Connect with us

What The Fact

ออสการ์ปีนี้ เพลงไหนดี เพลงไหนโดน เพลงไหนน่าจะได้รับรางวัล !!!

หนึ่งปีกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกแล้ว สำหรับงานประกาศผลรางวัลที่จัดขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ หรือที่เราเรียกกันด้วยชื่อที่คุ้นเคยว่า “รางวัลออสการ์” ซึ่งครั้งนี้เป็นปีที่ 90 แล้ว โดยพิธีจะมีขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม .. 2561 โรงมหรสพดอลบีเธียเตอร์ ในฮอลลีวูดรัฐแคลิฟอร์เนีย

ซึ่งก็ตามธรรมเนียมที่ในช่วงต้นปีก็จะมีการประกาศรายชื่อหนังและนักแสดงที่เข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆ ซึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เป็นสาขาหนึ่งในรางวัลนี้ด้วย

โดยในปีนี้มีบทเพลงที่เข้าชิงรางวัลในสาขา “เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song)” ด้วยกัน 5 เรื่อง ซึ่งจะมีเพลงอะไร จากหนังเรื่องอะไร และแต่ละมีเพลงมีความโดดเด้งน่าสนใจอย่างไรบ้างจึงได้เข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เราไปดูกันเลยดีกว่าครับ


1. Sufjan Stevens, “Mystery of Love” (Call Me By Your Name)

  • Call Me By Your Name เป็นผลงานการกำกับของ ลูกา กัวดาญีโน โดยดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง “Call Me By Your Name” ของอังเดร อาซีมาน เป็นเรื่องราวในฤดูร้อนปี 1983 ทางตอนเหนือของอิตาลี เอลิโอ เด็กหนุ่มวัย 17 ที่ใช้ชีวิตในคฤหาสน์เก่าแก่กับพ่อและแม่ที่เป็นนักวิชาการ จนมาวันหนึ่ง โอลิเวอร์ นักศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันเดินทางมาช่วยงานวิจัยของพ่อเขา การปรากฏตัวของโอลิเวอร์ทำให้เอลิโอได้คเนพบกับพรมแดนทางจิตใจที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน
  • “Mystery of Love” เป็นผลงานเพลงของ ซุฟยอน สตีเว่นส์ นักร้องนักแต่งเพลงหนุ่มชาวอเมริกัน ผู้มีพรสวรรค์ในการแต่งเพลงและบรรเลงดนตรีได้อย่างสดใหม่ ไพเราะ และรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ โดยแนวเพลงส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นแนวอินดี้โฟล์ค
  • “Mystery of Love” มาในท่วงทำนองแบบอินดี้โฟล์ค ที่เรียบง่ายในสไตล์ของซุฟยอน เสียงดนตรีหลักมาจากแบนโจ อันเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของดนตรีโฟล์ค เพลงนี้ซุฟยอนมีการนำเอารูปแบบของดนตรีคลาสสิคมาใช้ในการเรียบเรียงดนตรี เมื่อผสมกับแนวโฟล์คที่มีอยู่เดิมจึงกลายเป็นแนวที่เรียกว่า “บาโรค ป็อป” ท่วงทำนองเพลงนี้มีกลิ่นอายของความฟุ้งฝัน และแสดงออกถึงอารมณ์อันละเมียดละเอียดอ่อนของตัวละครเอลิโอที่มีต่อโอลิเวอร์ ผ่านน้ำเสียงโศกซึ้งของซุฟยอนที่ราวกับสวมวิญญาณของเอลิโอมาถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของตนเองผ่านบทเพลงนี้เลย
  • เนื้อหาของเพลงซุฟยอนแต่งได้งดงามราวบทกวี มันถ่ายทอดความรู้สึกที่เอลิโอมีต่อโอลิเวอร์ได้อย่างละเมียดละไม เป็นห้วงอารมณ์ของความหลงใหลในรักอันแสนลี้ลับและน่าพิศวงสงสัย

Oh, oh woe-oh-woah is me
The first time that you touched me
Oh, will wonders ever cease?
Blessed be the mystery of love

โอ้วมันช่าง…
สัมผัสแรกของคุณนั้น
โอ้ มันจะมีวันจางหายไปไหม?
รักอันแสนเร้นลับนั้นช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน

  • ซุฟยอนแต่งท่อน oh woe-oh-woah is me ได้อย่างมีลูกเล่น มันเป็นการผสมกันระหว่าง “woe is me” กับ “woah is me” ซึ่ง “woe is me” นั้นเป็นคำอุทานที่แสดงถึงความเศร้าเสียใจ ส่วน “woah is me” นั้นก็คือ Woah! ที่เป้นคำอุทานแสดงความดีใจ อัศจรรย์ใจ สุขใจ ซึ่งสองสิ่งนี้มันสื่อถึงความรู้สึกของเอลิโอที่มีต่อสัมผัสแรกและสัมผัสสุดท้ายจากชายคนรักนั่นเอง
  • เพลงนี้ถือได้ว่าเป็นตัวเต็งสำหรับสาขานี้เลยก็ว่าได้ ด้วยท่วงทำนองพลิ้วไหวสุดไพเราะของบทเพลงที่เข้ากันดีกับตัวหนัง อันว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มน้อยกับหนุ่มใหญ่อันอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความฝัน แห่ง ฤดูร้อนของเมือง… ซึ่งเพลงกับหนังมันช่างเสริมส่งกันดียิ่งนัก และ“Call Me By Your Name” ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังที่กระแสมาแรงมากในปีนี้อีกทั้งตัวหนังเองยังได้เข้าชิงในสาขา “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)” และสาขาอื่นๆอีกด้วย จึงทำให้น่าลุ้นมากกว่าบทเพลงนี้ของหนุ่ม ซุฟยอน สตีเว่นส์ น่าจะมาวินในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแน่ๆ

