพราะภาพที่ถูกแปลงจะมีลักษณะการซ้อนกันของภาพจนดูไม่รู้เรื่องหากมองตาเปล่า ซึ่ง Geostorm ก็เป็นเช่นนั้นเมื่อลองถอดแว่นเป็นระยะในแต่ละซีน แม้แต่ซีนคุยกันหนังก็ยังออกแบบให้มีการเบลอบางส่วนให้ภาพมีความลึก นับว่าตัวหนังตั้งใจให้คนดูแบบสามมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

สำหรับใครที่กลัวว่าการดูหนังสามมิติจะทำให้เกิดอาการเวียนหัว คลื่นไส้ ก็เบาใจได้เลยเพราะ Geostorm มีการออกแบบงานภาพที่ไม่ทำร้ายสายตาคนดู ไม่มีการถ่ายแบบมือถือหรือเฮนด์เฮลด์กล้อง ไม่มีภาพสั่นไหวเป็นเวลานาน จึงนับว่าสามารถชมได้อย่างสบายใจเลยทีเดียว

สรุปแล้ว Geostorm ถือว่าสอบผ่าน แม้หนังจะไม่มีฉากขยาย แต่ด้วยประสิทธิภาพของภาพสามมิติและการมิกซ์เสียงในระบบ 12 แทรคของไอแมกซ์ก็ทำให้คนดูได้ประสบการณ์ที่สมจริง ได้ลุ้นเอาใจช่วยพระเอกให้กู้โลกจากมหันตภัยล้างโลกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Isle of Dogs : ความบันเทิงบนที่สุดของความอุตสาหะ

ผลงานสต็อปโมชั่นเรื่องที่ 2 ของ เวส แอนเดอร์สัน ต่อจาก Fantastic Mr.fox (2009) จึงทำให้ทั้งเจ้าตัวและทีมงาน มีความถนัดกับงานสต็อปโมชั่นมากขึ้น เห็นถึงความสนุกกับงานและใส่ลูกเล่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงสไตล์กวน ๆ และบรรดามุกตลกร้ายอันเป็นลายเซ็นของเวส แอนเดอร์สัน ไว้ได้ครบถ้วน

Published

on

GEOSTORM IMAX3D

300, 320, 1200
9.8

ความเหมาะสมกับระบบIMAX3D

9.0/10

มิติภาพด้านลึกของระบบสามมิติ

10.0/10

ความพุ่งของภาพสามมิติ

10.0/10

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

10.0/10

ปลอดจากการเวียนหัว

10.0/10

ผลงานสต็อปโมชั่นเรื่องที่ 2 ของ เวส แอนเดอร์สัน ต่อจาก Fantastic Mr.fox (2009) จึงทำให้ทั้งเจ้าตัวและทีมงาน มีความถนัดกับงานสต็อปโมชั่นมากขึ้น เห็นถึงความสนุกกับงานและใส่ลูกเล่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงสไตล์กวน ๆ และบรรดามุกตลกร้ายอันเป็นลายเซ็นของเวส แอนเดอร์สัน ไว้ได้ครบถ้วน

ด้วยความชื่นชอบในผลงานของปรมาจารย์อากิระ คูโรซาวา และแรงบันดาลใจจากงานสต็อปโมชั่นในยุค 60s ของอาร์เธอร์ แรงค์กิน และ จูลส์ แบส ทำให้เวส แอนเดอร์สัน สรรค์สร้างผลงาน Isle Of Dogs ออกมาเป็นเรื่องราวที่เกิดในญี่ปุ่น ตัวละครและเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในญี่ปุ่น แถมยังเขียนตำนานสมมติจากอดีตกาลที่ตระกูลซามูไรโคบายาชิกับเผ่าพันธุ์หมามีความแค้นกันมาช้านาน และฝังรากสืบต่อมาถึงวันนี้ เชื้อสายโคบายาชิกกลายเป็นนายกเทศมนตรีจึงออกกฏหมายให้ขับไล่หมาทุกตัวออกรวมถึงหมาเลี้ยงในครอบครัวส่งไปอยู่รวมกันบนเกาะขยะ โดยอ้างเหตุว่าหมาเป็นพาหะนำหลายโรคร้ายมาติดต่อมนุษย์ ด้วยการเป็นผู้นำโคบายาชิจึงส่ง สปอตต์ หมาของครอบครัวเขาเองส่งเป็นตัวอย่างไปตัวแรก แต่สปอตต์เป็นหมาของอากิระ เด็กชายวัย 12 ขวบ ญาติห่าง ๆ ที่โคบายาชิ รับมาดูแล หลังสปอตต์ถูกส่งมาทิ้งได้ 3 ปี อากิระตัดสินใจขับเครื่องบินเล็กไปตามหาสปอตต์ที่เกาะขยะ อากิระได้รับความช่วยเหลือจากแก๊งหมา 5 เกลอ ที่อยู่บนเกาะกลายเป็นการผจญภัยของอากิระกับแก๊ง 5 หมา ที่ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย

