Connect with us

What The Fact

ออสการ์ปีนี้ เพลงไหนดี เพลงไหนโดน เพลงไหนน่าจะได้รับรางวัล !!!

Published

on

หนึ่งปีกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกแล้ว สำหรับงานประกาศผลรางวัลที่จัดขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ หรือที่เราเรียกกันด้วยชื่อที่คุ้นเคยว่า “รางวัลออสการ์” ซึ่งครั้งนี้เป็นปีที่ 90 แล้ว โดยพิธีจะมีขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม .. 2561 โรงมหรสพดอลบีเธียเตอร์ ในฮอลลีวูดรัฐแคลิฟอร์เนีย

ซึ่งก็ตามธรรมเนียมที่ในช่วงต้นปีก็จะมีการประกาศรายชื่อหนังและนักแสดงที่เข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆ ซึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เป็นสาขาหนึ่งในรางวัลนี้ด้วย

โดยในปีนี้มีบทเพลงที่เข้าชิงรางวัลในสาขา “เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Song)” ด้วยกัน 5 เรื่อง ซึ่งจะมีเพลงอะไร จากหนังเรื่องอะไร และแต่ละมีเพลงมีความโดดเด้งน่าสนใจอย่างไรบ้างจึงได้เข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เราไปดูกันเลยดีกว่าครับ


1. Sufjan Stevens, “Mystery of Love” (Call Me By Your Name)

  • Call Me By Your Name เป็นผลงานการกำกับของ ลูกา กัวดาญีโน โดยดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง “Call Me By Your Name” ของอังเดร อาซีมาน เป็นเรื่องราวในฤดูร้อนปี 1983 ทางตอนเหนือของอิตาลี เอลิโอ เด็กหนุ่มวัย 17 ที่ใช้ชีวิตในคฤหาสน์เก่าแก่กับพ่อและแม่ที่เป็นนักวิชาการ จนมาวันหนึ่ง โอลิเวอร์ นักศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันเดินทางมาช่วยงานวิจัยของพ่อเขา การปรากฏตัวของโอลิเวอร์ทำให้เอลิโอได้คเนพบกับพรมแดนทางจิตใจที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน
  • “Mystery of Love” เป็นผลงานเพลงของ ซุฟยอน สตีเว่นส์ นักร้องนักแต่งเพลงหนุ่มชาวอเมริกัน ผู้มีพรสวรรค์ในการแต่งเพลงและบรรเลงดนตรีได้อย่างสดใหม่ ไพเราะ และรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ โดยแนวเพลงส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นแนวอินดี้โฟล์ค
  • “Mystery of Love” มาในท่วงทำนองแบบอินดี้โฟล์ค ที่เรียบง่ายในสไตล์ของซุฟยอน เสียงดนตรีหลักมาจากแบนโจ อันเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของดนตรีโฟล์ค เพลงนี้ซุฟยอนมีการนำเอารูปแบบของดนตรีคลาสสิคมาใช้ในการเรียบเรียงดนตรี เมื่อผสมกับแนวโฟล์คที่มีอยู่เดิมจึงกลายเป็นแนวที่เรียกว่า “บาโรค ป็อป” ท่วงทำนองเพลงนี้มีกลิ่นอายของความฟุ้งฝัน และแสดงออกถึงอารมณ์อันละเมียดละเอียดอ่อนของตัวละครเอลิโอที่มีต่อโอลิเวอร์ ผ่านน้ำเสียงโศกซึ้งของซุฟยอนที่ราวกับสวมวิญญาณของเอลิโอมาถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของตนเองผ่านบทเพลงนี้เลย
  • เนื้อหาของเพลงซุฟยอนแต่งได้งดงามราวบทกวี มันถ่ายทอดความรู้สึกที่เอลิโอมีต่อโอลิเวอร์ได้อย่างละเมียดละไม เป็นห้วงอารมณ์ของความหลงใหลในรักอันแสนลี้ลับและน่าพิศวงสงสัย

Oh, oh woe-oh-woah is me
The first time that you touched me
Oh, will wonders ever cease?
Blessed be the mystery of love

โอ้วมันช่าง…
สัมผัสแรกของคุณนั้น
โอ้ มันจะมีวันจางหายไปไหม?
รักอันแสนเร้นลับนั้นช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน

  • ซุฟยอนแต่งท่อน oh woe-oh-woah is me ได้อย่างมีลูกเล่น มันเป็นการผสมกันระหว่าง “woe is me” กับ “woah is me” ซึ่ง “woe is me” นั้นเป็นคำอุทานที่แสดงถึงความเศร้าเสียใจ ส่วน “woah is me” นั้นก็คือ Woah! ที่เป้นคำอุทานแสดงความดีใจ อัศจรรย์ใจ สุขใจ ซึ่งสองสิ่งนี้มันสื่อถึงความรู้สึกของเอลิโอที่มีต่อสัมผัสแรกและสัมผัสสุดท้ายจากชายคนรักนั่นเอง
  • เพลงนี้ถือได้ว่าเป็นตัวเต็งสำหรับสาขานี้เลยก็ว่าได้ ด้วยท่วงทำนองพลิ้วไหวสุดไพเราะของบทเพลงที่เข้ากันดีกับตัวหนัง อันว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มน้อยกับหนุ่มใหญ่อันอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความฝัน แห่ง ฤดูร้อนของเมือง… ซึ่งเพลงกับหนังมันช่างเสริมส่งกันดียิ่งนัก และ“Call Me By Your Name” ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังที่กระแสมาแรงมากในปีนี้อีกทั้งตัวหนังเองยังได้เข้าชิงในสาขา “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)” และสาขาอื่นๆอีกด้วย จึงทำให้น่าลุ้นมากกว่าบทเพลงนี้ของหนุ่ม ซุฟยอน สตีเว่นส์ น่าจะมาวินในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแน่ๆ

2. Mary J. Blige, “Mighty River” (Mudbound)

  • “Mighty River” ขับร้องโดยนักร้องสาว  แมรี เจ ไบลจ์ (Mary J. Blige ) ซึ่งเพลงนี้เธอแต่งเนื้อร้องร่วมกับ ราฟาเอล ซาดิค (Rafael Saadiq) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของเพลงนี้ด้วย
  • Mudbound เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าจาก NETFLIX อันว่าด้วยเรื่องของหนุ่มผิวสีสองคนที่กลับบ้านมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงเพื่อมาทำไร่ ณ ดินแดนห่างไกลในมิสซิสซิปปีที่ซึ่งทั้งคู่จะได้พบกับความทุกข์ยากและปัญหาจากการเหยียดเชื้อชาติและความลำบากในการปรับตัวกับชีวิตหลังสงคราม
  • Mighty River มาในท่วงทำนองแบบบัลลาดช้าๆ อาร์ แอนด์ บี ผสมกับน้ำเสียงของแมรี จึงทำให้เป็นเพลงที่ฟังดูเศร้าแต่ก็เคล้าไปด้วยความเข้มแข็งหนักแน่นของผู้ที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคและความยากลำบาก
  • เนื้อหาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้สิ่งที่ชีวิตได้ประสบมาจากปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาอันเราได้ฟันฝ่าไปด้วยความเข้มแข็งแห่งรัก