2. Mary J. Blige, “Mighty River” (Mudbound)

  • “Mighty River” ขับร้องโดยนักร้องสาว  แมรี เจ ไบลจ์ (Mary J. Blige ) ซึ่งเพลงนี้เธอแต่งเนื้อร้องร่วมกับ ราฟาเอล ซาดิค (Rafael Saadiq) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของเพลงนี้ด้วย
  • Mudbound เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าจาก NETFLIX อันว่าด้วยเรื่องของหนุ่มผิวสีสองคนที่กลับบ้านมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเพื่อมาทำไร่ ณ ดินแดนห่างไกลในมิสซิสซิปปีที่ซึ่งทั้งคู่จะได้พบกับความทุกข์ยากและปัญหาจากการเหยียดเชื้อชาติและความลำบากในการปรับตัวกับชีวิตหลังสงคราม
  • Mighty River มาในท่วงทำนองแบบบัลลาดช้าๆ อาร์ แอนด์ บี ผสมกับน้ำเสียงของแมรี จึงทำให้เป็นเพลงที่ฟังดูเศร้าแต่ก็เคล้าไปด้วยความเข้มแข็งหนักแน่นของผู้ที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคและความยากลำบาก
  • เนื้อหาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้สิ่งที่ชีวิตได้ประสบมาจากปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาอันเราได้ฟันฝ่าไปด้วยความเข้มแข็งแห่งรัก

Life is a teacher, time is a healer
And I’m a believer like a river wild
Ego’s a killer, greed is a monster
But love is stronger, stronger than them all

ชีวิตเป็นดั่งครู เวลาคือสิ่งเยียวยา
และฉันคือผู้มีความเชื่อมั่นดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก
อัตตาคือฆาตกร โลภะคือปัศาจร้าย
แต่ความรักนั้นคือสิ่งที่เข้มแข็งกว่าสิ่งใดทั้งมวล

Love is the answer, hate is a cancer
Hope of forgiveness, it waters the soul
Our blood is red, we’re not so different
‘Cause underneath our skin we’re identical

ความรักคือคำตอบ ความเกลียดชังคือมะเร็งร้าย
ความหวังของการให้อภัย เป็นดั่งสายน้ำอันรินรดจิตวิญญาณ
เลือดของเราทั้งผองเป็นสีแดง เรานั้นไม่ได้ต่างกันเลย
เพราะภายใต้เนื้อหนังของเรานั้น เราเป็นเช่นเดียวกัน

Mighty River นอกจากจะเข้าชิงสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์แล้วยังเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Award) ในสาขาเดียวกันนี้ด้วยแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ “This is Me” บทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman ซึ่งก็ถือว่างานนี้ Might River อาจจะมีลุ้น เพราะเป็นหนึ่งในสองเพลงที่เข้าชิงในสาขานี้ของทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำ โดยอีกเพลงที่เข้าชิงทั้งคู่เหมือนเพลงนี้ก็คือเพลง “Remember Me” จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Coco


3. Miguel Featuring ft. Natalia Lafourcade, “Remember Me (Dúo)” (Coco)

  • COCO เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจาก พิกซาร์ สตูดิโอ เล่าถึงเด็กชายชื่อว่า มิเกล ผู้มีความรักและความฝันที่จะเป็นนักดนตรี แต่สำหรับครอบครัวของมิเกล ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะมันเคยสร้างบาดแผลให้กับ คุณย่าทวดของเขา แม้จะถูกห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ทำให้มิเกลถอดใจ หากยิ่งทำให้มิเกลพยายามจะสานความฝันที่จะเป็นนักร้องด้วยการขึ้นประกวดบนเวทีดนตรี  และมิเกลได้แอบเข้าไปในสุสานของนักร้องชื่อดังเพื่อขอยืมกีต้าร์ตัวโปรด ทำให้เขาได้พบกับเหตุการณ์ลี้ลับน่ามหัศจรรย์อันนำเขาไปสู่โลกของคนตายในช่วงของเทศกาลแห่งความตายที่ดวงวิญญาณจะเดินทางกลับจากอีกโลกมาเยี่ยมญาติ จากนั้นการผจญภัยเพื่อความฝันและครอบครัวจึงเริ่มต้นขึ้น 
  • Coco เป็นภาพยนตร์อันมีแก่นเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัว ในประเด็นที่ว่าคำว่าครอบครัวนั้น ไม่ควรมีใครถูกลืม  คำว่าตายจากชีวิตแต่อย่าให้ตายจาก “ความทรงจำ” ดูเหมือนว่าจะเป็นสารที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดประทับใจเรื่องนี้ได้บอกกับเรา และบทเพลง “Remember Me” ก็เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ตอกย้ำถ้อยความนี้ให้ฝังแน่นอยู่ในใจเรา
  • เวอร์ชั่นที่ได้เข้าชิงนี้เป็นเวอร์ชั่นร้องคู่โดย Miguel และ Natalia Lafourcade  โดย Miguel ร้องท่อนภาษาอังกฤษ และ Natalie ร้องท่อนภาษาสเปน ผ่านท่วงทำนองแบบดนตรีอะคูสติค อันมีส่วนผสมของดนตรีสเปน อันมีเสน่ห์และสอดคล้องกับบริบทของเรื่องราวในภาพยนตร์

Recuérdame, si en tu mente vivo estoy
Recuérdame, mis sueños yo te doy
Te llevo en mi corazón y te acompañaré
Unidos en nuestra canción, contigo ahí estaré

จดจำฉันเอาไว้นะ หากฉันยังอยู่ในใจเธอ ฉันก็จะยังมีชีวิตอยู่ได้
จดจำฉันเอาไว้ ฉันขอมอบความฝันของฉันให้กับเธอ
ฉันจะเก็บเธอไว้ในใจ และจะคอยอยู่เคียงข้างเธอ
รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในเพลงของเรา ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเอง

(ขอขอบคุณคำแปลจากเว็บ Aelitax Translate ครับ) 