สำหรับคนไม่คุ้นเคยกับงานสต็อปโมชั่น อาจจะรู้สึกสะดุดสักหน่อยกับงานภาพแบบสต็อปโมชั่น ที่ใช้หุ่นปั้นขยับทีละนิด ๆ ภาพจึงไม่ลืนไหลนุ่มนวลเหมือนงานแอนิเมชั่น แล้วงานของเวส แอนเดอร์สัน ก็มีสไตล์ส่วนตัวไม่ได้เน้นสวยงามเหมือนทิม เบอร์ตัน ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่างานจะหยาบ ที่จริงแล้วนั่นคือสไตล์การนำเสนอและความจงใจของเวส แอนเดอร์สัน ที่หลาย ๆ ฉากตั้งใจให้ออกมาดูมีความเป็นการ์ตูน อย่างเช่นภาพแทนพวกหมอกควัน และระเบิด ก็ทำออกมาดูตลก ๆ ดี หรือฉากตะลุมบอนก็จงใจให้ออกมาดูเป็นการ์ตูนเลยล่ะ แต่งานที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะง่ายนี้ก็ผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทีมงานตั้งใจและทุ่มเทอย่างมากเกินคาด อ่านเบื้องหลังแล้วน่าทึ่งมาก ไว้จะลงให้อ่านในช่วงท้ายครับ

หนัง Isle of Dogs ได้เรต Pg-13 ด้วยเนื้อหาที่ปราศจากพิษภัยและไร้คำหยาบ ออกมาเป็นหนังที่ดูสนุกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยฝีมือการเขียนบทภาพยนตร์ของเวส แอนเดอร์สันเอง และเจสัน ชวาร์ตแมน ดาราขาประจำของเวส และเคยเขียนบทร่วมกับเวส ใน Darjeeling Limited (2007) ทำให้ Isle Of Dogs หนังโยงใยไปถึงตำนานญี่ปุ่นและเล่าเรื่องราวแบบนิยาย มีบทนำ และต่อด้วยบทที่ 1 บทที่ 2 แต่ก็ยังเป็นหนังที่มีเสียงหัวเราะคลอไปตลอดทั้งเรื่อง

ส่วนใหญ่มักจะเป็นมุกกวน ๆ และประชดประชันถ้าใครเคยติดตามผลงานของเวส น่าจะนึกออกกันล่ะ และในความที่เป็นหนังคอมมีดี้-ผจญภัย เวส ก็ยังสอดแทรกดราม่าเล็ก ๆ พัฒนาการของตัวละครหลักอย่างอากิระ และ ชีฟ ที่ปรับเปลี่ยนเข้าหากันอย่างน่ารัก จากหมาจรจัดใจแคบที่เกลียดเด็กและไม่อยากมีเจ้าของกลับต้องใจอ่อนกับความบริสุทธิ์จริงใจของอากิระ หนังยังสอดแทรกความกวนของเวส ไว้แทบทุกนาทีของหนัง ทั้งในบทสนทนา การเลือกที่จะให้หมาพูดภาษาอังกฤษและมีซับไตเติ้ลโดยให้เหตุผลว่าทั้งหมดนี้แปลจากเสียงเห่า ส่วนตัวละครที่เป็นมนุษย์และพูดภาษาญี่ปุ่นก็ปล่อยไปงั้นให้คนดูงงเล่น ๆ กันไป

