Connect with us

What The Fact

แนะนำ 4 เรื่องราวใหม่ล่าสุดจาก WEBTOON บอกเลยว่าห้ามพลาดดดดด !!! (เว็บตูน)

Published

on

 Yo ! กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับ และวันนี้ผมก็หยิบเอาเรื่องราวการ์ตูนใหม่แกะกล่อง จาก WEBTOON แอพพลิเคชั่นอ่านการ์ตูนบนมือถือ ที่แสนจะอ่านง่ายสะดวกสบายมาฝากเพื่อนๆ นักอ่านอีกเช่นเคย !!บอกได้เลยว่า 4 เรื่องที่จะนำมาแนะนำกันในวันนี้ ครบทุกรสชาติ ชวนติดตามทุกเรื่อง แน่นอน !! เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วแล้วก็ตามผมมาเล้ยย


1.Change

  • ผู้แต่ง – Jinone
  • เรตติ้งปัจจุบัน – 9.87
  • คะแนนความชอบส่วนตัว – 7.5 / 10

เรื่องราวของ ‘คิมชอลซู’ เด็กหนุ่มผู้มีความแข็งแกร่งเป็นพรสวรรค์ และเขาก็ช่างภาคภูมิใจกับตำแหน่ง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนคนต่อไป ‘ ซะเหลือเกิน โดยที่เขาฝันไว้ว่าวันหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็นที่น่าเกรงขามของทุกคนให้ได้ !!  แต่ก็ฝันได้ไม่นาน เขากลับถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจังจนร่างกายบาดเจ็บสาหัส ความโชคดีที่ยังเหลืออยู่คือเขายังไม่ตาย ! แต่ความโชคร้ายที่ยิ่งกว่าก็คือ เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นผู้หญิงไปซะอย่างนั้น แล้วทีนี้เขาจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปล่ะเนี่ย !!!

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบไอเดียของเนื้อเรื่องนี้ ที่สร้างอุปสรรคให้ตัวเอกได้ปวดสมองมากๆ เราจึงรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ตัวเอกจะต้องเจอสถานการณ์แปลกๆ ที่คนอ่านก็คาดเดาได้ยากเช่นกัน การ์ตูนมีความโดดเด่นด้วยลายเส้นที่มีเอกลักษณ์ และสีสันสดใส ทำให้น่าอ่านมากขึ้น เรียกได้ว่าสวยก็สวยสุดๆ หล่อก็หล่อแสบตาเลยทีเดียวเชียว ในส่วนของเนื้อเรื่องปัจจุบันก็ดำเนินไปไม่ช้าไม่เร็ว เส้นดายที่บางจุดอาจจะดูไม่สมเหตุสมผมเกินไปบ้าง แต่ก็มีมุกตลกสอดแทรกอยู่เรื่อยๆให้คนอ่านใจดีพอที่จะมองข้าม อารมณ์เหมือนเรากำลังอ่านการ์ตูนต่อสู้มันส์ๆ แต่ก็กระชุ่มกระชวยหัวใจไปกับใบหน้าสวยๆ ของตัวเอกไปพร้อมๆ กัน 2 in 1 สุดๆไปเลยครับ (ฮา)

2. Sweet Home

 

  • ผู้แต่ง – Kimcarnby / Youngchan Hwang
  • เรตติ้งปัจจุบัน – 9.87
  • คะแนนความชอบส่วนตัว – 8.50/ 10

และนี่เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจนำเสนอเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะเรื่อง ‘Sweet Home’ นั้น มีเจ้าของเดียวกับการ์ตูนระทึกขวัญเรื่องดังอย่าง ‘Bustard’ ที่เคยฝากผลงานไว้ได้อย่างอย่างยอดเยี่ยม ครองความนิยมอันดับต้นๆใน WEBTOON มาแล้ว ! ผู้เขียนกลับมาคราวนี้ กับเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ปิดกั้นตัวเองจากสังคมภายนอก ด้วยเหตุผลบางอย่าง แถมยังขังตัวเองให้อยู่แต่ในห้องแล้วหันไปใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์แทน วันหนึ่งครอบครัวของเขาที่เขาชิงชังมาตลอดกลับประสบอุบัติเหตุตายยกครัวไปซะอย่างนั้น เด็กหนุ่มที่กำลังเสียศูนย์จึงตัดสินใจขายบ้านเพื่อเอาเงินไปตั้งต้นใหม่อย่างไร้อนาคตที่อพาร์ทเม้นต์ชานเมือง แต่ละวันผ่านไปอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวกำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความเงียบสงบกลายเป็นเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ แถมเพื่อนบ้านห้องใกล้ๆก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คน !!!

