Connect with us

What The Fact

[รีวิว] “Let There Be Light” จากรัตติกาลสู่แสงของวันใหม่ งานเพลงเปี่ยมด้วยอารมณ์จากแม็กซ์ เจนมานะ

แม็กซ์ เจนมานะ หรือ ณัฐวุฒิ เจนมานะ เป็นที่รู้จักจากการประกวดรายการ เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ โดยในรอบ Blind Audition เขาได้ร้องเพลง Home ของ Michael Buble เสียงร้องที่เปี่ยมเสน่ห์บวกกับการเล่นกีตาร์ของเขา และใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับพระเอกดัง เคน ธีรเดช คงทำให้ใครหลายๆคนตกหลุมรักหรือสนใจในตัวเขาได้ไม่ยากนัก

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ใครหลายๆคนได้รู้จักกับ แม็กซ์ แต่ตัวตนที่แท้จริงของหนุ่มคนนี้นั้นน่าสนใจมากนัก

แม็กซ์ มีความเป็นศิลปินและมีพลังมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์อย่างท่วมท้น เห็นได้จากผลงานมากมายในหลายๆด้านที่แม็กซ์มีส่วนในการสร้างสรรค์มันขึ้นมา ไม่ว่าจะผลงานเพลงเดี่ยวที่ปล่อยออกมาให้เราได้ฟังกันอยู่เรื่อยๆ ผลงานทำร่วมกับเพื่อนๆในชื่อ Henri Dunant ผลงานเขียนอย่าง  STRANGE TO MEET YOU | น่าแปลกที่แปลกหน้า และ THE BOY WHO NEVER GROWS | เด็กไม่รู้จักโต หรือแม้แต่การแสดงนำในโฆษณาที่กำกับโดย เต๋อ นวพล ซึ่งแม็กซ์ก็ทำมันได้ดีในทุกๆสิ่ง

แม็กซ์เป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว (Sentimentality) อันอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยของความเป็นศิลปิน หลายครั้งเขากดดันตัวเอง ผลักดันตัวเอง หรืออาจค้นพบด้านมืดในจิตใจ แต่ไม่ว่าอย่างไร แม็กซ์มองว่าสิ่งเหล่านั้นคือวัตถุดิบ และทั้งหมดนี้ได้ถูกกลั่นกรองและเรียงร้อย ผ่านบทเพลงทั้ง 5 ใน EP อัลบั้มแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวของ แม็กซ์ อันว่าด้วยเรื่องราวของชีวิตและห้วงงอารมณ์ซึ่งถ่ายทอดผ่านช่วงเวลาจากฟัวค่ำไปจนรุ่งสางของวันต่อไป ภายใต้ชื่ออัลบั้มว่า “Let There be Light”

ชื่อ “Let There Be Light”  นี้มีที่มาจากในพระคัมภีร์ แปลว่าจงมีแสงสว่าง  เนื่องมาจากแม็กซ์เองเติบโตในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ แนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นมา

เรื่องราวของบทเพลงทั้ง 5 ใน “Let There Be Light” เป็นเหมือนดั่งนิทานเรื่องยาวที่แบ่งออกเป็นตอนๆ ที่แม็กซ์เล่าให้พวกเราฟังถึงสิ่งที่เขาได้ประสบมา โดยบทเพลงทั้ง 5 เป็นตัวแทนของช่วงเวลาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้า โดยกลางคืนนั้นคือช่วงเวลาที่แม็กซ์ใช้ในการแต่งเพลงทั้งหมด ดังนั้นเพลงแรกคือ “ไวน์” จึงเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดเป็นปฐมบทของเรื่องเล่านี้ ไปจนถึงเพลงสุดท้ายของอัลบั้มซึ่งเป็นตัวแทนของแสงสว่างนั่นก็คือ ‘light’ หรือความหวังนั่นเอง

บทเพลงทั้ง 5 ถูกถ่ายทอดออกมาในท่วงทำนองของ Alternative Folk ที่แต่ละเพลงมีการเรียงร้อยหนักเบาและจังหวะของท่วงทำนองแตกต่างกัน แต่มีกลิ่นอายของเรื่องเล่าอันกลั่นออกมาจากความรู้สึกประสบการณ์ในชีวิต และมุมมองของแม็กซ์ผ่านแนวดนตรีที่สมูทแต่เปี่ยมไปพลังอันสามารถโอบอุ้มอารมณ์ที่แม็กซ์อยากจะสื่อสารออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนี้ผมจะพาทุกคนเดินทางผ่านห้วงราตรีกาลอันมืดมิดสู่เข้าวันใหม่ที่มีแสงอันสดใสรอคอยอยู่ครับ


