Connect with us

What The Fact

เบื้องลึก เบื้องหลัง เพลงธีมในตำนานแห่งประวัติศาสตร์วงการเกม “Super Mario Bros. Theme”

Published

on

หนึ่งในเพลงที่ดังที่สุดในโลก มันพุ่งจากหูมาสู่หัวอย่างรวดเร็ว และอยู่ในนั้นตลอดกาล”

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราเมื่อเล่นเกม Super Mario Bros เกมในตำนาน ที่ไม่ว่าใครก็คงเคยผ่านมือมาแล้ว เมื่อแรกได้ยินบทเพลง ตึ๊ด ตือ ดึ๊ด นี่ก็ชำแรกเข้าจากหูเข้าสู่หัวเราอย่างรวดเร็ว และจากนั้นมาก็ไม่มีวันใดที่เราจะลบลืม “บทเพลงที่เป็นที่จดจำมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเกม” เพลงนี้ได้เลย

และต่อไปนี้ผมจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับความเป็นมา เป็นไป และเรื่องราวๆต่างที่เกี่ยวข้องกับเจ้าบทเพลงเพลงนี้ครับ

Super Mario Bros. themeมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าGround Theme”  หรือ Overworld Theme

ตัวเพลงถูกร้อยเรียงในจังหวะคาลิปโซ และ ใช้เสียงของซินธิไซเซอร์ที่เลียนแบบเสียงของ กลองเหล็ก (Steel Drum)

ลักษณะเด่นของดนตรีคาลิปโซนั้น คือ เมื่อเราได้ฟังจะชวนให้คิดถึง ท้องทะเล สายลมและแสงแดด เนื่องจากว่ามันมีถิ่นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน แต่ทว่ามาเติบโตและรุ่งเรืองจนกลายเป็นดนตรีพื้นเมืองของ “สาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโก” อันเป็นประเทศที่เป็นเกาะอันมีชายหาดและแนวปะการังที่สวยงาม และกลองเหล็กก็คือเครื่องดนตรีชิ้นเอกที่ขาดไม่ได้เลยในดนตรีคาลิปโซอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและจิตวิญญาณแห่งท้องทะเล

นี่คือคาลิปโซมิวสิค และ กลองเหล็ก บรรเลงเพลง Under The Sea จาก “The Little Mermaid”

คราวนี้ลองมาฟัง Overworld Theme ที่บรรเลงด้วยกลองเหล็กดูครับ

เราจะได้ยินเพลงนี้ในฉากแรกของเกม Super mario Bros ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1985   (คลอเคลียไปกับเสียงกระโดด โหม่งบล็อค หรือ ธีม Starman เมื่อเก็บดาวได้)

Super Mario Bros. themeเป็นหนึ่งใน 6 เพลงธีมของเกม Super Mario Bros  ซึ่งอีก 5 ธีม ประกอบไปด้วย  Underworld , Underwater , Castle , Starman และ End Credits นอกนั้นจะเป็นซาวด์เอฟเฟค เสริมในส่วนต่างๆของเกมเช่น  Level Complete ใช้ตอนผ่านด่าน หรือ Game Over ใช้ตอนตายนั่นเอง

เพลงธีมทั้งหมดจาก Super Mario Bros

0:01 – Overworld

3:03 – Underworld

4:13 – Underwater

6:13 – Castle

7:19 – Starman

7:45 – Level Complete 1

7:51 – Level Complete 2

8:00 – Hurry Underground

8:22 – Hurry Underwater

8:47 – End Credits

9:33 – Game Over

– ผู้แต่งเพลงธีมให้กับ  Super mario Bros และเกมอื่นๆจาก Nintendo อาทิเช่น Zelda มีนามกรว่า “โคจิ คอนโด” (Koji Kondo)


“โคจิ คอนโด” (Koji Kondo)


โคจิ คอนโด ผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบเกมในตำนาน

ประวัติ

– โคจิ คอนโด เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1961 ที่เมืองนาโงย่า จังหวัด ไอจิ ปัจจุบันมีอายุ 56 ปี

– เริ่มเรียนออร์แกนไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จากนั้นเริ่มทำวงคัฟเวอร์กับเพื่อนๆเล่นแนวแจ๊ซและร็อค

-คอนโด ศึกษาในคณะ Art Planning ที่มหาวิทยาลัยศิลปะโอซาก้า ในช่วงเวลานั้นคอนโดริเริ่มแต่งเพลงด้วยตนเองโดยใช้เปียโนและคอมพิวเตอร์ จนในที่สุดเมื่อ Nintendo ส่งเรื่องมาทางมหาวิทยาลัยว่าต้องการคนแต่งเพลงและทำซาวด์ คอนโดจึงสมัครและได้เข้าทำงานในปี 1984

– คอนโดเป็นคนที่สามที่ถูกนินเทนโดจ้างมาให้แต่งเพลงและซาวด์เอฟเฟคประกอบเกม สองคนแรกคือ ฮิโรคาซุ ทานากะ (Hirokazu Tanaka) และ ยูกิโอะ คาเนโอกะ (Yukio Kaneoka)  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม คอนโดกลับเป็นคนแรกในนินเทนโดที่ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแต่งดนตรีประกอบเกม เกมแรกที่คอนโดแต่งเพลงให้คือเกมชกมวยที่มีชื่อว่า Punch-Out!!