  • นอกจากเวอร์ชั่นนี้ก็จะมีอีกเวอร์ชั่นที่ร้องโดย Iñigo Pascual ซึ่งฟังดูแล้วจะออกไปในโทนไบรท์ๆกว่า เวอร์ชั่นร้องคู่ที่มีฟีลซึ้ง นวลๆกว่า

“Remember Me “  เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ได้เข้าชิงในสาขานี้จากทั้งสองสถาบันอีกทั้ง ตัวหนังเจ้าของเพลงประกอบยังได้รับรางวัลในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมอีกด้วย และเชื่อว่าหนังเองก็อาจจะได้รับรางวัลในสาขาเดียวกันนี้จากออสการ์ด้วยเช่นกัน จึงน่าลุ้นว่าจากการเป็นผู้เข้าชิงสาขาเพลงในลูกโลกทองคำ อาจได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศจากออสการ์ก็เป็นได้


4. Andra Day Featuring Common, “Stand Up For Something” (Marshall)

  • “Stand Up For Something” เป็นบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Marshall อันสร้างจากเรื่องราวของบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อเมริกัน Thurgood Marshall” ทนายความชาวอเมริกันที่กลายเป็นผู้พิพากษาอเมริกัน-แอฟริกันคนแรกของอเมริกา
  • ด้วยเรื่องราวที่เล่าถึงบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ผู้ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง บทเพลงจึงต้องยิ่งใหญ่และหนักแน่นตามไปด้วย “Stand Up For Something” แปลตรงตัวก็คือยืนหยัดเพื่อบางสิ่ง เพลงนี้ได้นักร้องนักแต่งเพลงสาวชาวอเมริกัน Andra Day มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านน้ำเสียงอันหนักแน่น เข้มแข็งของเธอ ทำให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาในทันที  ผลงานเพลง Andra Day เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้ม R&B ยอดเยี่ยมแห่งปี เพลงของ Andra Day หลักๆเป็นแนว R&B ที่มีส่วนผสมของ โซล บลูส์  อันเป็นแนวดนตรีของ “Stand Up For Something” ด้วย
  • เพลงนี้ได้แร็พเปอร์หนุ่มชาวอเมริกัน Lonnie Rashid Lynn, Jr. หรือชื่อในวงการคือ Common มาร่วมฟีเจอริ่ง เนื้อหาของเพลงพูดถึงการยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชีวิตจะมีค่าเมื่อมันได้ดำรงอยู่เพื่อทำในสิ่งดีงามอันคือความถูกต้องนั่นเอง

You can have all the money in your hands
All the possessions anyone can ever have
But it’s all worthless treasure, true worth is only measured
Not by what you got, but what you got in your heart
You can have, you can have everything
What does it, what does it mean?

คุณสามารถครอบครองเงินทั้งหมดในมือของคุณ
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเท่าที่คุณจะหามาได้
แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลย
เพราะคุณค่าที่แท้จริงนั้นไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณมี
แต่วัดจากสิ่งที่คุณมีในหัวใจ
คุณสามารถมีทุกๆสิ่งได้
แต่มันจะมีค่าอะไรล่ะ มันจะมีความหมายใด?

สำหรับเพลงนี้บ้านเราอาจยังไม่รู้จักกันนัก เพราะว่าตัวหนังเองก็ยังไม่ได้ฉายในบ้านเราด้วย ส่วนตัวมองว่าถึงแม้จะเป็นเพลงที่ดีทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาแต่ก็ไม่ได้มีความป็อปปูล่าพอที่จะตราตรึงสมแก่การได้รับรางวัลในสาขานี้ จึงทำให้เพลงนี้อาจไม่ใช่ตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลออสการ์ในสาขานี้ไป


5. “This Is Me” (The Greatest Showman)

  • “The Greatest Showman” เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลอันได้แรงบันดาลใจจากความมุ่งมั่นและจินตนาการของ พี.ที. บาร์นัม ผู้ริเริ่มคณะละครสัตว์สุดยิ่งใหญ่ โดยถ่ายทอดเรื่องราวของคนช่างฝันที่มาจากศูนย์ และได้สร้างการแสดงอันชวนตะลึงจนสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก กำกับโดย ไมเคิล กราซีย์  นำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน
  • ไม่ว่าเราจะเป็นใคร จะแตกต่าง แปลกแยกจากผู้อื่นมากแค่ไหน  “จงภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น” นี่คือแก่นสารสำคัญของบทเพลงเพลงนี้ อันรังสรรค์เนื้อร้องและท่วงทำนองโดย เบ็น พาเซค และ จัสติน พอล ผู้เคยฝากผลงานได้ในภาพยนตร์มิวสิคัลสุดฮ็อตอย่าง “La La Land”    บทเพลงนี้ขับร้องโดยตัวละคร “สาวหนวด” ผู้มีน้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แต่กลับเลือกที่จะปิดบังรูปลักษณ์ที่คนรอบข้างมองว่าแปลกประหลาด แต่พี.ที. บาร์นัม เจ้าของโรงละครได้มองเห็นความสามารถและชักชวนเธอมาร่วมทำการแสดง และนั่นคือก้าวแรกที่ทำให้เธอมองเห็นคุณค่าของตัวเอง ตัวละครนี้รับบทโดย  Keala Settle ผู้เป็นนักแสดงหญิงเจ้าของเสียงร้องในเพลงนี้
  • ด้วยเนื้อหาของเพลงที่เป็นกำลังใจให้กับบุคคลทุกคนได้ยืนหยัดและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น อันถูกถ่ายทอดผ่านเสียงร้องและท่วงทำนองปลุกใจชวนให้ฮึกเหิมจึงทำให้เพลงนี้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมไป

I’m not scared to be seen
I make no apologies, this is me

ฉันจะไม่หวาดกลัวที่จะถูกพบเห็นอีกต่อไป
และฉันจะไม่ขอโทษต่อสิ่งใด เพราะนี่คือ “สิ่งที่ฉันเป็น”

