Connect with us

What The Fact

มารู้จักกับ Vitas นักร้องผู้โด่งดังในโลกโซเชียลจากการร้อง “อ๊ะอะอ้าา อ๊ะอะอ้าา”

Published

on

ช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าใครหลายคนอาจโดนคนรอบตัว มาร้องกรอกหูด้วยเสียงแหลมสูงว่า “อ๊ะอะอ้าา อ๊ะอะอ้าา” และในตอนแรกคงสงสัยว่า มันเพลงอะไรกันวะ แต่เมื่อได้รู้ที่มาและได้ฟังด้วยตัวเองแล้วอาจถึงขนาดต้องมนต์สะกด และไม่อาจเอาเสียงร้องแหลมสูงนี้ออกไปจากหัวได้เลย (555)

ใช่แล้วครับ เจ้าของเสียงร้องแหลมสูงที่ว่านี้ก็คือ วีตัส (Vitas) ที่เราได้รู้จักเขาผ่านคลิปที่กันในโลกโซเชี่ยลนั่นเอง ซึ่งเค้าเป็นใคร มีที่มาจากไหน วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับนักร้องหนุ่มคนนี้กันครับ

วีตัสกับชุดสุดล้ำ

เขาผู้นี้มีนามว่า “วีตัส”

วีตัส มีชื่อจริงอันยาวเหยียดว่า วีทาลี วาลดาโซวิช กราชอฟ เกิดเมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ 1979 เป็นนักร้องรัสเซียเชื้อสายลัตเวียน เขาเป็นที่รู้จักจากเสียงร้องอันแหลมสูงและมีช่วงเสียงกว้างถึง 5 ออคเตฟ (มนุษย์ทั่วไป 2 ออคเตฟนี่ก็ว่าแน่แล้ว) งานดนตรีอันแปลกแหวกแนวของวีตัสเป็นการผสมผสานกันระหว่าง เทคโน แดนซ์ คลาสสิค แจ๊ซ และโฟล์ค วีตัสเป็นที่โด่งดังในโลกโซเชียลจากเพลง “Opera 2” และ “The 7th Element” ที่ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายจนโด่งดังไปทั่วโลก รวมไปถึงในประเทศไทยด้วย โดยช่วงที่ผ่านมามีคนเปิดแชร์เพลงของวีตัสมาให้ฟังจนเสียงอ๊ะอานี่วนอยู่ในหัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชุดที่วีตัสใส่ในการแสดงสดของเขานั้นวีตัสเป็นคนออกแบบเอง DIVA คือแบรนด์เสื้อผ้าที่ดูแลทุกชุดในการแสดงของวีตัส แรกเริ่มวีตัสเป็นที่รู้จักดีในรัสเซียแต่ต่อมาเขาก็เริ่มไปเปิดการแสดงในเอเชีย ทั้งในไต้หวัน จีน และประเทศอื่นๆอีกมากมาย

และต่อไปนี้คือสรรพคุณของนักร้องผู้นี้

  • เขาได้รับรางวัลเกียรติยศของรัสเซียกว่า 10 ครั้งจากการประกวดมากมายหลากหลายเวที
  • เขาเป็นนักร้องที่มีงานชุกที่สุดในรัสเซียในช่วงปี 2001-2003
  • เขาเป็นนักร้องที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้แสดงเดี่ยวในเครมลิน
  • เขาได้รับรางวัลนักร้องต่างชาติที่มีการแสดงยอดเยี่มของ MTV เอเชียในปี 2011
  • นอกจากนี้วีตัสยังเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ และเคยจัดแสดง Autumn Dreams คอลเลคชั่นในปี 2002 ที่เครมลินด้วย
  • อัลบั้ม A kiss As Long As Eternity ขายได้กว่า 2 ล้านอัลบั้มภายในเวลาไม่เกินครึ่งปี
  • เขามีสตูดิโออัลบั้มมาแล้วกว่า 16 อัลบั้ม !!!

เป็นรอยยิ้มที่ไม่สามารถหาคำบรรยายได้ ฮาาา

วีตัสเกิดที่เมือง Daugavpils เมืองทางตอนใต้ของลัตเวียอันเป็นเมืองที่พูดภาษารัสเซียกัน วีตัสมีความสนใจในดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเข้าศึกษาในโรงเรียนศิลปะใน โอเดซซา และ ร่วมแสดงละครเวทีหลายเรื่องในช่วงวัยรุ่น

วีตัสเริ่มเป็นที่รู้จักในรัสเซียช่วงปี 2000 จากเพลง “Opera #2” ที่นำเสนอสไตล์การร้องอันเป็นเอกลักษณ์ เสียงร้องแหลมปรี๊ด และเอ็มวีสุดล้ำที่วีตัสแสดงเป็นชายหนุ่มผู้มีเหงือกปลา และแก้ผ้าเล่นแอคคอเดียน จากนั้นมาชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนไป

นอกจากการเป็นนักร้องแล้ววีตัสยังแสดงในละครโทรทัศน์แนวฆาตกรรมลึกลับเรื่อง “Beloved Scoundrel” ซึ่งเขารับบทเป็นนักร้องเพลงป็อปที่มีเสียงแหลมสูงปรี๊ด นอกจากนี้เขายังแสดงละครโทรทัศน์แนวคอมิดี้เรื่อง Crazy Day ด้วย

วีตัสไม่เปิดเผยเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเขา และหลีกเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ เขาแต่งงานกับ Svetlana ภรรยาของเขาในปี 2006 และมีลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายหนึ่งคน

