Connect with us

What The Fact

รีวิวการใช้ UberEATS ครั้งแรก จะพังหรือจะปัง มาดูกัน!!

Published

on

เหตุเกิดจากคืน 27 ธันวาคมที่ผ่านมา มีความรู้สึกหิวโหยรอบดึกเกิดขึ้น แต่ขี้เกียจเดินไปเซเว่น บวกกับระลึกได้ว่า Uber ส่งข้อความโปรโมชั่นอะไรสักอย่างมา แผนการการลองสั่งอาหารกับ UberEATS เลยเริ่มขึ้นแบบงงๆ (จริงๆ เคยใช้บริการแอปอื่นแล้ว แต่วันนี้งก อยากได้ส่วนลดจาก Uber)

ต้องบอกก่อนว่าเดิมทีเป็นลูกค้าเจ้าประจำของ Uber อยู่แล้ว เจอทั้งประสบการณ์ดีๆ และเลวร้ายผสมกัน คนขับน่ารักก็เยอะ โหดๆ ก็แยะ พาอ้อมบ้างและขับผิดก็บ่อย บางทีเกินไป 300-400 แบบงงๆ หรือส่งข้อความมาจีบก็มี ก็ต้องรีพอร์ตกันไป.. แต่โดยรวมเขาก็รักษามาตรฐาน Uber ได้ดีกันอยู่ ก็เลยใช้บริการมาโดยตลอด

พอมีข้อความโปรโมชั่นของ UberEATS ส่งมา บอกว่ามีโปรโมชั่นส่งฟรีช่วงธันวาคม มีหรอที่เราจะพลาด ลองใช้สักหน่อยแล้วกัน..
จากนั้นก็รีบทำการดาวน์โหลดแอป UberEATS ทันที ! เมื่อโหลดมาแล้วก็พบว่า หน้าตาแอปมีความสะอาดสะอ้าน น่าใช้งาน สามารถตั้งค่าในการเลือกอาหารของเราได้ อยากได้อาหารเรทราคาเท่าไหร่ ระยะเวลานานแค่ไหนในการจัดส่ง เป็นมังสวิรัติรึเปล่า เป็นต้น


ในตัวแอปมีร้านอาหารให้เลือกเยอะพอสมควร มีทั้งการจัดแบ่งตามความนิยม ความใกล้ไกลของร้าน ราคาโปรโมชั่น ฯลฯ

ข้อดีอีกอย่างคือมีภาพอาหารอย่างชัดเจน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ไม่ต้องจินตนาการกันไป ซึ่งบางแอปที่ทำงานคล้ายๆ กัน จะไม่ได้มีรูปอาหารให้ ซึ่งข้อนี้ UberEATS ได้เปรียบไปเต็มๆ

นอกจากนี้คงต้องยกให้กับการมี UberBox ที่จัดเซ็ทอาหารมาให้ เป็นหลายๆ อย่างผสมกัน ซึ่งราคาน่ารัก น่าคบหาพอสมควร

สั่ง 2 ร้านเลยแล้วกัน หิว!

จัดการสั่งอาหารเรียบร้อย รับส่วนลด 60 บาท ประหยัดไปได้เยอะ

พิซซ่า รวมส่ง ในราคา 69 บาท


เซ็ทข้าวมันไก่ น้ำเก๊กฮวย และเฉาก๊วย 69 เท่ากัน

มื้อนี้รอกินอยู่บ้านสบายๆ ในราคา 138 บาท! แถมตัดเงินผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย 

หลังสั่งอาหารไปแล้วสักพัก อยากสั่งร้านเดียวกันเพิ่มอีก เลยพยายามหาทางติดต่อพนักงาน แต่ดูเหมือนจะทำไม่ได้ เพราะพนักงานจะไม่ได้สแตนด์บายรอ นั่นหมายความว่า อดสั่งเพิ่ม! และเราจะสามารถติดต่อพนักงานได้อีกครั้งเมื่อพนักงานของ UberEATS เริ่มทำการขนส่ง

