Connect with us

What The Fact

[รีวิว] BLISS EP เต็มอิ่มกับเพลงรักหลากรสในสไตล์ซินธ์ป็อปผ่านเสียงร้องใสๆของ “อิ้งค์ วรันธร”

BLISS เป็น EP อัลบั้มแรกในชีวิตของ อิ้งค์วรันธร เปานิล นักร้องสาวหน้าใสเสียงสวย รวยรอยยิ้ม ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์จากมุมมองของผู้หญิง ที่เริ่มจากความเหงา มาสู่การเริ่มตกหลุมรักชอบใครสักคน เริ่มมีความสัมพันธ์และสงสัย ตั้งคำถามในความสัมพันธ์นั้นไปจนถึงการผ่านพ้นมันไปและระลึกถึงความรู้สึกที่เคยมีมา

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้อิ้งค์ ถ่ายทอดมันออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใส สวยงาม ชวนเบิกบาน ในเพลงสนุกร่าเริง ก็ฟังแล้วกระชุ่มกระชวย ส่วนเพลงช้า แฝงอารมณ์เศร้าก็เป็นความเศร้าที่งดงาม ผ่านท่วงทำนองในสไตล์ Synth Pop ที่มีซินธิไซเซอร์และซาวด์อิเล็คทรอนิคเป็นตัวสร้างเฉดสีให้กับบทเพลง หรือถ้าจะให้ถูกก็คือ เพลงของอิ้งค์จะเป็นเพลงป็อป ที่มีซินธ์เป็นตัวชูโรงนั่นเอง

BLISS EP นั้นมีทั้งหมด 5 เพลง 4 เพลงเป็นซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้จนกลายเป็นเพลงฮิตติดหูไปแล้ว ส่วนอีกเพลงที่เพิ่มมาเป็นเพลงใหม่ที่มาเติมให้อัลบั้มนี้มีความกลมกล่อมครบรสมากขึ้น ว่าแล้วลองไปดูรายชื่อเพลงทั้ง 5 และฟัง sample กันก่อนเลยครับ

BLISS EP

  1. หงา เหงา (Insomnia)
  2. ฉันต้องคิดถึงเธอแบบไหน (Cloudy)
  3. เกี่ยวกันไหม (You?)
  4. Snap
  5. 5. ยังรู้สึก (Old Feelings)

คราวนี้เรามาเจาะลึกในแต่ละเพลงกันครับ


เหงา เหงา (Insomnia)


“ที่เราห่างกันอย่างนี้ไม่รู้ว่าเธอนั้นรู้สึกอย่างไร

เหงาเหมือนฉันบ้างไหม”

เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกจากอิ้ง วรันธร เป็นเพลงที่ทำให้เราไดเรู้จักกับน้ำเสียงและตัวตนของเธอ บทเพลงถ่ายทอดอารมณ์เหงาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องไกลห่างจากคนรัก บทเพลงมีการบรรยายบรรยากาศที่ชวนเหงาได้ดี

แสงดวงดาวที่ดูอบอุ่น

ทำไมยิ่งมองยิ่งหนาว

เสียงบรรเลงบทเพลงเก่าๆ

ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงใคร

สายลมพัดปลิวมาเบาๆ

พาใจลอยไปถึงไหน

ผู้คนรอบตัวมีมากมาย

ทำไมยิ่งเจอยิ่งเหงา

ผนวกกับเสียงซินธ์ที่เป็นเหมือนกับลมหนาวที่พัดพาอารมณ์เหงาให้ฟุ้งกระจายล่องลอยไปมากขึ้น ยิ่งทำให้เพลงนี้เหงาจับใจ แต่มีบรรยากาศที่สว่างใส ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเราคิดถึงใคร ยามอยู่ในเมืองที่มีแสงไฟยามค่ำคืน และผู้คนมากมายรายล้อมเรา

เพลงนี้เอ็มวี มีความเก๋ ด้วยการถ่าย long take และ split screen ให้เห็นสองมุมมองทั้งจากผู้ชายและผู้หญิง ได้กันต์ ชุณหวัตร นักแสดงวัยรุ่นจากซีรีย์ Hormones (ซึ่งเป็นเพื่อนกับอิ้งค์มาตั้งแต่ ม.1) มาเล่นเป็นพระเอกเอ็มวี ซึ่งกำกับโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SNAP ที่อิ้งค์แสดงเป็นนางเอกนั่นเอง นอกจากนี้ยังได้ ศิวโรจณ์ คงสกุล อีกหนึ่งผู้กำกับสายอินดี้มาเป็นคนตัดต่อลำดับภาพ และ ราสิเกติ์ สุขกาล Production Designer ที่ร่วมงานกับผู้กำกับอินดี้มาแล้วมากมายมาเป็นผู้ออกแบบงานสร้างอีกด้วย


