Connect with us

What The Fact

[รีวิว] “Cyantist” 9 เรื่องเล่าจากความเศร้าของ “อะตอม ชนกันต์”

Published

on

ตั้งแต่ออกซิงเกิ้ลแรก “Please” เมื่อปี  2015  อะตอม ชนกันต์ รัตนอุดม (อ่านว่า ชะ-นะ-กัน  หาก ชน-กัน อาจต้องเรียกประกันมาครับ ฮาาา)” นักร้อง นักแต่งเพลง ในสไตล์โซล ป็อป  ซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียง 23  ปี ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินที่น่าจับตามองในวงการเพลงบ้านเรา

จากนั้น อะตอมก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลอื่นๆตามติดมาเป็นระยะไม่ว่าจะเป็น Please , แผลเป็น , ทางของฝุ่น ,อ้าว , ช่วงนี้ (Karma) และอย่าบอก ซึ่งแต่ละซิงเกิ้ลก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และกลายเป็นเพลงฮิตไปในที่สุด

ในทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ยากนัก ที่จะได้ออกอัลบั้มสักอัลบั้มหนึ่ง ยิ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่  ส่วนใหญ่แล้วมักจะออกกันเป็น EP มาก่อน แต่สำหรับ “อะตอม” ความสำเร็จในบทเพลงเหล่านั้น ที่เขากลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ในชีวิต ได้บอกเขาว่ามันเป็นไปได้

“Cyantist” เป็นอัลบั้มเปิดตัวของอะตอม ชื่ออัลบั้มเผยความคมคายในการเล่นคำและมุมมองที่น่าสนใจ อันเป็นเอกลักษณ์ในงานเพลงของอะตอม “Cyan” คือโทนสีฟ้าในระบบ CMYK สีฟ้า สื่อถึง “ความเศร้า” อันเป็นแกนหลังของเนื้อหาและอารมณ์ในบทเพลงทั้ง 9 ในอัลบั้ม นอกจากนี้คำว่า “Cyantist” ยังล้อกับคำว่า “Scientist” ซึ่งแปลว่า นักวิทยาศาสตร์ อันสะท้อนให้เห็นถึงการทดลองทางการเล่าเรื่องและอารมณ์ในบทเพลงของอะตอมอีกด้วย

เพลงของอะตอมเป็นเพลงป็อปที่มีกลิ่นของดนตรีโซลที่เข้มข้น มันชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะทำให้เราแยกแยกงานเพลงของอะตอมจากศิลปินคนอื่นได้ ทั้งดนตรีและเสียงร้องบ่งบอกเอกลักษณ์ของความเป็นอะตอมได้เป็นอย่างนี้ นอกจากนี้อีกเสน่ห์ในงานของอะตอมก็คือเนื้อเพลง ที่ถึงแม้จะอยู่ในเรื่องของความรัก ความเศร้า การเลิกลา หากแต่มีการเล่าในมุมมองที่แปลกใหม่ คมคายและน่าสนใจ หลายเพลงมีการจิกกัดที่แสบสันและชวนยิ้มได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เปิดอัลบั้มด้วย “Good Morning Teacher” เป็นการเปิดอัลบั้มที่น่าสนใจมาก นัยหนึ่งเหมือนเป็นการทักทายต่อคนฟัง ส่วนนัยของเนื้อเพลงนั้นพูดถึง การที่ได้เจอคนรักที่เลิกลากันไปแล้วอีกครั้งโดยบังเอิญ ซึ่งเรานับถือเธอนั้นเหมือนเป็นครูที่สอนให้เราได้รู้จักกับความรัก ความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นเมื่อได้เจอกันก็ต้องทักทายเสียหน่อย แต่เป็นการทักทายแบบจิกกัดเล็กน้อยพอเลือดซิบๆ โดยเล่นกับคำทักทายเวลาเราเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งประโยคแรกสุดคลาสสิคที่เราจะพูดทักทายคุณครูของเราก็คือ “Good Morning Teacher” ทำให้เพลงนี้มีท่อนคอรัสที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสำเนียงการร้องของอะตอมบวกกับแนวดนตรีที่มีกลิ่นของดนตรีโซล ทำให้เพลงนี้มีความอินเตอร์ขึ้นมาในทันที

