Connect with us

What The Fact

20 อีสเตอร์เอ้ก Avengers: Infinity War และจุดเชื่อมโยงเนื้อหาในการ์ตูนมาร์เวล

Published

on

เป็นธรรมดาของหนังจากจักรวาลมาร์เวล ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนหลากหลายเรื่องของค่ายเอง ที่มักจะแอบซ่อนอีสเตอร์เอ้ก ไว้ให้แฟน ๆ เดนตายของหนังสืบหาว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ตรงไหน หลาย ๆ จุดก็มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์จากหนังสือการ์ตูน ถอดเรื่องราวมาเป๊ะ ๆ บ้าง ดัดแปลงบ้างตามความเหมาะสมและปัญหาทางด้านลิขสิทธิ์ บางจุดก็มาจากไอเดียผู้กำกับเองที่แอบเอามาใส่ หรือความสนุกความซนของคนเขียนบทที่อยากจะใส่อะไรแอบเข้าไปในหนัง หรือบางจุดก็มาจากความพยายามเชื่อมโยงเอาเองของแฟน ๆ หนัง บางทีผู้สร้างอาจจะไม่ตั้งใจก็ได้ การดูแบบเก็บรายละเอียดก็เป็นความสนุกอีกอย่างนอกเหนือจากความเพลิดเพลินกับเนื้อหาของหนัง มาดูกันสิว่าใครมองเห็นอีสเตอร์เอ้กเหล่านี้บ้าง หรือเห็นแล้วแต่ไม่เข้าใจความหมายที่มา บทความนี้จะช่วยอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น และบางทีก็ทำให้อยากดูภาคต่อเร็ว ๆ แล้วด้วยสิ

20. ที่สุดของความสมดุล

ไม่น่าจะมีโปสเตอร์หนังเรื่องไหนที่มีผู้แสดงมารวมอยู่บนโปสเตอร์ได้เท่าเรื่องนี้แล้ว แม้ว่าจะมีตัวละครมากมายบนโปสเตอร์ แต่ก็ผ่านการออกแบบที่ยอดเยี่ยม วางตัวละครไว้2ฝั่งได้อย่างสมดุลมากและดูไม่รก นอกเหนือจากความสมดุลบนโปสเตอร์แล้ว ทั้งเรื่องของ Avengers : Infinity War ก็ยังมีการวางความสมดุลไว้อีกหลายจุด เช่น คอร์วัส เกลฟ สมุนของธานอส เข้าจู่โจมและแทงวิชั่นในตอนต้นเรื่อง พอตอนท้ายวิชั่นก็ได้ทีเอาคืนแทง คอร์วัน เกลฟ จนตาย , เป้าหมายของธานอส ที่ต้องการจะปลิดชีวิตครึ่งหนึ่งของจักรวาลหลังจากรวบรวม อินฟินิตี้สโตนส์ ได้สำเร็จ แล้วตอนจบเรื่องธานอสก็ทำเช่นนั้นจริง ถ้าสังเกตโปสเตอร์เราจะเห็นว่ามีตัวละครบนโปสเตอร์ถึง 24 คน และ 12 คนบนโปสเตอร์นั้นตายระหว่างเรื่องและระเหยเป็นฝุ่นในตอนจบ ส่วนอีก 12 คนบนโปสเตอร์นั้นยังรอดต่อไป สมดุลมั้ยละ