ฉันต้องคิดถึงเธอแบบไหน (Cloudy)


บางวันก็เหมือนว่าฉันนั้นมีเธออยู่ แต่ในบางวันก็เหมือนไม่มี

ใจมันหวั่นไหวโปรดเธอนั้นช่วยบอกกันสักที”

เป็นซิงเกิ้ลที่ 3 ที่ปล่อยออกมา แต่ในอัลบั้มจะเป็นเพลงที่ 2 เข้ามาเปลี่ยนอารมณ์จากเพลงแรกได้พอดี เพลงนี้มีท่วงทำนองที่เศร้า เหงา และถ่ายทอดเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนระหว่างคนสองคน จนเกิดคำถามมากมายในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ แต่สับสนในสถานะว่าระหว่างเราคืออะไร

“อยากจะรู้ว่าฉันควรทำยังไง ต้องคิดถึงเธอแบบไหน 

แค่คนรู้จักหรือคนรู้ใจ บอกได้ไหมว่าที่ที่ฉันจะยืน 

ควรจะอยู่ตรงไหน (จะมีเธออยู่ไหม

แค่ซักคำให้ฉันแน่ใจ เธอคิดกับฉันแบบไหน” 

เพลงนี้ยังได้ คงเดช จาตุรันต์รัศมี มากำกับให้เช่นเคย และตัวเอ็มวีก็มีความเก๋ด้วยการเล่าเรื่องในห้องตัดและอิ้งค์เป็นฟุตเทจที่กำลังตัดต่ออยู่


เกี่ยวกันไหม (You?)


“มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา

ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้

 

เพลงต่อมาเบรคด้วยอารมณ์สดใสร่าเริงเสียก่อนที่จะเศร้าไปมากกว่านี้ เพลวนี้เป็นซิงเกิ้ลล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมา เป็นเพลงที่พูดถึงความสงสัยของผู้หญิงคนหนึ่งอันก่อเกิดจากความรู้สึกว่าตนเองนั้นแปลกไป ดูไม่เป็นตัวเองเลย หรือว่าจริงๆเรานั้นกำลังตกหลุมรักใช่หรือเปล่านะ ? หรือว่าเธอนั้นคือต้นเหตุของความแปลกในตัวฉัน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เกี่ยวกับเธอรึเปล่า

“มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา

ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้

มันเกี่ยวกันไหม เมื่อไหร่ที่เธอนั้นยิ้มให้ฉัน

เหมือนโลกดูเปลี่ยนไป

เหตุผลก็เพราะว่าเธอ ใช่หรือเปล่า”

เพลงนี้ได้ แทน Lipta มาเป็นโปรดิวเซอร์ แต่งทำนองและเรียบเรียงให้ นอกจากนี้ยังเขียนเนื้อเพลงร่วมกับ ข้าว วง Fellow Fellow ด้วย

ส่วนตัวเอ็มวีนั้นได้ วรรณแวว และแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Wish Us Luck  และมือเขียนบทซีรีย์ Hormones วัยว้าวุ่น  มากำกับให้ โดยถ่ายทอดความสดใสราเริงของอิ้งค์ออกมาได้เป็นธรรมชาติมาก เป็นเอ็มวีที่ดูเพลินจริงๆครับ (ฮา)


Snap


“อยากหยุดเวลาไว้จะได้ไหม

 ปล่อยให้หัวใจ ได้ใกล้ๆเธอ “

เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ปล่อยออกมาแต่เรียงไว้เป็นแทร็คที่ 4 ของอัลบั้ม เป็นเพลงที่มีชื่อเดียวกันกับหนังที่อิ้งค์แสดง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่ประการใด (แต่อิ้งค์ก็ได้ไปขออนุญาตพี่คงเดช ผู้กำกับเรื่อง SNAP ก่อนที่จะใช้ชื่อนี้ ซึ่งพี่คงเดชพอได้ฟังเพลงก็บอกว่าเพลงนดี อนุญาต (ฮา)