This is Me นั้นคว้ารางวัลในสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากลูกโลกทองคำในปีนี้ไปแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะได้รางวัลจากสองสถาบันซ้อน เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะรางวัลในสาขาไหน ออสการ์มักจะไม่ค่อยตามลูกโลกทองคำเท่าไหร่ (มันเหมือนเป็นการเสียเชิงนิดๆ) จึงคิดว่าโอกาสอาจจะเป็นของสองเพลงที่เข้าชิงทั้งสองสถาบัน อย่าง “Mighty River” และ “Remember Me” หรือไม่งั้นก็ต้องเป็นน้องใหม่ไฟแรงอย่าง “Mystery of Love”


วิเคราะห์แนวโน้มเพลงที่น่าจะได้รับรางวัลจากสาขา “เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ในปีนี้


ส่วนใหญ่แล้วเพลงที่ได้ชนะรางวัลในสาขานี้จากปีก่อนๆมักจะมีแนวโน้มว่าเป็นดังนี้

  • เป็นเพลงที่ไพเราะจนปฏิเสธไม่ได้
  • เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดัง ผู้คนจดจำได้ และอาจร้องโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง
  • ภาพยนตร์ที่เพลงนั้นไปประกอบเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังและได้รับความนิยมในวงกว้าง

ยกตัวอย่างเช่นเพลงเหล่านี้

“Falling Slowly” จากภาพยนตร์เรื่อง Once

มันเป็นเพลงที่เรียบง่ายแต่ไพเราะโคตรๆ ที่มาพร้อมกับหนังอินดี้สุดประเสริฐที่แจ้งเกิดให้กับผู้กำกับที่มีใจรักในเสียงดนตรีอย่าง John Carney ที่ต่อมาหนังทุกเรื่องก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรีหมด ไม่ว่าจะเป็น Begin Again หรือ Sing Street ก็ตาม นอกจากนี้เพลงนี้ยังดังข้ามปีและอาจจะข้ามภพข้ามชาติกันไปเลย ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังมีคนเอาเพลงนี้ไปร้องประกวดตามเวทีต่างๆอย่างไม่ขาดช่วงกันเลยทีเดียว

“Let It Go” จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Frozen

  • จะไม่ให้ได้รางวัลได้อย่างไร ก็เล่นร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดงบ้านไหนก็ต้องร้อง “ Let It Go , Let It Go…” พร้อมเต้นพลิ้วไปตามๆกัน
  • ตัวเพลงดี แอนิเมชั่นเด่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งเพลงและหนังดังคู่กันไปเลย

Writing’s On The Wall” จากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ภาค “Spectre”

  • จะไม่ให้ได้รางวัลได้อย่างไร ก็เล่น เอาพี่แซม สมิธมาร้องแถมเขียนเนื้อเพลงร่วมด้วยอีกต่างหาก และเพลงกับหนังก็มาแบบปังๆเสียด้วย เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วทั้งหนังและเพลงดูดร็อปกว่าใช้ได้เลย จึงทำให้เพลงนี้ได้รับรางวัลไปอย่างสวยๆเลย
  • เพลงนี้ไม่ใช่เพลงแรกของหนังเจมส์ บอนด์ที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ เพราะก่อนหน้านี้มี “Skyfall” ที่ขับร้องและร่วมแต่งเนื้อเพลงโดย Adele นักร้องสาวร่วมชาติเดียวกันกับแซม สมิธ คนอังกฤษก็ต้องร้องเพลงหนังอังกฤษเป็นธรรมดา และทั้งสองคนนี้ก็พีคทั้งคู่ จึงดูเหมือนว่า “Spectre” นี่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เดินตมสูตรภาคก่อนอย่าง “Skyfall” เลยก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีปีที่ตัวเพลงเข้าเกณฑ์ตามที่พูดมาหมดเลย คือ ไพเราะด้วย ดังด้วย นักร้องก็ดัง หนังก็ดัง แต่ก็ได้เพียงแค่เข้าชิง อาทิเช่น

“Lost Stars” จากภาพยนตร์เรื่อง Begin Again

  • เป็นอีกครั้งที่เพลงจากหนังของ John Carney ได้เข้าชิงในสาขานี้ ซึ่งเรื่องก่อนของเขาคือ Once ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศไปจากเพลง “Falling Slowly”  ซึ่งออสการ์เองก็คงรู้สึกว่า มันจะมาคว้ารางวัลอะไรกันทุกครั้งฟระ ปีนี้รางวัลก็เลยตกเป็นของเพลง “Glory” จากภาพยนตร์เรื่อง Selma ไป

ฟันธง!!!


คราวนี้มาสู่ช่วงฟันธงกันแล้วนะครับ ซึ่งถ้าจะให้วิเคราะห์ (กันแบบมั่วๆแต่มีหลักการ) แล้วล่ะก็ผมคิดว่า ผู้ที่จะคว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้กลัยไปนอนกอดที่บ้านน่าจะเป็น…

“Mystery of Love” ของ Sufjan Stevens ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Call Me By Your Name นั่นเองครับ !!!

ซึ่งการฟันธง (แบบมั่วๆแต่มีหลักการ)นี้มีเหตุผลมาจาก

  • ออสการ์มักไม่ค่อยให้รางวัลซ้ำกับลูกโลกทองคำเท่าไหร่ จึงคิดว่า “This is Me” ไม่น่าจะได้รับรางวัลนี้ในเวทีออสการ์อีก
  • ส่วนสองเพลงคือ “Mighty River” และ “Remember Me” ต่างก็ได้เข้าชิงจากทั้งสองสถาบัน แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ยังรู้สึกว่ารางวัลอาจจะไม่ตกเป็นของเพลงทั้งสองนี้ การได้เข้าชิงจากทั้งสองสถาบันนั้นถือว่าเท่พอแล้ว (ตรรกะอะไรวะเนี่ย)
  • เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ารางวัลจะต้องตกเป็นของ “Mystery of Love”  อย่างแน่นวล เนื่องจาก 1. เพลงเพราะ เรียบง่ายแต่งดงาม และมีเอกลักษณ์ 2. เนื้อหาลึกซึ้งกินใจ ช่วงเล่าเรื่องและช่วยให้เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี 3. หนังเป็นอินดี้มามืดมาเงียบๆ แต่ค่อยๆถูกพูดถึงในวงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ และตัวเพลงก็ถูกแชร์ต่อกันไปในฐานะเพลงประกอบหนังที่น่าสนใจและมีความไพเราะโดนใจ   