Life is a teacher, time is a healer
And I’m a believer like a river wild
Ego’s a killer, greed is a monster
But love is stronger, stronger than them all

ชีวิตเป็นดั่งครู เวลาคือสิ่งเยียวยา
และฉันคือผู้มีความเชื่อมั่นดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก
อัตตาคือฆาตกร โลภะคือปัศาจร้าย
แต่ความรักนั้นคือสิ่งที่เข้มแข็งกว่าสิ่งใดทั้งมวล

Love is the answer, hate is a cancer
Hope of forgiveness, it waters the soul
Our blood is red, we’re not so different
‘Cause underneath our skin we’re identical

ความรักคือคำตอบ ความเกลียดชังคือมะเร็งร้าย
ความหวังของการให้อภัย เป็นดั่งสายน้ำอันรินรดจิตวิญญาณ
เลือดของเราทั้งผองเป็นสีแดง เรานั้นไม่ได้ต่างกันเลย
เพราะภายใต้เนื้อหนังของเรานั้น เราเป็นเช่นเดียวกัน

Mighty River นอกจากจะเข้าชิงสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์แล้วยังเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Award) ในสาขาเดียวกันนี้ด้วยแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ “This is Me” บทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman ซึ่งก็ถือว่างานนี้ Might River อาจจะมีลุ้น เพราะเป็นหนึ่งในสองเพลงที่เข้าชิงในสาขานี้ของทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำ โดยอีกเพลงที่เข้าชิงทั้งคู่เหมือนเพลงนี้ก็คือเพลง “Remember Me” จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Coco


3. Miguel Featuring ft. Natalia Lafourcade, “Remember Me (Dúo)” (Coco)

  • COCO เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจาก พิกซาร์ สตูดิโอ เล่าถึงเด็กชายชื่อว่า มิเกล ผู้มีความรักและความฝันที่จะเป็นนักดนตรี แต่สำหรับครอบครัวของมิเกล ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะมันเคยสร้างบาดแผลให้กับ คุณย่าทวดของเขา แม้จะถูกห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ทำให้มิเกลถอดใจ หากยิ่งทำให้มิเกลพยายามจะสานความฝันที่จะเป็นนักร้องด้วยการขึ้นประกวดบนเวทีดนตรี  และมิเกลได้แอบเข้าไปในสุสานของนักร้องชื่อดังเพื่อขอยืมกีต้าร์ตัวโปรด ทำให้เขาได้พบกับเหตุการณ์ลี้ลับน่ามหัศจรรย์อันนำเขาไปสู่โลกของคนตายในช่วงของเทศกาลแห่งความตายที่ดวงวิญญาณจะเดินทางกลับจากอีกโลกมาเยี่ยมญาติ จากนั้นการผจญภัยเพื่อความฝันและครอบครัวจึงเริ่มต้นขึ้น 
  • Coco เป็นภาพยนตร์อันมีแก่นเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัว ในประเด็นที่ว่าคำว่าครอบครัวนั้น ไม่ควรมีใครถูกลืม  คำว่าตายจากชีวิตแต่อย่าให้ตายจาก “ความทรงจำ” ดูเหมือนว่าจะเป็นสารที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดประทับใจเรื่องนี้ได้บอกกับเรา และบทเพลง “Remember Me” ก็เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ตอกย้ำถ้อยความนี้ให้ฝังแน่นอยู่ในใจเรา
  • เวอร์ชั่นที่ได้เข้าชิงนี้เป็นเวอร์ชั่นร้องคู่โดย Miguel และ Natalia Lafourcade  โดย Miguel ร้องท่อนภาษาอังกฤษ และ Natalie ร้องท่อนภาษาสเปน ผ่านท่วงทำนองแบบดนตรีอะคูสติค อันมีส่วนผสมของดนตรีสเปน อันมีเสน่ห์และสอดคล้องกับบริบทของเรื่องราวในภาพยนตร์

Recuérdame, si en tu mente vivo estoy
Recuérdame, mis sueños yo te doy
Te llevo en mi corazón y te acompañaré
Unidos en nuestra canción, contigo ahí estaré

จดจำฉันเอาไว้นะ หากฉันยังอยู่ในใจเธอ ฉันก็จะยังมีชีวิตอยู่ได้
จดจำฉันเอาไว้ ฉันขอมอบความฝันของฉันให้กับเธอ
ฉันจะเก็บเธอไว้ในใจ และจะคอยอยู่เคียงข้างเธอ
รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในเพลงของเรา ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเอง

(ขอขอบคุณคำแปลจากเว็บ Aelitax Translate ครับ) 

  • นอกจากเวอร์ชั่นนี้ก็จะมีอีกเวอร์ชั่นที่ร้องโดย Iñigo Pascual ซึ่งฟังดูแล้วจะออกไปในโทนไบรท์ๆกว่า เวอร์ชั่นร้องคู่ที่มีฟีลซึ้ง นวลๆกว่า

“Remember Me “  เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ได้เข้าชิงในสาขานี้จากทั้งสองสถาบันอีกทั้ง ตัวหนังเจ้าของเพลงประกอบยังได้รับรางวัลในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมอีกด้วย และเชื่อว่าหนังเองก็อาจจะได้รับรางวัลในสาขาเดียวกันนี้จากออสการ์ด้วยเช่นกัน จึงน่าลุ้นว่าจากการเป็นผู้เข้าชิงสาขาเพลงในลูกโลกทองคำ อาจได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศจากออสการ์ก็เป็นได้


4. Andra Day Featuring Common, “Stand Up For Something” (Marshall)

  • “Stand Up For Something” เป็นบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Marshall อันสร้างจากเรื่องราวของบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อเมริกัน Thurgood Marshall” ทนายความชาวอเมริกันที่กลายเป็นผู้พิพากษาอเมริกัน-แอฟริกันคนแรกของอเมริกา
  • ด้วยเรื่องราวที่เล่าถึงบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ผู้ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง บทเพลงจึงต้องยิ่งใหญ่และหนักแน่นตามไปด้วย “Stand Up For Something” แปลตรงตัวก็คือยืนหยัดเพื่อบางสิ่ง เพลงนี้ได้นักร้องนักแต่งเพลงสาวชาวอเมริกัน Andra Day มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านน้ำเสียงอันหนักแน่น เข้มแข็งของเธอ ทำให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาในทันที  ผลงานเพลง Andra Day เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขาอัลบั้ม R&B ยอดเยี่ยมแห่งปี เพลงของ Andra Day หลักๆเป็นแนว R&B ที่มีส่วนผสมของ โซล บลูส์  อันเป็นแนวดนตรีของ “Stand Up For Something” ด้วย
  • เพลงนี้ได้แร็พเปอร์หนุ่มชาวอเมริกัน Lonnie Rashid Lynn, Jr. หรือชื่อในวงการคือ Common มาร่วมฟีเจอริ่ง เนื้อหาของเพลงพูดถึงการยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชีวิตจะมีค่าเมื่อมันได้ดำรงอยู่เพื่อทำในสิ่งดีงามอันคือความถูกต้องนั่นเอง

You can have all the money in your hands
All the possessions anyone can ever have
But it’s all worthless treasure, true worth is only measured
Not by what you got, but what you got in your heart
You can have, you can have everything
What does it, what does it mean?

