Connect with us

What The Fact

[รีวิว] “Cyantist” 9 เรื่องเล่าจากความเศร้าของ “อะตอม ชนกันต์”

Published

on

ตั้งแต่ออกซิงเกิ้ลแรก “Please” เมื่อปี  2015  อะตอม ชนกันต์ รัตนอุดม (อ่านว่า ชะ-นะ-กัน  หาก ชน-กัน อาจต้องเรียกประกันมาครับ ฮาาา)” นักร้อง นักแต่งเพลง ในสไตล์โซล ป็อป  ซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียง 23  ปี ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินที่น่าจับตามองในวงการเพลงบ้านเรา

จากนั้น อะตอมก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลอื่นๆตามติดมาเป็นระยะไม่ว่าจะเป็น Please , แผลเป็น , ทางของฝุ่น ,อ้าว , ช่วงนี้ (Karma) และอย่าบอก ซึ่งแต่ละซิงเกิ้ลก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และกลายเป็นเพลงฮิตไปในที่สุด

ในทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ยากนัก ที่จะได้ออกอัลบั้มสักอัลบั้มหนึ่ง ยิ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่  ส่วนใหญ่แล้วมักจะออกกันเป็น EP มาก่อน แต่สำหรับ “อะตอม” ความสำเร็จในบทเพลงเหล่านั้น ที่เขากลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ในชีวิต ได้บอกเขาว่ามันเป็นไปได้

“Cyantist” เป็นอัลบั้มเปิดตัวของอะตอม ชื่ออัลบั้มเผยความคมคายในการเล่นคำและมุมมองที่น่าสนใจ อันเป็นเอกลักษณ์ในงานเพลงของอะตอม “Cyan” คือโทนสีฟ้าในระบบ CMYK สีฟ้า สื่อถึง “ความเศร้า” อันเป็นแกนหลังของเนื้อหาและอารมณ์ในบทเพลงทั้ง 9 ในอัลบั้ม นอกจากนี้คำว่า “Cyantist” ยังล้อกับคำว่า “Scientist” ซึ่งแปลว่า นักวิทยาศาสตร์ อันสะท้อนให้เห็นถึงการทดลองทางการเล่าเรื่องและอารมณ์ในบทเพลงของอะตอมอีกด้วย

เพลงของอะตอมเป็นเพลงป็อปที่มีกลิ่นของดนตรีโซลที่เข้มข้น มันชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะทำให้เราแยกแยกงานเพลงของอะตอมจากศิลปินคนอื่นได้ ทั้งดนตรีและเสียงร้องบ่งบอกเอกลักษณ์ของความเป็นอะตอมได้เป็นอย่างนี้ นอกจากนี้อีกเสน่ห์ในงานของอะตอมก็คือเนื้อเพลง ที่ถึงแม้จะอยู่ในเรื่องของความรัก ความเศร้า การเลิกลา หากแต่มีการเล่าในมุมมองที่แปลกใหม่ คมคายและน่าสนใจ หลายเพลงมีการจิกกัดที่แสบสันและชวนยิ้มได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เปิดอัลบั้มด้วย “Good Morning Teacher” เป็นการเปิดอัลบั้มที่น่าสนใจมาก นัยหนึ่งเหมือนเป็นการทักทายต่อคนฟัง ส่วนนัยของเนื้อเพลงนั้นพูดถึง การที่ได้เจอคนรักที่เลิกลากันไปแล้วอีกครั้งโดยบังเอิญ ซึ่งเรานับถือเธอนั้นเหมือนเป็นครูที่สอนให้เราได้รู้จักกับความรัก ความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นเมื่อได้เจอกันก็ต้องทักทายเสียหน่อย แต่เป็นการทักทายแบบจิกกัดเล็กน้อยพอเลือดซิบๆ โดยเล่นกับคำทักทายเวลาเราเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งประโยคแรกสุดคลาสสิคที่เราจะพูดทักทายคุณครูของเราก็คือ “Good Morning Teacher” ทำให้เพลงนี้มีท่อนคอรัสที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสำเนียงการร้องของอะตอมบวกกับแนวดนตรีที่มีกลิ่นของดนตรีโซล ทำให้เพลงนี้มีความอินเตอร์ขึ้นมาในทันที