Snap เป็นเพลงที่อิ้งค์ถ่ายทอดอารมณ์ของการแอบชอบใครคนหนึ่งที่รู้ว่ายังไงเขาก็ไม่สนใจ แต่เราก็บอกเขาด้วยสายตาตลอด แต่ว่าเขาไม่เคยหันมามอง แต่แล้วเมื่อมีโอกาสที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน ก็เลยอยากจะหยุดเวลานี้เอาไว้  เปรียบเหมือนกับการ SNAP ภาพเพื่อหยุดช่วงเวลาที่อยู่ตรงหน้านั้นไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

“อยากหยุดเวลาไว้จะได้ไหม

ปล่อยให้หัวใจ ได้ใกล้ๆเธอ

จะเก็บเธอเอาไว้ใช้นอนเพ้อ

แค่เป็นเธอ แค่เป็นเธอ โอ๊ะโอว แค่นี้ก็คงพอ”

Snap มาด้วยจังหวะและท่วงทำนองชวนขยับซึ่งนอกจากจะใช้ Synthesizer  ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับดนตรีของอิ้งค์มาสร้างสีสันแล้ว ยังเพิ่มความพิเศษด้วยการใช้ Vocoder (ว็อคคอร์ดเดอร์) ในเพลง เพิ่มสีสันความเป็นดนตรีอิเล็คทรอนิค เก๋ๆ คูลๆมากขึ้น

เพลงนี้ได้ ปิง เกรียงไกร  วชิรธรรมพร ผู้กำกับซีรีย์ Hormones มากำกับให้


ยังรู้สึก (Old Feelings)


“ไม่ว่าจะนานแค่ไหนฉันนั้นยังรู้สึก

ข้างในส่วนลึกในใจเหมือนยังคงไม่ลืม”

เป็นเพลงที่ยังไม่ได้ตัดมาเป็นซิงเกิ้ลและเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้ อาจจะเป็นการปิดอัลบั้มด้วยอารมณ์เศร้า เหงาเสียหน่อย แต่ก็ช่วยให้อัลบั้มนี้มีความกลมกล่อมครบรส

แค่ขึ้นอินโทรมาก็เศร้าแล้วพอเสียงร้องเหงาๆของอิ้งค์แทรกเข้ามา ถ้าใครมีอารมณ์แบบเพลงนี้อาจถึงน้ำตาซึมได้ เพลงนี้ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของความคิดถึงที่เรามีต่อรักที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นยังคงติดตรึงในหัวใจไม่รู้ลืม มีคำหนึ่งในเนื้อร้องที่ผมชอบมากเลย มันบอกความรู้สึกของห้วงอารมณ์แบบนี้ได้ดีเลย คือคำว่า​“สับสนในสับสน”

สับสนในสับสน

เหตุผลคืออะไร…

ไม่ว่าจะนานแค่ไหนฉันนั้นยังรู้สึก

ข้างในส่วนลึกในใจเหมือนยังคงไม่ลืม

เรื่องราววันนั้นของฉันกับเธอ

นั้นยังคงชัดเสมอ จดจำในใจฉัน…ตลอดไป


อิ้งค์ วรันธร ได้พิสูจน์ความเป็นนักร้องและศิลปินคุณภาพคนหนึ่งของวงการ จากเด็กผู้หญิงหนึ่งที่รักในการร้องเพลงมากๆสู่การเป็นสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง Chilli White Choc แห่งค่ายกามิกาเซ่ และเป็นนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกดนตรีตะวันตกที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ทักษะการร้องเพลงรวมไปถึงการร้องโอเปร่าด้วย จนมาสู่วันนี้ในฐานะศิลปินเดี่ยวที่มีผลงานของตัวเอง

อิ้งค์ วรันธร ไม่เคยทอดทิ้งสิ่งที่เธอรัก อีกทั้งเธอยังทำมันให้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเชื่อได้ว่าในอนาคตข้างหน้าเธอจะมีอัลบั้มเต็มเป็นของตนเองและมีผลงานคุณภาพออกมาให้พวกเราได้ฟังกันอีกอย่างแน่นอน.