ข้อดีคือเราสามารถติดตามเวลาในการขนส่งได้ตลอด และนั่นทำให้สังเกตเห็นว่าเวลาเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงพอสมควร จากตอนแรกที่ขึ้นว่า 10.05 PM ก็ปรับมาเป็น 10.20 PM ซึ่งเดาว่าอาจขึ้นกับตัวแปรหลายๆ อย่าง เช่น จำนวนลูกค้าที่ร้าน ปริมาณรถบนถนน ฯลฯ

ขณะรอก็เล่นโทรศัพท์ไปเพลินๆ ครึ่งชั่วโมง เห็นว่าอาหารใกล้ถึง เลยโทรถามพนักงานสักหน่อย เผื่อมาคอนโดไม่ถูก จึงพบข้อเสียอย่างนึง ซึ่งเกิดขึ้นในแอป Uber คือ ไม่มีฟีเจอร์แชทในตัวแอปเอง นั่นทำให้ต้องเสียค่าโทรและค่าข้อความเอง

สักพักอาหารมาส่ง พนักงานโทรมาว่าอาหารถึงแล้ว ขอถ่ายรูปพนักงานไว้สักหน่อย ดูใจดีและเป็นมิตร และสักพักอีกเจ้าก็ตามมาติดๆ ได้อาหารครบเรียบร้อย

ภาพมันเบลอ หรือเธอไม่ชัดเจน

มาแกะดูกันดีกว่า

เจ้าพิซซ่ามีความเย็นชืด ไม่แน่ใจว่าเพราะขนส่งนานหรือร้านอาหารทำไว้สักพักแล้ว แต่รสชาติจัดว่าใช้ได้ แถมคิดว่าราคา 69 บาท ก็ยอมๆ เถอะ

ข้าวมันไก่ ถูกห่อมาอย่างดี พร้อมกับถุง UberEATS และยังร้อนๆ อยู่เลย ไม่มีการหก เปื้อน เอียงซ้าย เอียงขวา จัดว่าเยี่ยม!

ข้าวมันไก่จัดว่าดี แต่น้ำซุปยังไม่ถึงขั้นเท่าไหร่ แต่พอหิวๆ ก็ฟาดเรียบไม่เหลือสักหยดเลย

เสร็จแล้วตัวแอปก็จะให้เราทำการกดโหวตให้กับพนักงาน UberEATS แต่จะต่างกับการโหวตให้พนักงานขับรถของ Uber ทั่วไปตรงที่ เราไม่สามารถให้คะแนนเป็นดาวได้ แต่จะให้เป็นถูกใจหรือไม่ถูกใจแทน และกดโหวตให้กับร้านอาหารที่เราสั่ง โดยสามารถให้เป็นดาวได้ และกดถูกใจหรือไม่ถูกใจเมนูที่เราสั่ง ซึ่งการให้คะแนนฟีดแบคแบบนี้ก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของ Uber

ดาวน์โหลด

หลังฟาดเรียบในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าดี ไม่ต้องแต่งหน้าออกไปหาอะไรกิน ถ้าเที่ยงๆ ก็ไม่ต้องฝ่ารถติด แถมยังมีโปรโมชั่นบ่อยด้วย ภาพรวมโอเคใช้ได้เลย ส่วนสิ่งที่คิดว่าแอปน่าจะพัฒนาให้ดีขึ้น คงเป็นเรื่องของการที่สามารถติดต่อพนักงานที่ร้านเพิ่มเติมได้ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น สั่งอาหารเพิ่ม เป็นต้น และแอบหวังหน่อยๆ ว่าในอนาคต Uber จะมีฟีเจอร์แชทในตัวแอป จะได้ไม่ต้องเสียเงินในการโทรหรือส่งข้อความ

คงต้องรอดูกันต่อไป แต่บอกได้เลยว่าประทับใจกับการใช้งานครั้งนี้พอสมควรเลย

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย แถมหนังยังพยายามยัดเยียดแนวคิด ความรัก ความสามัคคี เพื่อชาติบ้านเมือง ผ่านการทะเลาะกันของเหล่ากะเทยก็ยิ่งทำให้หนังอยู่ในภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ จะเอาฮากลับกริบ เอาสาระกลับดูวอนนาบีจนชวนเพลียไปอี๊ก

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!