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2010 ระหว่างกำลังเล่นคอนเสิร์ตในเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก วีตัสได้ร้องเพลง “Lullaby” มอบให้แด่ลูกสาวของเขา และในเดือนมกราคมปี 2012 วีตัสและครอบครัวของเขายอมให้สัมภาษณ์ในรายการทอลค์โชว์ชื่อว่า “Let Them Talk” ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2007 เขาเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Everybody Is At Home ซึ่งวีตัสได้เล่าให้ฟังถึงประวัติชีวิตของเขาและการก้าวเข้ามาเป็นศิลปิน และในเดือนมีนาคมของปีเดียวกันได้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นเมื่อมีชายคนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นพ่อแท้ๆของวีตัส ซึ่งเพื่อนๆและครอบครัวของเขาต่างยี้และไม่เชื่อว่าชายคนนี้เป็นพ่อแท้ๆของวีตัส และต่อมาเมื่อผลตรวจ DNA ปรากฏชายผู้นี้จึงต้องยอมรับแต่โดยดีว่าที่ผ่านมามันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แต่วีตัสก็ไม่ได้ถือสาหาความและเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการให้อภัย วีตัสจึงร่วมร้องเพลงและเต้นไปกับแม่ของชายผู้นั้น

ช่างเป็นบุรุษลึกลับและมีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้บทเพลงของเขาเลยนะครับ ว่าแล้วเราก็มาฟังเพลงของวีตัสและเสพย์รับเสียงร้องแหลมสูงปรี๊ดของเขากันดีกว่าครับ

บทเพลงสุดล้ำของวีตัส !!!

เปิดด้วยเพลงแรกกันเลยกับ The 7th Element กับท่อนร้อง“อ๊ะอะอ้าา อ๊ะอะอ้าา”  ที่ทำให้ทุกคนจดจำเขาได้เป็นอย่างดี ใครจะร้องตามเพลงนี้อาจต้องฝึกรัวลิ้นกันหน่อยนะครับ

มาต่อกันด้วย “Smile!” รอยยิ้มกระชากใจกับลีลาสะบัดไมค์สุดแนว และ สังเกตใบหน้าของคุณป้าเสื้อแดงในนาทีที่ 2.14 ให้ดี บอกเลยว่าฮาาา

เมื่อมี Opera 2 ก็ต้องมี Opera 1  เพลงนี้แนวไม่แพ้เพลงอื่นเลยแถมเอ็มวียังถ่ายที่ไทยอีกด้วย ผมก็ได้แต่สงสัยว่าหากมาร้องเสียงแหลมปรี๊ดแบบนี้ในวัด จะไม่โดนหลวงพี่มาไล่ หรือหมาในวัดหอนไล่เลยหรอ 555

มาดูเวอร์ชั่นแสดงสดกันบ้างนะครับ ลองสังเกตใบหน้าผู้ชมในนาทีที่ 2.06 และ 2.45 ใบหน้าหมือนคนโดนมนต์สะกดเลยนะครับ ดูซาบซึ้งกับบทเพลงและเสียงร้องของวีตัสมาก ฮาาาา

มาฟังเพลงช้ากันบ้างดีกว่าครับ กับเพลงนี้ “Soul” เพลงแห่งห้วงอารมณ์หม่นอันลึกลับ ที่มีท่อนปลดปล่อยอันทรงพลัง ท่อนร้อง ฮ้าาา ฮา นี่ฟังๆดูแล้วให้อารมณืหลอนเหมือนฟังเพลงเปิดรายการ “ชมรมขนหัวลุก” ในสมัยก่อนเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นเพลงช้าเศร้าในยุคกลางของ Vitas ที่พี่เค้าเปลี่ยนจากการแต่งกายด้วยชุดอวกาศสุดล้ำมาเป็นชุดสูสุดหรูคลาสสิค กับเพลงนี้ “Crane’s Crying” หรือ กระเรียนร่ำไห้ เป็นการกู่ร้องถ้อยคำรักผ่านท่วงทำนองอันแสนเศร้า

อีกหนึ่งเพลงดังในยุคกลางของ Vitas กับเพลงนี้ “Lucia Di Lammermoor” งานเพลงในปี 2006 ที่มีส่วนผสมของเพลงคลาสสิคและโอเปร่า

“I’d Like To Go Up To Sky” งานเพลงในปี 2012  ได้ Ksenona Ksenia นักร้องสาวมาร่วมฟีเจอริ่งด้วย

เพลงนี้เป็นงานเพลงในยุคหลังของ Vitas เพลงนี้เป็นผลงานในปี 2016  “Made in China”  จะเห็นได้ว่าพี่เค้าอุดมสมบูรณ์ขึ้นเยอะ หน้ากลมเลยทีเดียว และก็ลดความล้ำให้เหลือเป็นความเรียบง่ายสบายๆมากขึ้น เพลงนี้ได้ Sergey Pudovkin โปรดิวเซอร์ชาวรัสเซีย มาร่วมรำทำเพลงด้วย

 

ปิดท้ายด้วยเพลง The 7th Elements  เวอร์ชั่นนี้เลยครับ ทำให้รู้เลยว่าเพลงพี่เค้าดังขนาดไหน ขนาดพี่ๆทหารไทยยังเอามาคัฟเวอร์เลย เล่นกับซะเป๊ะเลยครับฮามาก

และนี่ก็คือเรื่องราวและผลงานของศิลปินหนุ่มชาวรัสเซียสุดล้ำ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่พวกเราได้รู้จักเขาผ่านโลกโซเชียล เพราะมิเช่นนั้นแล้วเราอาจจะพลาดที่จะได้รู้จักกับศิลปินเก่งๆและมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคนนี้ คนที่ทำให้เสียง “อ๊ะอะอ้าา อ๊ะอะอ้าา” ดังก้องอยู่ในหัวเราจนต้องร้องตามออกมา.

อย่าลืมฟังเพลงของผมนะคร้าบบ “อ๊ะอะอ้าา อ๊ะอะอ้าา”

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!