ต่อด้วย “อย่าบอก” ซิงเกิ้ลล่าสุดจากอะตอม มาเพลงนี้สองก็เศร้ากันเลย เหมือนเป็นการอินโทรให้ผู้ฟังรู้ว่า ต่อไปงานเพลงในอัลบั้มนี้จะเป็นเรื่องของความเศร้านะ เราจะมาเสพย์อารมณืแบบนี้ในลีลาต่างๆกัน ประมาณนี้ครับ เพลงนี้พูดถึงคนรักที่กำลังจะหมดใจเลิกราจากเราไป แต่แสร้งทำว่าเสียใจ เราเลยต้องบอกกับเธอว่า อย่าบอกว่าเธอเสียใจเลย คนที่เสียใจควรเป็นฉันมากกว่า อย่าเสียเวลาฟูมฟายแทนกัน ส่วนเอ็มวีนั้นก็น่าสนใจมากครับ ถ่ายทอดเรื่องราวของการส่งผ่านเรื่องราวในโลกโซเชียลที่คงไม่มีใครรู้ความจริงดีกว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นแน่ แต่การพูดปากต่อปากหรือทึกทักเอาเอง อาจทำร้ายใครบางคนได้ ตอนท้ายมีการหักมุมนิดๆครับ ใครยังไม่ได้ชมลองไปชมกันได้ครับ

“Please” เพลงเศร้า อารมณ์ละมุน ซิงเกิ้ลแรกในบทบาทศิลปินของ อะตอม ถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่หมดทางสู้ จนถึงขนาดต้องอ้อนวอนขอร้องให้เธอมารัก ด้วยเนื้อหาของเพลงที่โดนใจ ความเรียบง่ายและกลมกล่อมของดนตรี จึงทำให้ใครหลายๆคนตกหลุมรักเพลงนี้ในทันทีที่ได้ฟัง

“แผลเป็น (Scar)” ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม มู้ดของเพลงเริ่มสดชื่นขึ้น บวกขึ้น แต่ก็ยังเป็นเพลงที่มีวัตถุดิบจากความเศร้าอยู่ดี มีจุดสังเกตคือ เพลงนี้อะตอมให้วิธีเล่าเหมือนเล่าเรื่องของคนหนึ่งให้อีกคนหนึ่งฟัง โดยใช้คำว่า “กาลครั้งหนึ่ง…” เปิดเรื่องเหมือนการเล่านิทาน โดยเล่าเรื่องของ “เขา” ให้กับ “เธอ” ฟังว่า เขาคนนั้นที่เธอเคยรัก แต่บัดนี้ได้ห่างจากกันไป เธออาจจะลืมเขาไปแล้ว แต่เขายังคงจดจำเธอได้เป็นอย่างดี เหมือนรอยแผลเป็นที่เมื่อเกิดขึ้นมาอย่างไรก็จะอยู่อย่างนั้นบนร่างกายเราเสมอไป คอยย้ำเตือนให้ได้คิดถึงที่มาของมัน

กลับมาที่อารมณ์เศร้าซึ้ง อีกครั้งกับเพลงนี้ “ทางของฝุ่น (Dust)” ที่เป็นการเปรียบเปรยตัวเราเหมือนดั่งกับฝุ่น ที่อย่างไรก็คงไม่อาจทำให้เธอมีความสุขได้ เธอคงมีทางของเธอที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นในวันนี้อย่าเสียเวลากับฉันเลย จงไปเจอทางที่ดีเถอะ เศร้ามาก แต่ก็หล่อมากด้วยเช่นกัน

“อ้าว” เป็นเพลงที่อารมณ์บวกสุด รื่นเริงสุดของอัลบั้มแล้ว แต่ก็ยังมีที่มาจากความเศร้าอยู่ แต่เป็นช่วงเวลาที่ความเศร้ามันตกตะกอนไปแล้ว ตอนนี้เข้มแข็งพอแล้ว แต่เธอก็กลับมาขอคืนนี้ บอกอยู่กับเขาแล้วมันเศร้าอย่างนั้นอย่างนี้ เราเลยต้องบอกไปว่า “ฮ้าว เฮ้ย!” ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า ตอนจะไปก็มีเหตุผลที่จะไป พอตอนนี้อยากจะกลับมา บอกเลยว่าอย่าเสียเวลากับสิ่งที่เธอไม่มีวันได้คืน  เป็นการตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบของคนที่เข้มแข็งแล้วและไม่ยอมให้คนรักกลับมาทำร้ายอีก ด้วยเนื้อหาของเพลง และความจิ๊กโก๋หน่อยๆ (บวกด้วยพระเอกเอ็มวี) จึงทำให้เพลงนี้เป็นเพลงฮิตติดลมบนไปแล้ว

“ช่วงนี้” เพลงนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Karma” หมายถึงกรรมนั่นเอง เพลงนี้อะตอมหยิบเอาความเชื่อแบบคติพุทธที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น” มาใช้กับมุมมองความรัก เป็นการจิกกัดอดีตคนที่เราเคยรักเคยชอบ แต่ได้หักอกเราไป (และคงหักอกใครอีกหลายๆคน) ว่าช่วงนี้ให้ระวังหน่อยเข้าวัด ทำบุญบ่อยๆ ระวังหากบุญที่เธอทำนั้นหมดแล้วกรรม (ชั่ว) ที่เคยทำไว้จะตามมาสนอง ดนตรีเพลงนี้มาแบบโซล ฟังก์จัดจ้าน กรู๊ฟเนียน เครื่องเป่าแน่นเติมแต่งสีสันให้กับบทเพลง ทำให้นึกถึงเพลงของ Groove Riders เลย