สุดท้ายแล้วผลจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องไปลุ้นกันในเดือนมีนาคมนี้นะครับ ไว้ตอนนั้นเรามาลุ้นกันอีกทีดีกว่านะครัย ว่าเพลงไหนจะได้รับรางวัลนี้ไป !!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“คิดถึง” จากปาล์มมี่ ซิงเกิ้ลนี้ถ้าอยากฟังต้องเล่นเอง !!!

Published

on

ถือว่าเป็นวิธีการโปรโมตเพลงที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับ ซิงเกิ้ลที่ 4 จากอัลบั้มใหม่ของปาล์มมี่ ที่ใช้ชื่อว่า “คิดถึง” ที่ออกมาในรูปแบบของโน้ตพร้อมเนื้อเพลงจำนวน 4 หน้า พร้อมกับข้อความว่า มาแล้วค่ะเพลงใหม่ซิงเกิ้ลที่สี่ เชิญแกะเล่นกันตามสบายเลยค่ะ” ทำเอาแฟนๆอยากรู้ อยากลอง เข้าไปใหญ่ว่าเพลงนี้จะเป็นเช่นไร คราวนี้ก็เลยสนุกกันใหญ่ ต่างเข้ามาส่งการบ้านกันเต็ม ต่างคนก็ต่างมีเวอร์ชั่นของตัวเองออกมาให้ได้ฟังกัน เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ของวงการเพลงบ้านเราเลยทีเดียว

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อวาน (วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์) ตอนราวๆ 3 โมง ปาล์มมี่ได้ประกาศใน facebook ของเธอว่า “วันนี้ห้าโมงเย็นมี่จะปล่อยเพลงใหม่นะคะ” ทำเอาแฟนๆตื่นเต้นและเฝ้ารอที่จะฟังเพลงใหม่ของเธอ จนกระทั่ง 4 โมง 59 นาที ปาล์มมี่ก็ได้โพสต์โน้ตเพลงพร้อมเชิญชวนให้แฟนๆแกะเล่นกันตามสบาย คราวนี้ก็งงกันเลยว่า เฮ้ยนี่มันอะไร ??? เพราะโดยปกติแล้วการปล่อยเพลงถ้าไม่ออกมาเป็น official audio หรือ lyric video ก่อนก็มักจะมาพร้อม MV เลย แต่คราวนี้มีแค่โน้ตเพลงเท่านั้น

ต้องบอกว่านี่เป็นกลยุทธการโปรโมทที่น่าสนใจในโลกทุกวันนี้ ที่ศิลปินกับแฟนเพลงสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรงผ่านสื่อโซเชียลทั้งหลาย และการที่ให้แฟนเพลงได้มีส่วนร่วมในบทเพลงของศิลปินยิ่งทำให้รู้สึกใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นและก่อให้เกิดกระแสแชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยอดไลค์ก็ปาไป 26,000 กว่าไลค์แล้ว รวมไปถึงยอดแชร์อีกร่วม 7,000 แชร์ ส่วนแฟนเพลงที่ส่งการบ้านในโพสต์ก็มีร่วมร้อย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มุมกลับที่แตกต่างไป จากเดิมที่มี ต้นฉบับก่อนแล้วจึงค่อยคัฟเวอร์ กลายมาเป็นคัฟเวอร์ก่อนแล้วค่อยไปฟังต้นฉบับ  !!!

งั้นเรามาดูกันก่อนดีกว่าครับว่า องค์ประกอบของเพลง “คิดถึง” นี้เป็นอย่างไรบ้าง เผื่อพอจะจินตนาการอารมณ์และรสชาติของเพลงนี้ได้บ้าง

1. ความเร็วของเพลง (Tempo)

อย่างแรกเลยคือ Tempo ความเร็วของเพลงอยู่ที่โน้ตตัวดำเท่ากับ 62 ถือว่าเป็นเพลงช้าอย่างแน่นอน และค่อนข้างช้ามาก

2. อัตราจังหวะ (Time Signature)

อัตราจังหวะของเพลงเป็นแบบ 4/4 ซึ่งก็คืออัตราจังหวะมาตราฐานนับบีท 1-2-3-4 ที่พบในเพลงส่วนใหญ่ทั่วไป โดยเฉพาะเพลงป็อป เพลงร็อค

3. คีย์เพลง (Key Signature)

ดูจากบันไดเสียงแล้วพบว่าเพลงนี้อยู่ในคีย์ Bb major ซึ่งเป็นคีย์ที่ให้ความรู้สึกด้านบวก ความรัก ความเบิกบาน ความสงบอะไรประมาณนี้ หากทำเป็นเพลงช้าก็จะเป็นเพลงช้าที่ซาบซึ้งตรึงอารมณ์เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเพลงดังๆที่อยู่ในคีย์นี้ก็เช่น Bohemian Rhapsody ของวง Queen , Rocket Man ของ Elton John , A Thousand Years ของ Christina Perri  เป็นต้น

4.จังหวะ (Rhythm)

ส่วนจังหวะของเพลงแอบมีใส่ลูกเล่นที่น่าสนใจด้วย โดยในท่อน verse กับท่อน chorus จะเป็นจังหวะแบบ Shuffle Feel ซึ่งก็จะมีระบุไว้ในโน้ต ส่วนท่อน pre-chorus กับท่อนที่เป็น instrumental จะเป็นจังหวะแบบ  Straight Rhythm ครับ