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] แช่ง: หนังผีสามรส กับความหลอนลึกลงรากคนไทย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

อาถรรพ์จากคำสาปแช่ง ที่เกิดขึ้นจากแรงอาฆาต ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งการจองเวร 3 เรื่อง 3 ความแค้น ใน แช่ง

หนังผีไทยมักชอบทำแนวหลายเรื่องสั้นรวมร่างกัน มีธีมร่วมบ้าง หรือบางทีก็เป็นโปรเจ็กต์รวมทีมงานต่างสไตล์ของค่ายเท่านั้น และ แช่ง ก็เป็นหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ทำหนังสั้น 3 ตอนรวมกันภายใต้ธีมเดียวกัน คือ คำสาปแช่ง ต่างที่มา ต่างวิธีการ ต่างยุคสมัย และต่างเหตุผลซึ่ง ถือว่าความตั้งใจและแนวคิดนั้นน่าสนใจอยู่ไม่เบา แม้หน้าหนังจะดูช่างเดิม ๆ และไม่มีอะไรเสียเลย แต่หนังตัวอย่างที่ปล่อยมาก็กลับทำให้เห็นว่ามันมีของเล่นแปลกใหม่ที่น่าติดตาม เป็นการทดลองและบูชาการเล่าเรื่องผีในหลายหลากวิธีการ และเมื่อได้ดูตัวหนังเต็ม ก็พบว่าผู้สร้างไม่ได้แค่อยากทำหนังผีทั่ว ๆ ไป แต่ยังทดลอง และนำเสนอกระบวนการคิดวิพากษ์สังคมไทยอย่างมีชั้นเชิงด้วย

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของ จิต กำเหนิดรัตน์ ซึ่งเคยกำกับหนังร่วมในเรื่อง เลิฟอะรูมิไลค์ รักอะไรไม่รู้ (2558) และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษ ภาควิชาภาพยนตร์ วิชา Art of storytelling ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (2553 -2556) นอกจากนี้ยังมีผลงานกำกับหนังทุนกระทรวงวัฒนธรรมเรื่อง Eternal นิรันดร์ (2554) อีกด้วย สำหรับเรื่องแช่งนี้นับเป็นการกำกับเดี่ยวครั้งแรกกับหนังค่าย มันเวิร์ก และเช่นเดิม ยังสามารถดึงดาราระดับคนดูรู้จักดีมาร่วมเล่นได้มากมาย ทั้ง เดวิด อัศวนนท์ ในตอน วิปลาส, ชิน ชินวุฒ อินทรคูสิน กับ วรรณปิยะ ออมสินนพกุล หรือ กวาง เดอะเฟซ ในตอน Tattoo และ หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์  น้องชายของ บอย ปกรณ์ ในตอน เมียแช่ง

โดยแต่ละตอนนั้นต่างแยกกัน มีจุดร่วมผ่านสิ่งของเป็นเพียงกิมมิกเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดูจบเราจะพบว่าหนังซ่อนสาระสำคัญร่วมกันอยู่ 1 สิ่ง ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีของอยู่ไม่เบาเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูกัน

Chapter 1: วิปลาส

โจเซฟ (เดวิด อัศวนนท์) บาทหลวงวัยกลางคนได้รับเบาะแสการตายของเพื่อนบาทหลวงผู้ทำหน้าที่มิชชันนารีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยเบาะแสนั้นก็คือเครื่องบันทึกแผ่นเสียงการแสดงละครรำในคืนที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตอของคำสาปที่ทำให้คนในหมู่บ้านค่อย ๆ ล้มตายไปกว่าครึ่ง  โดยเสียงเพลงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงร้องที่ไพเราะประหนึ่งนางอัปสรณ์บรรเลงพิณ แต่กลับให้ความรู้สึกโหยหวนราวกับเสียงของปีศาจ โจเซฟจึงตัดสินใจออกไปตามหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด จนพบกับความจริงที่ค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงด้านมืดของจิตใจมนุษย์ และต้นตอของคำสาปที่น่าสะพรึงกลัว เชิญพบจุดจบที่น่าเวทนาในบรรยากาศความลึกลับน่ากลัวของบรรยากาศบ้านป่าของประเทศสยามในปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ที่ความเจริญยังไม่รุกคืบความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