อีกส่วนที่เรียกเสียงฮาได้มากพอดู ก็คือการสร้างคาแรกเตอร์ของบรรดาหมา ๆ ได้ออกมาเด่นชัด โดยเฉพาะแก๊ง 5 หมา ที่ดีไซน์เอกลัษณ์แต่ละตัวได้เด่นชัดและการแสดงออกทางสีหน้าได้ฮาดี แม้ไม่ต้องพูดอะไร ที่น่าชื่นชมคือตัวอากิระ เด็กน้อยตัวหลักของเรื่อง ที่มีส่วนผสมทั้งความไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ยังตื่นเต้นกับบรรดาเครื่องเล่นสำหรับเด็กบนเกาะ และขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นแบบผู้ใหญ่ที่จะเป็นปากเส่ียงแทนเหล่าหมาล้มล้างกฏหมายกำจัดหมาของคุณลุง

อีกจุดที่น่าชื่นชมมากคือความตั้งใจในการสร้างภาพของหนังให้ออกมาดูมีความเป็นญี่ปุ่น คือถ้ามาดูโดยไม่รู้เบื้องหลังมาก่อนก็เชื่อล่ะว่านี่คือหนังญี่ปุ่น และเป็นการสร้างงานแบบญี่ปุ่นที่เห็นชัดถึงการสื่อความเป็นญี่ปุ่นออกมาด้วยความเคารพ เห็นได้ว่าผ่านการทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า และถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดตั้งใจและได้ภาพที่สวยงามมาก โดยเฉพาะการสอดแทรกศิลปะสไตล์ญี่ปุ่นโบราณออกมาทั้งในภาพนิ่งและงานแอนิเมชั่นที่แทรกอยู่หลาย ๆ ตอนในเรื่อง

งานเบื้องหลังที่ต้องพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์มากคือทัพนักแสดงที่มาพากย์เสียง Isle of Dogs น่าจะเป็นหนังกลุ่มแอนิเมชั่นที่ได้นักแสดงมีชื่อเสียงมาพากย์เสียงมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว ไบรอัน แครนสตัน , เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน , บิลล์ เมอร์เรย์ , สคาร์เล็ต โจแฮนสัน , ลีฟ ชโรเบอร์ , เจฟฟ์ โกลด์บลูม , ฮาร์วีย์ ไคเทล , ฟรานเซส แม็คดอร์แมนด์ , เกรตา เกอร์วิก และแม้กระทั่งโยโกะ โอโนะ ภรรยาของจอห์น เลนนอน ก็มาพากย์กับเขาด้วย อ่านเบื้องหลังถึงได้ทราบว่าค่าตัวส่วนหนึ่งจากการพากย์ เวส จะหักเข้าองค์กรไม่หวังผลกำไรเพื่อการเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ทั่วโลก ที่ก่อตั้งโดยมาร์ติน สกอร์เซซี และนีคือจุดที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาอันดีของนักแสดงทุกคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ครับ

Isle of Dogs ความยาวที่ 100 นาที ก็พอดีสำหรับหนังสไตล์แอนิเมชั่น ที่ดูได้เพลิน ๆ และจบด้วยรอยยิ้ม หนังเข้าฉายที่อเมริกาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ทำเงินทั่วโลกไป 63 ล้านเหรียญ ดูแล้วอาจจะพอแค่ได้ทุนคืน แต่ไม่น่าจะเหลือกำไรให้สตูดิโอเจ้าของหนังได้พอยิ้มออก ในทางตรงกันข้าม หนังได้เสียงตอบรับอย่างดีมากจากทุก ๆ เว็บไซต์ สมควรกับคุณค่าของหนังที่ทีมงานทุ่มเทตั้งใจและให้รอยยิ้มกับคนดู

เกร็ดเบื้องหลังงานสร้างที่น่าสนใจ
1 เริ่มต้นการออกแบบหุ่นในเดือนมิถุนายน 2015

2 เริ่มขั้นตอนก่อนการถ่ายทำที่ 3 Mills ในเดือนสิงหาคม 2015

3 เริ่มการถ่ายทำหลักในเดือนมีนาคม 2016

4 การถ่ายทำใช้เวลารวมทั้งสิ้น 445 วัน

5 ใช้ทีมงานรวม 670 คนตลอดโครงการ โดยแบ่งเป็นแผนกต่างๆ เช่น

  • ทีมงานสร้างหุ่น 70 คน อันประกอบด้วยฝ่ายปั้น ฝ่ายหล่อ ฝ่ายขึ้นโครง ฝ่ายวิกและผม ฝ่ายขน ฝ่ายลงสี ฝ่ายบำรุงรักษา.

