Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Bird Mini Marathon หลากสีสันแห่งเสียงดนตรีในมาราธอนแห่งชีวิต

Published

on

หากจะเปรียบเส้นทางชีวิตของศิลปินคนหนึ่งเหมือนดั่งการวิ่งมาราธอนแล้ว คงจะไม่มีใครเหมาะเท่าพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ อีกแล้ว

กว่า 25 ปีในวงการบันเทิง และ วัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ “แซยิด” พี่เบิร์ดก็ยังคงไม่หยุดวิ่ง อีกทั้งยังมีเรี่ยวแรงที่จะวิ่งด้วยลีลาที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิมอีกต่างหาก

Bird Mini Marathon เป็นอัลบั้มที่ 17 ในชีวิตพี่เบิร์ดและเป็น Project ที่ร่วมงานกับศิลปินรุ่นน้อง รุ่นลูกหลากค่าย หลายสไตล์ดนตรี โดยมี พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS เป็น Executive Producer 

แนวคิดของงานเพลงชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก 8 สเตจของความรู้สึกที่นักวิ่งมาราธอนทุกคนต้องเผชิญ ดังนั้นทั้งอัลบั้มจึงมี 8 เพลงและแต่ละเพลงจะมีศิลปินที่มาทำเพลงให้พี่เบิร์ด แตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละศิลปินโดยมีเนื้อหาและท่วงทำนองของเพลงตามแต่ละสเตจของการวิ่งมาราธอน ได้แก่

  1.  พี่เปิดให้” Bird X Boom Boom Cash มาพร้อมดนตรีแนว EDM

  2. “ผู้ต้องหา” Bird x Labanoon กับแนวดนตรีไทยป็อปร็อค

  3. “Okay” Bird x Urboy Tj  กับดนตรีแนวฮิพฮอพ

  4. “ชีวิตเดี่ยว” Bird x Getsunova  กับดนตรีแนวป๊อบร็อค

  5. “พริบตา” Bird x Stamp กับดนตรีป๊อบที่มีกีตาร์โปร่งเป็นพระเอก

  6.  “กำแพง” Bird x Polycat  แน่นอนว่าต้องมาพร้อมดนตรีซินธ์ป๊อบกลิ่นอายยุค 80

  7.  “กว่าจักรวาล” Bird x Atom กับดนตรีแนวป๊อบที่มีกลิ่นอายของโซล

  8. “สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น” Bird x Big Ass กับดนตรีสโลว์ร็อค

ลองดู ลองฟัง Teaser ของอัลบั้มนี้กันก่อนครับ

Bird Thongchai X 8 ArtistsOFFICIAL TEASER

คราวนี้เราไปดูแต่ละเพลงกันครับ


พี่เปิดให้” Bird X Boom Boom Cash

เปิดกันแบบตื๊ดๆ ด้วยดนตรีสไตล์ EDM จาก Boom Boom Cash เหมาะแก่การออกสตาร์ท มินิ มาราธอนครั้งนี้  พี่เบิร์ดร้องได้สนุก ท่อนฮุคร้องคู่กับหมิว นักร้องนำของวง และมีท่อนแร็พที่ร้องโดยสามหนุ่มในวง เนื้อหาของเพลงปลุกพลังใจให้ลุกขึ้นสู้เพื่อความฝัน

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง


ผู้ต้องหา” Bird x Labanoon

เพลงป็อปร็อคน่ารักๆ สไตล์ลาบานูน แต่ได้พี่เบิร์ดมาร้อง “ผู้ต้องหา” ในที่นี้ หมายถึง ผู้ต้องหา “ความรัก” เหมาะอย่างยิ่งที่ให้พี่เบิร์ดผู้เป็นเจ้าของเพลง “คนไม่มีแฟน” มาร้อง เพราะเมื่อไม่มีแฟนก็อาจต้องตามหาความรักกันต่อไป

รัก.. วันนี้ฉันเพิ่งเข้าใจ  เธออยู่ที่ไหน  ฉันต้องการแค่เธอ

ไม่ว่าต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่น   ฉันก็พร้อมที่จะเจอ

จะขอเป็นผู้ที่ต้องตามหาเธอเรื่อยไป


“Okay” Bird x Urboy Tj

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ ศิลปินหนุ่มวัย 25 แต่งเพลงนี้เพื่อเป็นตัวแทนในสเตจ shock ของการวิ่งมาราธอน เพื่อเป็นกำลังใจบอกกับคนที่กำลังท้อแท้ว่า Everything is gonna be ok  โดยมีท่วงทำนองแบบอิเล็คทรอนิค ฮิพฮอพและ การร้อง การมิกซ์ ตามสไตล์ของ UrboyTJ  พี่เบิร์ดวัยรุ่นมาก น่าสนใจจริงๆที่ได้ยินพี่เบิร์ดร้องเพลงในแนวนี้

เนื้อหาของเพลงเหมือนเป็นการง้อคนรักให้กลับมา และบอกว่าที่รักกลับมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเกิดอะไร ทุกสิ่งจะยังคง Okay เหมือนเคย

ไม่ว่าจะเป็นยังไง Baby it’s okay.