ต่อด้วย “อย่าบอก” ซิงเกิ้ลล่าสุดจากอะตอม มาเพลงนี้สองก็เศร้ากันเลย เหมือนเป็นการอินโทรให้ผู้ฟังรู้ว่า ต่อไปงานเพลงในอัลบั้มนี้จะเป็นเรื่องของความเศร้านะ เราจะมาเสพย์อารมณืแบบนี้ในลีลาต่างๆกัน ประมาณนี้ครับ เพลงนี้พูดถึงคนรักที่กำลังจะหมดใจเลิกราจากเราไป แต่แสร้งทำว่าเสียใจ เราเลยต้องบอกกับเธอว่า อย่าบอกว่าเธอเสียใจเลย คนที่เสียใจควรเป็นฉันมากกว่า อย่าเสียเวลาฟูมฟายแทนกัน ส่วนเอ็มวีนั้นก็น่าสนใจมากครับ ถ่ายทอดเรื่องราวของการส่งผ่านเรื่องราวในโลกโซเชียลที่คงไม่มีใครรู้ความจริงดีกว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นแน่ แต่การพูดปากต่อปากหรือทึกทักเอาเอง อาจทำร้ายใครบางคนได้ ตอนท้ายมีการหักมุมนิดๆครับ ใครยังไม่ได้ชมลองไปชมกันได้ครับ

“Please” เพลงเศร้า อารมณ์ละมุน ซิงเกิ้ลแรกในบทบาทศิลปินของ อะตอม ถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่หมดทางสู้ จนถึงขนาดต้องอ้อนวอนขอร้องให้เธอมารัก ด้วยเนื้อหาของเพลงที่โดนใจ ความเรียบง่ายและกลมกล่อมของดนตรี จึงทำให้ใครหลายๆคนตกหลุมรักเพลงนี้ในทันทีที่ได้ฟัง

“แผลเป็น (Scar)” ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม มู้ดของเพลงเริ่มสดชื่นขึ้น บวกขึ้น แต่ก็ยังเป็นเพลงที่มีวัตถุดิบจากความเศร้าอยู่ดี มีจุดสังเกตคือ เพลงนี้อะตอมให้วิธีเล่าเหมือนเล่าเรื่องของคนหนึ่งให้อีกคนหนึ่งฟัง โดยใช้คำว่า “กาลครั้งหนึ่ง…” เปิดเรื่องเหมือนการเล่านิทาน โดยเล่าเรื่องของ “เขา” ให้กับ “เธอ” ฟังว่า เขาคนนั้นที่เธอเคยรัก แต่บัดนี้ได้ห่างจากกันไป เธออาจจะลืมเขาไปแล้ว แต่เขายังคงจดจำเธอได้เป็นอย่างดี เหมือนรอยแผลเป็นที่เมื่อเกิดขึ้นมาอย่างไรก็จะอยู่อย่างนั้นบนร่างกายเราเสมอไป คอยย้ำเตือนให้ได้คิดถึงที่มาของมัน

กลับมาที่อารมณ์เศร้าซึ้ง อีกครั้งกับเพลงนี้ “ทางของฝุ่น (Dust)” ที่เป็นการเปรียบเปรยตัวเราเหมือนดั่งกับฝุ่น ที่อย่างไรก็คงไม่อาจทำให้เธอมีความสุขได้ เธอคงมีทางของเธอที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นในวันนี้อย่าเสียเวลากับฉันเลย จงไปเจอทางที่ดีเถอะ เศร้ามาก แต่ก็หล่อมากด้วยเช่นกัน

“อ้าว” เป็นเพลงที่อารมณ์บวกสุด รื่นเริงสุดของอัลบั้มแล้ว แต่ก็ยังมีที่มาจากความเศร้าอยู่ แต่เป็นช่วงเวลาที่ความเศร้ามันตกตะกอนไปแล้ว ตอนนี้เข้มแข็งพอแล้ว แต่เธอก็กลับมาขอคืนนี้ บอกอยู่กับเขาแล้วมันเศร้าอย่างนั้นอย่างนี้ เราเลยต้องบอกไปว่า “ฮ้าว เฮ้ย!” ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า ตอนจะไปก็มีเหตุผลที่จะไป พอตอนนี้อยากจะกลับมา บอกเลยว่าอย่าเสียเวลากับสิ่งที่เธอไม่มีวันได้คืน  เป็นการตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบของคนที่เข้มแข็งแล้วและไม่ยอมให้คนรักกลับมาทำร้ายอีก ด้วยเนื้อหาของเพลง และความจิ๊กโก๋หน่อยๆ (บวกด้วยพระเอกเอ็มวี) จึงทำให้เพลงนี้เป็นเพลงฮิตติดลมบนไปแล้ว