5. เนื้อเพลง (Lyric)

แค่อ่านเฉยๆก็จะร้องแล้ว ทั้งซึ้งทั้งเศร้า ทำเอาอยากเดามากๆเลยว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้กันนะ

ทุกๆ สิ่งนั้นเปลี่ยนไป

เมื่อตอนลืมตาขึ้นมา

และมองท้องฟ้าในตอนไหน

เหงาเหลือเกิน เมื่อเธอจากไป

เหม่อมองพระจันทร์ทุกคืน

ฉันคิดถึงเธอเกินทนไหว

 

*โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น ร้องออกมาเท่าไหร่

เธอรู้ไหม

 

**แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

อดทนไว้หัวใจยังสั่น แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

เธอรู้ไหมว่าใครคิดถึงเธอ

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

แต่ย้ำทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

 

เพราะโอกาสที่เราเจอกัน

แค่เพียงในยามค่ำคืน

เวลาฉันนอนหลับตาฝัน

ทุกๆ สิ่งที่เราผูกพัน แต่ฉันยังภาวนา

เพื่อขอให้เธออยู่ตรงนั้น

(ซ้ำ *,**,**)

เธอจะรู้บ้างไหม

บ้างไหม บ้างไหม

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

6. คอร์ด (Chord)

ดูจากคอร์ดที่มากันแบบจัดเต็มทั้ง maj7 , min7 , min6 , sus4 เป็นคอร์ดที่มีตัว extension คือตัวเสริมเติมเข้ามา รับรองเลยว่าโรแมนติค เศร้าซึ้งแน่นอน เพราะคอร์ดที่มีการเติมโน้ตเข้ามา มักจะใช้ในเพลงโซล แจ๊ซ อาร์แอนด์บี แบบนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างวงที่แต่งเพลงแล้วใช้คอร์ดแนวนี้บ่อยๆก็เช่น Tattoo Colour หรือ The Parkinson เป็นต้น

มาขนาดนี้ รอฟังต้นฉบับไม่ไหวแล้วครับ ตอนนี้ขอแอบไปฟังของพี่ๆเพื่อนๆ แฟนเพลงของปาล์มมี่กันก่อนดีกว่าว่ามีเวอร์ชั่นไหนเข้าเค้าบ้าง ซึ่งผมก็คัดมาฝากเพื่อนๆสัก 2-3 เวอร์ชั่นพอเป็นน้ำจิ้มนะครับ ส่วนใครได้ลิ้มลองทำเวอร์ชั่นของตัวเองบ้างแล้วก็อย่าลืมแชร์มาให้ฟังกันบ้างนะครับผม

เวอร์ชั่นนี้เป็นของคุณ Kuljaesol ครับ มาเป็นเวอร์ชั่นเดี่ยวเปียโนเลย ฟังแล้วเพราะมากๆ ซึ้งสุดๆ ชวนให้คิดถึงเพลงเกาหลีช้าๆซึ้งๆแบบพวกเพลงประกอบซีรีย์ หรือ เพลงของ Yiruma อะไรแบบนี้เลย

ส่วนเวอร์ชั่นนี้เป็นของ Madpuppet Studio ครับ มาในแบบติดกลิ่นอาร์แอนด์บีเลย เพราะมาก ซึ้งมากครับ ฟังดูแล้วคิดว่ามีแนวโน้มใกล้เคียงเวอร์ชั่นจริงอยู่พอสมควรครับ คือจังหวะนี่มาเป๊ะๆเลย

เวอร์ชั่นนี้เป็นของคุณ NunNY_Indy ลองมาฟังเสียงร้องแบบผู้หญิงร้องดูบ้างครับเผื่อจะจินตนาการอารมณ์เสียงแบบปาล์มมี่ออก

สำหรับใครอยากลองโหลดโน้ตเพลง “คิดถึง” ไปเล่นดูสามารถเข้าไปโหลดได้ที่เพจเฟซบุ๊คของ PALMY เลยครับ 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] The Favourite: แซ่บจริง อีเสน่ห์ร้ายยกกำลัง 3

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษยุคศตวรรษที่ 17 เมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ ต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยั่วยุและเห็นตรงข้ามกันในการสู้รบกับฝรั่งเศส ทว่าความสาหัสที่แท้จริงสำหรับพระองค์นั้น กลับเป็นการขัดแข้งขัดขาชิงดีชิงเด่นเป็นคนโปรดของพระองค์ระหว่าง ซาร่าห์ และ อบิเกล และเมื่อเหล่าอีลิทเปิดศึกกันแบบนางร้ายละครตลาด ความมัน ความแซ่บ จึงบังเกิด

ผู้กำกับ ยอร์กอส ลานธิมอส กับผลงานเรื่องล่าสุดในแบบที่บอกว่า เฮี้ยน ไม่มาก แต่ แซ่บ สุดทีน สำหรับ The Favourite สมควรจริง ๆ ที่ชื่อไทยจะตั้งว่า อีเสน่ห์ร้าย คือลงตัวกับเรื่องราวจริง ๆ ด้วยความที่รอบนี้ตัวยอร์กอสไม่ได้เขียนบทเอง แต่นำบทของ เดบราห์ เดวีส และโทนี่ แม็คนามารา มากำกับ จึงทำให้หนังลดราวาศอกกับเรื่องสัญญะหรือนัยยะแบบซ่อนลึกที่เป็นความเฮี้ยนประจำตัวลงไปพอประมาณ แต่กระนั้นหนังก็ยังมีลายเซ็นแบบฉบับของหนังยอร์กอสให้เห็นชัดเจน ในเรื่องนัยยะที่มักอยู่ในสัตว์ซึ่งปรากฏในเรื่อง อย่าง The Lobster ก็มีกุ้งล็อบสเตอร์ หรือใน The Killing of a Sacred Deer ก็มีกวาง และสำหรับเรื่องนี้เขาก็นำเสนอนัยบางอย่างผ่าน กระต่าย สัตว์เลี้ยงประจำกายของควีนแอนน์ ซึ่งก็ตีความได้ง่ายกว่ากุ้งกับกวางนั่นด้วย

