Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Star Wars : The Last Jedi พิเศษชามใหญ่ใส่ไข่แบบมาร์เวล

Published

on

เส้นเรื่องหลักที่ดำเนินมาถึงภาค 8 รอบนี้ได้ไรอัน จอห์นสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อมาจาก Looper (2012) หนังไซไฟถูกใจนักวิจารณ์ และเข้าตาทางดิสนีย์ให้มารับผิดชอบสานต่อเรื่องราวในภาคนี้ทั้งเขียนบทภาพยนตร์และกำกับ เนื้อหาในภาคนี้สานต่อกันทันทีจาก The Force Awakens หนังเดินเรื่องขนานกัน 2 ทิศทาง ทางหนึ่งเล่าชะตากรรมของฝ่ายต่อต้านภายใต้การนำของเลอากำลังโดนทัพใหญ่ของจักรวรรดิโจมตีอย่างนัก เลอาต้องพาไพร่พลหลบหนี โดยมีโพ ฟินน์ และโรส หน้าใหม่ของทีม ร่วมกันเป็น3ทหารเสือที่เป็นความหวังอันริบหรี่ของฝ่ายต่อต้าน ส่วนอีกทางก็เล่าวีรกรรมของเรย์ ที่ดั้นด้นไปพบลุค สกายวอล์คเกอร์ ทั้งเพื่อเรียนวิชาเจไดและตามลุคกลับไปช่วยฝ่ายต่อต้าน

ภาคนี้เป็นภาคที่ยาวที่สุดในแฟรนไชส์สตาร์วอร์ส เพราะลากยาวถึง 152 นาที แต่ก็เป็นภาคที่อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้มีช่วงเวลานาทีไหนที่ปล่อยให้ง่วงเหงาหาวนอนได้เลย เป็นภาคที่หวังตลาดวงกว้างอย่างจริงจัง และปั้นตัวละครเจเนอเรชั่นใหม่ขึ้นมาเพื่อกวาดสาวกสตาร์วอร์สรุ่นใหม่ ๆ เพราะดิสนีย์ก็ปล่อยข่าวแล้วว่ากำลังเตรียมงานไตรภาคต่อไปแล้วด้วย ภาคนี้เรียกได้ว่าเป็นภาคปฏิบัติการบนอวกาศอย่างจริงจัง ถ้าใครชอบฉากยานรบโจมตีต่อสู้กัน ได้ดูจุใจแน่ ๆ ครับ เพราะเล่นฉากใหญ่กันตั้งแต่เปิดเรื่องเลย แล้วก็ทำได้ลุ้นตีนจิกกันเลยทีเดียว บรรดาฉากแอ็คชั่นเล็กใหญ่ก็ระดมมาต่อเนื่อง ยานคลาสสิกมากันครบทั้ง X-Wing , TIE Fighter และ AT-TA หรือยานรบเดินสองขาที่คุ้นตากันดีก็มาด้วย มิลเลเนียม ฟอลคอน ก็กลับมาโชว์ลวดลายแก่แต่เก๋า

สิ่งที่รู้สึกผิดกลิ่นไปมากก็คือบรรดามุกตลกที่อัดมาถี่ ได้เสียงหัวเราะดังลั่นตั้งแต่ 5 นาทีแรก หลังจากนั้นมุกเล็กมุกใหญ่ก็มาเพียบทั้งในบทสนทนาและมุกที่มาจากบรรดาสัตว์ต่างดาว แล้วก็เป็นมุกที่ได้ผลเสียด้วย ไอ้หัวเราะก็หัวเราะอยู่นะแต่ในเสียงหัวเราะนั้นก็ชวนให้ฉงนว่านี่ดูสตาร์วอร์สหรือมาร์เวลยุคหลังอยู่กันแน่ The Last Jedi กลายเป็นสตาร์วอร์สภาคที่ดูมีความสดใส มากสีสันทั้งมุกและฉากแอ็คชั่น ดูเอาใจตลาดอย่างชัดเจน และยิ่งเป็นภาคที่ต่อเนื่องจาก Rogue One ยิ่งเป็นความรู้สึกที่ขัดกันทางอารมณ์อย่างชัดเจน กลับกลายเป็น ว่าภาคแยกอย่าง Rogue One กลับรักษาความหม่น สุขุม จริงจัง ที่เป็นกลิ่นอายเดิม ๆ ของสตาร์วอร์สไว้ได้มากกว่าภาคต่อทางตรงอย่างภาคนี้เสียอีก สำหรับแฟน ๆ รุ่นใหม่น่าจะถูกอกถูกใจกับภาคนี้เป็นพิเศษ ถ้าพิจารณาในด้านความบันเทิงต้องบอกว่านี่คือภาคที่โคตรสนุก มีบรรดาสัตว์ต่างดาวมากมายมาสร้างสีสัน ตัวฟอร์ก เพนกวินต่างดาวหน้าตาน่ารัก บรรดาแม่บ้าน จิ้งจอกคริสตัล และม้าต่างดาว ทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดถึงบทบาทของดิสนีย์ที่แทรกเข้ามาอย่างมากและเป็นสูตรที่ดิสนีย์เคยทำสำเร็จกับหนังมาร์เวลก็เลยลามมาในสตาร์วอร์สด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายของดิสนีย์ล่ะ ถ้าไม่สร้างฐานแฟนใหม่ก็จะสานต่อแฟรนไชส์ราคาแพงเรื่องนี้ไปได้ยาก