เพลงต่อมาคือ “รถคันเก่า” เป็นอีกหนึ่งเพลงเศร้า แต่อารมณ์ไม่เหงาดิ่ง ท่วงทำนองชวนขยับนิดๆ  โดยการนำเอารถยนตร์อันเป็นพาหนะสำคัญในชีวิตมาเปรียบเปรยกับความรัก ซึ่งรักของเราคงเป็นเหมือนรถคันเก่าที่อะไรๆก็เริ่มผุพังลงไป ถึงจะพยายามซ่อม พยายามรักษาแค่ไหน ก็คงสู้รถคันใหม่ที่น่าดึงดูดใจของเขาไม่ได้ แต่เธอคงลืมไปแล้วว่ารถเก่าๆคันนี้เอง ที่พาเธอไปพบกับสิ่งใหม่ๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ และความทรงจำดีๆที่เคยมีร่วมกัน

ปิดท้ายอัลบั้มด้วย “พอ” เพลงที่มาพร้อมท่วงทำนองแบบนีโอ โซล อันเป็นโซลที่มีความร่วมสมัย ดนตรีดี เมโลดี้สวย พูดถึงช่วงเวลาของการตัดใจจากคนรักที่ตอนนี้ไม่รักเราแล้ว “พอ” แล้ว ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว เมื่อฟังเพลงทั้งอัลบั้มนี้แล้ว รู้สึกเหมือนได้ดูหนังที่เล่าเรื่องแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา (Non Linear Narrative) ที่ข้ามไปมาระหว่างช่วงเวลาต่างๆของความรัก ทั้งช่วง ก่อนเธอจะทิ้งไป กำลังจะทิ้ง ทิ้งแล้ว จนถึงขอกลับมาคืนดี และ กลับมาปิดที่​“พอ” เพลงนี้ที่เล่าในช่วงเวลาสำคัญคือการตัดสนใจยุติความสัมพันธ์ที่เหนี่ยวรั้งหัวใจเอาไว้และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปนั่นเอง

ด้วยวัยเพียง 25 ปี อะตอม ได้ร่วมงานกับศิลปินดังมากมาย และมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตนเอง ยังมีเวลาอีกมากนักบนเส้นทางสายนี้ หากได้ผ่านและพานพบประสบการณ์ต่างๆที่หลากหลายบนเส้นทางชีวิตและได้กลั่นกรองถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจ และกลมกล่อมเช่นนี้ คงเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก ว่าต่อไปจากนี้ อะตอม จะเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้เราฟังอีก

scoop อัลบั้ม

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

มูลค่า Netflix พุ่งสูงถึง 1.5 แสนล้านเหรียญ : เกือบเทียบเท่า Disney แล้วในขณะนี้

มูลค่าโดยประมาณของ Netflix อาจเทียบเท่าหรือมากกว่า The Walt Disney Company ได้ในอนาคต

Published

on

เว็บไซต์ Variety ได้รายงานว่า หุ้นของ Netflix ได้ปิดลงในวันนี้ (23 พฤษภาคม 2018) ที่มูลค่า 344.72 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของ Netflix นั้นอยู่ที่ประมาณ 1.528 แสนล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า Comcast ที่มี 1.47 แสนล้านเหรียญ และน้อยกว่า Disney ที่มี 1.533 แสนล้านเหรียญ เพียงแค่ 500 ล้านเหรียญเท่านั้น

หุ้นของ Netflix ได้มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 4% ในช่วย 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จากการประกาศความร่วมมือในการผลิตเนื้อหา (Content) ร่วมกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา และมิเชล โอบามา ภรรยาของเขา

ในปี 2018 นี้ หุ้นของ Netflix ได้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% ซึ่งทางบริษัทยังคงเดินหน้าค้นหาไอเดียใหม่ๆในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับ (Original Content) อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์สยองขวัญจากไอเดียสุดบรรเจิดของ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) หรือคอมเมดี้สุดพิเศษของ สตีฟ มาร์ติน และมาร์ติน ชอร์ต ที่หวนกลับมาแสดงร่วมกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Netflix อาจซื้อโรงภาพยนตร์สำหรับฉายภาพยนตร์ของตนเอง เพื่อให้มีสิทธิได้เข้าชิงรางวัลสำคัญอย่างออสการ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความทะเยอทะยานของ Netflix ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี มูลค่าโดยประมาณของ Disney นั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เนื่องจาก Disney มีแผนเปิดตัวบริการสตรีมออนไลน์ในปี 2019 ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยเนื้อหาอันมหาศาล ทั้งภาพยนตร์ (Marvel, Star Wars), ซีรีส์ และรายการโทรทัศน์ (ผลดีจากการเข้าซื้อกิจการของ Fox) ซึ่งอาจกลายเป็นผู้ให้บริการบริการสตรีมออนไลน์รายใหญ่แข่งกับ Netflix ก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] รวมคอนเสิร์ตดีน่าดูในเดือนมิถุนายนนี้