คุณสามารถครอบครองเงินทั้งหมดในมือของคุณ
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเท่าที่คุณจะหามาได้
แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลย
เพราะคุณค่าที่แท้จริงนั้นไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณมี
แต่วัดจากสิ่งที่คุณมีในหัวใจ
คุณสามารถมีทุกๆสิ่งได้
แต่มันจะมีค่าอะไรล่ะ มันจะมีความหมายใด?

สำหรับเพลงนี้บ้านเราอาจยังไม่รู้จักกันนัก เพราะว่าตัวหนังเองก็ยังไม่ได้ฉายในบ้านเราด้วย ส่วนตัวมองว่าถึงแม้จะเป็นเพลงที่ดีทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาแต่ก็ไม่ได้มีความป็อปปูล่าพอที่จะตราตรึงสมแก่การได้รับรางวัลในสาขานี้ จึงทำให้เพลงนี้อาจไม่ใช่ตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลออสการ์ในสาขานี้ไป


5. “This Is Me” (The Greatest Showman)

  • “The Greatest Showman” เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลอันได้แรงบันดาลใจจากความมุ่งมั่นและจินตนาการของ พี.ที. บาร์นัม ผู้ริเริ่มคณะละครสัตว์สุดยิ่งใหญ่ โดยถ่ายทอดเรื่องราวของคนช่างฝันที่มาจากศูนย์ และได้สร้างการแสดงอันชวนตะลึงจนสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก กำกับโดย ไมเคิล กราซีย์  นำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน
  • ไม่ว่าเราจะเป็นใคร จะแตกต่าง แปลกแยกจากผู้อื่นมากแค่ไหน  “จงภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น” นี่คือแก่นสารสำคัญของบทเพลงเพลงนี้ อันรังสรรค์เนื้อร้องและท่วงทำนองโดย เบ็น พาเซค และ จัสติน พอล ผู้เคยฝากผลงานได้ในภาพยนตร์มิวสิคัลสุดฮ็อตอย่าง “La La Land”    บทเพลงนี้ขับร้องโดยตัวละคร “สาวหนวด” ผู้มีน้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แต่กลับเลือกที่จะปิดบังรูปลักษณ์ที่คนรอบข้างมองว่าแปลกประหลาด แต่พี.ที. บาร์นัม เจ้าของโรงละครได้มองเห็นความสามารถและชักชวนเธอมาร่วมทำการแสดง และนั่นคือก้าวแรกที่ทำให้เธอมองเห็นคุณค่าของตัวเอง ตัวละครนี้รับบทโดย  Keala Settle ผู้เป็นนักแสดงหญิงเจ้าของเสียงร้องในเพลงนี้
  • ด้วยเนื้อหาของเพลงที่เป็นกำลังใจให้กับบุคคลทุกคนได้ยืนหยัดและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น อันถูกถ่ายทอดผ่านเสียงร้องและท่วงทำนองปลุกใจชวนให้ฮึกเหิมจึงทำให้เพลงนี้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมไป

I’m not scared to be seen
I make no apologies, this is me

ฉันจะไม่หวาดกลัวที่จะถูกพบเห็นอีกต่อไป
และฉันจะไม่ขอโทษต่อสิ่งใด เพราะนี่คือ “สิ่งที่ฉันเป็น”

This is Me นั้นคว้ารางวัลในสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากลูกโลกทองคำในปีนี้ไปแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะได้รางวัลจากสองสถาบันซ้อน เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะรางวัลในสาขาไหน ออสการ์มักจะไม่ค่อยตามลูกโลกทองคำเท่าไหร่ (มันเหมือนเป็นการเสียเชิงนิดๆ) จึงคิดว่าโอกาสอาจจะเป็นของสองเพลงที่เข้าชิงทั้งสองสถาบัน อย่าง “Mighty River” และ “Remember Me” หรือไม่งั้นก็ต้องเป็นน้องใหม่ไฟแรงอย่าง “Mystery of Love”


วิเคราะห์แนวโน้มเพลงที่น่าจะได้รับรางวัลจากสาขา “เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ในปีนี้


ส่วนใหญ่แล้วเพลงที่ได้ชนะรางวัลในสาขานี้จากปีก่อนๆมักจะมีแนวโน้มว่าเป็นดังนี้

  • เป็นเพลงที่ไพเราะจนปฏิเสธไม่ได้
  • เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดัง ผู้คนจดจำได้ และอาจร้องโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง
  • ภาพยนตร์ที่เพลงนั้นไปประกอบเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังและได้รับความนิยมในวงกว้าง

ยกตัวอย่างเช่นเพลงเหล่านี้

“Falling Slowly” จากภาพยนตร์เรื่อง Once

มันเป็นเพลงที่เรียบง่ายแต่ไพเราะโคตรๆ ที่มาพร้อมกับหนังอินดี้สุดประเสริฐที่แจ้งเกิดให้กับผู้กำกับที่มีใจรักในเสียงดนตรีอย่าง John Carney ที่ต่อมาหนังทุกเรื่องก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรีหมด ไม่ว่าจะเป็น Begin Again หรือ Sing Street ก็ตาม นอกจากนี้เพลงนี้ยังดังข้ามปีและอาจจะข้ามภพข้ามชาติกันไปเลย ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังมีคนเอาเพลงนี้ไปร้องประกวดตามเวทีต่างๆอย่างไม่ขาดช่วงกันเลยทีเดียว

“Let It Go” จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Frozen

  • จะไม่ให้ได้รางวัลได้อย่างไร ก็เล่นร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดงบ้านไหนก็ต้องร้อง “ Let It Go , Let It Go…” พร้อมเต้นพลิ้วไปตามๆกัน
  • ตัวเพลงดี แอนิเมชั่นเด่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งเพลงและหนังดังคู่กันไปเลย

Writing’s On The Wall” จากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ภาค “Spectre”