สำหรับสาวกดั้งเดิมก็อาจจะรู้สึกขัดใจกับอารมณ์บรรยากาศที่ภาคนี้ที่ต่างไปจากเดิม แต่ขณะเดียวกันก็น่าจะอิ่มเอมใจกับการได้เห็นตัวละครคลาสสิกทั้งเลอา , ลุค และตัวของละครคลาสสิกตัวหนึ่งจากไตรภาคแรกก็มาเซอร์ไพรส์ด้วย , ทั้งลุค และ เลอา คู่ถูกยกระดับมาเป็นดารานำของภาคนี้ แต่ละคนได้มีฉากเด่นของตัวเอง โดยเฉพาะลุคนี่”โคตรเท่ๆๆๆ”  วีรกรรมของพี่ได้เสียงโห่ฮิ้วลั่นโรงกันเลย ส่วนบทเลอา ที่ดูมีบทบาทมากขึ้นในภาคนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกใจหายกับการจากไปของแครี่ ฟิชเชอร์ แล้วก็ยิ่งชวนให้สนใจใคร่รู้ว่าทีมงานจะหาทางลงเอยให้กับบทเลอาอย่างไรในภาค 9 บรรดาตัวประกอบเก่า ๆ ที่เหลือยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิมทั้งชิวเบคก้า , C3PO , R2D2 และ BB8 ที่ภาคนี้ถูกยกระดับให้ทำหน้าที่ฮีโร่อยู่บ่อยครั้ง

งานออกแบบศิลป์ทำได้โดดเด่นมาก ในฉากท้องพระโรงของสโนค ที่เน้นสีแดงเข้มตัดกับดำ ถ่ายทอดได้ถึงความโฉดและพลังอำนาจ หนังเลือกเล่นกับสีแดงได้โดดเด่นจริง และถูกนำมาใช้ในฉากรบท้ายเรื่องบนดาวร้าง เป็นดาวที่ปกคลุมด้วยหิมะแต่ดินใต้หิมะเป็นสีแดงสด พอยานวิ่งไปบนหิมะก็ตะกุยดินสีแดงขึ้นมาเป็นเส้น กลายเป็นการเล่นสีสันแดงตัดกับขาวได้ทั้้งความสวยงามและความตื่นเต้น ด้านการออกแบบอาวุธภาคนี้เราก็ได้เห็นไลต์เซเบอร์ในรูปลักษณ์แปลก ๆ มากมาย ที่ล้วนเป็นอาวุธในมือบรรดาองครักษ์ของสโนค ที่แรกเห็นก็ดูเหมือนจะมีพิษสงดีหรอกนะ

จากนี้มีการพูดถึงฉากต่าง ๆ ในหนังแต่ไม่เผยจุดสำคัญ……………………………………………………………………..

บทภาพยนตร์ฝีมือของไรอัน จอห์นสัน ทำได้ดีมากในการกระจายความเสมอภาคให้ตัวละคร ต้องยกย่องว่าเก่งจริงเพราะตัวละครภาคนี้เยอะมาก คือของเดิมก็เยอะอยู่แล้ว ภาคนี้ยังเพิ่มหน้าใหม่อีกหลายตัวทั้ง โรส นักบินหน้าหมวยในฝ่ายต่อต้าน , นายพลหญิงโฮลโด บทของลอร่า เดิร์น และ ดีเจ บทของเบนนิซิโอ เดลโตโร ทุกคนได้มีช่วงเวลาบนจอกันแบบพอเพียง ส่วนตัวละครเดิมอย่าง โพ , ผู้บัญชาการฮักซ์ และ สโนค ต่างก็ได้เวลาบนจอมากขึ้นจากภาคที่แล้วเส้นเรื่องของภาคนี้ถือว่าเดินหน้าไปพอสมควร มีการเผยอดีตระหว่างลุคกับเบน โซโล แต่อดีตของเรย์ยังถูกเก็บงำต่อไป ดราม่าระหว่างตัวละครหลัก เบน โซโล กับแม่และลุงก็ถูกหยิบมาพูดถึงพอสมควร แต่ไม่ได้ขับเน้นไปถึงจุดสะเทือนใจได้เท่าภาคก่อน