เปิดเรื่องได้อย่างเนิบนาบ แล้วก็ปล่อยหมัดฮุคใส่คนดูเข้าอย่างจังตั้งแต่ช่วงต้นๆเลยสำหรับเรื่องนี้ เรียกได้ว่าทั้งลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ และการเล่าเรื่องด้วยมุมภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย แถมยังไม่สามารถคาดเดาได้ด้วยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ตัวละครเอกมีคาแร็กเตอร์ที่รักไม่ได้เกลียดไม่ลงแบบสุดๆ (ซึ่งส่วนตัวผมชอบตัวละครแบบนี้นะ) ทำให้เรื่องนี้มีเสหน์ขึ้นมากไปอีก แม้ว่าเรื่องราวในปัจจุบันเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ก็ถือได้ว่าน่าติดตามกันไปยาวๆเลยครับ

3. โอปป้าของฉันคือไอดอล

  • ผู้แต่ง – ซองอึน
  • เรตติ้งปัจจุบัน – 9.85
  • ความชอบส่วนตัว – 8 / 10

เรื่องราวโก๊ะๆ ของ ‘ดารึม’ หญิงสาวผู้คลั่งไคล้ในตัวไอดอลหนุ่มหล่ออย่าง ‘อีชาน’ แบบสุดๆ และหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับเขาซักครัง ในที่สุดความฝันของเธอเข้าใกล้เข้าไปอีก เมื่อเธอได้รับการตอบรับเข้าทำงานในบริษัทของโอปป้าในฝัน !! เรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปอย่างสวยงาม จนกระทั่งเธอได้พบความจริงว่าท่านประธานบริษัทที่เธอคิดว่าเขาคือโอปป้าของเธอมาโดนตลอด กลับกลายเป็นเพื่อนของเขามาบริหารแทน ! แถมเขาคนนี้กำลังเข้าใจผิดว่าเธอแอบชอบซะงั้น ! แล้วโอปป้าในฝันของดารึมหายไปไหนกันแน่ล่ะเนี่ย !!!

คราวนี้เราเปลี่ยนอารมณ์มาอ่านเรื่องราวโรแมนติก คอมมาดี้กันบ้าง สาวๆคนไหนชอบดูซีรีส์เกาหลีฟินๆ พระเอกหล่อๆ นางเอกสวยๆ เรื่องราวน่ารักๆ (จะ ๆ บ่อยไปละ) ผมแนะนำให้อ่านเรื่องนี้เลยครับ เพราะการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล ตัวละครดูเป็นธรรมชาติ ไม่ประดิษฐ์จนเกินไป ทำให้ตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์น่าติดตามมาก เนื้อเรื่องค่อนข้างเข้าใจง่าย เรื่อยๆแต่ไม่น่าเบื่อจนเกินไป ทำให้ชวนติดตาม และโดยเฉพาะเคมีที่ผู้แต่งสร้างขึ้นระหว่างพระเอกกับนางเอกนั้น อบอุ่นหัวใจมาก จนน่าเอาใจช่วยซะเหลือเกิน สาวนักจิ้นได้อ่านนี่คงบิดตัวเกลียวด้วยความเขินแน่ๆ เอาเป็นว่าใครชอบแนวนี้ก็ลุยเลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน !

4. นาทีนั้นที่ใต้น้ำ

 