Published

on

เดือนหน้าเป็นอีกเดือนที่มีคอนเสิร์ตดีๆมากมาย ทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศ แมสและอินดี้ เพียบไปหมดเลยครับ หากไม่ได้วางแผน คำนวนเวลา คำนวนเงิน (และกันเงินเดือนบางส่วนเอาไว้) อาจจะพลาดอะไรดีๆไปได้ วันนี้ (ก่อนที่เงินเดือนเดือนหน้าจะหมดไป) ผมเลยรวบรวมคอนเสิร์ตดีๆ พร้อมข้อมูลให้ได้พิจารณากันว่าเดือนหน้าเราจะไปเฮกับงานไหนกันบ้าง งั้นเราไปดูกันเลยครับ

2-3 มิถุนายน : Cat T-Shirt 5

เป็นครั้งที่ 5 แล้วนะครับกับ เทศกาลดนตรีและเสื้อยืดประจำปีของ แคท เรดิโอ “Cat T-Shirt 5” ที่มีเสื้อยืดให้ได้ช้อปกันกว่า 200 กว่าร้านค้า กว่า 2,000 ลายใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทั้งจากดีไซเนอร์ ศิลปินเพลงหน้าเก่าหน้าใหม่ ที่มาเป็นพ่อค้าแม่ขายพร้อมแจกลายเซ็นเองกับมือ เป็นงานที่คุ้มมากๆได้ทั้งซื้อเสื้อเท่ๆ พบปะศิลปินที่คุณชื่นชอบและได้ดูคอนเสิร์ตด้วยในงานเดียวเลย

Venue : 2-3 มิถุนายนนี้ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน

Time : 11.00-23.00 น.

Ticket : บัตรราคา 390 บาท ใช้เข้างานได้ทั้ง 2 วัน พร้อมคูปองส่วนลดซื้อเสื้อยืด มูลค่ารวม 600 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/cat-t-shirt5-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด :  บัตรไม่แพง (เพราะต้องมีเงินไว้ช้อป 555) งานมีสองวัน มีเสื้อเท่ๆเพียบ ได้ทั้งช้อป ทั้งชิล ทั้งเฮไปกับคอนเสิร์ตดีๆจากศิลปิน (ที่ต้องมีสักคน)ที่เราชื่นชอบมากมาย

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  : ศิลปินเยอะมากครับ ลองดูรายชื่อกันก่อนว่ามีใครบ้างที่เป็นคนโปรดของเรา และเปิดเพลงฟังอุ่นเครื่อกันเลยครับ !

THE TOYS, SINGTO NUMCHOK, THE PARKINSON, SWEAT16!, POLYCAT, B5, FLURE, V VIOLETTE, THE YERS, BURIN, EARTH PATRAVEE, RASMEE, PHUM, DENIMS (JAPAN), WHAL & DOLPH, BARBIES, PILLS, M YOSS, THE WHITE HAIR CUT, TEMP., BOYJOZZ, 25 HOURS


5 มิถุนายน : Boyce Avenue Live In Bangkok with Special Guest Room39

Boyce Avenue (บอยซ์ อเวนิว) เป็นวงคัฟเวอร์ระดับโลกจากฟลอริด้า ที่สร้างกระแสการตอบรับที่ดีจากแฟนๆทั้งในและต่างประเทศ จนได้ออกทัวร์ไปทั่วโลกและมีงานเพลงเป็นของตัวเอง

Boyce Avenue ประกอบด้วยสามพี่น้องหน้าตาดีระดับบอยแบนด์แห่งบ้าน แมนซาโน่ ได้แก่ อเลฮานโดร (ร้องนำ, กีตาร์, เปียโน), เฟเบียน (กีตาร์, ร้อง) และ แดเนียล (เบส, เพอร์คัชชัน, ร้อง) ทั้งสามฟอร์มวงขึ้นในปี 2004 แจ้งเกิดจากการร้องคัฟเวอร์เพลงดังลงยูทูป ด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกเรียบง่ายเพียงไม่กี่ชิ้น ผสานกับเสียงร้องอันแสนไพเราะและมีเอกลักษณ์ ขับกล่อมประสานกันอย่างยอดเยี่ยมลงตัว จนมีฐานแฟนเพลงมหาศาลทั่วโลก และทำให้พวกเขาได้กลายเป็นวงดนตรีอิสระระดับโลกไปในที่สุด การันตีความเพราะขั้นเทพด้วยยอดวิวบนยูทูปเกิน 3.7 พันล้านวิว! และมีสมาชิกติดตามถึง 10.6 ล้านคนในยูทูป !!!