– ผลงานชิ้นเอกของคอนโดนั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

Super Mario Bros. (1985) และ Super Mario Bros. ภาคต่างๆอีกมากมาย

The Legend of Zelda (1986) และ ภาคต่างๆของ Zelda

The Legend of Zelda เกม RPG ชื่อดังที่ คอนโด ทำเพลงประกอบให้

– คอนโด บอกว่าเวลาแต่งเพลงส่วนใหญ่ไอเดียไม่ได้ผุดขึ้นมาในเวลางานแต่มักออกมาตอนทำอย่างอื่น เช่น นอนหลับ เดินเล่นในบ้าน หรือ นอนแช่ในอ่างอาบน้ำ

– คอนโดจะเล่นเกมที่จะแต่งเพลงให้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมไปถึงคิดหา และลองเล่นเพลงที่ตัวเองแต่งซ้ำไปมา เพื่อดูว่ามันเข้ากับเกมแล้วหรือยัง และมันสามารถสื่อถึง “อารมณ์ขณะเล่น” เกมนั้นได้หรือไม่

แนวคิดในการแต่งเพลง Super Mario Bros. theme

ในตอนที่แต่งเพลงนี้ คอนโดมีแนวคิดว่าหากมันไม่สามารถเข้ากันได้กับแอคชั่นของมาริโอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การกระโดด หรือเสียงซาวด์เอฟเฟคต่างๆก็ตาม เขาจะไม่ยอมใช้มันอย่างแน่นอน

– คอนโดใช้คีย์บอร์ดเล็กๆตัวเดียวในการแต่งเพลงนี้

– ในตอนแรก คอนโดแต่งเพลงจาก Super Mario Bros. เวอร์ชั่นต้นแบบที่มีแค่มาริโอวิ่งไปวิ่งมาบนพื้นที่ว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ ดังนั้นคอนโดจึงให้คำจำกัความเพลงธีมในเวอร์ชั่นแรกว่า “ขี้เกียจ” เพราะมันทั้งช้าและชวนง่วง !!! 

– ต่อมาเมื่อเกมได้ปรับเวอร์ชั่นใหม่ คอนโดจึงพบว่าธีมเดิมที่แต่งมาไม่เข้ากับเกมในเวอร์ชั่นนี้ เขาจึงเพิ่มความเร็วและปรับบางส่วนเพื่อให้เข้ากับเกมมากขึ้น

– ในการทำงานคอนโดมักทำงานร่วมกับเกมไดเร็คเตอร์ “ชิเงรุ มิยาโมโต้” (Shigeru Miyamoto) โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปมาเพื่อให้เกิดไอเดียสดใหม่ โดยมิยาโมโตมักจะแชร์เพลงและโน้ตดนตรีเพลงในแนวที่เขาชอบ แต่จะไม่ชี้นำหรือบังคับคอนโดว่าต้องการเพลงแบบไหน

ชิเงรุ มิยาโมโต้ ผู้กำกับเกมมาริโอ

– ในการประชุมสัมมานาผู้พัฒนาเกมในปี 2007 คอนโดได้แสดงให้เห็นว่า ธีมของ Super Mario Bros นั้นมีจังหวะจะโคน ความสมดุล และตอบโต้กับผู้เล่นได้ เขาได้เปิดคลิปสั้นๆของ Super Mario Brosที่แสดงให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของตัวละครในเกมและการเล่นของผู้เล่นนั้นผสานกันอย่างลงตัวกับบีทของเพลง

– คอนโดกล่าวว่า เขาไม่รู้ว่าจะแต่งเพลงที่โดนได้เท่ากับเพลงธีมนี้อีกหรือเปล่า แต่เขาจะพยายามทำมันต่อไป

ตัวอย่างงานเพลงประกอบเกมที่แต่งโดย โคจิ คอนโด 

Punch-Out!! 