19. คุณลุงมอร์แกน

ในตอนต้นเรื่องฉากที่โทนี่ สตาร์ค วิ่งออกกำลังกายกับเปปเปอร์ พอตต์ บทสนทนาของทั้งคู่คุยกันเรื่องแต่งงานและจะมีลูกด้วยกัน โทนี่ บอกกับเปปเปอร์ว่าเขาจะตั้งชื่อลูกว่า “มอร์แกน” ตามชื่อคุณลุงของเขา ที่จริงแล้วลุงมอร์แกน เป็นตัวละครที่เคยปรากฏตัวมาจริงในฉบับการ์ตูน Tales of Suspense #68 ออกจำหน่ายเมื่อปี 1959 การปรากฏตัวของมอร์แกน นั้นมาแบบแฝงจุดประสงค์ร้าย เพราะลุงมอร์แกนอิจฉาที่โทนี่ หลานชายของเขาประสบความสำเร็จและร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ในขณะที่มอร์แกน ก็เกิดมาในตระกูลสตาร์คเช่นกัน แต่เขาเป็นผีพนันที่เล่นเสียจนหมดเนื้อหมดตัว และมีแผนการร้ายจะฮุบสมบัติของโทนี่ สตาร์ค สุดท้ายมอร์แกนก็กลายเป็นวายร้ายนาม “อัลติโม”

18. จากซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ กลายมาเป็น บรู๊ซ แบนเนอร์

ในหนังสือการ์ตูน หลังจากธานอสรวบรวมอินฟินิตี้ สโตนส์ ได้ครบแล้ว ซูเปอร์ฮีโร่รายแรกที่ธานอสลงมือจัดการคือ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ ซึ่งธานอสเอาชนะได้ง่าย ๆ และซัดเขาจนร่วงลงมาบนผืนโลก มาตกลงที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ของ ดอกเตอร์ เสตรงจ์ และคำแรกที่เขาเอ่ยบอกสเตรงจ์ก็คือ “ธานอส มันกำลังมา” แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ตัวซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์นั้น เป็นตัวละครที่ฟอกซ์ยังคงถือลิขสิทธิ์อยู่ และเคยปรากฏตัวมาแล้วใน Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer (2007) ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนฉากนี้ให้กลายเป็นบรู๊ซ แบนเนอร์ ทำหน้าที่ผู้นำข่าวสำคัญมาบอก ดอกเตอร์ สเตรงจ์ แทน

17. สคิดวอร์ด ตัวการ์ตูนดังจากเรื่อง spongebob

ในฉากโจมตีต้นเรื่อง ที่กลุ่ม แบล็ค ออเดอร์ ชื่อของกลุ่มขุนพลแถวหน้าของธานอส ลงมาโจมตีนิวยอร์ค ไอออนแมน และ ดอกเตอร์สเตรงจ์ ต้องออกมารับมือกับ อีโบนี่ มอว์ ขุนพลจอมประจบประแจงของธานอส ในฉากเผชิญหน้านั้น โทนี่ สตาร์คบอกกับ อีโบนี่ มอว์ ว่า “กลับบ้านไปได้แล้ว สคิดวอร์ด วันนี้โลกปิดทำการ” หลายคนอาจจะงงกับคำพูดของโทนี่ ว่า สคิดวอร์ดคือใคร , สควิดวอร์ด คือตัวการ์ตูนชื่อดังจากเรื่อง Spongebob Squarepants เขาเป็นเพื่อนรักของเจ้าฟองน้ำ สปองจ์บ็อบ เอกลักษณ์ของเจ้าสควิดวอร์ดก็คือ มันมีหัวสีเทาและมีจมูกใหญ่ห้อยลงมาจากใบหน้า ทำให้ดูละม้ายกับหน้าของ อีโบนี่ มอว์ , โทนี่ สตาร์ค เห็นว่าเหมือนกันก็เลยเอามาล้อเล่น