ไม่ว่าจะเกิดอะไร I’ll be missing you all day

อยากให้เธอกลับมา Come back baby.

I’ll be okay as always


ชีวิตเดี่ยว” Bird x Getsunova

เป็นเพลงเศร้าที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว เพลงเพราะดี เมโลดี้สวย และยังคงเล่นคำตามสไตล์ของ Getsunova ชีวิตเดี่ยวในที่นี้หมายถึง การที่ทุกคนมองหาชีวิตคู่ และพยายามที่จะทำให้ “ชีวิตเดี่ยว” จบลงเสียที

การเรียบเรียงเพลงแบบน้อยๆแต่ล่องลอย เป็นเสน่ห์ของ Getsunova เมื่อได้เสียงร้องอันอบอุ่นของพี่เบิร์ดมาเติมจึงเป็นอะไรที่เศร้าลึกมาก

ความเดียวดายยังคอยทำร้าย

หวังเพียงพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย

มีมั้ยซักคนหนึ่ง

เข้ามาเปลี่ยน

ชีวิตเดี่ยวให้หายไป


พริบตา” Bird x Stamp

แสตมป์เคยร่วมงานกับพี่เบิร์ดมาก่อนในเพลง “น้ำตา” ที่เขาเขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง (ร่วมกับพิสิทธิ์ พัทยากรพิสุทธิ์) โดยเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม  Simply Bird และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แสตมป์ได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 20 ประจำ พ.. 2550 ในสาขาเพลงยอดเยี่ยม  สำหรับแสตมป์เองก้าวนั้นก็เหมือนเป็นจุดหมายสำคัญในการวิ่งมาราธอนของเขาเช่นกัน

เพลง “พริบตา” เป็นตัวแทนของสเตจ สิ้นหวัง ซึ่งสำหรับพี่เบิร์ดแล้วไม่ว่าจะสิ้นหวังแค่ไหน ความหวังก็จะยังคงมีอยู่เสมอ เพลงนี้แสตมป์ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมจากญี่ปุ่น “Your Name” ที่มีดาวตกเป็นจุดสำคัญของเรื่อง และเมื่อพูดถึงดาวตกแล้วหลายคนมักนึกถึง “คำอธิษฐาน” ที่เราขอจากดาวตกโดยเชื่อว่า เราจะสมหวังดังคำปรารถนา แสตมป์เขียนเนื้อได้ดีเช่นเคย และเรียบเรียงดนตรีได้กระชับ นุ่มนวล ชวนฟัง เสียงกีตาร์โปร่งในเพลงของแสตมป์ยังคงเป็นพระเอก เพลงนี้ก็เช่นกัน

ส่วนเสียงร้องของพี่เบิร์ดนั้นก็ทำให้ดาวตกนั้นเป็นแสงแห่งความหวังที่งดงาม

ทุกครั้งที่รู้ว่าดาวตก

ถ้าหากเธอมองขึ้นฟ้า

เธอจงโปรดรับรู้ไว้ว่ามีคนนึงเอ่ยชื่อเธอ

กี่สิบร้อยพันปีก็รออยู่เสมอ

ปรารถนาเพียงเธอ กลับมาเถอะ ได้มั๊ย


กำแพง” Bird x Polycat

พี่เบิร์ดร้องเพลง Polycat คงเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด และ อยากรู้มากว่าจะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเลพงที่ฟังเพลินมากสำหรับอัลบั้มนี้ และสำหรับเพลงพี่เบิร์ดเลย ดนตรีซินธ์ป็อปที่มีกลิ่นยุค 80-90 ของ Polycat ยังคงสร้างความประทับใจให้เราได้เสมอ เพลงนี้ผมว่าไม่ยากสำหรับพี่เบิร์ด สิ่งที่แปลกใหม่อาจเป็นตัวดนตรี แต่สำหรับเมโลดี้ผมว่ามันเหมือนกับเพลงของพี่เบิร์ด เป็นเพลงเก่าที่ทำให้เรานึกถึงอดีตอันงดงามที่ได้ล่วงเลยผ่านมาแล้ว