  • ทีมนักสร้างแอนิเมชัน 38 คน (รวมผู้ช่วย)

  • ทีมศิลปินวิชวลเอฟเฟ็กต์ 30 คน

6 การสร้างภาพยนตร์ใช้ทีมถ่ายทำ 44 ทีม ในโรงถ่ายห้าโรงคิดเป็นจำนวนพื้นที่รวมกว่า 5,000 ตารางเมตรหรือ 54,000 ตารางฟุตโดยรวมพื้นที่สำนักงานด้วย

7 หนังเรื่องนี้มีช็อตรวม 850 ช็อต โดยนอกจากงานสต็อปโมชันแล้วยังมีช็อตแอนิเมชันสองมิติอยู่ 76 ช็อต

8 ใช้ช็อตภาพนิ่ง 144,400 ช็อตเพื่อสร้างเป็นภาพยนตร์ความยาว 100 นาที

9 เซิร์ฟเวอร์ของเราเก็บข้อมูลไฟล์ดิบไว้รวม 34 เทราไบต์ และไฟล์ที่เรนเดอร์แล้วรวม 41 เทราไบต์

10 เวสเพิ่มโน้ตลงในฐานข้อมูลของเรารวม 12,920 ข้อความ

11 ช็อตที่ยาวที่สุดในหนังคือฉากพูดเดี่ยวของชีฟในสนามกอล์ฟซึ่งมีความยาว 80 วินาที (1929 เฟรม)

12 ช็อตที่ใช้เวลาสร้างแอนิเมชันยาวนานที่สุด ใช้เวลาไป 15 สัปดาห์ (107 วัน) โดยเป็นผลงานนักสร้างแอนิเมชันสามคนและผู้ควบคุมแอนิเมชันรับเชิญ แบรด ชิฟฟ์

13 ฉากที่ยาวที่สุดมีความยาว 9 เมตรและฉากที่เล็กที่สุดนั้นเล็กกว่าขนาดของไอโฟน

14 จำนวนหุ่นที่สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น 1097 ตัว เป็นหุ่นมนุษย์และหุ่นสุนัขอย่างละมากกว่า 500 ตัว

15 ชิ้นส่วนหุ่นที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนปากขนาดใหญ่สุดของสป็อตส์ซึ่งมีความยาว 3.5 ฟุต หุ่นขนาดเล็กที่สุดมีขนาด 15 มม. ตัวละครขนาดใหญ่ที่สุดคือผู้พันโดโมะซึ่งมีความสูง 22.7 นิ้ว

16 ผมของอาตาริร้อยด้วยมือและการร้อยผมให้เต็มศีรษะต้องใช้เวลาสองวัน ขนคิ้วของเขาติดโดยใช้แหนบคีบด้วยมือทีละเส้น

17 หุ่นฮีโร่ (หุ่นตัวหลัก) แต่ละตัวใช้เวลาสร้างราว 16 สัปดาห์ เฉพาะหุ่นนัตเม็กตัวเดียวใช้เวลานานหกเดือน

18 ตัวละครมนุษย์มีใบหน้าที่ปั้นขึ้นมา 53 แบบเพื่อแสดงสีหน้าแบบต่างๆ แต่ละตัวมีปากให้เปลี่ยนได้ 48 แบบสำหรับการออกเสียงต่างๆ กัน โดยแต่ละแบบได้รับการปั้นและลงสีด้วยมือทีละชิ้น มีการสร้างชิ้นส่วนใบหน้าและปากกว่า 3000 ชิ้นเพื่อ
ใช้ในหนังเรื่องนี้