“ช่วงนี้” เพลงนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Karma” หมายถึงกรรมนั่นเอง เพลงนี้อะตอมหยิบเอาความเชื่อแบบคติพุทธที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น” มาใช้กับมุมมองความรัก เป็นการจิกกัดอดีตคนที่เราเคยรักเคยชอบ แต่ได้หักอกเราไป (และคงหักอกใครอีกหลายๆคน) ว่าช่วงนี้ให้ระวังหน่อยเข้าวัด ทำบุญบ่อยๆ ระวังหากบุญที่เธอทำนั้นหมดแล้วกรรม (ชั่ว) ที่เคยทำไว้จะตามมาสนอง ดนตรีเพลงนี้มาแบบโซล ฟังก์จัดจ้าน กรู๊ฟเนียน เครื่องเป่าแน่นเติมแต่งสีสันให้กับบทเพลง ทำให้นึกถึงเพลงของ Groove Riders เลย

เพลงต่อมาคือ “รถคันเก่า” เป็นอีกหนึ่งเพลงเศร้า แต่อารมณ์ไม่เหงาดิ่ง ท่วงทำนองชวนขยับนิดๆ  โดยการนำเอารถยนตร์อันเป็นพาหนะสำคัญในชีวิตมาเปรียบเปรยกับความรัก ซึ่งรักของเราคงเป็นเหมือนรถคันเก่าที่อะไรๆก็เริ่มผุพังลงไป ถึงจะพยายามซ่อม พยายามรักษาแค่ไหน ก็คงสู้รถคันใหม่ที่น่าดึงดูดใจของเขาไม่ได้ แต่เธอคงลืมไปแล้วว่ารถเก่าๆคันนี้เอง ที่พาเธอไปพบกับสิ่งใหม่ๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ และความทรงจำดีๆที่เคยมีร่วมกัน

ปิดท้ายอัลบั้มด้วย “พอ” เพลงที่มาพร้อมท่วงทำนองแบบนีโอ โซล อันเป็นโซลที่มีความร่วมสมัย ดนตรีดี เมโลดี้สวย พูดถึงช่วงเวลาของการตัดใจจากคนรักที่ตอนนี้ไม่รักเราแล้ว “พอ” แล้ว ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว เมื่อฟังเพลงทั้งอัลบั้มนี้แล้ว รู้สึกเหมือนได้ดูหนังที่เล่าเรื่องแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา (Non Linear Narrative) ที่ข้ามไปมาระหว่างช่วงเวลาต่างๆของความรัก ทั้งช่วง ก่อนเธอจะทิ้งไป กำลังจะทิ้ง ทิ้งแล้ว จนถึงขอกลับมาคืนดี และ กลับมาปิดที่​“พอ” เพลงนี้ที่เล่าในช่วงเวลาสำคัญคือการตัดสนใจยุติความสัมพันธ์ที่เหนี่ยวรั้งหัวใจเอาไว้และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปนั่นเอง

ด้วยวัยเพียง 25 ปี อะตอม ได้ร่วมงานกับศิลปินดังมากมาย และมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตนเอง ยังมีเวลาอีกมากนักบนเส้นทางสายนี้ หากได้ผ่านและพานพบประสบการณ์ต่างๆที่หลากหลายบนเส้นทางชีวิตและได้กลั่นกรองถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจ และกลมกล่อมเช่นนี้ คงเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก ว่าต่อไปจากนี้ อะตอม จะเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้เราฟังอีก

scoop อัลบั้ม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ร่วมลุ้นไปกับนิวท์ สคามันเดอร์และผองเพื่อนใน Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald – สัตว์มหัศจรรย์: อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์

Published

on

ระหว่างศาสตร์มืดอันเย้ายวนของ กรินเดลวัลด์ กับ ความสงบสุขของโลก เขาจะเลือกทางไหน..??