  • จะไม่ให้ได้รางวัลได้อย่างไร ก็เล่น เอาพี่แซม สมิธมาร้องแถมเขียนเนื้อเพลงร่วมด้วยอีกต่างหาก และเพลงกับหนังก็มาแบบปังๆเสียด้วย เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วทั้งหนังและเพลงดูดร็อปกว่าใช้ได้เลย จึงทำให้เพลงนี้ได้รับรางวัลไปอย่างสวยๆเลย
  • เพลงนี้ไม่ใช่เพลงแรกของหนังเจมส์ บอนด์ที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ เพราะก่อนหน้านี้มี “Skyfall” ที่ขับร้องและร่วมแต่งเนื้อเพลงโดย Adele นักร้องสาวร่วมชาติเดียวกันกับแซม สมิธ คนอังกฤษก็ต้องร้องเพลงหนังอังกฤษเป็นธรรมดา และทั้งสองคนนี้ก็พีคทั้งคู่ จึงดูเหมือนว่า “Spectre” นี่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เดินตมสูตรภาคก่อนอย่าง “Skyfall” เลยก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีปีที่ตัวเพลงเข้าเกณฑ์ตามที่พูดมาหมดเลย คือ ไพเราะด้วย ดังด้วย นักร้องก็ดัง หนังก็ดัง แต่ก็ได้เพียงแค่เข้าชิง อาทิเช่น

“Lost Stars” จากภาพยนตร์เรื่อง Begin Again

  • เป็นอีกครั้งที่เพลงจากหนังของ John Carney ได้เข้าชิงในสาขานี้ ซึ่งเรื่องก่อนของเขาคือ Once ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศไปจากเพลง “Falling Slowly”  ซึ่งออสการ์เองก็คงรู้สึกว่า มันจะมาคว้ารางวัลอะไรกันทุกครั้งฟระ ปีนี้รางวัลก็เลยตกเป็นของเพลง “Glory” จากภาพยนตร์เรื่อง Selma ไป

ฟันธง!!!


คราวนี้มาสู่ช่วงฟันธงกันแล้วนะครับ ซึ่งถ้าจะให้วิเคราะห์ (กันแบบมั่วๆแต่มีหลักการ) แล้วล่ะก็ผมคิดว่า ผู้ที่จะคว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้กลัยไปนอนกอดที่บ้านน่าจะเป็น…

“Mystery of Love” ของ Sufjan Stevens ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Call Me By Your Name นั่นเองครับ !!!

ซึ่งการฟันธง (แบบมั่วๆแต่มีหลักการ)นี้มีเหตุผลมาจาก

  • ออสการ์มักไม่ค่อยให้รางวัลซ้ำกับลูกโลกทองคำเท่าไหร่ จึงคิดว่า “This is Me” ไม่น่าจะได้รับรางวัลนี้ในเวทีออสการ์อีก
  • ส่วนสองเพลงคือ “Mighty River” และ “Remember Me” ต่างก็ได้เข้าชิงจากทั้งสองสถาบัน แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ยังรู้สึกว่ารางวัลอาจจะไม่ตกเป็นของเพลงทั้งสองนี้ การได้เข้าชิงจากทั้งสองสถาบันนั้นถือว่าเท่พอแล้ว (ตรรกะอะไรวะเนี่ย)
  • เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ารางวัลจะต้องตกเป็นของ “Mystery of Love”  อย่างแน่นวล เนื่องจาก 1. เพลงเพราะ เรียบง่ายแต่งดงาม และมีเอกลักษณ์ 2. เนื้อหาลึกซึ้งกินใจ ช่วงเล่าเรื่องและช่วยให้เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี 3. หนังเป็นอินดี้มามืดมาเงียบๆ แต่ค่อยๆถูกพูดถึงในวงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ และตัวเพลงก็ถูกแชร์ต่อกันไปในฐานะเพลงประกอบหนังที่น่าสนใจและมีความไพเราะโดนใจ   

สุดท้ายแล้วผลจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องไปลุ้นกันในเดือนมีนาคมนี้นะครับ ไว้ตอนนั้นเรามาลุ้นกันอีกทีดีกว่านะครัย ว่าเพลงไหนจะได้รับรางวัลนี้ไป !!!

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี – ควายขวิดตกผา เจอหมา หาทางกลับบ้าน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เคดา (โคดี สมิธ แมคฟี) เด็กหนุ่มแรกรุ่นแห่งเผ่าโซลูเทรียนที่ต้องพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายด้วยการออกล่าควายไบซันกับ เทา (โยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน) พ่อผู้เป็นหัวหน้าเผ่าและคาดหวังกับผลงานการล่าสัตว์ครั้งนี้ของลูกชายแต่เมื่อเกิดเหตุชลมุนจนควายตัวหนึ่งขวิด เคดา จนตกหน้าผาจนทุกคนในเผ่าสิ้นหวังเดินทางกลับบ้านพร้อมข่าวร้าย แต่ไม่นาน เคดา ก็ฟื้นสติและได้ผูกมิตรกับหมาป่าจ่าฝูงที่เขาใช้คมมีดฟันมันจนบาดเจ็บในการปะทะเมื่อแรกพบจนเกิดมิตรภาพต่างสายพันธุ์ แต่เวลาไม่คอยท่าเคดาจำต้องพาเพื่อนซี้สี่ขาฝ่าสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและอันตรายรอบด้านเพื่อกลับไปยังบ้านของเขาก่อนที่หิมะแรกจะตก พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

 

 

สิ่งแรกที่จะนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังเรื่อง ALPHA คงหนีไม่พ้นหนังที่มีกำหนดเลื่อนฉายอย่างกับเกมมอญซ่อนผ้า คือพร้อมจะเปลี่ยนวันฉายได้ตลอดเวลาตั้งแต่กำหนดเดิมช่วง กันยายน-ตุลาคมปีที่แล้ว (2560) แต่หนังก็ถูกเลื่อนโปรแกรมฉายออกไปเป็นเดือนมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ (2561) และในเดือนธันวาคมปีที่แล้วโซนี่พิคเจอร์ก็ประกาศวันฉายใหม่เป็นเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนจะเลื่อนฉายที่อเมริกาเร็วขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาส่วนบ้านเราหนังก็เข้าฉายแล้ววันนี้

แต่นอกจากเรื่องเลื่อนฉายแบบมาราธอนแล้ว ข้อมูลที่เรารับรู้จาก ALPHAก่อนหน้านี้มีแค่ภาพโปรโมตที่เน้นซีจีสร้างโลก 20,000 ปีก่อนขึ้นมาพร้อมๆกับบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์ต่างๆที่ไม่ต่างจากปัจจุบันนักแต่เน้นเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ออกหากินเป็นฝูงดูยิ่งใหญ่ ดูแกรนด์สร้างความน่าสนใจตามประสาหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์พร้อมพลอตว่าด้วยการเอาตัวรอดในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งก็ดันไปคล้ายพลอตเรื่องของหนังอย่าง 10000BC (2008) หนังผจญภัยฟอร์มยักษ์ของโรแลนด์ เอมเมอริชเมื่อ 10 ปีก่อนที่ชูจุดขายในการปลุกเสือเซเบอร์ทูธมาให้ผู้ชมยลโฉม ส่วนนักแสดงก็ยังไม่ใช่จุดขายนักทั้ง โคดี สมิธ แมคฟี จาก Let Me In หรือโยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน หนึ่งในนักแสดงซีรีส์ดัง Game of Throne แถมพอปล่อยตัวอย่างหนังออกมาในช่วงหลังดันไปเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า เลยทำให้ภาพหนังผจญภัยโลกหมื่นปีที่เคยปูมาก่อนหน้านี้เริ่มดูเฉไฉไปทางหนังหมาเพื่อนรักซะงั้น แต่เอาล่ะยังไงเราก็ต้องตัดคะแนนจากตัวหนังจริงๆซึ่งบอกได้เลยว่า….อาการหนักเอาการ