หัวค่ำ – “ไวน์”


เคยเป็นแบบไหนก็คงต้องเป็นแบบนั้น

“ไวน์” คือเพลงแรกของอัลบั้มเป็นตัวแทนของช่วงเวลา “หัวค่ำ” เริ่มต้นด้วยช่วงเวลาที่มืดมิดและดำดิ่ง สับสนที่สุดของจิตใจ ถ่ายทอดห้วงอารมณ์แห่งความรักที่ถึงแม้จะจบลงไป แต่ความรักความรู้สึกที่มีข้างในจะให้ลืมไปนั้นคงทำไม่ได้

รักก็คือรัก จะลบยังไงก็คงไม่จาง

ดั่งเปลี่ยนไวน์ให้เป็นน้ำ

เปลี่ยนฉันให้ไม่รักเธอคงไม่ได้”


สามทุ่ม – “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า”


ถ้าเราเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า

เมื่อปัญหาเริ่มเข้ามา ในเวลาที่เราอ่อนแอ การหลบหนี “เข้าป่า” อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การเผชิญหน้าเพียงลำพัง

เพลงนี้มีกลิ่นที่ทำให้เรานึกถึงงานเพลง Alternative Folk ในแบบของ Of Monsters and Men หรือ Mumford & Sons เลย

เพลงนี้ได้นักร้องสาว หญิงพรปวีณ์ ตันกิจจานนท์ มาร่วมฟีทเจอริ่งด้วย

เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงช่วงเวลาที่เราเหนื่อยล้าจากคนรัก บางครั้งเราก็อยากหนีห่างไปให้ไกล ลองทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง เผื่อเธอจะเหงา เผื่อเธอจะเข้าใจ ในสิ่งที่ทำไว้กับเรา

“ใจร้ายอย่างเธอ คนที่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีเยื่อใยให้คนเคยรักกัน

ใจร้ายอย่างเธอ ต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว เผื่อเธอเหงาขึ้นมาจะได้กลับมารักกัน”


เที่ยงคืน – “ดารา”


เธอที่เห็นไม่ใช่เธอที่เป็น

เพลงเศร้าเหงาที่มีเสียงเปียโนเป็นแกนหลักในห้วงอารมณ์ของบทเพลง

ณ จุดกึ่งกลางของการเดินทาง การได้เข้าใจว่า  บางสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น และทำให้เราหยุดคิด พินิจพิจารณาว่าแท้จริงแล้วเราอาจกำลังลุ่มหลงไปกับภาพมายาที่ไม่ใช่ความจริงอยู่ก็เป็นได้

“เครื่องสำอางค์ กลิ่นหอมจางๆ คอยคั่นกลางระหว่างฉันกับเธอ

  ดั่งฝันละเมอ งมงายพร่ำเพ้อ และคิดเอาเองว่ารักอยู่เรื่อยไป”

ยิ่งใกล้กันเท่าไร ยิ่งย้ำให้แน่ใจ และได้รู้ว่า…

“เธอที่เห็นไม่ใช่เธอที่เป็นเธอสวยงามที่สุด จากตรงนั้น

เป็นฉันเองที่เพ้อ เผลอใจ ไปกับแสงดาวที่ไม่ได้เป็นของใคร

เพลงนี้มี MV ด้วย ได้ อาย กมลเนตร กับ เบส ณัฐสิทธิ์ นำแสดง


ตีสาม – “ปีศาจ”


คล้ายว่าเข้าใจ ไม่รู้ทำไมถึงทำไม่ได้

ตีสามเป็นเวลาสุดคลาสสิคที่ทำให้เรานึกถึงการมาเยือนของสิ่งลี้ลับที่น่ากลัว มีคำกล่าวที่ว่าก่อนแสงสว่างจะมาถึงนั่นคือช่วงเวลาที่มิดมิดที่สุด และ นี่ก็คือช่วงเวลาที่มืดมิดของเรื่องเล่าในอัลบั้มนี้ แม็กซ์ตีแผ่ด้านมืดของตนเองออกมาอย่างซื่อสัตย์ ด้วยถ้อยทีที่ยอมรับต่อความจริงในจิตใจ ขับขานให้คนใกล้ชิดได้เข้าใจในตัวตนของเราที่อาจเกินรับได้ในบางเวลาที่ “ปีศาจ” มาเยือน

