Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Star Wars : The Last Jedi พิเศษชามใหญ่ใส่ไข่แบบมาร์เวล

Published

on

เส้นเรื่องหลักที่ดำเนินมาถึงภาค 8 รอบนี้ได้ไรอัน จอห์นสัน ผู้กำกับที่สร้างชื่อมาจาก Looper (2012) หนังไซไฟถูกใจนักวิจารณ์ และเข้าตาทางดิสนีย์ให้มารับผิดชอบสานต่อเรื่องราวในภาคนี้ทั้งเขียนบทภาพยนตร์และกำกับ เนื้อหาในภาคนี้สานต่อกันทันทีจาก The Force Awakens หนังเดินเรื่องขนานกัน 2 ทิศทาง ทางหนึ่งเล่าชะตากรรมของฝ่ายต่อต้านภายใต้การนำของเลอากำลังโดนทัพใหญ่ของจักรวรรดิโจมตีอย่างนัก เลอาต้องพาไพร่พลหลบหนี โดยมีโพ ฟินน์ และโรส หน้าใหม่ของทีม ร่วมกันเป็น3ทหารเสือที่เป็นความหวังอันริบหรี่ของฝ่ายต่อต้าน ส่วนอีกทางก็เล่าวีรกรรมของเรย์ ที่ดั้นด้นไปพบลุค สกายวอล์คเกอร์ ทั้งเพื่อเรียนวิชาเจไดและตามลุคกลับไปช่วยฝ่ายต่อต้าน

ภาคนี้เป็นภาคที่ยาวที่สุดในแฟรนไชส์สตาร์วอร์ส เพราะลากยาวถึง 152 นาที แต่ก็เป็นภาคที่อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้มีช่วงเวลานาทีไหนที่ปล่อยให้ง่วงเหงาหาวนอนได้เลย เป็นภาคที่หวังตลาดวงกว้างอย่างจริงจัง และปั้นตัวละครเจเนอเรชั่นใหม่ขึ้นมาเพื่อกวาดสาวกสตาร์วอร์สรุ่นใหม่ ๆ เพราะดิสนีย์ก็ปล่อยข่าวแล้วว่ากำลังเตรียมงานไตรภาคต่อไปแล้วด้วย ภาคนี้เรียกได้ว่าเป็นภาคปฏิบัติการบนอวกาศอย่างจริงจัง ถ้าใครชอบฉากยานรบโจมตีต่อสู้กัน ได้ดูจุใจแน่ ๆ ครับ เพราะเล่นฉากใหญ่กันตั้งแต่เปิดเรื่องเลย แล้วก็ทำได้ลุ้นตีนจิกกันเลยทีเดียว บรรดาฉากแอ็คชั่นเล็กใหญ่ก็ระดมมาต่อเนื่อง ยานคลาสสิกมากันครบทั้ง X-Wing , TIE Fighter และ AT-TA หรือยานรบเดินสองขาที่คุ้นตากันดีก็มาด้วย มิลเลเนียม ฟอลคอน ก็กลับมาโชว์ลวดลายแก่แต่เก๋า

สิ่งที่รู้สึกผิดกลิ่นไปมากก็คือบรรดามุกตลกที่อัดมาถี่ ได้เสียงหัวเราะดังลั่นตั้งแต่ 5 นาทีแรก หลังจากนั้นมุกเล็กมุกใหญ่ก็มาเพียบทั้งในบทสนทนาและมุกที่มาจากบรรดาสัตว์ต่างดาว แล้วก็เป็นมุกที่ได้ผลเสียด้วย ไอ้หัวเราะก็หัวเราะอยู่นะแต่ในเสียงหัวเราะนั้นก็ชวนให้ฉงนว่านี่ดูสตาร์วอร์สหรือมาร์เวลยุคหลังอยู่กันแน่ The Last Jedi กลายเป็นสตาร์วอร์สภาคที่ดูมีความสดใส มากสีสันทั้งมุกและฉากแอ็คชั่น ดูเอาใจตลาดอย่างชัดเจน และยิ่งเป็นภาคที่ต่อเนื่องจาก Rogue One ยิ่งเป็นความรู้สึกที่ขัดกันทางอารมณ์อย่างชัดเจน กลับกลายเป็น ว่าภาคแยกอย่าง Rogue One กลับรักษาความหม่น สุขุม จริงจัง ที่เป็นกลิ่นอายเดิม ๆ ของสตาร์วอร์สไว้ได้มากกว่าภาคต่อทางตรงอย่างภาคนี้เสียอีก สำหรับแฟน ๆ รุ่นใหม่น่าจะถูกอกถูกใจกับภาคนี้เป็นพิเศษ ถ้าพิจารณาในด้านความบันเทิงต้องบอกว่านี่คือภาคที่โคตรสนุก มีบรรดาสัตว์ต่างดาวมากมายมาสร้างสีสัน ตัวฟอร์ก เพนกวินต่างดาวหน้าตาน่ารัก บรรดาแม่บ้าน จิ้งจอกคริสตัล และม้าต่างดาว ทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดถึงบทบาทของดิสนีย์ที่แทรกเข้ามาอย่างมากและเป็นสูตรที่ดิสนีย์เคยทำสำเร็จกับหนังมาร์เวลก็เลยลามมาในสตาร์วอร์สด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายของดิสนีย์ล่ะ ถ้าไม่สร้างฐานแฟนใหม่ก็จะสานต่อแฟรนไชส์ราคาแพงเรื่องนี้ไปได้ยาก