เป็นเพลงที่ฟังแล้วชุ่มฉ่ำเสียงร้องของพี่เบิร์ดกับท่วงทำนองของ Polycat ไปกันได้ดีมากๆ

ถ้าได้รู้ว่ารักแท้รอตรงนั้น

ฝันว่าสักวันอยากเห็น

เอื้อมไม่ถึงก็แค่ใกล้ขึ้นอีกเพียงก้าวหนึ่ง

จะเดินเข้าไปแม้เป็น

ก้าวสุดท้ายก่อนขาดใจ

ยังไงจะไม่เสียดาย


กว่าจักรวาล” Bird x Atom

อะตอม ชนกันต์ เป็นอีกหนึ่งศิลปินหนุ่มอายุน้อย ที่มีฝีมือเกินวัย เพลงนี้อยู่ในสเตจการยืนยันที่จะไปต่อแม้จะยากลำบาก

“กว่าจักรวาล” พูดถึงพูดถึงการยอมลำบากเพื่อคนที่รัก เพราะขอเพียงมีเธอรออยู่ ต่อให้ไกลแค่ไหนก็จะไปให้ถึง อะตอมแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจเรื่องคุณแม่ ที่แม้อยู่ไกลแค่ไหนแต่ทุกสุดสัปดาห์ก็จะขับรถมาเยี่ยมลูกที่หอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตอยู่เสมอมิได้ขาด  “แล้ววันหนึ่งลูกจะเข้าใจความรู้สึกนี้ในวันที่มีลูก เราจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากเลย ขอเพียงได้มาเห็นหน้าก็พอ” นี่คือคำตอบที่แม่ให้กับอะตอม

ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงที่พ้นเศร้าที่สุดของอะตอม ศิลปินหนุ่มผู้ชอบเขียนเพลงเศร้าอันมีแรงบันดาลใจมากจากเรื่องเศร้าในชีวิต

 ต่อให้นานเพียงไหน

 ต่อให้ไกลกว่านั้น

 ฉันจะไปให้ถึงสักวัน

 เมื่อรักที่เธอให้ฉันยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล


สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น” Bird x Big Ass

สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้นคือเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม คือการสิ้นสุดของมินิ มาราธอนครั้งนี้ ซึ่งในทางหนึ่งมันคือการ “เริ่มต้น” สำหรับการวิ่งครั้งต่อไปนั่นเอง

ขจรเดช พรมรักษา  หรือ กบ Big Ass เป็นคนแต่งเนื้อเพลงเพลงนี้ แรงบันดาลใจมากจากจุดสำคัญในชีวิตที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการทำงานที่มั่นคงอย่างการเป็นพนักงานไปรษณีย์ กับการตามความฝันในการเป็นศิลปิน สุดท้ายเพลง “เธอผู้ไม่แพ้” ของพี่เบิร์ดคือคแรงพลังสำคัญในการทำให้พี่กบผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากในชีวิตตอนนั้นมาได้ และจุดนั้นเองก็เป็น จุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง และ เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่นำมาสู่วันนี้ของพี่กบนั่นเอง

ดังนั้นเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่มีเนื้อหาให้กำลังใจผ่านท่วงทำนองในสำตล์เพลงช้าของ Big Ass และ ผ่านเสียงร้องอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหวังและกำลังใจของพี่เบิร์ด

สิ่งหนึ่งสิ้นสุดลงก็เพื่อ อยากให้หนึ่งสิ่งเริ่มต้นต่อไป

ยังมีอะไรอีกมากมาย บนทางยาวไกล 

ใบไม้ต้องร่วงหล่น อีกกี่ครั้ง กี่ฝนโปรยปราย

ความฝันก็ยังงอกมา อยู่ภายในใจ

ก็ความเป็นจริงหัวใจของเธฮแค่ผลัดใบ 


หากจะให้เปรียบ อัลบั้มนี้คงเป็นเหมือนกับ catwalk และพี่เบิร์ดก็เป็นนายแบบที่มีดีไซเนอร์มากหน้า หลายตา มาตัดชุด หลากสไตล์ให้ใส่ ซึ่งความพิเศษของนายแบบคนนี้อยู่ที่ความสามารถในการสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชนิดได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นจะสไตล์เป็นแบบไหน ดูเด็ก ดูแก่ ดูสุขุม หรือ ดูโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ตาม พี่เบิร์ดก็ใส่มันได้อย่างเข้าตัวและดูดีทั้งเสื้อผ้าและตัวนายแบบ