Warner Bros. Pictures จัดเต็มอีกครั้ง ด้วยการปล่อยภาพจากหนังชุดใหม่ จากภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald – สัตว์มหัศจรรย์: อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์” 

การเดินทางครั้งที่ 2 ในโลกเวทมนตร์..ไม่กี่เดือนหลังจาก “นิวท์ สคามันเดอร์” ได้เปิดหน้ากากและจับตัวพ่อมดศาสตร์มืดตัวร้าย “เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์” อย่างไรก็ดี ตามที่เขาลั่นวาจาไว้ กรินเดลวัลด์หลบหนีไปได้และรวบรวมสมัครพรรคพวกที่เดินตามรอยเขา ยกย่องพวกผู้วิเศษไว้เหนือพวกสิ่งมีชีวิตที่ไร้เวทมนตร์ เพียงผู้เดียวที่อาจหยุดยั้งเขาได้คือพ่อมดที่เขาเคยเรียกว่าเป็นเพื่อนรัก “อัลบัส ดัมเบิลดอร์” แต่ดัมเบิลดอร์จะต้องการความช่วยเหลือจากพ่อมดที่เคยจัดการกรินเดลวัลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง นิวท์ สคามันเดอร์ อดีตนักเรียนของเขา การผจญภัยครั้งนี้ทำให้นิวท์และ ทีน่า ควีนนี่ และเจค็อบ ได้กลับมาพบกัน แต่ภารกิจนี้จะรวมถึงการทดสอบความซื่อสัตย์ของพวกเขา กับการได้เผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ ในภยันตรายที่เพิ่มมากขึ้น และโลกของผู้วิเศษที่แตกแยก

ผลงานการกำกับของ เดวิด เยทส์ จากฝีมือรังสรรค์บทของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง อำนวยการสร้างโดย เดวิด เฮย์แมนเจ.เค. โรว์ลิ่งสตีฟ โคลฟส์ และไลโอเนล วิแกรม พร้อมทั้งยังได้นักแสดงมาร่วมทีมอย่างคับคั่ง อาทิ เอ็ดดี้ เรดเมย์น (นิวท์ สคามันเดอร์)จู๊ด ลอว์ (อัลบัส ดัมเบิลดอร์ เวอร์ชั่นหนุ่ม)จอห์นนี่ เดปป์ (เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์)เอซรา มิลเลอร์ (ครีเดนซ์ แบร์โบน)แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน (ทีน่า โกลด์สตีน)แดน ฟ๊อกเลอร์ (เจคอบ โควัลสกี)อลิสัน ซูดอล (ควีนนี่ โกลด์สตีน) พร้อมด้วย คลอเดีย คิม (มาเลดิกตัส)โซอี้ คราวิทซ์ (ลีตา เลสแตรงจ์)คัลลั่ม เทอร์เนอร์ (ธีซีอุส สคามันเดอร์) เป็นต้น

แล้วมาลุ้นไปกับ นิวท์ สคามันเดอร์ และผองเพื่อน ใน Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald สัตว์มหัศจรรย์ อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ 15 พฤศจิกายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ในระบบปกติ 3D, IMAX3D และ 4DX

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (9-11 พ.ย.) : The Grinch เปิดตัวดี 75 ล้านเหรียญทั่วโลก

The Grinch เปิดตัวในช่วงต้นเทศกาลหยุดยาวปลายปีได้ดี

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา The Grinch ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือ How the Grinch Stole Christmas สุดคลาสสิกของ ดร.ซูสส์ ภายใต้งานสร้างของสูดิโอ Illumination เจ้าของผลงานสุดฮิตอย่าง Despicable Me และ Minion ได้เข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก โดยทำรายได้ไป 66 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญ

  • ผู้กำกับ รอน ฮาร์เวิร์ด เคยดัดแปลงหนังสือดังกล่าวเป็นภาพยนตร์มาแล้วเมื่อปี 2000 ในชื่อ How the Grinch Stole Christmas ซึ่งนำแสดงโดย จิม แครีย์ และประสบความสำเร็จสูงมากด้วยรายได้ 345 ล้านเหรียญทั่วโลก