เริ่มจากการปูพื้นตัวละครก่อนเลย อันนี้ต้องบอกว่าหนังมีปัญหาในการทำให้เราเข้าใจเข้าถึงวัฒนธรรมชนเผ่ามาก เปิดเรื่องมาด้วยการล่าควายไบซันที่ทำให้เคดาตกผาเป็นซีนอารัมภบทแล้ว เมื่อหนังตัดไปเล่าเหตุการณ์ที่มาที่ไปกลับมีแค่ฉากคัดเลือกคนไปล่าสัตว์จากการให้เด็กหนุ่ม ลับหิน ทำปลายหอกแล้วหนุ่มน้อยเคดาเราดันลับได้คมกริบ คุณพ่อเทาเลยเลือกเขาไปล่าควายประเพณีด้วยกัน ซึ่งตรงนี้หนังไม่แม้แต่จะบอกสาเหตุว่าทำไมต้องคัดเลือกจากการลับหินให้คม เพราะท้ายที่สุดตอนออกล่ามีซีนที่เทาสั่งให้เคดาสังหารควายไบซันระหว่างทางแต่เคดาก็อ่อนแอเกินกว่าจะปาดคอมันจนได้ รวมถึงการยกเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ได้ชวนให้เราผูกพันธ์แม้แต่น้อยทั้ง เทาในฐานะพ่อหรือบท่แม่ของนาทัสเซีย มัลธี เพราะหนังให้เวลากับการปูความสัมพันธ์ตรงนี้น้อยเกินไป ต่างจากหนังที่นำเสนอเรื่องชนเผ่าอย่าง Apolalypto (2006) ยังปูความสัมพันธ์ของครอบครัวตัวเอกได้หนักแน่นทำให้เราอยากเอาใจช่วยมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังเลือกประดิษฐ์ภาษาขึ้นเองแล้วบอกว่านี่คือภาษายุโรปโบราณก็ยิ่งเป็นภาระคนดูที่ต้องอ่านซับไตเติลจนตัวหนังยิ่งยากจะดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมตามอีก เลยกลายเป็นว่าคนดูได้แต่งงว่านี่คือหนังของชนชาติไหนก็ไม่รู้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เอะอะก็ยกเรื่องความกล้าหาญอย่างเดียวโดยการดำเนินเรื่องแทบไม่นำพาให้มีอารมณ์ร่วมตามแต่อย่างใด

นอกจากจุดขายไม่เด่นและเล่าเรื่องได้ไร้อารมณ์ร่วมแล้ว อีกจุดที่เป็นปัญหาคือการนำเสนอนี่แหละ เอาในเชิงเนื้อเรื่องที่หนังเองพยายามจับปลาสองมือคืออยากทั้งนำเสนอการค้นพบความกล้าหาญของเคดาและความรักความผูกพันธ์ระหว่างเคดาและอัลฟ่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนอกจากปัญหาในการปูความสัมพันธ์ของตัุวละครมนุษย์ตอนต้นแล้ว การที่หนังใช้ซีจีอย่างสิ้นเปลืองก็มีผลต่อความเชื่อถือมาก ในกรณีแรกหนังสอบตกโดยสิ้นเชิงในการโยนประสบการณ์ความกลัวใส่เคดา เนื่องจากหนังมักเน้นภาพสวยๆซีจีเด่นๆแต่กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความกลัวของเคดาจริงๆทั้งที่ความกลัวถือเป็นจุดหนึ่งที่ตัวละครจะค้นพบความกล้าในตัวเองแต่ลงท้ายสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เคดาจะได้เจอกลับมีแค่กลัวอัลฟาจะกัด และกลัวเสือดำจะโผล่มาขย้ำในถ้ำน้ำแข็งซึ่งหนังก็กำกับออกมาได้ไร้อารมณ์ร่วมเหลือเกินจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานกำกับของ อัลเบิร์ต ฮิวจ์ ผู้กำกับ The Book Of Eli (2010) หนึ่งในหนังแอ็คชันทริลเลอร์ที่สนุกมาก แต่พอต้องมากำกับหนังเรต PG 13 เรื่องนี้ ตัวหนังกลับออกมาจืดชืดเหลือทนจริงๆ แถมในด้านความตื่นตาตื่นใจหนังก็สอบตกสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ 10000BC เราได้ดูช้างแมมมอธ เสือเซเบอร์ทูธ ใน ALPHA เราได้ดูแค่หมาป่าที่ไซส์ยืดได้หดได้ เสือดำที่โผล่มาไม่กี่ช็อต ควายไบซัน ที่ดูเป็นอัลกอริทึ่มของคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง

อีกกรณีคือความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็นจุดขายในเทรลเลอร์ตัวสุดท้ายก่อนหนังฉาย ซึ่งโอเคว่าหนังก็ทำตรงนี้ได้น่ารักดีแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีผลในการทำให้พลังของเรื่องในส่วนของการเอาตัวรอดที่ควรจะตื่นเต้นลดลงไปแบบกราฟดิ่งฮวบๆเหมือนกัน ที่สำคัญบทสรุปของหนังยังทำให้อดคิดวิตถารไปไม่ได้ว่า เคดา กับ อัลฟ่า  “เอาตัวรอด” กันท่าไหนจนอัลฟาท้องได้เนี่ย อดไม่ได้จริงๆฮ่าาาา

สรุปเลยแล้วกันว่า ALPHA คือโปรแกรมที่ต่อให้คาดหวังหรือไม่ได้กับมัน มันก็พร้อมจะทำให้เราผิดหวังกับแทบทุกองค์ประกอบของหนังจริงๆ ไม่ว่าจะเอาตื่นเต้น ความตื่นตาตื่นใจ หรือกระทั่งความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาที่ความเป็นซีจีกลับมาทำร้ายหนังอย่างร้ายกาจ

ALPHA อาจถูกใจผู้ชมอย่างคุณก็ได้ ไปพิสูจน์ในโรงหนังดีกว่า คลิกซื้อตั๋วด้านล่างเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

ชำแหละตัวอย่างแรก Captain Marvel : เผย 26 สิ่งที่น่าสนใจ ของฮีโรที่ “แข็งแกร่งที่สุดใน MCU”

เรามาดูสิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างแรกของ Captain Marvel กัน