พาร์ทแอ็คชั่นของฝ่ายต่อต้านและจักรวรรดิเป็นเรื่องราวที่ดูสนุกตื่นเต้นมาก แต่ส่วนที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจก็มีอยู่มากในพาร์ทของเรย์ ที่หลาย ๆ จุดมันช่างลงเอยได้ง่ายเสียเหลือเกิน การเป็นเจไดดูไม่ยากเย็นนัก ส่วนสโนคก็ออกมาพล่ามอะไรมากมายไม่ได้ดูน่ากลัวลึกลับได้เท่ากับพัลพาทีนในไตรภาคแรก การดวลไลต์เซเบอร์ในช่วงท้ายก็ไม่สะใจคุ้มค่าการรอคอย ที่แรกเริ่มตั้งท่าใส่กันคนดูก็สูดปากฟิ้วแล้วว่าน่าจะมันส์แต่กลับแยกย้ายภายในไม่กี่นาที ทำให้ภาคนี้ไม่มีฉากดวลไลต์เซเบอร์ที่น่าจดจำเลย ความขลังทั้งในส่วนของเจไดและซิธแทบเลือนหายเพราะถูกเบียดบังด้วยสีสันความบันเทิง ก็เป็นไปตามทิศทางการตลาดของดิสนีย์ ซึ่งแน่นอนว่าได้ผลลัพธ์กลับมาเป็นรายรับมหาศาลคุ้มค่าการลงทุนที่ซื้อลูคัสฟิล์มมาแน่นอน สรุปได้ว่าเป็นภาคต่อที่สนุกมาก แต่ก็แลกด้วยการหายไปของกลิ่นอายที่คุ้นเคย

 

แสดงความคิดเห็น

การ์ตูน

น่าสนใจสุดๆ!!! เตรียมพบกับอนิเมะเรื่องใหม่ Release the Spyce จากผู้สร้าง Yuruyuri และ Yuki Yuna

Published

on

มาดูรายละเอียดที่น่าสนใจกันเลย!!!

ถือเป็นอนิเมะแนวสาวน้อยน่ารักเรื่องใหม่ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว สำหรับอนิเมะเรื่อง “Release the Spyce” ที่เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างคุณ Takahiro จากทีมผู้สร้าง Yuki Yuna wa Yusha de aru กับอาจารย์ Namori ผู้เขียน Yuruyuri ซึ่งล่าสุดได้เปิดเผยรูปโฆษณาสำหรับโปรเจคออริจินอลอนิเมะนี้ลงบนปกของนิตยสาร Dengeki G’s magazine ออกมาแล้ว รวมถึงเปิดตัว Official website กับ Official แอคเคาท์บน Twitter อีกด้วยนะครับ

เนื้อเรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวของ Momo เด็กสาว ม.ปลาย ที่กำลังศึกษาอยู่ในเมือง Sorasaki ทว่าเธอเป็นตัวแทนที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรอง Tsukikage เพื่อคอยปกป้องชาวเมืองทุกคนจากอันตรายด้วยกันกับรุ่นพี่ Yuki และสาวๆที่เหลือรวม 6 คน! เอ..ว่าแต่ ปกป้องจากอะไรน่ะหรอ ก็ต้องรอติดตามเพิ่มเติมกันนะครับ

ตัวละครนักพากย์และทีมงานบางส่วน

Minamoto Momo พากย์โดย Anzai Yukari

  • Hanzomon Yuki พากย์โดย Numakura Manami
  • Yachiyo Mei พากย์โดย Suzaki Aya
  • Sagami Fuu พากย์โดย Fujita Akane
  • Aoba Hatsume พากย์โดย Uchida Aya
  • Ishikawa Goe พากย์โดย Noguchi Yuri

อนิเมะเรื่องนี้จะกำกับโดย Satou You แผนงานหลักโดยคุณ Takahiro รวมถึงตำแหน่ง series composition สำหรับดีไซน์คาแรคเตอร์ก็ได้อาจารย์ Namori ออกแบบให้ร่วมกันกับคุณ Ishino Satoshi คาแรคเตอร์ดีไซน์ในฉบับอนิเมะ ภายใต้ชื่อ SORASAKI.F

นอกจากนี้ยังมีมีฉบับมังงะและฉบับนิยายด้วย ในฉบับมังงะจะใช้ชื่อ “Release the Spyce – Naisho no Mission” ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร  Dengeki G’s magazine วาดโดยอาจารย์ Mitsuki Meia ที่จะเริ่มเดบิวท์ในนิตยสารเล่มนี้เหมือนกัน 1 ตอน 35 หน้า สำหรับฉบับนิยายจะใช้ชื่อว่า “Spyce – Golden Genesis”เป็นเนื้อเรื่องของรุ่นพี่ Yuki ลงในนิตยสาร Dengeki G’s Novel ของเดือนหน้านะครับ เพื่อนๆคนไหนสนใจก็มาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://natalie.mu/และ https://www.animenewsnetwork.com/และ https://myanimelist.net/

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!