หนังเรื่องนี้ได้นำเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอังกฤษ ยุคของพระราชินีแอนน์ ในช่วงปี 1704 มาเติมแต่งใส่สีตีไข่เพิ่มเติม อันว่าด้วยเรื่องความสนิทสนมระหว่างพระองค์กับ ซาราห์ เชอร์ชิล ดัชเชสแห่งมาร์ลบะระ ต้นตระกูลของ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ใช้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจ้าครองนครมาเป็นเครื่องมือในการคุมการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อส่งเสริมสามีของตน ในขณะที่พระนางเจ้าแอนน์เองก็ไม่ต่างจากชนชั้นสูงผู้เปลี่ยวเหงาเติบโตในรั่ววังอย่างผิดรูปจนตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น แต่ความไร้เดียงสาเอาแต่ใจของพระองค์ก็บันดาลอำนาจส่งเสริมหรือทำลายผู้ใดก็ได้อย่างไม่อาจคาดเดา หนังได้นำเรื่องราวนี้มาขยายกลายเป็นละครริษยาชิงชังอย่างละครไทยได้เข้มพะยะค่ะมาก ๆ โดยใส่ตัวละครอย่าง อบิเกล มาเป็นตัวขยี้ที่ฉุดรั้งความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีกับซาราห์ให้ดิ่งลงเหว พร้อมกันอบิเกลก็พยายามเหยียบย่ำญาติผู้พี่อย่างซาราห์ขึ้นเป็นคนพิเศษข้างกายพระราชินีเสียเองด้วยมารยาหญิงเต็มพิกัด เกริ่นแค่นี้ก็เห็นความมันในความเป็นอีเสน่ห์ร้ายของแต่ละตัวละครแล้วมั้ยใช่ล่ะ

ทั้งนี้ต้องชื่นชมความแม่นในการแสดงที่ยากเอาเรื่อง ทั้งดราม่าและความตลกร้ายตลกหน้าตายที่เป็นทักษะยากประการหนึ่ง การแสดงที่ปลดปล่อยความดิบเถื่อนออกมาทะลุผ้าผ่อนที่สูงศักดิ์ จนกลายเป็นความขำลั่นโรง และความน่าตกตะลึงสำหรับผู้ชมตลอดเวลา ก็สมควรแล้วที่เหล่านักแสดงนำทั้ง 3 จะโดดเด่นในเวทีการประกวดแข่งขันต่าง ๆ ในปีนี้ ทั้ง โอลิเวีย โคลแมน ในบทพระราชินีแอนน์ ที่เพิ่งส่งให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำครั้งล่าสุดไปด้วย และยังเหลือเวทีใหญ่อย่างออสการ์อีกรางวัลที่มีลุ้นเช่นกัน

ซึ่งคงต้องขอลุ้นไปพร้อมกับ ราเชล ไวซ์ ในบทซาราห์ และ เอ็มม่า สโตน ในบทอบิเกล ที่เข้าชิงในสาขานักแสดงหญิงสมบทยอดเยี่ยมด้วย แม้รายแรกจะเคยได้รางวัลนี้มาแล้วจากหนัง The Constant Gardener และรายหลังจะเคยได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วเช่นกันจาก La La Land แต่กับการทุ่มเทฟาดฟันเชือดเฉือนกันในหนังรอบนี้ของทั้งคู่ ก็ประทับใจผู้ที่ได้ชมอยู่ไม่เบาเลย นอกจากนี้หนังยังมีดาราดังมาร่วมเล่นอีกหลายคน คุ้นหน้าสุดก็อย่าง นิโคลัส ฮอลท์ เป็นอาทิ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีฝั่งบริทิชอย่าง BAFTA Awards ที่คงถูกจริตเป็นพิเศษเพราะทั้งเรื่องราว บรรยากาศ โปรดักชั่น ทุกอย่างมันถ่ายทอดความเป็นหนังอังกฤษออกมาได้พวยพุ่งมาก ๆ การถ่ายด้วยเลนส์ไวด์เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของโถงอาคารและห้องหับต่าง ๆ ในพระราชวังถูกใช้อย่างมีนัยยะสำคัญ การแพนกล้องเองก็มีความเป็นหนังยุโรปที่คงเอกลักษณ์การเคลื่อนกล้องต่างจากหนังฝั่งฮอลลีวู้ดที่ขยันตัดต่อเอามากกว่า ตรงนี้จึงอาจเป็นดาบสองคมเช่นกันที่อาจทำให้ไม่โดนจริตกรรมการฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ แต่ที่ค่อนข้างโดดเด่นมากและควรได้รางวัลปีนี้คงเป็นงานคอสตูมของหนังนั่นเอง ใครสายอีลิทไฮโซไปดูจะอู้หูวโอโหกับโปรดังชั่นเหล่านี้มาก ๆ ทั้งฉาก พร็อพ คอสตูม ส่วนสายถ่ายภาพก็น่าสนใจมากเช่นกันเพราะหนังใช้แสงธรรมชาติถ่ายแทบทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของหนังที่ต้องชื่นชมเลย

อย่างที่กล่าวมาว่าหนังค่อนข้างดูง่ายขึ้นเยอะมาก เรียกว่าเป็นหนังบันเทิงในแบบฉบับยอร์กอสเลยก็ว่าได้ หนังมีความตลกร้าย เล่นล้อกับความขัดแย้งได้มันสุด ๆ เมื่อเหล่าอีลิทในรั้ววังบริทิช ต่างใช้วาจาสถบ เหน็บแนม เสียดแทงกันราวกับแม่ค้าตลาดนัด หรือเมียน้อยเมียหลวงในละครไทยนางทาสก็ไม่ปาน ในขณะที่พระราชินีเองก็อยู่ในบทคุณหลวงผู้ไม่ประสายากจะทันเล่ห์งูพิษรอบ ๆ ตัว หนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เสียดเย้ยเรื่องเพศ สตรีนิยม อยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้หญิงแสร้งเป็นชายเพื่อถืออำนาจข่มขุนนางผู้ชาย หรือแม้แต่ข่มพวกผู้หญิงกันเอง ทำให้หนังเป็นมากกว่าแค่การชิงดีชิงเด่นกันของตัวละคร จุดนี้จึงเปิดช่องให้ยอร์กอสใส่การตีความอันหลากหลายพ่วงเข้ามาบนเส้นเรื่องที่สนุกเป็นทุนอย่างมันมือทีเดียว