เป็นเพลงประกอบเกมเพลงแรกที่ คอนโด แต่ง เพลงนี้ประกอบเกม Punch-Out!! ในเวอร์ชั่นอาเขต ตัวเพลงให้ความรู้สึกสนุกสนาน เข้ากับตัวเกมที่ดูฮาๆมันส์ๆดี

The Legend of Zelda: Majora’s Mask – The Song of Storms

Zelda เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์อันโด่งดังของนินเทนโด ซึ่งคอนโดได้แต่งเพลงประกอบให้ทุกภาคของเกม สำหรับ  The Song of Storms นั้นมาจากภาค Majora’s Mask ตัวเพลงบรรเลงในท่วงทำนองแบบวอลซ์ให้ความรู้สึกลึกลับ น่าค้นหา

Super Mario World 2: Yoshi’s Island – Athletic

เจ้าโยชิเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญในจักรวาลของมาริโอ  ตัวเพลงมาในท่วงทำนองแบบบิ๊ก แบนด์ แจ๊ซให้ความรู้สึกสนุกสนาน ร่าเริง กระชุ่มกระชวยเหมือนเจ้าโยชิเลย

The Mysterious Murasame Castle Soundtrack

เป็นเกมแอคชั่นที่เป็นเรื่องของซามูไรและปราสาทแบบญี่ปุ่น ดังนั้นตัวเพลงจึงมีกลิ่นอายของเมโลดี้แบบเพลงญี่ปุ่นดั้งเดิม เสริมเสน่ห์ของความเป็นแดนอาทิตย์อุทัยให้เข้มข้นยิ่ง ผสานไปกับความเร้าใจของท่วงทำนองให้เข้ากันกับเรื่องราวของเกม ขับเน้นความสนุกสนานไปกับการเล่นเกมเกมนี้เป็นอย่างยิ่ง


ที่มา

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร้อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคายเรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยัดชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

“Suspirium” มันคือสรรพเสียงสำเนียงแห่งความหลอน !!! ดนตรีประกอบภาพยนตร์สุดเฮี้ยน “Suspiria” จาก ทอม ยอร์คแห่ง Radiohead

Published

on

Suspiria คือภาพยนตร์สุดหลอนแห่งยุค 70 กำกับโดย ดาริโอ อาร์เจนโต เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอิตาลี ที่ถ่ายทอดความหลอนลึกผ่านการออกแบบงานสร้างอันฉูดฉาดแต่กลับสร้างคงามหลอนได้ไม่รู้ลืม

คราวนี้ Suspiria กลับมาอีกครั้งโดยการรีเมคจาก ลูการ์ กัวดายิโน ที่ฝากผลงานสุดประทับใจไว้ใน “Call Me By Your Name” เรื่องราวความรักระหว่างสองหนุ่มต่างวัยที่ทั้งเศร้าซึ้งและตราตรึง แต่คราวนี้ กัวดายิโน ฉีกภาพความรักแห่งหน้าร้อนมาสู่ความหลอนแห่งพ.ศ.นี้ ด้วยงานกำกับสุดสะพรึงและเหล่านักแสดงนำคุณภาพอย่าง Dakota Johnson, Tilda Swinton, Chloë Grace Moretz และที่ขาดไม่ได้เลยคืองานดนตรีประกอบสุดเซอร์ไพรซ์จาก ฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเทอร์เนทีฟหัวก้าวหน้า Radiohead “ทอม ยอร์ค”

ทอม ยอร์ค

ทอม ยอร์ค และ ลูกา กัวดายิโน

ล่าสุด ทอม ยอร์ค ได้โพสต์วีดิโอซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria โดยบทเพลงนี้มีชื่อว่า “Suspirium”

ท่วงทำนองของเพลงนี้ประกอบไปด้วยเสียงบรรเลงซ้ำจากเปียโนและเสียงร้องแฝงเเววเศร้าของยอร์ค ฟังดูคล้ายกลับเป็นร่างอีโวลูชั่นจากงานเพลง side B ของ Radiohead อย่าง “How I Made My Millions” และ “Fog (Again)”  จากนั้นเสียงของฟลูตได้ถูกเติมเข้ามาสร้างบรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน มันมีความเย็นเยือกแบบประหลาดบอกไม่ถูกจากสุ้มเสียงและท่วงทำนองของบทเพลง ไม่แน่แปลกใจเลยว่าทำไมมันจึงเหมาะที่จะใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“All is well, as long as we keep spinning,”

เนื้อหาของเพลงพูดถึง การดำรงอยู่ในวัฏฏะของชีวิต พานพบสิ่งดี ชั่ว สุข ทุกข์  หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปไม่สิ้นสุด

This is a waltz thinking about our bodies
What they mean for our salvation…

เราเหมือนดั่งวิญญาณที่เริงรำอยู่ในร่างในชีวิตอยู่ในโลกเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน

Is the darkness ours to take?
Bathed in lightness, bathed in heat…

บางครั้งความมืดก็ครอบคลุมเรา บางครั้งเราก็ชะโลมไล้ท่ามกลางแสงไฟ บางครั้งก็ท่ามกลางเปลวเพลิง

All is well, as long as we keep spinning…

ตราบใดที่เรายังหมุนวนเวียนไปตามวัฏฏะ ทุกอย่างจะยังดำเนินไป ตามครรลองของมัน

When I arrive, will you come and find me?
Or in a crowd, be one of them?