นอกจากนี้ในงานยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ก็เป็นวงที่โด่งดังจากการคัฟเวอร์เพลงด้วยเช่นกัน จนตอนนี้เป็นศิลปินที่มีงานเพลงเป็นของตนเอง และยังคงสร้างงานเพลงดีๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

Venue : บีซีซี ฮอลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,800 / 2,300 / 1,800 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/boyce-avenue-with-special-guest-room39-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้ราคาบัตรออกจะหนักเสียหน่อย (ถูกสุด 1,800 บาท) แต่ถ้าเทียบระดับความคุ้มกับการได้ดูวงระดับโลกที่การันตีความไพเราะ นุ่ม เนี๊ยบ เหมาะแก่การไปฟังสดๆสุดๆ อีกทั้งเป็นครั้งแรกกับการมาเยือนไทย แถมยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ไม่น่าพลาดกับการฟังสดจริงๆ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ควรพลาดเลยครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 และ 10 มิถุนายน : JAZZin’ it up with Smiles – No.1

งานรวมพลคนสายแจ๊ซ รวมนักดนตรีสาย JAZZ ที่มีประสบการณ์บนถนนดนตรีมาอย่างโชกโชน  และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในสายดนตรีมามากมาย มาไว้ในงานเดียวกัน งานนี้จัดขึ้นโดย บอย โกสิยพงษ์ และ นภ พรชำนิ จาก เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ซึ่งรายชื่อศิลปินที่มาร่วมงาน ประกอบไปด้วย Nop Ponchamni & The Groovetomatix Band Featuring The Groove Riders – Trio , The Pomelo Town , Mellow Motif , Sunny Trio & Natt Buntita , Snapper Town , Siam Jazz Orchestra , College of Music – BSRU , RSU Quintet  and Special Guest Singers

ถือได้ว่าเป็นระดับเซียนแจ๊ซกันทั้งนั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเหล่าอัศวินสายแจ๊ซได้เลยครับ

Venue : โรงละครอักษรา ศูนย์การค้า คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

Time : 16.30 น.

Ticket : Early bird  ระหว่างวันที่ 19 – 25 พฤษภาคมนี้  ราคาเริ่มตันที่ 1,500 / 1,700 / 1,900 บาท  จากปกติราคา 1,800 / 2,000 / 2,200 บาท (ถ้าซื้อตั้งแต่วันที่ 26 จะราคานี้ครับ)  งานมีสองรอบรอบวันที่ 9 และ 10 รอบละ 500 ที่นั่งครับ

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/jazzin-it-up-with-smiles-no1-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : หากคุณเป็นคนที่รักในดนตรีแจ๊ซ คิดถึง นภ พรชำนิ คิดว่างานนี้คุ้มค่ามากๆและไม่ควรพลาดครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 มิถุนายน : Lula First Solo Concert

หากให้นึกถึงศิลปินหญิงสักคนหนึ่งในบ้านเรา เชื่อได้ว่าชื่อแรกๆที่ใครหลายคนจะต้องนึกถึงจะต้องเป็นเธอคนนี้ “ลุลา” เจ้าของน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และงานเพลงสุดละมุน ไพเราะชวนเคลิบเคลิ้ม และอ่อนไหวไปกับความรู้สึกและเรื่องราวในบทเพลงเหล่านั้นอาทิ ตุ๊กตาหน้ารถ , เรื่องที่ขอ , ทะเลสีดำ ,รักปาฎิหารย์ ซึ่งเป็นเพลงโปรดในดวงใจของใครหลายคน

คราวนี้เธอมาพร้อมกับ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบสิบปีของเธอ  พร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษอีก 3 ชีวิต!!  ที่จะมาสร้างความสนุก เสริมสร้างบรรยากาศในแบบ LITTLE MISS LULLABY สร้างสรรค์ Production Design โดยกลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่ DUCKUNIT ที่กล้าการันตีได้เลยว่าคอนเสิร์ตในครั้งนี้ไม่ธรรมดา

Venue: GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/lula-first-solo-concert-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของลุลา ที่จะได้ฟังลุลาร้องเพลงให้ฟังแบบเต็มๆยาวๆสดๆ ท่ามกลางโปรดักชั่นดีๆที่มีธีมน่ารัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