Published

on

Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างแรกของ Captain Marvel ออกมาแล้ว ซึ่งเธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงฉายเดี่ยวคนแรกของ MCU (Marvel Cinematic Universe) และว่ากันว่ามีพลังเทียบเท่า Thanos ในเวอร์ชันที่สวมถุงมือ Infinity Stone เลยทีเดียว

เรามาดูสิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างแรกของ Captain Marvel กัน

1. Captain Marvel ร่วงมายังโลก

ในตอนต้นตัวอย่างแรกของ Captain Marvel นั้น เป็นฉากเกิดระเบิดในอวกาศ แล้ว Carol Denvers หรือ Captain Marvel (รับบทโดย บรี ลาร์สัน) ก็ร่วงหล่นลงมาสู่พื้นโลก

ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือจงใจ แต่มันก็เป็นการนำเสนอเรื่องราวหลักว่าจะมาจากอวกาศเป็นสำคัญ

2. ร้านวิดีโอ Blockbuster เผยให้ทราบปีที่เกิดเรื่อง

ด้วยการที่ Captain Marvel ร่วงตกลงมาที่ร้านวิดีโอ Blockbuster ทำให้ทราบว่า เรื่องราวใน Captain Marvel จะดำเนินในช่วงปี 1990 – 1995

Blockbuster เป็นร้านเช่าวิดีโอที่ได้รับความนิยมมากในยุค 90 แต่ในปี 1993 กลับเริ่มมีผลกำไรน้อยลงจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนชื่อเป็น Blockbuster Entertainment ในปี 1996

3. Carol Danvers เป็นทหารนอกแถว

จากประโยคของ Nick Fury (รับบทโดย ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ที่ว่า “รู้ได้ทันทีที่เห็นทหารนอกแถว แต่ไม่คิดว่าจะมาจากท้องฟ้า” นั่นอาจเป็นการบอกเล่าอีกส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง โดย Carol Danvers อาจขัดแย้งกับพวก Srull และกองกำลัง Starforce ของชาว Kree และนั่นทำให้เธอกลายเป็นทหารนอกแถว

อีกทั้งการได้กลับมายังโลกนั้น ทำให้เธอเริ่มฟื้นความทรงจำในอดีตขึ้นมา

4. Carol Danvers และหน่วย S.H.I.E.L.D.

Carol Danvers ได้สวมชุดลำลอง และหมวกของหน่วย S.H.I.E.L.D. ซึ่งคาดวา Nick Fury เป็นคนที่พาเธอมา

และถ้าดูจากเทคโนโลยีต่างๆ ของหน่วย S.H.I.E.L.D. ก็นับว่าล้ำหน้ามากสำหรับยุค 90

5. ร่างของพวก Skrull ถูกชำแหละ

ดูเหมือนว่าหน่วย S.H.I.E.L.D. จะเริ่มชันสูตรร่างของพวกต่างดาวมาตั้งแต่ยุค 90 โดยหนึ่งในนั้นคือร่างของพวก Skrull และทำให้หน่วยงานนี้ได้ร่วมแบ่งปันวิทยาการกับ NASA

6. การมาเยือนครั้งแรกของ Skrull (หรืออาจเป็น Kree)

ถ้าสักเกตดีๆ จะเห็นยานอากาศของมนุษย์โลกลำหนึ่ง บินขึ้สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งดูเหมือน Bus ยานในซีรีส์ Agents of S.H.I.E.L.D. ซีซั่น 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ Phil Coulson ได้กล่าวว่า Bus ถูกนำใช้ในช่วงยุค 90

และสำหรับยานที่กำลังมุ่งมายังชั้นบรรยากาศโลกนั้น อาจเป็นยานของพวก Skrull หรือ Kree ก็เป็นได้

7. ฉากไล่ล่า

แน่นอนว่าในตัวอย่างนี้ได้มีการใส่ฉากแอคชั่นเข้ามามากมาย หนี่งในนั้นคือฉากไล่จากจากท้องถนน ไปจนถึงบนหลังคารถไฟ โดย Captain Marvel ยังคงใส่ชุดของชาว Kree และเริ่มใช้พลังให้ชาวโลกได้เห็น

8. Nick Fury หน้าเด้งเชียว

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทีมงานจะใช้ CGI เพื่อตกแต่งใบหน้าของ Nick Fury (รับบทโดย ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ให้อ่อนเยาว์ลง เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นเรื่องที่อยู่ในยุค 90 และเป็นการเปิดเผยเรื่องราวในยุคแรกๆ ของ Nick Fury ด้วย

9. Carol Danvers ความจำเสื่อม

ดูเหมือนว่า Captain Marvel จะเชื่อว่าเธอเป็นทหารชาว Kree มาโดยตลอด แต่เมื่อเธอตกลงมายังโลก ก็เป็นการเปิดเผยอดีตของเธอที่ต้องการจะเป็นนักบินตั้งแต่เด็ก

คาดว่าการที่เธอความจำเสื่อมนั้น มาจากการที่เธอได้ค้นพบพลังของชาว Kree ที่ส่งผลกระทบต่อสมองของเธอ เมื่อเธอเริ่มฝึกฝนเพื่อใช้พลัง มันจึงทำให้เธอลืมเรื่องราวในอดีตเสียสิ้น

10. ยานของ Starforce

ยานของ Starfroce นั้นถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม และนี่อาจเป็นหนึ่งในยานที่ Captain Marvel ได้ขับ และถูกยิงตกลงมายังโลก

11. Kree ดาวบ้านเกิดของ Hala

ตัวอย่างได้เผยให้เห็น Kree ดาวบ้านเกิดของ Hala ซึ่งเป็นการเกี่ยวโยงถึง Guardians of the Galaxy และรวมถึงซีรีส์ Agents of S.H.I.E.L.D. ด้วย

12. Carol Danvers เคยเป็นนักบิน

เป็นความทรงจำในอดีตของเธอที่เคยเป็นนักบินของกองทัพสหรัฐฯ มาก่อน

13. Maria Rambeau

ในฉากย้อนความทรงจำ จะได้เห็นตัวละคร Maria Rambeau (รับบทโดย ลาชานา ลินช์)

ในคอมมิกนั้น Maria Rambeau มีลูกสาวชื่อ Monica ซึ่งกลายเป็นซูเปอร์ฮีโรนามว่า Photon ในเวลาต่อมา จึงมีความเป็นไปได้ว่า Photon อาจปรากฏตัวใน Captain Marvel และ Phase 4 ของ MCU ด้วย

14. Captain Marvel ถูกจับ

เป็นฉากที่ Captain Marvel ถูกจับและมีแสงเลเซอร์เจ้าไปที่สมองของเธอ ซึ่งอาจเป็นเครื่องลบความจำของชาว Kree เพื่อให้ Carol มาร่วมกับกองกำลัง Starforce

อุปกรร์นี้เคยปรากฏในคอมมิก Uncanny X-Men เล่มที่ 164 เมื่อปี 1982 โดยเป็นอุปกรณ์ที่ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของ Captain Marvel