“คืนนี้ฉันยืน มองตัวเอง

เห็นปีศาจร้าย ในกระจก

เงาสะท้อน ตัวฉันเอง

สิ่งที่ฉัน กลัวที่สุด

 

ถ้าหากว่าฉันไม่เปลี่ยน เธอจะรับที่ฉันเป็นได้หรือเปล่า

ถ้าเธอได้รู้ทุกอย่าง เรายังเดินข้างกันเหมือนเดิมได้ใช่ไหม

อยู่ตรงนี้ อยู่ด้วยกันอยู่กับฉันในคืนที่โลกไม่เข้าใจ

กอดฉัน อย่างเคย

ให้รู้ว่าฉันก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป


เช้า – “ชัดเจน”


เหนื่อยก็นอน ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ยังเป็นของเรา

เมื่อเราหยัดยืนผ่านช่วงเวลาอันมืดมิดยาวนานมาได้ “แสงสว่าง” คือรางวัลที่เราได้จากการหยัดยืนนั้น  อันเป็นสัญลักษณ์ของ “ความหวัง” สัญญาณของเช้าวันใหม่ ความหวังของชีวิตในการก้าวเดินสู่วันต่อๆไป

“ชัดเจน” เป็นบทเพลงให้กำลังใจ บอกให้รู้ว่าชีวิตนี้ไม่ต้องรีบร้อนนัก หากความฝันยังอยู่ไกล ลองพักสักนิดนึงก่อนไหม แล้วค่อยเดินต่อไป พักสักนิดที่ตรงนี้ ตรงที่มีฉันคอยดูแล

“ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ยังเป็นของเรา

 พักสายตาลงก่อน ทิ้งความเศร้า 

 ให้ฉันดูแลเธอ ให้ฉันดูแลเธอ”

เพลงนี้มีท่วงทำนองสว่าง ร่าเริง เบิกบานที่สุดของอัลบั้มนี้แล้ว ฟังสบายๆท่ามกลางเสียงร้อง เสียงกีตาร์โปร่งบรรเลง สอดแทรกด้วยเสียงอันล่องลอยของกีตาร์ไฟฟ้า และเสียงทรัมเป็ตอันนุ่มนวลละมุนในตอนท้ายของเพลงเป็นการส่งจบที่งดงาม

แถมท้ายอัลบั้มด้วยเพลง “Demons” ซึ่งก็คือเพลงปีศาจในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษนั่นเอง เป็นบทเพลงที่ฟังแล้วเต็มอิ่มในอรรถรสมาก อาจด้วยวิธีการทำงานของแม็กซ์นั้นหลายครั้งจะแต่งเพลงเป็นภาษาอังกฤษก่อนที่จะแปลงเพลงเป็นภาษาไทยโดยที่ยังคงเนื้อหาแบบเดิมเอาไว้ ดังนั้นรูปเมโลดี้จึงมีความสากลและอาจมีกลิ่นอายที่แตกต่างจากเพลงเนื้อไทยทั่วไปที่ได้ฟัง การได้ฟังเพลง “ปีศาจ” และ “Demons”ด้วยกันจึงทำให้เราได้เห็นถึงบริบทของภาษาที่มีผลต่องานเพลง รวมไปถึงวิธีคิดและการทำงานของศิลปิน

นอกจากนี้ในมิวสิควีดิโอของเพลงเหล่านี้แม็กซ์ยังได้ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อถึงความหมายของบทเพลงอีกด้วย อาทิเช่น “ไวน์นั้นจะมีสีแดงเป็นสัญลักษณ์ สื่อถึงความรัก ความลุ่มหลง  วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” ใช้สีเขียวสื่อความหมายถึง “ป่า” นั่นเอง ส่วน ดารา”นั้นใช้สีม่วงเป็นตัวแทน เป็นสีแห่งความลึกลับ ซ่อนเร้น และมายา

 

และนี่ก็คือ “Let There Be Light” งานเพลงคุณภาพจาก แม็กซ์ เจนมานะ ศิลปินหนุ่มผู้จับอารมณ์อันอ่อนไหวถ่ายทอดผ่านบทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกและสุนทรียแห่งเสียงเพลงอย่างแท้จริง

สามารถฟังอัลบั้มนี้แบบเต็มได้แล้วทั้งทาง iTunes / Apple Music / Spotify

และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารจากแม็กซ์ เจนมานะได้ที่ facebook.com/max.jenmana

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!