12 มิถุนายน : Mr.Big Live In Bangkok

Mr.Big คือวงระดับตำนาน เป็นSupergroupจากLos Angeles สหรัฐอเมริกาซึ่งก่อตั้งวงในปีค..1988. สมาชิกดั้งเดิมที่เริ่มก่อตั้งประกอบไปด้วย Eric Martin (ร้องนำ), Paul Gilbert (กีต้าร์), Billy Sheehan (เบส), and Pat Torpey (กลอง)(1988-2018)  (ต่อมา Matt Starr มาร่วมตีกลองแทน Pat ตั้งแต่ปี 2014) ซึ่งแต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นตัวเทพในแต่สาย อย่าง Paul Gilbert ก็เป็นกีตาร์ฮีโร่ในดวงใจของใครหลายคน Billy Sheehan ก็คือไอดอลสายเบส นอกจากนี้ยังมี Richie Kotzen สุดยอดมือกีตาร์ระดับเทพอีกคนที่มาร่วมงานแทน Paul ในช่วงปี 1999-2001 ก่อนที่ Paul จะกลับมารับหน้าที่มือกีตาร์อีกครั้ง

พวกเขามีชื่อเสียงในด้านของความเป็นนักดนตรี มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการร้องประสานในบทเพลง การเรียบเรียงและการเล่นที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพตัวจริงทำให้บทเพลงของเขาสามารถเข้าถึงผู้คนได้จนถึงทุกวันนี้

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.30 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/mr-big-live-in-bangkok-2018-th.html

https://www.ticketmelon.com/pmg/mrbigliveinbangkok

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นวงขั้นเทพสายร็อคที่โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ แถมราคาบัตรไม่แพงจนเกินไป หากเทียบกับความเทพของวง

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


13 มิถุนายน : Extreme Asia Tour 2018 Bangkok

เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของหนึ่งวงร็อคระดับตำนาน Extreme ที่ก่อตั้งวงโดย Gary Cherone (ร้องนำ) และNuno Bettencourt (มือกีตาร์) ตั้งแต่ปี 1985

Extreme คือวงที่สามารถจัดได้ว่าเป็นประเภทเดียวกับวงระดับตำนานอย่าง Van Halen,Queen,Aerosmith,Mr.Big หรือLed Zeppelin โดยพวกเขาได้ให้คำจำกัดความแนวดนตรีของตัวเองว่าเป็น”Funky Metal”และ ได้พัฒนามาเรื่อยๆ โดยดึงเอาแรงบันดาลใจจากหลายๆแนว เช่น Classic rock มาผสมกับแนวอย่างPost-Grunge และAlternative rock

Nuno Bettencourt นักแต่งเพลงลูกครึ่งอเมริกันโปรตุเกต เป็นสมาชิกวงที่โด่งดังมาก ด้วยความหล่อเหลาและฝีมือขั้นเทพ เขาเป็นเค้าเป็นที่รู้จักในนามของหนึ่งในสุดยอดมือกีต้าร์ของวงExtreme  นอกจากนั้นยังมีผลงานเดี่ยวของตัวเอง และร่วมวงกับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.00 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/extreme-asia-tour-2018-Bangkok-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นแฟน Mr.Big ก็จะเป็นแฟน Extreme ด้วย ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์ก็คิดว่าควรจัดทั้งสองงานเลย (แถมงานจัดขึ้นที่เดียวกัน ราคาบัตรเท่ากัน วันเล่นต่อกันอีกต่างหาก) เหตุผลที่ไม่ควรพลาดสำหรับ Extreme ก็เช่นเดียวกัน วงระดับตำนาน กับงานเพลงคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพงมากนัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


คราวนี้เรามาดูคอนเสิร์ตสายอินดี้กันดูบ้างครับ

9 ,15 และ 23 มิถุนายน : Fungjai Lab

Tiger presents “Fungjai Lab” ซีรีส์ 3 งานคอนเสิร์ตจากฟังใจเปิดประสบการณ์การฟังเพลงด้วยแนวเพลงที่หลากหลายให้คุณได้มาร่วมกันพบสมมุติฐานความสนุกจากห้องทดลองแลปทั้งสามวิชาแบบนอกหลักสูตร

โดยสามารถเลือกเรียนวิชาที่ชอบหรือเทคคอร์สทั้งหมดสามวิชาได้เลย!!! โดยวิชาทั้งสามประกอบไปด้วย

EP1. Psychedelic 101

วิชาที่จะพาผู้ชมทุกท่านไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ในการดูดนตรีผ่านจิตใต้สำนึกของคนดู 

 คาบเรียน: 9 มิ.. 2018  

 ตัวแปรต้น: Diaries  

 ตัวแปรตาม: Cloud Behind  

 ตัวแปรแทรกซ้อน: Chladni Chandi  

 ตัวแปรควบคุม: Buddhist Holiday  

EP2. Electronic 101

วิชาที่จะรวมจังหวะทุกจังหวะแสดงร่วมกับแสงสีสร้างประสบการณ์ร่วมให้เสมือนเราเป็น 

ส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับบทเพลงและเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ไปกับวงดนตรี 

คาบเรียน: 15 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Telex Telexs  

ตัวแปรตาม: DCNXTR  

ตัวแปรแทรกซ้อน: S.O.L.E.  