15. กองกำลัง Starforce

กองกำลัง Starfoce ประกอบไปด้วย Korath (ดไจมอน ฮาวน์ซู), Att-Lass (อัลเจนีส เปเรซ โซโต), Bron Char (รูน เทมท์) และ Minn-Erva (เจมม่า ชาน)

16. จู๊ด ลอว์…

คาดว่า จู๊ด ลอว์ อาจรับบทเป็น Mar-Vell ซูเปอร์ฮีโรที่เป็นแรงบันดาลใจของ Carol Danvers ในเวอร์ชันคอมมิก

17. Skrull มาถึงโลกแล้ว

Captain Marvel ได้เปิดตัวเอเลี่ยนสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ เรียกว่า Skrull ซึ่งได้เริ่มเดินทางมายักโลก โดยการนำของ Talos (รับบทโดย เบน เมนเดลชอน) ภายใต้ยานล่องหน

18. Captain Marvel ทำร้ายหญิงชรา

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า พวก Skrull นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ และนั่นทำให้ฉากหนึ่งที่ Captain Marvel ได้ทำร้ายหญิงชรานั้น ก็ทำให้เชื่อได้ว่าหญิงชราคนนั้นคือพวก Skrull

19. ภารกิจที่ดาว Torfa ของหน่วย Starforce

หน่วย Starforce ได้ไปทำภารกิจที่ดาว Torfa และเป็นสถานที่ซึ่ง Starforce ได้ค้นพบแผนของพวก Skrull ที่กำลังจะรุกรานโลก

20. Ronan เชื่อมโยงถึง Guardians of the Galaxy

Ronan (ยังคงรับบทโดย ลี เพซ) เป็นตัวร้ายจาก Guardians of the Galaxy ซึ่งจะได้รับการเปิดเผยถึงแรงผลักดันของเขา และอาจกลายเป็นตัวร้ายที่น่าจดจำมากที่สุดตัวหนึ่งของ MCU

21. Phil Coulson วัยหนุ่ม

เจ้าหน้าที่ Phil Coulson (รับบทโดย Clark Gregg) มีบทบาทมากใน Phase 1 ของ MCU และใน Captain Marvel นี้ ก็จะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวเมื่อครั้งที่ Phil ได้เริ่มเข้าร่วมกับ S.H.I.E.L.D.

22. เพจเจอร์ของ Nick Fury

ในฉากโพสต์เครดิตของ Avengers: Infinity War นั้น Nick Fury ได้ส่งข้อความ “ขอความช่วยเหลือจาก Captain Marvel” ผ่านเพจเจอร์ของเขา ก่อนที่ร่างกายจะสลายไป

23. หมวกทรงโมฮอว์ก ของ Captain Marvel

เป็นการอ้างอิงจากภาพร่างในเวอร์ชันคอมมิก ที่ได้มีการออกแบบชุดใหม่มากมายสำหรับ Carol Danvers และหนึ่งในนั้นคือ หมวกทรงโมฮอว์ก

24. ต้นกำเนิด Captain Marvel

ในเวอร์ชันคอมมิกนั้น Carol Danvers ได้รับพลังจากรังสีต่างดาว เมื่อเครื่อง Psyche Magnetron ของชาว Kree ได้ระเบิดใกล้ๆ เธอ

ในเวอร์ชันภาพยนตร์นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่แตกต่างออกไปมากนัก แต่ได้มีการต่อยอดออกไปอีกว่า Captain Marvel จะเข้าไปในมิติ Quantum Realm เช่นเดียวกับ Ant Man ด้วย

25. เลือดนักสู้

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง Carol Danvers ก็จะลุกขึ้นสู้ นั่นเป็นคุณลักษณะเด่นของเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ตอนที่เธอฝันจะเป็นนักบิน, ตอนที่ฝึกเพื่อเป็นนักบิน และตอนที่สู้เพื่อปกป้องโลก

26. พลังของ Captain Marvel

เควิน ไฟจ์ ประธานของ Marvel Studios ได้กล่าวว่า Carol Danvers เป็นซูเปอร์ฮีโรที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน MCU โดยพลังของเธอนั้นไร้ขีดจำกัด

ถึงแม้ว่าตัวอย่างแรกของ Captain Marvel จะมิได้แสดงให้เห็นพล้งของ Carol มากนัก แต่ในตอนท้าย ดูเหมือนวาจะเป็นการปลดปล่อยพลังระดับสุดยอดจนกลายเป็นร่างใหม่ที่เรียกว่า Binary

Captain Marvel มีกำหนดฉายวันที่ 7 มีนาคม 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เรียนรู้ที่จะพัก และปลุกพลังใจไปกับ “แสงสวรรค์” MV ใหม่ จาก Bodyslam

Published

on

ตั้งแต่เปิดอัลบั้มมา MV ซิงเกิ้ลใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาแต่ละตัวนั้น ไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวไซไฟในกลิ่นอายชนบทจาก “เราคือใคร” MV 360 ใน “วิชาตัวเบา” คราวนี้ก็มาถึงซิงเกิ้ลที่ 3 จากอัลบั้ม “วิชาตัวเบา” ที่ได้เวลามาปรากฏโฉมแล้ว โดยซิงเกิ้ลนี้มีชื่อว่า “แสงสวรรค์”

หากใครได้รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ที่กำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ในตอนท้ายของภาพยนตร์จะได้ยินบทเพลงเพลงหนึ่ง ที่ปลุกพลังในใจให้ลุกโชนและมีพลังบวกในการเรียนรู้ที่จะล้ม หยุดพัก และลุกขึ้นมาก้าวเดินต่อ บทเพลงนั้นก็คือ เพลง “แสงสวรรค์”นี่เอง

“แสงสวรรค์” เขียนเนื้อร้องและทำนองโดยพี่ตูน เป็นบทเพลงที่พูดถึงการเรียนรู้ที่จะล้ม และหยุดพัก ก่อนที่จะกลั่นกรองประสบการณ์ที่ได้รับมาและลุกขึ้นมาก้าวเดินต่อไป เป็นบทเพลงสร้างเสริมพลังใจให้รับรู้ว่าชีวิตนั้นไซร้ ใช่จะสุขสมหวังเสมอไป แต่รสชาติของชีวิต และการเติบโตย่อมได้มาจากการเรียนรู้ที่ได้รับจากการล้มและพ่ายแพ้ ล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง พักบ้าง อย่าฝืนรีบๆทำเพื่อให้ถึงเส้นชัย ความงามระหว่างทางคงจะถูกละเลยไปเป็นแน่ จงหยุดและเฝ้ามอง ชีวิตที่อยู่ตรงหน้า รับรู้เรียนรู้ในทุกสิ่งที่ผ่านมา และแปลงมันให้เป็นคุณค่าเป็นพลังในการก้าวเดินต่อไปยังเส้นชัย