พี่เบิร์ดเป็นศิลปินตัวจริง ที่ทุ่มเทเพื่อแฟนเพลง ทุ่มเทอย่างหนัก มอบทั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อที่จะวิ่งไปสู่เส้นชัย ที่เราเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน ที่สำคัญคือ พี่เบิร์ดไม่ได้วิ่งคนเดียวหากแต่ยังพาแฟนเพลงของพี่เบิร์ดออกวิ่งไปด้วยกัน ออกไปพบ ไปเห็นกับวิวทิวทัศน์สวยงามที่แปลกตา แปลกใจอยู่เสมอ ซึ่งเราเองก็ยังคงเฝ้าดูว่า ในหลักหมายต่อไปพี่เบิร์ดจะพาเราไปยังแห่งหนใดกันนะ.

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร้อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคายเรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยัดชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

“Suspirium” มันคือสรรพเสียงสำเนียงแห่งความหลอน !!! ดนตรีประกอบภาพยนตร์สุดเฮี้ยน “Suspiria” จาก ทอม ยอร์คแห่ง Radiohead

Published

on

Suspiria คือภาพยนตร์สุดหลอนแห่งยุค 70 กำกับโดย ดาริโอ อาร์เจนโต เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอิตาลี ที่ถ่ายทอดความหลอนลึกผ่านการออกแบบงานสร้างอันฉูดฉาดแต่กลับสร้างคงามหลอนได้ไม่รู้ลืม

คราวนี้ Suspiria กลับมาอีกครั้งโดยการรีเมคจาก ลูการ์ กัวดายิโน ที่ฝากผลงานสุดประทับใจไว้ใน “Call Me By Your Name” เรื่องราวความรักระหว่างสองหนุ่มต่างวัยที่ทั้งเศร้าซึ้งและตราตรึง แต่คราวนี้ กัวดายิโน ฉีกภาพความรักแห่งหน้าร้อนมาสู่ความหลอนแห่งพ.ศ.นี้ ด้วยงานกำกับสุดสะพรึงและเหล่านักแสดงนำคุณภาพอย่าง Dakota Johnson, Tilda Swinton, Chloë Grace Moretz และที่ขาดไม่ได้เลยคืองานดนตรีประกอบสุดเซอร์ไพรซ์จาก ฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเทอร์เนทีฟหัวก้าวหน้า Radiohead “ทอม ยอร์ค”

ทอม ยอร์ค

ทอม ยอร์ค และ ลูกา กัวดายิโน

ล่าสุด ทอม ยอร์ค ได้โพสต์วีดิโอซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria โดยบทเพลงนี้มีชื่อว่า “Suspirium”

ท่วงทำนองของเพลงนี้ประกอบไปด้วยเสียงบรรเลงซ้ำจากเปียโนและเสียงร้องแฝงเเววเศร้าของยอร์ค ฟังดูคล้ายกลับเป็นร่างอีโวลูชั่นจากงานเพลง side B ของ Radiohead อย่าง “How I Made My Millions” และ “Fog (Again)”  จากนั้นเสียงของฟลูตได้ถูกเติมเข้ามาสร้างบรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน มันมีความเย็นเยือกแบบประหลาดบอกไม่ถูกจากสุ้มเสียงและท่วงทำนองของบทเพลง ไม่แน่แปลกใจเลยว่าทำไมมันจึงเหมาะที่จะใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“All is well, as long as we keep spinning,”

เนื้อหาของเพลงพูดถึง การดำรงอยู่ในวัฏฏะของชีวิต พานพบสิ่งดี ชั่ว สุข ทุกข์  หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปไม่สิ้นสุด

This is a waltz thinking about our bodies
What they mean for our salvation…

เราเหมือนดั่งวิญญาณที่เริงรำอยู่ในร่างในชีวิตอยู่ในโลกเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน

Is the darkness ours to take?
Bathed in lightness, bathed in heat…

บางครั้งความมืดก็ครอบคลุมเรา บางครั้งเราก็ชะโลมไล้ท่ามกลางแสงไฟ บางครั้งก็ท่ามกลางเปลวเพลิง

All is well, as long as we keep spinning…

ตราบใดที่เรายังหมุนวนเวียนไปตามวัฏฏะ ทุกอย่างจะยังดำเนินไป ตามครรลองของมัน

When I arrive, will you come and find me?
Or in a crowd, be one of them?