  • ผู้แต่ง – bubu
  • เรตติ้งปัจจุบัน – 9.86
  • คะแนนความชอบส่วนตัว – 7 /10

เรื่องราวความรักโรแมนติก ที่ค่อยๆก่อนตัวขึ้นระหว่าง ‘เซียงเฉ่า’ เด็กสาวผู้ว่ายน้ำไม่เป็นเอาซะเลย แต่เธอก็ฝันไว้ว่าวันหนึ่งเธอจะเก่งพอที่จะได้ลงไปดำน้ำชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติใต้ทะเลใกล้ๆ ซักครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีใครอดทนมากพอที่สอนเธอให้ว่ายน้ำได้สำเร็จ จนกระทั่งได้พบกับ ‘เฉิงตงเฉิง’ โค้ชหนุ่มสอนว่ายน้ำแสนขี้อาย ที่เธอได้ตกลงสมัครเรียนกับเขาไปแล้วเรียบร้อย แต่ไม่รู้ว่าความฝันเธอจะเกิดขึ้นได้เร็วๆนี้มั้ย เพราะเขาดันเป็นครูสอนว่ายน้ำเด็กซะงั้น ความกังวลว่าคลาสเรียนครั้งนี้อาจจะทำให้เธอเสียเวลาเปล่า ทำให้เธอเริ่มลังเลและอาจจะตัดสินใจเลิกเรียนไปแล้ว ถ้าเขาผู้นั้นไม่ได้ทำให้เธอค่อยๆรู้สึกดีทุกครั้งที่ใกล้ชิดกันขนาดนี้…

ใครไม่ชอบการ์ตูนรักโรแมนติกหวานเยิ้ม ก็ตัดไปได้เลยนะครับ เพราะเรื่องนี้คนไม่มีคู่จะต้องอ่านไปเหงาไปแน่นอน (ฮา) เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างพอดี ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป มีโมเม้นท์ฟินๆ สำหรับสาวนักจิ้นให้ได้เขินเพียบ ถือว่าทำได้ดีเลยครับสำหรับการสื่ออาารมณ์ตัวละคร ลายเส้นและสีสันก็น่ารัก คุมมู้โทนของเรื่องได้ดี จะติดก็ติดอยู่เรื่องเดียวนี่แหละครับ ว่ามันหวานเจี๊ยบโรแมนติกจ๋าซะเหลือเกิน ใครที่ไม่ชอบแนวนี้คงต้องขอบายแน่ๆ ยังไงก็ต้องลองติดตามกันต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อ่านได้เรื่อยๆแน่นอนครับ


เป็นไงกันบ้างครับ สำหรับการ์ตูนน้องใหม่จาก WEBTOON ที่ผมนำมาแนะนำตัวให้ทุกคนได้รู้จักกัน ใครชอบเรื่องไหน สไตล์ไหนก็ไปติดตรมอ่านกันได้ฟรีๆเลยครับ และวันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน คราวหน้าผมจะนำสิ่งน่าสนใจอะไรมาแนะนำอีกบ้าง ติดตามได้เลยครับ !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Hunter Killer: สงครามใต้น้ำ มันอย่างกับการ์ตูน

Published

on

By

เรื่องย่อ

เตรียมพบกับอุบัติการณ์ความระทึกครั้งใหม่เมื่อกัปตันเรือดำน้ำที่ไม่เคยออกศึกมาก่อนต้องร่วมมือกับหน่วยซีลเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีรัสเซียที่ถูกจับเป็นเชลย หลังจากเกิดการปฏิวัติโดยทหารที่มีผู้นำคืออดีตนายพลรัสเซียที่แปรพักตร์เพื่อหวังจะจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สาม นำแสดงโดยตัวพ่อหนังแอคชั่น เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ และผู้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดอย่าง แกรี่ โอลด์แมน

ว่าด้วยชื่อชั้นสำหรับหนังแอ๊กชั่นแนวการเมือง เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ ที่ผ่านงานอย่าง Olympus Has Fallen (2013) และ Den of Thieves (2018) นับว่ามีชื่ออยู่ในระดับที่เราไว้วางใจได้ ยิ่งสมทบกับดารามากฝีมือรุ่นเก๋าอย่าง แกรี่ โอลด์แมน ที่เพิ่งได้ออสการ์นำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดจากการสวมบท วินสตัน เชอร์ชิลล์ ใน Darkest Hour (2017)  ก็หายห่วงในเรื่องความเข้มข้นในทางดราม่าการเมือง ที่น่าลุ้นหน่อยคือฝีมือของผู้กำกับ โดโนแวน มาร์ช ที่ทำหนังสร้างชื่ออยู่ฝั่งแอฟริกาใต้มาตลอดแถมยังไม่มีหนังใหญ่ระดับสงครามข้ามชาติอย่างเรื่องนี้เป็นการันตีด้วย แต่หนังก็ยังได้ทีมระดับบิ๊กอีกหลายคนมาร่วมกัน เช่น อาร์น ชมิดต์ ที่เคยโปรดิวซ์ให้หนังอย่าง RoboCop (1987) และ xXx (2002) มาแล้ว และนี่ยังได้โปรดิวเซอร์จาก Olympus Has Fallen มาคุมอีก จึงเป็นหนังที่ตั้งใจจัดเต็มมาเพื่อสร้างชื่อของผู้กำกับฝากในฮอลลีวู้ดที่ต้องเอาใจช่วยเลย