Overlord ผลงานอำนวยการสร้างของ เจ เจ แอบรัมส์ ที่เน้นบรรยากาศในสงครามโลก ผสานกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และสยองขวัญ คล้ายกับนำองค์ประกอบของภาพยนนตร์เกรดบีในยุคก่อนมาปัดฝุ่นด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ก็ทำรายได้เปิดตัวไปในระดับกลาง 10.1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 19.3 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 38 ล้านเหรียญเท่านั้น

The Girl in the Spider’s Web: A New Dragon Tattoo Story ที่สานต่อเรื่องราวของหญิงสาวรอยสักมังกรจากไตรภาค Millennium ของประเทศสวีเดน ทำรายได้เปิดตัวไปเพียง 8 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไปเพียง 16.3 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างที่สูงถึง 43 ล้านเหรียญ

และ Bohemian Rhapsody ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของวง Queen และนักร้องนำ เฟรดดี เมอร์คิวรี ที่เต็มไปด้วยสีสัน ก็ยังคงทำรายได้ดี โดยในสหรัฐอเมริกาทำไปได้กว่า 100 ล้านเหรียญแล้ว ส่วนรายได้ทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 285.3 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 52 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : The Grinch

66 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 12.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 75 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Bohemian Rhapsody

30.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 100 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 185.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 285.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 52 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Overlord

10.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 10.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 9.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 19.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 38 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : The Nutcracker and the Four Realms

9.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 35.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 61.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 97 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 120 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : The Girl in the Spider’s Web: A New Dragon Tattoo Story

8.02 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 8.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 16.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 43 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Star is Born

8.01 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 178 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 144.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 36 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Nobody’s Fool

6.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 24.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 265,000 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 24.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 19 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Venom

4.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 206.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 467.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 673.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 100 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Halloween

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 156.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 88.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 245.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 10 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : The Hate U Give

2.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 26.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 28.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 23 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ผู้กำกับ Bat V Sup เผย ซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังหูทิยพ์หาแม่ เพราะเขาไม่อยาก “เพิกเฉยเสียงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือ”

Published

on

Batman V Superman คือภาพยนตร์ซุปเปอร์จากฝั่ง DC อันเป็นฝีมือการกำกับของ Zack Snyder ที่เขาได้แฝงสรรพสิ่งเชื่อมโยงหรืออ้างอิงหนังสือการ์ตูนคอมมิคในรูปแบบสัญญะ นัย และเรื่องราวฉากหลังที่เอาใจแฟน DC แบบสุดๆ แต่ก็เพราะไอความแฟนเซอร์วิสนี่แหละ มันเลยก่อให้เกิดข้อสงสัยและข้อถกเถียงมากมายกับคนดู ซึ่งหนึ่งในฉากที่หลายคนฉงนกันมากเป็นอันดับต้นๆ คือ “ทำไมซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังการได้ยินในการหาแม่ของเขาแทนการก้มหัวทำตามคำสั่ง เล็กซ์ ลูเธอร์ (Lex Luthor)

แต่ดูเหมือนตอนนี้ข้อสงสัยที่ว่า ได้ถูกเฉลยผ่านตัวพี่ Snyder ของเราเองผ่านการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ถามตอบถึงผลงานและความเป็นอยู่ของแกในปัจจุบันบน Twitter ส่วนตัว ซึ่งเขาก็ได้อธิบายว่า

ในฉากกรีนสกรีนที่ซุปเปอร์แมนบินขึ้นเหนือเมืองและกล้องเริ่มหมุนรอบตัวเขา ในจังหวะนั้น เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของความช่วยเหลือของผู้คน และเสียงของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหากสังเกตดูทีสีหน้าของซุปเปอร์แมน คุณก็จะเห็นได้ว่าเขากำลังเจ็บปวดอยู่ เพราะเขารู้ตัวว่าหากใช้วิธีดังกล่าวหาแม่ เขานั้นจะต้องเพิกเฉยต่อเสียงขอความช่วยเหลือจากทั้งสองเมือง (Metropolis, Gotham) และโลกทั้งใบ

ที่มา: Twitter

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!