เมื่อเราได้จากไป แล้วกลับมาใหม่ คนที่เรารักหรือรู้จักจะยังจดจำเราได้ไหม เราผู้ซ่อนอยู่ทามกลางกลุ่มชมร้อยพัน

ทอม ยอร์ค ได้เล่าถึงการทำงานเพลงชิ้นนี้ว่า “มันเป็นกระบวนการที่แปลกตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โปรดิวเซอร์ และ วอลเตอร์ ฟาซาโน คนตัดต่อได้มาติดต่อผม ผมคิดในใจว่าพวกเขาคงบ้าไปแล้วเพราะว่าผมไม่เคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาก่อนเลย และ “Suspiria” (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ก็มีเพลงประกอบที่ยอดเยี่ยมเสียด้วย (ประพันธ์โดยวง Goblin ที่เปรียบดั่งเป็น King Crimson แห่งอิตาลี) ผมใช้เวลากว่า 2-3 เดือนจึงจะได้ไอเดียที่เข้าที่เข้าทาง​“

“ผมดู Suspiria เวอร์ชั่นเดิมหลายต่อหลายรอบ ผมรักมันมากเพราะเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นงานที่เข้มข้นมากในช่วงเวลานั้น เห็นได้เลยว่า ดาริโอ กับวง Goblin ทำงานกันอย่างใกล้ชิดมาก นอกจากนี้ด้วยช่วงเวลาผมก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับงานในยุคนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามผมคิดว่าคงเดินตามรอยเดิมไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมพบว่ามันน่าสนใจก็คือการเล่นซ้ำโมทีฟ (ท่อนเพลงที่มีการเล่นซ้ำในบทเพลง เช่น พ้าม พ้าม พ้าม ผ่าม ใน Symphony No.5 ของ Beethoven) หลายต่อหลายรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ขณะนั้น เสียงจากข้างในของคุณมันจะร้องตะโกนออกมาว่า “โปรดเถอะ กูไม่อยากจะฟังไอ้ท่อนนี้อีกแล้ว” ซึ่งผมว่ามันเวิร์ค มันเป็นการเล่นซ้ำเพื่อทำให้คนฟังรู้สึกหลอน มันคิดกับตัวเองมาตลอดเลยว่าไอ้วิธีแบบนี้นี่แหละมันเหมือนกับการร่ายมนต์ ซึ่งมันอาจฟังดูโง่ๆ แต่ผมก็คิดแบบนี้จริงๆ มันเป็นเหมือนกับอิสรภาพในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่คราวนี้ผมจะได้สำรวจมันแล้ว”

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria จะประกอบไปด้วย 25 บทเพลงซึ่งมีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ซึ่งก็มีเพลงที่ยอร์คร้องเองด้วยอย่าง เช่น Suspirium นั่นเอง โดยทั้งหมดบันทึกเสียงและบรรเลงโดยทอม ยอร์คและ Sam Petts-Davies พร้อมด้วย  London Contemporary Orchestra and Choir และ นักเป่าฟลูตมือฉมัง Pasha Mansurov นอกจากนี้ลูกชายของยอร์ค Noah ยังร่วมเล่นกลองด้วยสองเพลงคือ ‘Has Ended’ และ ‘Volk’

อัลบั้มนี้จะออกวางแผงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย XL Recordings เป็นแผ่นไวนิลคู่และ CD คู่

ส่วนรายชื่อเพลงทั้งหมดนั้นมีดังต่อไปนี้

‘A Storm That Took Everything’

‘The Hooks’

‘Suspirium’

‘Belongings Thrown in a River’

‘Has Ended’

‘Klemperer Walks’

‘Open Again’

‘Sabbath Incantation’

‘The Inevitable Pull’

‘Olga’s Destruction (Volk tape)’

‘The Conjuring of Anke’

‘A Light Green’

‘Unmade’

‘The Jumps’

‘Volk’

‘The Universe is Indifferent’

‘The Balance of Things’

‘A Soft Hand Across your Face’

‘Suspirium Finale’

‘A Choir of One’

‘Synthesizer Speaks’

‘The Room of Compartments’

‘An Audition’

‘Voiceless Terror’

‘The Epilogue’

และสำหรับแฟนเพลง และ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยก็รอติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ได้ใน วันที่ 31 ตุลาคมนี้ครับ

 

ที่มา

https://www.nme.com/news/music/thom-yorke-suspirium-suspiria-film-score-2373946

https://genius.com/Thom-yorke-suspirium-lyrics

https://www.rollingstone.com/music/music-features/thom-yorke-suspirium-suspiria-score-717706/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

Published

on

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!