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะแสร้งว่ามี พระราชินีเป็นบทนำหญิงเพียงผู้เดียวตามรางวัลที่เสนอเข้าชิง แต่เชื่อว่าใครได้ดูคงคิดเช่นกันว่าจริงแล้ว ทั้งซาราห์และอบิเกล ก็ถือเป็นบทนำได้ทั้งคู่เช่นกัน สมแล้วล่ะที่ควรฟาดฟันกันตั้งแต่ในหนังยันเวทีประกวดแบบไม่มีใครเป็นรองใครทีเดียว อยากให้มาพิสูจน์ความแซ่บแปลกใหม่ และไม่อาตคาดเดาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น กันในโรงก่อนผลออสการ์จะประกาศในสัปดาห์ถัดไปครับ

สามสาวอาจจะอีเสน่ห์ร้าย แต่อี-ทิคเก็ตซื้อไวจองสบาย กดได้ที่รูปเลย

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] IF BEALE STREET COULD TALK: รักปอนปอนในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำ

Published

on

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน อยู่ ๆ ชื่อของ แบร์รี เจนกินส์  ก็ปรากฏกลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงเบอเร่อในวงการภาพยนตร์ เมื่อ Moonlight กลายเป็นหนังม้ามืดที่อาจหาญก้าวขึ้นมาท้าทาย La La Land ได้ในเวทีออสการ์ พร้อมยี่ห้อกลิ่นอายของคนทำหนังละมุนละไม ทอดอารมณ์ตัวละครแบบเรียล ๆ บวกองค์ประกอบภาพเล่นสีสันสไตล์หว่องกาไว แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือหนังที่จับประเด็นทางสังคมแล้วถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังมาก ๆ เรียกว่า ต่อให้แวดล้อมของคนดูจะไม่ได้ใกล้เคียงกับบริบทในหนังเลย อยู่ ๆ ก็สามารถอินกับบรรยากาศ และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องราวในหนังได้หลังจากออกมาจากโรง

If Beale Street Could Talk สร้างมาจากนิยายของ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนชั้นครูผู้ล่วงลับเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผิวสีคู่หนึ่งในย่านฮาร์เล็มของนิวยอร์กช่วงยุค 1970 ซึ่งต้องเจออุปสรรคการกดขี่เหยียดผิวที่รุนแรงหนักหน่วงในสังคมอเมริกัน ความรักทรหดของ ทริช (กีกี เลย์น) หญิงสาวผิวดำวัยเพียง 19 ปี ที่ไปตกหลุมรัก ฟอนนี (สตีเฟ่น เจมส์) นักปฏิมากรหนุ่มวัย 22 เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ฟอนนี ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ขณะที่ ทริช เพิ่งตั้งครรภ์ เธอพยายามต่อสู้เพื่อให้ฟอนนีได้ออกมาอยู่พร้อมหน้าสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อุปสรรคเรื่องเงินและการต่อต้านจากแม่สามี ก็เป็นโจทย์สำคัญที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

บอกตามตรงว่าตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก หนังเซตฉากและคอสตูมนิวยอร์กในยุค 70 ออกมาได้สมจริงมาก ๆ รู้สึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศในช่วงเวลานั้นแบบไม่มีติดขัดเลยตลอด 2 ชั่วโมง หนังเก็บรายละเอียดดีเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ลงตัวมาก ๆ ในแต่ละซีน ตัวหนังอาจเดินเรื่องช้า ๆ เนิบ ๆ ละเลียดไปกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวแบบพินิจพิเคราะห์จริง ๆ ไม่รีบร้อนจะนำพาคนดูไปจุดใดจุดหนึ่ง บางครั้งเราจะได้เห็นฉากลองเทคที่รู้สึกว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ผ่านตาเป็นระยะ

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ การตัดสลับเล่าเรื่องระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตในมายาคติของ ทริช และ ฟอนนี หนังพาเราล่องลอยไปกับความฝัน การปลดล็อคพันธนาการ แล้วจากนั้นก็ดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริง ความจริงของผัวเมียผิวสีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จากนั้นก็สลับไปเห็นว่า ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร ซึ่งถือว่าแม้จะยังมีตกหล่นในหลาย ๆ จังหวะ แต่ภาพรวมก็ถือว่าค่อนข้างสมูท มีลูกเล่นแทรกแปลกตาดี และยังคงโทนสีและคอสตูมที่จัดจ้านเช่นเคย

สิ่งที่หนังประสบความสำเร็จมาก ๆ เลยก็คือ เมสเซจ ที่สื่อออกมาถึงความยากลำบากของตัวละครผัวเมียคู่นี้ ในการฟันฝ่าความเฮงซวยของโชคชะตา ความเฮงซวยของค่านิยมในสังคม หนังพยายามทำให้เราคนดูรู้สึกหนักอึ้ง หน่วง ๆ อึน ๆ คิดแทนตัวละครแล้วก็หาทางออกได้ยากเหลือเกิน เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจากอุปสรรคเรื่องความคิดที่อคติรุนแรงของคนรอบข้างที่เป็น toxic นี่เป็นหนังครอบครัวชั้นดีที่ไม่ได้พยายามจะชี้บทเรียนใด ๆ แต่บอกเล่าความเป็นไปและเวรกรรมที่เราทุกคนต่างต้องพบเจอ และบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ไปกับมัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!