19 ใบหน้าของเทรซีมีรอยตกกระ 321 รอย รอยเหล่านี้เกิดจากการลงสีด้วยมือโดยมองเทียบกับใบหน้าตัวต้นแบบ เมื่อรวมรอยตกกระของตัวละครเทรซีซึ่งอยู่ในหุ่นขนาดต่างๆ และใบหน้าแบบต่างๆ ทั้งหมด เท่ากับว่าทีมลงสีต้องลงสีรอยตกกระ
ไปถึง 40,000 รอย

20 มีการออกแบบและสร้างฉากรวม 240 ฉาก

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บันเทิง

BNK48 ทำเซอร์ไพรส์ประกาศ Preorder Photoset ก่อนงาน BNK48 2nd Generation The Debut

Published

on

GEOSTORM IMAX3D

300, 320, 1200
9.8

ความเหมาะสมกับระบบIMAX3D

9.0/10

มิติภาพด้านลึกของระบบสามมิติ

10.0/10

ความพุ่งของภาพสามมิติ

10.0/10

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

10.0/10

ปลอดจากการเวียนหัว

10.0/10

ก่อนงาน BNK48 2nd Generation The Debut เพียงไม่กี่ชั่วโมง หน้าเพจอย่างเป็นทางการของ BNK48 ก็ได้มีความเคลื่อนไหว โดยได้มีประกาศการ Preorder Photoset ชุด BNK48 2nd Generation -The Debut- Photoset โดยเริ่ม Preorder ตั้งแต่วันพรุ้งนี้ 17 ก.ค. 2561 เวลา 12:00น. ถึง 31 ก.ค. 2561 เวลา 12:00น. ทาง http://www.shopee.com/bnk48_officialshop ซึ่งจัดให้มีก่อนเริ่มต้นงาน BNK48 2nd Generation The Debut ที่ The Emquartier เสียอีก โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นตามประกาศดังนี้ เลือกซื้อใบปกได้ตามแบบและสมาชิกที่ท่านต้องการ 1 ใบ และ สุ่มอีก 4 ใบ แต่ละสมาชิก มีปก 3 แบบ และสุ่มอีก 3 แบบ และยังมีโอกาสได้รับรูปพร้อมลายเซ็นจริงของสมาชิกในซอง!! (SSR) ราคา Set ละ 250 บาท

ทั้งนี้ที่หน้าเว็บของ https://shopee.co.th/bnk48_officialshop?page=0&sortBy=ctime ก็มีความเคลื่อนไหวเช่นกัน โดยได้มีรายการสินค้าเพิ่มขึ้นมา 27 รายการ จำนวนเท่ากับสมาชิก BNK48 2nd Generation จำนวน 27 คน แต่ยังไม่ขึ้นรูปสินค้า ขึ้นเพียงแต่ LOGO BNK48 ไว้ ( คาดว่าน่าจะเป็น BNK48 2nd Generation -The Debut- Photoset )

 

 

 

9 ก.ค. 2561 เวลา 16.48 น.

 

วันนี้ 16 ก.ค. 2561 21.10 น.

 

ที่มา : BNK48  Shopee

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

Asura หนังจีนทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ “ถูกถอดออกจากโรงหนัง” หลังเปิดตัวเพียง 7 ล้านเหรียญ

Asura ภาพยนตร์แฟนตาซีที่ผู้สร้างได้โปรโมทว่าใช้ทุนสร้างถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงสุดในประวัติศาสตร์ประเทศจีน แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก

Published

on

GEOSTORM IMAX3D

300, 320, 1200
9.8

ความเหมาะสมกับระบบIMAX3D

9.0/10

มิติภาพด้านลึกของระบบสามมิติ

10.0/10

ความพุ่งของภาพสามมิติ

10.0/10

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

10.0/10

ปลอดจากการเวียนหัว

10.0/10

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2018 ที่ผ่าน แอคเคาท์สื่อโซเชียลอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ Asura ได้โพสต์ว่า จะถอดภาพยนตร์ออกจากการฉาย ในเวลา 22.00 น. (ตามเวลาในประเทศจีน) หลังจากที่ทำรายได้เปิดตัวไปเพียง 7.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

ทาง Zhenjian Film ซึ่งเป็นสตูดิโอผู้สร้างหลัก ได้กล่าวกับ Sina เว็บไซต์ข่าวของประเทศจีนว่า “เราไม่ได้ตัดสินใจเพียงแค่ทำรายได้ไม่ดีเท่านั้น เรายังมีแผนจะปรับเปลี่ยนบางอย่างในภาพยนตร์และจะนำมาฉายอีกครั้งด้วย”