สำหรับสาวกดั้งเดิมก็อาจจะรู้สึกขัดใจกับอารมณ์บรรยากาศที่ภาคนี้ที่ต่างไปจากเดิม แต่ขณะเดียวกันก็น่าจะอิ่มเอมใจกับการได้เห็นตัวละครคลาสสิกทั้งเลอา , ลุค และตัวของละครคลาสสิกตัวหนึ่งจากไตรภาคแรกก็มาเซอร์ไพรส์ด้วย , ทั้งลุค และ เลอา คู่ถูกยกระดับมาเป็นดารานำของภาคนี้ แต่ละคนได้มีฉากเด่นของตัวเอง โดยเฉพาะลุคนี่”โคตรเท่ๆๆๆ”  วีรกรรมของพี่ได้เสียงโห่ฮิ้วลั่นโรงกันเลย ส่วนบทเลอา ที่ดูมีบทบาทมากขึ้นในภาคนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกใจหายกับการจากไปของแครี่ ฟิชเชอร์ แล้วก็ยิ่งชวนให้สนใจใคร่รู้ว่าทีมงานจะหาทางลงเอยให้กับบทเลอาอย่างไรในภาค 9 บรรดาตัวประกอบเก่า ๆ ที่เหลือยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิมทั้งชิวเบคก้า , C3PO , R2D2 และ BB8 ที่ภาคนี้ถูกยกระดับให้ทำหน้าที่ฮีโร่อยู่บ่อยครั้ง

งานออกแบบศิลป์ทำได้โดดเด่นมาก ในฉากท้องพระโรงของสโนค ที่เน้นสีแดงเข้มตัดกับดำ ถ่ายทอดได้ถึงความโฉดและพลังอำนาจ หนังเลือกเล่นกับสีแดงได้โดดเด่นจริง และถูกนำมาใช้ในฉากรบท้ายเรื่องบนดาวร้าง เป็นดาวที่ปกคลุมด้วยหิมะแต่ดินใต้หิมะเป็นสีแดงสด พอยานวิ่งไปบนหิมะก็ตะกุยดินสีแดงขึ้นมาเป็นเส้น กลายเป็นการเล่นสีสันแดงตัดกับขาวได้ทั้้งความสวยงามและความตื่นเต้น ด้านการออกแบบอาวุธภาคนี้เราก็ได้เห็นไลต์เซเบอร์ในรูปลักษณ์แปลก ๆ มากมาย ที่ล้วนเป็นอาวุธในมือบรรดาองครักษ์ของสโนค ที่แรกเห็นก็ดูเหมือนจะมีพิษสงดีหรอกนะ

จากนี้มีการพูดถึงฉากต่าง ๆ ในหนังแต่ไม่เผยจุดสำคัญ……………………………………………………………………..

บทภาพยนตร์ฝีมือของไรอัน จอห์นสัน ทำได้ดีมากในการกระจายความเสมอภาคให้ตัวละคร ต้องยกย่องว่าเก่งจริงเพราะตัวละครภาคนี้เยอะมาก คือของเดิมก็เยอะอยู่แล้ว ภาคนี้ยังเพิ่มหน้าใหม่อีกหลายตัวทั้ง โรส นักบินหน้าหมวยในฝ่ายต่อต้าน , นายพลหญิงโฮลโด บทของลอร่า เดิร์น และ ดีเจ บทของเบนนิซิโอ เดลโตโร ทุกคนได้มีช่วงเวลาบนจอกันแบบพอเพียง ส่วนตัวละครเดิมอย่าง โพ , ผู้บัญชาการฮักซ์ และ สโนค ต่างก็ได้เวลาบนจอมากขึ้นจากภาคที่แล้วเส้นเรื่องของภาคนี้ถือว่าเดินหน้าไปพอสมควร มีการเผยอดีตระหว่างลุคกับเบน โซโล แต่อดีตของเรย์ยังถูกเก็บงำต่อไป ดราม่าระหว่างตัวละครหลัก เบน โซโล กับแม่และลุงก็ถูกหยิบมาพูดถึงพอสมควร แต่ไม่ได้ขับเน้นไปถึงจุดสะเทือนใจได้เท่าภาคก่อน

พาร์ทแอ็คชั่นของฝ่ายต่อต้านและจักรวรรดิเป็นเรื่องราวที่ดูสนุกตื่นเต้นมาก แต่ส่วนที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจก็มีอยู่มากในพาร์ทของเรย์ ที่หลาย ๆ จุดมันช่างลงเอยได้ง่ายเสียเหลือเกิน การเป็นเจไดดูไม่ยากเย็นนัก ส่วนสโนคก็ออกมาพล่ามอะไรมากมายไม่ได้ดูน่ากลัวลึกลับได้เท่ากับพัลพาทีนในไตรภาคแรก การดวลไลต์เซเบอร์ในช่วงท้ายก็ไม่สะใจคุ้มค่าการรอคอย ที่แรกเริ่มตั้งท่าใส่กันคนดูก็สูดปากฟิ้วแล้วว่าน่าจะมันส์แต่กลับแยกย้ายภายในไม่กี่นาที ทำให้ภาคนี้ไม่มีฉากดวลไลต์เซเบอร์ที่น่าจดจำเลย ความขลังทั้งในส่วนของเจไดและซิธแทบเลือนหายเพราะถูกเบียดบังด้วยสีสันความบันเทิง ก็เป็นไปตามทิศทางการตลาดของดิสนีย์ ซึ่งแน่นอนว่าได้ผลลัพธ์กลับมาเป็นรายรับมหาศาลคุ้มค่าการลงทุนที่ซื้อลูคัสฟิล์มมาแน่นอน สรุปได้ว่าเป็นภาคต่อที่สนุกมาก แต่ก็แลกด้วยการหายไปของกลิ่นอายที่คุ้นเคย

 

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!