จุดเด่นของตอนนี้คือช่วงเวลา ร.6 กับประเด็นที่ไม่ค่อยเจอในหนังไทย เรื่องของมิชชันนารี่ฝรั่งที่ต้องเดินทางสู่บ้านป่า เพื่อไขคดีลึกลับซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเกี่ยวกับไสยศาสตร์ตามลัทธินับถือผี ซึ่งเป็นรากดั้งเดิมของคนไทย มันจึงการคือมองฐานความเชื่อเดิมของเราผ่านสายตาของบาทหลวงฝรั่งที่เป็นคนนอก หรือแม้แต่คนปัจจุบันเองที่เชื่อเรื่องผีสางน้อยลง ตอนนี้นับว่าลงตัวที่สุดใน 3 ตอน ความหลอนและองค์ประกอบความหลอนจากบ้านป่าเมืองเถื่อน และขนบที่ห่างเหินจากบรรทัดฐานคติในเวลาปัจจุบัน ซึ่งพบในนิยายคลาสสิกแนวสยองขวัญมากมาย ทั้งการผูกปริศนาที่ค่อย ๆ เผย ค่อย ๆ ทิ้ง ให้เราหันเหความสนใจไปมา ว่าสุดท้ายคำแช่งนี้คืออะไร และมาจากใคร หรือสิ่งใด กันแน่ อันที่จริงมันก็ใบ้จนเราได้ในบางคำตอบ แต่ในภาพรวมมันก็ยังนำพาเรามาจุดที่ต้องอึ้งกับบทสรุปทั้งหมดอยู่ดี นับแบบเป็นหนังตอนเดี่ยว ๆ ก็นับว่าเป็นหนังไทยที่เจ๋งมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลย แม้ด้วยข้อจำกัดเวลาจะทำให้มันข้าม ๆ การเชื่อมบางส่วนไปบ้างก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังซ่อนนัยยะในการหยิบจับประเด็นว่าตัวตนของเรา (คนไทย) ในปัจจุบัน ถูกอำนาจเหนือขึ้นไปใด ๆ มาครอบงำอยู่บ้าง น่าสังเกตว่าในตอนนี้แทบไม่มี พระ หรือ พุทธ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่กลับมากมายทั้งหัวโขนฤาษีพ่อครูโรงละครรำ ผีป่า กฎหมายที่บกพร่อง อคติของผู้ครองอำนาจปกครอง ตลอดจนความเป็นชายที่ครอบงำเพศหญิงเสมอ ว่าด้วยอำนาจแบบยุคโบราณทั้งสิ้น แม้จะร้อยปีก่อนหรือปัจจุบัน เหล่าสถาบันต่าง ๆ เช่น ศาสนาผี ฯลฯ ต่างยังหลอกหลอนหล่อหลอมความเป็นเราอยู่โดยตลอด คำพูดของข้าหลวงจีนในเรื่องช่วงหนึ่งอาจมีทำเราสะดุ้งกันทีเดียว

“เพราะพวกคนไทยอย่างพวกเอ็งมัวแต่งมงายกับผีสาง พวกฝรั่ง แขก หรือเจ๊กอย่างพวกข้าถึงได้เป็นขุนนางครองเมืองกันเต็มไปหมดแบบนี้ไงเล่า”

Chapter 2: Tattoo

เฟรดดี้ (ชิน ชินวุฒ) หนุ่มช่างสักฝีมือดีที่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวัน หลังจากที่ต้องเลิกรากับหญิงสาวนาม เฟิร์น (กวาง วรรณปิยะ) ผู้เป็นรักเดียวของเขา  จนกระทั่งวันหนึ่งเฟิร์นกลับมาหาเขาพร้อมกับความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ตามหลอกหลอน และพาให้คนรอบตัวของเธอต้องพบกับความหายนะ จากคำสาปแช่งอันเกิดจากความลุ่มหลงจมสู่กิเลสอันลึกล้ำ และดูเหมือนคำสาปนั้นจะเข้าจู่โจม เชส เพื่อนของเฟรดดี้ที่หลงมาหลงรักเฟิร์นโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย เฟรดดี้จึงตัดสินใจที่จะป้องกันและขัดขวางไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนที่เขารักทั้ง 2 แม้ต้องเผชิญกับความผิดบาปที่ทั้งสองต่างมีส่วนร่วมสร้างมันขึ้นมาแบกไว้ที่ตนเอง เล่าผ่านด้วยอารมณ์ความรักอันแสนอึมครึม และความเย็นเยียบที่กัดกินความเหงาของหนุ่มสาวสมัยใหม่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองหลวง

ในตอนนี้น่าสนใจด้วยวิธีการเล่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบมีลับลมคมในตลอด แม้ไปกลาง ๆ เรื่อง เราจะเริ่มเดาพล็อตหลักของตอนนี้ได้ก็ตามว่าการสาปแช่งในตอนนี้ว่าด้วยเรื่องรัก ๆ ไคร่ ๆ ความหึงหวง แต่กระนั้นมันก็ยังน่าสนใจว่าแล้วคำสาปแช่งนี้มันเป็นอย่างไร ตัวประหลาดที่ไล่ฆ่าผู้คนรอบตัวนั้นคือสิ่งใด อะไร ไงกันแน่ สิ่งที่ติดใจเรามากคือการแสดงของ กวาง ที่เรียกได้ว่าเผ็ชเข็ดฟันสวยเซ็กซี่สมบทบาทมาก ๆ คือเธอนี่แบกหนังอยู่สบาย ๆ เลย เพราะการแสดงส่วนอื่นก็ทำได้ดีด้วยไม่ใช่แค่ว่าสวยไปเรื่อย ๆ โดยกิมมิกที่เชื่อมตอนแรกกับตอนนี้ก็คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากตอนแรกนั่นเอง

นอกจากนั้นหนังยังใบ้ถึงอำนาจที่มอมเมาผู้คนในยุคสายลมแสงแดดนี้ก็คือ คำว่ารัก โดยไม่ได้หมายถึงความรัก แต่เป็น รัก ที่เราหล่อหลอมจากเพลง เอ็มวี หนัง เป็นภาพจำที่กลายเป็นการถือครองยึดครองวัตถุมากกว่า คนที่เรารัก เป็นอีกตอนที่น่าสนใจแม้สารจะไม่ได้ว้าวมากนักเพราะพล็อตความรักมันเกร่อมามากแล้วในแต่ละสื่อ ทว่าการใช้ปริศนาบวกกลวิธีการหลอนประสาทตัวละครนั้นถือว่าทำได้น่าสนใจและดีทีเดียว

Chapter 3: เมียแช่ง

ซัน (หน่อง ธนา) ชายหนุ่มผู้ซึ่งพยายามเป็นที่ยอมรับ และเป็นสามีที่ดีของจีจี้ผู้เป็นภรรยา วันหนึ่ง เขาเกิดจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสามวันที่ผ่านมา และเขารู้สึกว่ามีอะไรตามหลอกหลอนเขาตลอด จนคนรอบข้างต้องหาวิธีช่วยเหลือเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญ ปะติดปะต่อกันถึงสาเหตุของความทรงจำที่หายไป ท้ายสุดทุกอย่างก็ถูกเฉลย และทุกคนก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นอันเกิดจากพวกเขาเอง

นี่เป็นตอนที่ทดลองอะไรมากสุด มีของเยอะมาก แต่ปล่อยมาชนปนเปมั่วไปหน่อย ทำให้พล็อตหลักเลือนลางและกลายเป็นตอนที่เฟลที่สุดใน 3 ตอน ช่วงแรกนั้นหนังทำได้ค่อนข้างดีกับการผุกปริศนาซึ่งเหมือนเป็นเทคนิคการเล่าที่ผู้กำกับใช้มาตลอดทุกตอนให้คนสนใจติดตามค้นหาความจริง ทว่ากับตอนนี้นั้นกลับใส่ทิศทางของปริศนามามั่วเกินไป ทั้งเรื่องผีผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายแฟนของพระเอก ภาพหลอนในวัยเด็กที่พระเอกแอบเห็นคุณครูบังอรเล่นคุณไสย เพื่อนสาวที่ทำงานของพระเอกที่โนโซเชี่ยลรุมแช่งเพราะบางอย่างที่พระเอกทำไว้ และความทรงจำของพระเอกที่หายไป มีเรื่องการสะกดจิต และพิธีสาปแช่งมาร่วมอีก ทั้งอารมณ็มีทั้งสืบสวน ทั้งผี ทั้งตลก ซึ่งยังไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกันนักโดยเฉพาะสัดส่วนความเป็นตลกที่หลุดเหมือนน้ำคนละเนื้ออยู่ ส่วนกิมมิกที่เชื่อมกับตอนที่ 2 ก็มีรูปปั้นเทพีที่ใช้ประกอบพิธีสาปแช่ง

แต่ถึงกระนั้นถ้ามองถึงแก่นการสื่อสารในตอนนี้แล้วนั่นต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก ๆ เพราะแม้เปลือกมันจะพูดเรื่องความรักความสัมพันธ์ แต่ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ มันพูดถึงอำนาจสถาบันการสอนที่หล่อหลอมเด็กไทยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียนที่กินเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่งขึ้นมามากที่สุด มันมีเสียงอย่าง โง่อย่างแกจะเลี้ยงชีวิตตัวเองยังไง วาดรูปอยู่ได้จะเอาไปทำอะไรได้ อะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาการอยู่ในวงกตของความทรงจำของพระเอก ซึ่งท้ายที่สุดหนังก็ให้ทางออกที่ตลกร้ายดีเหมือนกัน กับการต่อสู้กับสถาบันที่หล่อหลอมเรามาทั้งหมดจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปดูในโรงกันเองนะครับ

นอกจากเนื้อหาที่วางปริศนาน่าติดตาม นัยยะที่ซ่อนคมคาย วิธีการหลอนที่แปลกใหม่ หนังยังมีโปรดักชั่นที่จัดว่าดีน่าสนใจทั้งการถ่ายภาพ วางสี โลเกชั่น คอสตูม และที่น่าจะต้องพูดถึงคือเอฟเฟกต์การแต่งหน้าผี ทำปีศาจ รวมถึงซีจีที่พอดีไม่มากน้อยเกินไป พูดได้ว่าหนังโดยรวมเป็นหนังไทยนอกสายตาที่ แอบดี แอบมีของ น่าลองดูอยู่ไม่เบาเลยทีเดียวล่ะ

จองตั๋วกดที่รูป ได้กลิ่นธูปตอนดึกก็ตัวใครตัวมันล่ะจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Beautiful Boy : ทำสงครามกับยาเสพติดด้วยความรัก

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

และฝีมือการติดต่อของนิโค ลูเน็น ที่ผู้กำกับพึงพอใจนั้น เป็นการตัดต่อแบบสลับไทม์ไลน์ เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ในช่วงกลางเรื่อง แล้วย้อนไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า มีการตัดสลับไปในอดีตช่วงที่นิคยังเป็นเด็กน้อย แล้วบ่อยครั้งที่ใช่การเชื่อมต่อฉาก J-Cut ให้เสียงในฉากถัดไปเชื่อมเข้ามาในฉากปัจจุบันก่อนตัดภาพไป  บวกกับการที่นิคติดยาแล้วเลิกยาอยู่หลายครั้ง ทำให้สมองผู้ชมต้องทำงานหนักพอสมควร กับการไล่ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง

หนังได้ทีมนักแสดงสายดราม่าล้วน ๆ สตีฟ คาเรลล์ ที่แม้จะสร้างชื่อจากหนังคอมมีดี้ แต่หลัง ๆ มานี่ก็เน้นหนักแต่หนังดราม่าตลอด เร็ว ๆ นี้ก็จะมี Welcome to Marwen ที่เป็นดราม่าเครียด ๆ เช่นกัน สตีฟ คาเรลล์ มารับบทเดวิด เชฟ พ่อผู้พยายามที่จะฉุดลูกชายออกจากวังวนยาเสพติด ให้ทั้งความรัก กำลังใจ และสนับสนุนทุกวิถีทาง ส่วนบทนิค เชฟ นั้นได้ ทิโมธี ชาลาเมต์ ดาราหนุ่มที่สร้างชื่อมาจากหนังเกย์ Call Me by Your Name เมื่อปี 2017 และส่งให้เขาได้เข้าชิงออสการ์นำชาย และในบทนี้ นิค เชฟ ก็ส่งให้เขาได้เข้าชิงลูกโลกทองคำในบทสมทบชาย ซึ่งดูยังไงมันก็บทนำนะ รางวัลในฮอลลีวู้ดมักดูน่าขัดใจแบบนี้เสมอแหละ ทิโมธี ทุ่มเทกับบทอย่างหนัก เขาลดน้ำหนักถึง 11 กิโลกรัม จนร่างผอมบางแก้มตอบ ดูเป็นเด็กติดยาได้อย่างสมจริง หลาย ๆ ฉากที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ก็ทำหน้าเคลิ้มตาลอย ดูแล้วเชื่อจริง ๆ ว่าไอ้นี่กำลังเมายาอยู่ และอีกฉากคือฉากปะทะคารมกับพ่อในร้านอาหาร ที่โชว์ศักยภาพของนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจะมีอนาคตไกลในฮอลลีวู้ด ตัวจริงของทิโมธี อายุ 23 ปีแล้ว แต่ก็เล่นเป็นเด็กหนุ่มวัย 18 ได้ดูไม่ขัดตาครับ