Asura เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีทุนสร้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศจีน คือ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อำนวยการสร้างโดย Zhenjian Film Studio และ Ningxia Film Group สตูดิโอผู้สร้างแฟรนไชส์ Painted Skin (โปเยโปโลเย ยุคใหม่) และได้ Alibaba Pictures ของ แจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มบริษัท Alibaba เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม

Asura เคยได้รับการคาดหวังจากผู้สร้างว่าจะเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์แฟนตาซีที่โด่งดังที่สุด ประหนึ่ง The Lord of the Rings ของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ โดยดัดแปลงมาจากตำนานโบราณของชาวทิเบต เกี่ยวกับหนุ่มน้อย Lei Wu ที่ต้องเดินทางไปปกป้อง Asura ดินแดนชั้นสรวงสวรรค์ โดยได้นักแสดงมากฝีมือของฮ่องกง คือ เหลียง เจียฮุย และ หลิว เจียหลิง มารับบทเป็นเทพในตำนาน

ไม่เพียงแค่นั้น ผู้สร้างภาพยนตร์บางรายในประเทศจีนยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับงบประมาณของ Asura ที่สูงกว่า 100 ล้านเหรียญ ซึ่งมาจากทีมงานระดับบล็อกบัสเตอร์จำนวนมาก ไม่วาจะเป็น ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายรางวัลออสการ์ นกิลลา ดิคสัน (The Lord of the Rings), ผู้กำกับเสียง มาร์ติน เออร์นันเดซ (The Revenant, Birdman) ผู้ดูแลงน VFX ชาร์ลี อิตูร์ริเอก้า (Deadpool, Furious 7) และกำกับโดย Peng Zhang สตันท์แมนจาก Rush Hour 3 และ Twilight 1 & 2 ที่ผันมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

Asura ได้จำหน่ายตั๋วผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดย 90% นั้นมาจาก 2 แพลตฟอร์มหลักในตลาดของประเทศจีน นั่นคือ Tiao Piaopiao ของ Alibaba และ Maoyan ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Tencent และอีกหนึ่งแพลตฟอร์มคือ Douban.com ที่ให้บริการแบบอิสระ

ทั้ง Tiao Piaopiao และ Maoyan ต่างก็รองรับการให้คะแนนรีวิวสำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ได้เข้าฉาย คล้ายกับ Rotten Tomatoes และ Metacritic ของสหรัฐอเมริกา ส่วน Douban.com ก็มีกลุ่มนักวิจารณ์ที่น่าสนใจเช่นกัน

สำหรับปัจจัยที่คาดว่าทำให้ Asura ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากการโจมตีทางโซเชียล ซึ่งทีมผู้สร้างได้เปิดเผยว่าถูกโจมตีโดยกลุ่มที่รับจ้างรีวิว

ในทันทีที่ภาพยนตร์เข้าฉาย ก็มีการให้คะแนนรีวิวใน Maoyan ไปเพียง 1/10 จากแอคเคาท์ที่น่าสงสัยจำนวนมาก ซึ่งทำให้คะแนนรีวิวเฉลี่ยใน Maoyan อยู่ที่ 4.9/10 เท่านั้น

แต่คะแนนรีวิวจาก Tiao Piaopiao ของ Alibaba นั้นค่อนข้างดี คือ 8.4/10

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การเปิดตัวพร้อมกับภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมมากอย่าง Dying to Survive ที่ทำรายได้ไปแล้ว 366 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการฉาย 11 วัน และ Hidden Man ก็ทำรายได้ไปแล้ว 46.2 ล้านเหรียญ ซึ่งภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องได้คะแนนจากแพลตฟอร์ต่าง ๆ โดยเฉลี่ย 8.9/10 และ 7.4/10 ตามลำดับ

ทั้งนี้ต้องรอดูว่าทีมผู้สร้างจะแก้ไข Asura ไปในทิศทางใดบ้าง และจะมีกำหนดฉายเมื่อไรต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง :  THR

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!