“รู้ที่จะเรียนหยุดยั้ง  รู้ที่เคยผิดพลั้ง

วันที่เมฆบดบัง  ทางเดินชีวิต

ล้มคือธรรมดา  ต้องหยุด  ฟื้นกำลังวังชา

รับทุกบทเรียนจากฟ้า  รับว่าใจเหนื่อยล้า

ยังศรัทธาและคอย  ที่จะเรียนรู้

แพ้คือธรรมดา  เข้าใจ  หากยังมีพรุ่งนี้”

MV เพลงนี้กำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ  และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงศ์ ตากล้องของภาพยนตร์เรื่อง “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” และเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่าย 123records ของ แสตมป์ อภิวัชร ด้วย

ไก่ ณฐพล บุญประกอบ  และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงศ์

เรื่องราวใน MV เปิดด้วยการมาถึงของผู้ส่งสารลึกลับร่างยักษ์ (รับบทโดย พี่โยกเยก เชิญยิ้ม) ที่แบกเครื่องเล่นวิทยุไปด้วย  เมื่อใดก็ตามที่เขาได้เจอกับผู้คนที่กำลังทำกิจกรรมใดๆอยู่ในชีวิต เขาก็เป็นอันจะต้องกด play เครื่องเล่นวิทยุนั้น จากนั้นผู้คนทั้งหลายก็เป็นอันร่วงล้ม สลบไสลกันไปทุกราย  เปรียบผู้ส่งสารลึกลับเป็นดั่งตัวแทนจากเบื้องบนที่ลงมาเปิดเพลง “แสงสวรรค์” ให้ผู้คนได้ฟังเพื่อผ่อนพัก เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้ละวางจาก ภาระ หน้าที่ และความเหนื่อยล้าที่มีตลอดมา

ในบทเพลงมีการใช้สัญลักษณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ

ม้วนเทปเปรียบเหมือนการบรรเลงบทเพลงชีวิต รูปร่างของแกนเทปเป็นเหมือนกงล้อที่หมุนไปไม่หยุดนิ่งเปรียบดั่งชีวิตคนเราที่เดินไป เดินไป อย่างไร้การสิ้นสุด

การกดเล่นเทปโดยผู้ส่งสาร คือ การกดเพื่อเปิดเพลงอันเป็นดั่งมนตราที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายต้องล้มลง และหยุดพักจากกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ เป็นเหมือนสารจากพระเจ้าที่ต้องการจะบอกกับเราว่าควรจะพักเพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาเสียบ้าง เพราะ “พักไม่ได้แปลว่าแพ้” เสมอไป

เลข 09 ที่ตัวตลับเทปสื่อถึง การ “ก้าว” เดิน นั่นเอง

ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับ MV ได้เล่าถึงเบื้องหลังที่มาของ MV นี้ว่า

“24/11/60 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นวันแรกและวันเดียวตลอดการวิ่ง 55 วันที่พี่ตูนขอเบรคกลางคันเพราะเจ็บขา
คืนนั้นเราพักกันที่โรงแรมริมทะเลชื่อ Sunshine Paradise
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ช่วงที่ตัดต่อ 2,215 พอเราตกลงปลงใจกันว่าบิ๊กไอเดียของหนังคือ จะเล่าตัวตนพี่ตูนผ่านเนื้อเพลง งั้นถ้าวิ่งถึงเส้นชัยแล้วมีเพลงที่สะท้อนความรู้สึกจากการวิ่งครั้งนี้ได้น่าจะเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของหนังเลย เราได้แต่แอบหวังลึกๆในใจว่าเพลงนี้จะเกิดขึ้นจริง จนกระทั่งได้ฟังเดโม่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแรกสุดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

Wait for another day
You can go away
I will never say ‘You Can’t do it!’

เช้าวันนั้นที่โรงแรมริมทะเล ผมวิ่งจ๊อกกิ้งผ่านหน้าบ้านพัก เห็นพี่ตูนมานอนอ่านหนังสือ เลยไปเอากล้องมาตั้งถ่าย ครู่หนึ่งแกก็กลับเข้าบ้านพวกเราจึงล้มเลิกและกลับไปนอน ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นห้านาทีแกจะเอากีต้าร์ออกมาแต่งเพลง ที่พูดถึงความรู้สึกของการต้องฝืนใจหยุดพักเพราะคำสั่งหมอ
เพลงๆเดียวที่หนังของพวกเราเฝ้ารอ

ใครสักคนเคยบอกไว้ นักดนตรีคือผู้นำสารจากพระเจ้า เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สึกหรือ ‘ข้อความ’ จากเบื้องบนให้ออกมาเป็นท่วงทำนองสะกดใจคนฟัง
วันนั้นใครบางคนอาจกระซิบบอกพี่ตูนให้นำสารนี้มาบอกพวกเรา

แมจเซนเจอร์ลึกลับจากสวรรค์ จึงเดินทางลงมาพร้อมแสงสว่าง มาเปิดเพลงนี้ให้ทุกคนที่กำลังทำงานหนักเพื่อพุ่งไปข้างหน้า ได้หยุดพักเพื่อกลับมาทบทวน ว่าเรากำลังทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร

เพราะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
จึงขอบันทึกทั้งหมดไว้บนหลังเสื้อแมจเซนเจอร์ ณ ที่นี้  “

ตัวเลขด้านหลังเสื้อผู้ส่งสาร 03-024-1160 มีความหมายดังนี้

03 หมายถึงซิงเกิ้ลที่สามของอัลบั้ม “วิชาตัวเบา”

024 คือ วันที่ 24

1160 คือ เดือน  11 พฤศจิกายน ปี 2560 นั่นเอง

นอกจากนี้ใน MV “แสงสวรรค์” ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ล้ำยุคมาใช้ ซึ่งก็คือ “ไฟโดรน” โดยเป็นอุปกรณ์แสงที่มีฟังชั่นการทำงานคล้ายกับโดรนคือสามารถบังคับควบคุมขึ้นไปบนฟ้า แล้วฉายแสงลงมายังพื้นดิน เปรียบเหมือนกับแสงจากสวรรค์อย่างไรอย่างนั้นเลย

โฉมหน้า Drone Lighting ที่ใช้เป็นไฟ Top Light โดรนที่ใช้คือ Freefly ALTA 6 ใบพัด และไฟ LED แบบเลนส์ออกแบบมาเพื่อโดรนโดยเฉพาะ 

สุดท้ายนี้หากใครยังไม่ได้ชม “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ตอนนี้ยังมีรอบฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์นะครับ ไม่อยากให้พลาดกันเลยจริงๆ มาพักกายพักใจ และ สัมผัสรับพลังกลับไปหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้และเพลง “แสงสวรรค์” ที่เป็นหนึ่งในบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้กันครับ

ขอขอบคุณที่มาของ MV โดย ผู้กำกับ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ

ภาพถ่ายและข้อมูลเรื่องไฟโดรนจาก Danuwat Jettana Movi Operator ของ MV เพลงนี้ด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!