ตัวแปรควบคุม: Cyndi Seui  

EP3. Thai Fusion 101

วิชาที่นำเสนอสิ่งที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนไทยเพราะความเป็นไทยไม่เคย มีกฎเกณฑ์หรือคำจำกัดความแต่มันอยู่กับเราทุกที่ทุกเวลาผสมผสานไปกับการใช้ชีวิตของเรา 

คาบเรียน: 23 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Isanjah  

ตัวแปรตาม: Boyjozz  

ตัวแปรแทรกซ้อน: ไปส่งกู๊บขส.ดู๊ 

ตัวแปรควบคุม: Srirajah Rockers 

Venue: Glowfish (สาธร)

Time : 18.00 .

Ticket : หากซื้อก่อน 2 มิ.ย. จะราคางานละ 200 บาท (จากนั้นจะปรับเป็น 350 บาท)

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/864/fungjailab

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นงานรวมเหล่าศิลปินอินดี้ ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยมีมา โดยสามารถเลือกกลุ่มศิลปินที่ชื่นชอบ และไปร่วมสนุกในแลปความมันส์และสร้างสรรค์นี้กันได้เลย นอกจากนี้ราคาบัตรยังบอกได้เลยว่า ถูกมาก บอกได้คำเดียวครับว่า คุ้ม !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :  ผมจะเอาตัวอย่างงานเพลงจากศิลปินในแต่ละวิชามาให้ฟังกันดูนะครับ

วิชา Psychedelic 101

วิชา Electronic 101

วิชา Thai Fusion 101


9 มิถุนายน : Standing Egg

Standing Egg คือที่สุดของวงดนตรีสายชิล จากเกาหลีใต้ ที่มีผลงานเพลงเพราะๆมากมาย ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปี 2010

เสน่ห์ของ Standing Egg คือ เพลงเพราะ ฟังเพลินในสไตล์อะคูสติคป็อปผสานเสียงร้องนุ่มละมุนหู อีกทั้งในแต่ละอัลบั้มยังมีศิลปินรับเชิญสายชิลมาร่วมแจมมากมาย

Standing Egg มีสมาชิกหลัก 3 คนประกอบด้วย Egg1, Egg2 และ Egg3  (เก๋ป่ะเล่า 555) มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 5 อัลบั้ม 7 อีพี และ 1 สเปเชี่ยลอัลบั้ม ซึ่งงานเพลงจากอัลบั้มเหล่านี้ได้เป็นเพลงในดวงใจและอยู่ในเพลย์ลิสต์ฟังเพลินของใครหลายคน

Venue:  Voice Space (วิภาวดีรังสิต)

Ticket: 2,400 / 2,000 / 1,600 บาท

Time: 18.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/standingeggbkk2018

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานสำหรับแฟนๆ Stanging Egg ส่วนใครที่เป็นแฟนเพลงใหม่หรือยังไม่คเยฟัง อยากให้ลองฟังเพลงของพวกเขาดูแล้วคุณจะรู้เลยว่าทำไมถึงไม่ควรพลาด

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


14 มิถุนายน : Se So Neon

คอนเสิร์ตแรกในเมืองไทยของวงอินดี้หน้าใหม่จากแดนโสม “Se So Neon”  วงอินดี้ร็อคเจ้าของรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม Rookie of The Year จากงาน Korean Music Awards 2018

Se So Neon  (새소년)  เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า “คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นชื่อนิตยสารวัยรุ่นที่ตีพิมพ์ในปีช่วงปี 60-80  ที่พวกเขาไปเจอมาในร้านหนังสืออิสระ ด้วยความถูกใจก็เลยนำมาตั้งชื่อวงเลย

Se So Neon มีสมาชิก 3 คนประกอบไปด้วย Hwang So-Yoon (ร้องนำ กีตาร์), Moon Fancy (เบส), และ Gang To (กลอง)

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าวซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 19.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/sesoneonliveinbkk

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้จะเป็นวงหน้าใหม่ แต่ฝีมือนั้นไซร้ไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งยังมีวงเปิดเป็นวงอินดี้คุณภาพอย่าง FWENDS และ Folk9 อีกด้วย  เป็นความคุ้มในราคา 400 บาทที่คุ้มแสนคุ้มเลยจริงๆ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :

 


20 มิถุนายน : Suuns

พบกับ SUUNS วงอิเล็กทรอนิกอาร์ตร็อก จากมอนทรีอัลแคนาดา ที่จะทำให้ฟลอร์เต้นรำสะเทือนไปกับเสียงเบส แสงไฟ และเมโลดี้ลึกลับเกินคาดเดา แต่ขณะเดียวกันก็อัดแน่นไปด้วยบีตสุดมันที่พร้อมกระตุกต่อมแดนซ์ในตัวคุณให้ดิ้นแบบหยุดไม่อยู่ !!!