ตลอด 2 ชั่วโมงของหนังเล่าเหตุการณ์ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี ช่วงที่นิค เรียนจบไฮสคูล แล้วก็ลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย นิค อาศัยอยู่กับพ่อ และแม่เลี้ยง ที่มีน้องชาย น้องสาว ต่างแม่อีก 2 คน หนังไม่ได้กล่าวโทษสถาบันครอบครัวว่าเป็นสาเหตุที่นิคติดยา กลับกันหนังกลับถ่ายทอดความอบอุ่นในครอบครัวออกมาอย่างเด่นชัด แม่เลี้ยงให้ความรักใคร่นิคเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับน้องทั้ง 2 ก็ดูสนิทสนมกับพี่ต่างแม่คนนี้ แต่นิคตกเป็นทาสยาเสพติดเพราะความคะนองตามประสาวัยรุ่นที่ลองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็หยุดไม่ได้เริ่มจากไอซ์แล้วก็ข้ามไปลองยาทุกชนิด จนถึงขั้นว่าขอเป็นยาอะไรก็ได้

หนังถ่ายทอดให้เราเห็นความพยายามอย่างมากของพ่อที่จะดึงลูกให้หลุดออกมาจากวังวนยาเสพติด ถึงขั้นศึกษาและลองรสชาติของยาด้วยตัวเองเพื่อจะเข้าถึงความรู้สึกของคนติดยา ด้านนิคที่มีสติเป็นพัก ๆ พอลงแดงก็ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด พอหายก็มีสำนึกผิดชอบกลับมา อยากจะหาย กลับมาเรียนได้จนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็วนกลับไปติดอีกเป็นวงจรไม่รู้จบ หนังมีฉากฉีดยาให้เห็นกันแบบชัด ๆ ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ก็คงโดนตัดทิ้งไปแล้ว แบบที่ “เสียดาย” หนังของท่านมุ้ยที่พูดถึงเด็กติดยาแต่ก็ไม่ผ่านเซนเซอร์ ขณะเดียวกันหนังก็ถ่ายทอดด้านร้ายของยาเสพติดให้เห็นมากมาย ทั้งเสียการเรียน  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ด่าพ่อด้วยคำหยาบคาย ทุบบ้านตัวเองขโมยของ และผลร้ายสุดคือสุขภาพตัวเอง สมองโดนฤทธิ์ของยาทำลายไปเรื่อย ๆ และอันตรายถึงขั้นชีวิตอย่างที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องเกือบจะตายเพราะเสพยา

Beautiful Boy เป็นหนังที่เจาะเฉพาะกลุ่มจริง ๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดราม่าหนัก ๆ ไปดูฝีมือการแสดงแบบจริงจังของสตีฟ คาเรลล์ และการแสดงแบบเข้าตากรรมการของทิโมธี ชาลาเมต์ เป็นหนังที่พาเราจมดิ่งไปกับสภาวะตึงเครียดของครอบครัวเชฟ ที่นิค กลายเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาทำให้ทุกคนต้องช่วยกันคว้ามือแล้วดึงขึ้นมา หนังถ่ายทอดภาพด้วยการถ่ายภาพแบบเสมือนแสงธรรมชาติ โทนของภาพมืดครึ้มแทบทั้งเรื่อง ยิ่งพาอารมณ์ผู้ชมให้หม่นตามโทนหนัง

เพลงประกอบที่คัดมาก็ช่างเข้ากับบรรยากาศหนังมาก ๆ ทั้งเพลง “Beautiful Boy” เพลงที่จอห์น เล็นนอน แต่งให้ลูกชาย จูเลียน เล็นนอน กลายเป็นเพลงอมตะ และถูกใช้ประกอบหนังมาหลายเรื่องแล้ว และเป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ด้วย เพราะเดวิด เชฟ ตัวจริง ที่มีอาชีพเป็นนักเขียนก็ได้สัมภาษณ์จอห์น และ โยโกะ โอโนะ ได้ 3 สัปดาห์ก่อนที่จอห์นจะถูกยิงตาย และหลาย ๆ เพลงที่นำมาประกอบฉากเมายาของนิค ก็เป็นดนตรีที่พาอารมณ์เพ้อฝันล่องลอย เข้ากับภาพของหนังมาก แนะนำว่าพ่อแม่ที่ลูกเข้าช่วงวัยรุ่นพาลูก ๆ ไปดูก็ดีนะครับ ครอบครัวไม่ต้องมีปัญหา แต่แค่ลองด้วยความสนุกก็พาชีวิตลงดิ่งได้เช่นกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!