เมื่อเราได้จากไป แล้วกลับมาใหม่ คนที่เรารักหรือรู้จักจะยังจดจำเราได้ไหม เราผู้ซ่อนอยู่ทามกลางกลุ่มชมร้อยพัน

ทอม ยอร์ค ได้เล่าถึงการทำงานเพลงชิ้นนี้ว่า “มันเป็นกระบวนการที่แปลกตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โปรดิวเซอร์ และ วอลเตอร์ ฟาซาโน คนตัดต่อได้มาติดต่อผม ผมคิดในใจว่าพวกเขาคงบ้าไปแล้วเพราะว่าผมไม่เคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาก่อนเลย และ “Suspiria” (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ก็มีเพลงประกอบที่ยอดเยี่ยมเสียด้วย (ประพันธ์โดยวง Goblin ที่เปรียบดั่งเป็น King Crimson แห่งอิตาลี) ผมใช้เวลากว่า 2-3 เดือนจึงจะได้ไอเดียที่เข้าที่เข้าทาง​“

“ผมดู Suspiria เวอร์ชั่นเดิมหลายต่อหลายรอบ ผมรักมันมากเพราะเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นงานที่เข้มข้นมากในช่วงเวลานั้น เห็นได้เลยว่า ดาริโอ กับวง Goblin ทำงานกันอย่างใกล้ชิดมาก นอกจากนี้ด้วยช่วงเวลาผมก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับงานในยุคนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามผมคิดว่าคงเดินตามรอยเดิมไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมพบว่ามันน่าสนใจก็คือการเล่นซ้ำโมทีฟ (ท่อนเพลงที่มีการเล่นซ้ำในบทเพลง เช่น พ้าม พ้าม พ้าม ผ่าม ใน Symphony No.5 ของ Beethoven) หลายต่อหลายรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ขณะนั้น เสียงจากข้างในของคุณมันจะร้องตะโกนออกมาว่า “โปรดเถอะ กูไม่อยากจะฟังไอ้ท่อนนี้อีกแล้ว” ซึ่งผมว่ามันเวิร์ค มันเป็นการเล่นซ้ำเพื่อทำให้คนฟังรู้สึกหลอน มันคิดกับตัวเองมาตลอดเลยว่าไอ้วิธีแบบนี้นี่แหละมันเหมือนกับการร่ายมนต์ ซึ่งมันอาจฟังดูโง่ๆ แต่ผมก็คิดแบบนี้จริงๆ มันเป็นเหมือนกับอิสรภาพในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่คราวนี้ผมจะได้สำรวจมันแล้ว”

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria จะประกอบไปด้วย 25 บทเพลงซึ่งมีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ซึ่งก็มีเพลงที่ยอร์คร้องเองด้วยอย่าง เช่น Suspirium นั่นเอง โดยทั้งหมดบันทึกเสียงและบรรเลงโดยทอม ยอร์คและ Sam Petts-Davies พร้อมด้วย  London Contemporary Orchestra and Choir และ นักเป่าฟลูตมือฉมัง Pasha Mansurov นอกจากนี้ลูกชายของยอร์ค Noah ยังร่วมเล่นกลองด้วยสองเพลงคือ ‘Has Ended’ และ ‘Volk’

อัลบั้มนี้จะออกวางแผงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย XL Recordings เป็นแผ่นไวนิลคู่และ CD คู่

ส่วนรายชื่อเพลงทั้งหมดนั้นมีดังต่อไปนี้

‘A Storm That Took Everything’

‘The Hooks’

‘Suspirium’

‘Belongings Thrown in a River’

‘Has Ended’

‘Klemperer Walks’

‘Open Again’

‘Sabbath Incantation’

‘The Inevitable Pull’

‘Olga’s Destruction (Volk tape)’

‘The Conjuring of Anke’

‘A Light Green’

‘Unmade’

‘The Jumps’

‘Volk’

‘The Universe is Indifferent’

‘The Balance of Things’

‘A Soft Hand Across your Face’

‘Suspirium Finale’

‘A Choir of One’

‘Synthesizer Speaks’

‘The Room of Compartments’

‘An Audition’

‘Voiceless Terror’

‘The Epilogue’

และสำหรับแฟนเพลง และ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยก็รอติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ได้ใน วันที่ 31 ตุลาคมนี้ครับ

 

ที่มา

https://www.nme.com/news/music/thom-yorke-suspirium-suspiria-film-score-2373946

https://genius.com/Thom-yorke-suspirium-lyrics

https://www.rollingstone.com/music/music-features/thom-yorke-suspirium-suspiria-score-717706/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

Published

on

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!