เสน่ห์ของวง SUUNS คือการหยิบจับดนตรีแนวต่าง มาใส่เข้าไปในบีต รวมถึงซาวด์อิเล็กทรอนิกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาก็ทำได้อย่างแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ฮิปฮอปดาร์ก ดีพเฮาส์ลอย ๆ , ดนตรีอิเล็กทรอนิกใต้ดินจากยุค 90s ที่ได้อิทธิพลกลองสไตล์แบ็กกี้, หรือหยิบเอาเมโลดี้กีตาร์หรือซาวด์กลองที่ใช้ในเพลงไซคีเดเลียปลายยุค 60s มาใส่ในเพลงได้อย่างน่าสนใจ 

Venue: De Commune

Ticket: 1,300 บาท

Time: 21.30 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/hyhbkk/suuns

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : งานดนตรีที่มีเอกลักษณ์ แดนซ์บีตแบบหน่วงๆ พร้อมปล่อยใจไปล่องลอยกับบทเพลงไร้ขีดจำกัด  ใครมาสายนี้ต้องไม่พลาด ! 

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


24 มิถุนายน : Siamese Cats

พบกับอินดี้รุ่นเก๋าจากแดนปลาดิบ ที่มีชื่อเป็นแมวไทยว่า “Siamese Cats”  ซึ่งเป็นหนึ่งในวงอินดี้ที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่อง งานเพลงคุณภาพสะใจสายอินดี้แน่นอน

เพลงของพวกเขามีความเป็น Alternative Rock ที่ไม่หนักหน่วงจนเกินไป ผสมผสานเสียงร้องเท่ๆจนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทางวงมีผลงานออกมาแล้ว 4 อัลบั้ม โดยมีเพลงฮิตอย่าง “Girl at The Bus Stop” และ“Travel Agency”

นอกจากนี้ยังวงเปิดเป็นวงที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าโอตาคุป็อปแบนด์นั่นคือ  ”Seal Pillow”   และยังมีวง Costlywood อินดี้ป๊อปหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามอง

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าว ซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 21.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/siamesecats

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : แค่ฟัง Siamese Cats ก็คุ้มสุดๆแล้ว 400 บาทได้ฟังวงอินดี้ระดับนี้เรียกได้ว่า ไม่น่าลังเลเลยอีกทั้งยังมีวงเปิดมาอุ่นเครื่องความเพลินอย่าง Seal Pillow กับ Costlywood อีกต่างหาก รับรองฟิน !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

Paramount เลื่อนกำหนดฉาย Transformers 6 : เหลือไว้แค่ภาคแยก Bumblebee

อนาคตของแฟรนไชส์ Transformers เริ่มไม่แน่นอน หลังจากที่ Paramount Pictures ได้เลื่อนกำหนดการฉายของ Transformers 6 ออกกำหนดการเดิมในปี 2019

Published

on

เว็บไซต์ The Wrap ได้รายงานว่า Paramount Pictures ได้ถอดกำหนดการฉาย Transformers 6 ในปี 2019 ออก โดยเหลือเพียง Bumblbee เป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวในแฟรนไชส์ โดยมีกำหนดฉายในเดือนธันวาคม 2018 และกำลังถ่ายทำอยู่ในขณะนี้

เดิมที Paramount Pictures ได้วางกำหนดการฉาย Transformers 6 ไว้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2019

Bumblebee

ก่อนหน้านี้ในงาน Toy Fair เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา ได้มีรายงานจากสายงานการลงทุนของ Hasbro เจ้าของลิขสิทธิ์ของเล่น Transformers ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์โดย Paramount Pictures ว่าจะทำการ “ยกเครื่อง” เรื่องราวของแฟรนไชส์ใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ Bumblebee ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น Paramount Pictures ก็กำลังยกเครื่องแฟรนไชส์ Terminator ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย หลังจากความล้มเหลวของ Terminator: Genisys เมื่อปี 2015

ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับ Transformers 1 – 5

ไมเคิล เบย์ ได้เริ่มกำกับภาพยนตร์ Transformers ภาคที่ 1 เมื่อปี 2007 มาจนถึง Transformers 5: The Last Knight เมื่อปี 2017 โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องของ Transformers ให้ไปในทิศทางอื่นใน Transformers 4: Age of Extinction และ Transformers 5: The Last Knight ซึ่งทั้ง 2 เรื่องต่างก็ได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบจากนักวิจารณ์และผู้ชม

Transformers 5: The Last Knight

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!