หนังใช้โครงเรื่องที่เข้าใจง่ายจนดูไม่มีอะไรใหม่มากอย่างการช่วยประธานาธิบดีฝั่งตรงข้ามจากกลุ่มกบฏ เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งใหม่ แต่ก็ใช้ยุทธวิธีการรบที่หลากหลายผสมทั้งใต้น้ำและบนบก ทั้งยุทธวิธีของเรือดำน้ำทั้งปฏิบัติการหน่วยซีล หนังเรื่องนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองเทียบกับหนังแนวเรือดำน้ำที่เราไม่ได้ชมกันมานานแล้วด้วยกัน อย่างชั้นยอดก็ตั้งแต่สมัย Crimson Tide (1995) นู่น ส่วนสมัยใหม่หน่อยก็ยังต้องย้อนไปหลายปีอย่าง U-571(2000) หนังเรื่องนี้จึงทั้งได้เปรียบในแง่คนโหยหาหนังแนวสงครามใต้น้ำมานาน และเสียเปรียบที่มีหนังทำได้สนุก ๆ มาก่อนหลายเรื่องแล้วเช่นกัน

และตัวหนังก็ทำได้สนุกมาก ใส่อัดสถานการณ์ให้ต้องลุ้นตลอด โดยภาพใหญ่คือต่างฝ่ายต่างไม่รู้เจตนาของกัน ซึ่งเสี่ยงจะเกิดสงครามโลกได้ตลอดเวลา ทางอเมริกาก็ไม่รู้ว่ารัสเซียจะเล่นอะไร ฝั่งรัสเซียก็ไม่รู้ว่ามีการยึดอำนาจจับผู้นำเป็นตัวประกัน แล้วฝั่งพระเอกทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ก็เลยต้องปฏิบัติการลับเหนือโลกเข้าไปช่วยแบบไม่ให้โลกล่วงรู้ คือหน้าหนังอาจเหมือนหนังเรือดำน้ำสู้กัน แต่เอาจริง ๆ แล้วมันคือหนังสงครามที่มีเรือดำนำเป็นตัวหลักหนึ่งในภารกิจเท่านั้นครับ เพราะฝั่งพระเอกที่เราต้องเอาใจช่วยนี่คือทั้งหมดเลย ตั้งแต่ฝ่ายยุทธการในเพนตากอน ทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ตลอดจนฝั่งรัสเซียฝ่ายที่เข้าข้างประธานาธิบดีเองด้วย เพื่อผลลัพธ์เดียวกันคือเลี่ยงสงครามโลกครั้งใหม่ให้ได้ ซึ่งมันคือความสำเร็จในการเล่าเลยนะ ขนาดว่าไม่ได้รู้จักอะไรตัวละครกลุ่มนี้มาก่อนมากมาย เราก็ลุ้นฉิบหายวายป่วงไปกับพวกเขาตลอดเลย

ข้อเด่นและด้อยของหนังคือสิ่งเดียวกันเลย คือความไม่สมจริงของมัน คือสายสงครามจริงจังคงมองว่าเพ้อเจ้อและมีความไม่สมเหตุสมผลหลายจุด แต่ความที่มันโม้เว่อแบบการ์ตูนระดับหนึ่งก็ทำให้หนังโคตรสนุกขึ้นมาเลย ไหนจะการที่เปิดโอกาสให้ได้โชว์เทคโนโลยีทางทหารใหม่ ๆ สารพัดนั่นอีก คือดูแล้วถึงจะไม่ได้รู้สึกว่าหนังดีเกรดเออะไร แต่มันเป็นหนังบีบวกที่คุ้มค่าเวลาการชมแบบระเบิดระเบ้อเลย ทั้งต้องลุ้นภารกิจฝั่งการเมืองที่จะเปิดหน้าวอร์กันตลอด ลุ้นทั้งภารกิจในพื้นที่ที่ต้องจัดการปัญหาสารพัดแบบไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่อะไร ๆ ก็เดินหน้าลุยบ้าเลือดกัน ซึ่งเป็นความลุ้นที่สร้างรสชาติแตกต่างให้หนังแนวสงครามอย่างดีเลยครับ

เอาเป็นว่าเป็นหนังบู๊ที่เซอร์ไพรส์มากพอสมควร เพราะเอาจริง ๆ คิดว่าจะไม่สนุกมากหรือก็เดิม ๆ ประมาณหนังแผ่นหนังทีวี แต่กลายเป็นความสนุกเกินเบอร์ไปหลายเท่าตัวเลย น่าลองครับ

ตอร์ปิโดที่ว่าไว ยังไม่ไวเท่ากดรูปปุ๊ปซื้อตั๋วได้ปั๊บ ต้องจัดเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Halloween : ฮาโลวีนภาคที่สนุกที่สุด

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้ ไมเคิล ไมเยอร์สกลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

Published

on

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้เขากลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

และการกลับมาครั้งนี้ หนังตกอยู่ในมือของทีมงานที่ดูห่างไกลกับวงการหนังสยองขวัญมาก คนแรกคือ เดวิด กอร์ดอน กรีน ผู้กำกับฝีมือดีที่ไม่เคยผ่านงานกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนเลย ผลงานเด่น ๆ ของเขาคือหนังตลก Your Highness , Pineapple Express และหนังดราม่าอย่าง Stronger ส่วนงานเขียนบทนั้นผู้กำกับเดวิด กอร์ดอน กรีน ก็รับหน้าที่เขียนบทร่วมกับ เดวิด แม็คไบรด์ ดาราตลกร่างท้วมที่เคยเขียนบทหนังและทีวีซีรีส์มาหลายเรื่องเช่นกัน แต่นี่ก็คืองานเขียนบทหนังสยองขวัญเรื่องแรกของเขา แล้วก็ต้องยอมรับว่าทั้งคู่ทำได้ดีเกินคาด ด้วยเหตุที่ว่า Halloween เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญที่มีอายุมากถึง 40 ปี มีภาคต่อมากมาย มีไทม์ไลน์ออกทะเลไปไกล ทั้งเดวิด และ แดนนี่ ก็เลยเลือกที่จะเมินเฉยกับเรื่องราวภาคต่อทั้งหมดแล้วกำหนดให้เหตุการณ์ในภาคนี้ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Halloween ภาคแรกในปี 1978 มันซะเลย

ซ้าย เดวิด กอร์ดอน กรีน – ผู้กำกับ,เขียนบท / ขวา แดนนี่ แม็คไบรด์ – ผู้เขียนบท

ผู้เขียนเองได้ทำการบ้านด้วยการหยิบ Halloween (1978)มาดูอีกครั้ง กับวิวัฒนาการของหนังสยองขวัญในฮอลลีวู้ดที่เดินหน้าไปมาก จึงทำให้การรับชมในวันนี้รู้สึกว่าเทคนิคการนำเสนอเมื่อ 40 ปีก่อนมันช่างจืดชืด ชวนให้สงสัยว่า ไมเคิล ไมเยอร์ส มันกลายเป็นฆาตกรจอมเชือดที่ฮิตยาวนานมาขนาดนี้ได้อย่างไร ถ้าเทียบกับเจสัน วอร์ฮี จาก Friday The 13th และ เฟรดดี้ ครูเกอร์จาก Nightmare on Elm Street แล้ว ไมเคิล ไมเยอร์ส จัดได้ว่าเป็นฆาตกรสวมหน้ากากที่ดูไร้สาระ ขาดเหตุจูงใจในการฆ่าที่สุด และอยู่ห่างไกลเหตุและความสมจริงที่สุด เพราะทั้งเจสัน และ เฟรดดี้ ต่างก็เป็นปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แต่ไมเคิล ไมเยอร์ส คือมนุษย์ปุถุชนดี ๆ นี่เอง มีเลือดและเนื้อเหมือนกับเรา ๆ แต่ไร้ซึ่งแรงจูงใจในการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง และไม่มีเหตุผลที่มาอธิบายว่าทำไมมันถึงอึดถึกทนและฆ่าไม่ตายเสียที และเหตุใดถึงมีพละกำลังมหาศาลได้เพียงนี้ ก็ทำได้เพียงแต่เพิกเฉยกับหลักการและเหตุผลเหล่านั้นเสีย และเข้าใจเสียว่ามันคือธรรมเนียมที่ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจว่านี่คือหนึ่งในหนังเชือดที่ฆาตกรสวมหน้ากากล้วนมีพลังและความสามารถเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานกันอยู่แล้ว

จากหนังสยองขวัญเบสิคในภาคแรก แม้หนังจะเป็นผลผลิตของจอห์น คาร์เพนเตอร์ หนึ่งในปรมาจารย์หนังสยองขวัญของฮอลลีวู้ด แต่หนังก็อยู่ในมาตรฐานหนังสยองขวัญยุคนั้นที่เล่าทุกอย่างโดยแบนราบ ทั้งตัวไมเคิล ไมเยอร์ส และบรรดาเหยื่อทุกตัว เดินเรื่องตามสูตรสำเร็จที่นางเอกของเรื่องจะต้องถึกทนและเอาชนะเจ้าฆาตกรสวมหน้ากากได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าฆาตกรสวมหน้ากากจะอันตรธานไปเพื่อสานต่อวีรกรรมในภาคต่อไป

พอมาถึง Halloween 2018 ทั้งเดวิด กอร์ดอน กรีน และ แดนนี่ แม็คไบรด์ ทำให้ ลอรี่ สโตรด ตัวละครดั้งเดิมจากภาคแรกดูมีมิติตัวตนมากขึ้น จากบทสนทนาทำให้เราให้เรารู้ว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ลอรี่ ยังคงฝังใจกับเหตุการณ์ร้ายตั้งแต่ภาคแรก ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลประหลาดในสังคมและแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง ต้องหย่าถึง 2 ครั้ง และมีปัญหาในการสานสัมพันธ์กับ แคเร็น ลูกสาวตัวเอง ที่เธอบังคับให้ฝึกการใช้อาวุธป้องกันตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก และเพิ่มตัวละครสำคัญอย่าง อลิสัน หลานสาว ที่รักและเห็นใจยายพยายามที่จะสานสัมพันธ์แม่และยายให้กลับมาดีเหมือนเดิม การเพิ่มเรื่องราวในส่วนดราม่าของหนัง เป็นส่วนที่น่าชื่นชมมาก ทำให้ Halloween 2018 ดูมีคุณค่าสาระมากกว่าหนังเชือดแบบฉาบฉวยที่มักจะใส่แต่ตัวละครวัยรุ่นให้เข้ามาเป็นเหยื่อทีละคนแล้วก็จบ ๆ ไปอีก 1 ภาค

ในขณะเดียวกันที่หนังเล่าเรื่องราวของลอรี่ สโตรด หนังก็เล่าเรื่องราวของไมเคิล ไมเยอร์ส ขนานกันไป เมื่อทางเรือนจำดำเนินการย้ายที่คุมขังไมเคิล แล้วเจ้าฆาตกรโหดก็หลุดรอดมาได้อีกครั้งระหว่างขนย้าย ซึ่งเป้าหมายของมันหลังจากพบอิสรภาพก็คือการมุ่งหน้ามาหา ลอรี่ สโตรด คู่แค้นตลอดกาล แต่ระหว่างทางก็คอยจัดการกับบรรดาวัยรุ่นโชคร้ายด้วยวิธีการโหด ๆ ซึ่งหนังก็ยังคงฉลาดในการสอดแทรกฉากเหล่านี้ไว้ตามมาตรฐานหนังเชือด ก่อนจะพาให้เรื่องราวทั้ง 2 ส่วนมาบรรจบกันในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ที่หนังปูอารมณ์มากว่าชั่วโมง หนึ่งคือผู้ล่าที่รอคอยเวลากำจัดเหยื่อที่มันค้างคาใจมา 40 ปี ส่วนอีกฝ่ายที่เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่เพราะรู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึงด้วยการฟิตทั้งร่างกายฝึกซ้อมอย่างหนักแม้ในวัย 60 กว่าปีและการแปลงบ้านให้กลายเป็นป้อมปราการและคลังแสงขนาดย่อมเพื่อรอคอยการมาเยี่ยมของไมเคิล ไมเยอร์ส หนังถ่ายทอดฉากไคลแมกซ์ออกมาได้สมการรอคอย เป็นการเผชิญหน้าที่ทั้งลุ้นและมันส์ แล้วก็ต้องชื่นชมเดวิด กอร์ดอน กรีน อีกครั้งกับการกำกับหนังสยองขวัญครั้งแรก และทำได้ชวนลุ้นระทึกได้เพียงนี้

Halloween 2018 จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มาครบรสทั้งโหดตามมาตรฐานหนังเชือด ตุ้งแช่พองาม และที่ชอบมากคือการเพิ่มเรื่องราวดราม่า ยาย-แม่-หลาน ที่ปูความมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเยี่ยมในฉากไคลแมกซ์ ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องราวจากภาคต่อที่มีอายุถึง 40 ปี น้อยคนมากล่ะที่จะเคยดูภาคแรก แต่หนังก็ปูความถึงเหตุการณ์ในภาคแรกพอประมาณ ถึงแม้จะเคยดูภาคแรกก็สามารถสนุกไปกับภาคนี้ได้ ไม่ถึงกับขาดอรรถรสไปมากมายนัก หนังใช้ทุนสร้างไปเพียง 10 ล้านเหรียญเท่านั้น แค่สัปดาห์แรกก็ทะลุ 80 ล้านเหรียญไปแล้ว เป็นการกลับมาที่สมศักดิ์ศรีมาก ๆ ได้ดูภาคต่อกันแน่นอนครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

สตอปโมชัน “Pinocchio” ของ “กีเยร์โม เดล โตโร” จะฉายทาง Netflix

เตรียมตัวชม Pinocchio เวอร์ชันเทพนิยายสุดมืดหม่นจากฝีมือของผู้กำกับ Pan’s Labyrinth และ The Shape of Water กัน

Published

on

อนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ผู้กำกับรางวัลออสการ์ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) ซึ่งได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2011 แต่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องประสบปัญหาด้านงบประมาณ จะได้ฉายทาง Netflix

Netflix ได้ประกาศว่า ผลงานอนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ของ กีเยร์โม เดล โตโร จะได้รับการฉายอย่างเป็นทางการ โดยจะได้ Jim Henson Company และ ShadowMachine (ผู้สร้าง Bojack Horseman) มาร่วมสร้างด้วย

ทางด้าน กีเยร์โม เดล โตโร ได้กล่าวว่า

“อนิเมชันเป็นงานด้านศิลปะที่ส่งผลต่อการทำงานและชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก และโดยส่วนตัวแล้ว Pinocchio ก็เป็นตัวละครเดียวที่มีจุดเชื่อมโยงกับตัวผมจริง ๆ

ในเรื่องราวของเรานี้ Pinocchio มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และมีพ่อผู้ไม่สนใจใยดี เขาได้หลงเข้าไปในโลกที่เขาไม่รู้จักหรือเข้าใจได้ และได้เริ่มต้นการเดินทางอันมหัศจรรย์ที่ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพ่อ และโลกแห่งความเป็นจริง”

เท่าที่จำได้ ผมอยากสร้างภพายนตร์เรื่องนี้มาโดยตลอด”

ในขณะที่ Disney กำลังเตรียมงานสร้าง Pinocchio เวอร์ชันจอเงินที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชันต้นที่ดัดแปลงจากนิทานคลาสสิกของ การ์โล กอลโลดี นั้น Pinocchio ของ เดล โตโร จะเป็นงานที่มืดหม่นมากกว่า และแสดงถึงความวิจิตร์ด้านงานสร้างที่เขามีความถนัดมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ Pinocchio กลายเป็นงานเทพนิยายหม่น ๆ คล้ายกับ Pan’s Labyrinth เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เขายังได้มอบหมายให้ กาย เดวิส (ร่วมงานกับ เดล โตโร มาอย่างยาวนาน) มาเป็นผู้ออกแบบตัวละคร โดยอ้างอิงจากงานภาพของ กริส กริมลี่ ที่เขียนภาพให้กับ Pinocchio ของ การ์โล กอลโลดี ฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2000 อีกด้วย

นอกเหนือจาก Pinocchio แล้วนั้น เดล โตโร ก็ยังมีผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ Scary Stories to Tell in the Dark (ร่วมเขียนบทด้วย) และเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์รีเมก Fantastic Voyage (ท่องทะเลเลือด) ในช่วงปลายปี 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!