16. เควิน เบคอน คือซูเปอร์ฮีโร่

ปีเตอร์ ควิลล์ หรือ สตาร์ลอร์ด ชื่นชอบหนัง Footloose (1984)เวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นหนังเปิดตัว เควิน เบคอน มาก และเขาพูดถึงอยู่หลายครั้ง ใน Guardians of the Galaxy ภาคแรก เขาก็เล่าเรื่องราวของ Footloose ว่า “บนดาวของฉันนะ มีตำนานเกียวกับวีรบุรุษที่ชื่อ เควิน เบคอน เขาสอนผู้คนทั้งเมืองให้ลุกขึ้นมาเต้นกันได้ มันช่างเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่มาก” แม้กระทั่งตอนจบที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ขณะที่ทีมการ์เดี้ยนกำลังเผชิญหน้ากับ โรแนน ตัวร้ายในภาคนั้น ปีเตอร์ ควิลล์ ก็ยังท้าให้โรแนน ออกมาเต้นแข่งกับเขา จนมาถึงใน Avengers : Infinity War หลังจากปีเตอร์ ควิลล์ได้เจอกับ ธอร์ และธอร์บอกว่า “ไมนด์สโตน กับ ไทม์สโตน อยู่กับเหล่าอเวนเจอร์” ปีเตอร์ ควิลล์ ก็เลยถามทวนว่า อเวนเจอร์ส คือใคร? ธอร์ก็ตอบว่า “พวกเขาคือซูเปอร์ฮีโร่ทรงพลังที่คุ้มครองโลก” ถึงตรงนี้แมนทิส คงจะโดนปีเตอร์ ควิลล์ ปลูกฝังเรื่องราวเควิน เบคอนไว้มาก ก็เลยถามธอร์ “อเวนเจอร์นี่ก็เหมือนกับ เควิน เบคอน ใช่ไหม?
 

15. พลังของ reality Stone

ในฉากต่อสู้ที่ “โนแวร์” เมื่อแก๊ง การ์เดียน ออฟ เดอะ แกแล็กซี่ บุกไปถึง และพยายามจะชิง เรียลลิตี้ สโตน จากธานอส แต่แล้วธานอส ก็แสดงความสามารถของ เรียลลิตี้ สโตน ใส่แมนทิส และ แดรกซ์ พอโดนพลังยิงใส่ร่างแมนทิสก็กลายเป็นริบบิ้น ส่วนแดรกซ์ก็กลายเป็นอิฐก้อนสี่เหลี่ยม ในฉากนี้ถูกอ้างอิงมาจากหนังสือการ์ตูน แต่ในการ์ตูนคนที่โดนก็คือ เนบิลว่า และ สตาร์ฟอกซ์ (น้องชายของธานอส) ฉากนี้เป็นไอเดียของ รอน ลิม ผู้เขียน ซึ่งเขาน่าจะดีใจที่ได้เห็นไอเดียของเขาถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ด้วย
.

14. บัคกี้ บาร์น กลายเป็น ไวท์ วูลฟ์

ตั้งแต่ฉากโพสต์เครดิตใน Black Panther ได้เผยโฉมบัคกี้ บาร์น ที่ทีชัลล่านำมารักษาตัวที่วากันด้า , บัคกี้ บาร์น เดินออกมาจากกระท่อม แล้วเด็ก ๆ ก็เรียกเขาว่า “ไวท์วูล์ฟ” ฉายาใหม่ของบัคกี้ บาร์น นับว่าเป็นความประหลาดใจของแฟน ๆ มาร์เวล ที่ผู้สร้างตัดสินใจเปลี่ยนบัคกี้ บาร์น ให้เป็นไวท์ วูลฟ์ อีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่แห่งวากันด้า เพราะในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูน ไวท์ วูล์ฟ คือ “ฮันเตอร์” เด็กผิวขาวที่รอดชีวิตมาจากเหตุเครื่องบินตกใกล้กับเขตแดนวากันด้า แล้วกษัตริย์ทีชาก้า ก็รับมาดูแลรักษาในวากันด้า ฮันเตอร์เติบโตขึ้นมาและได้ฉายาว่า “ไวท์วูล์ฟ” เป็นผู้นำหน่วยตำรวจลับแห่งวากันด้า จนถึงรัชสมัยของกษัตริย์ทีชัลล่า ถึงได้ยกเลิกหน่วยตำรวจลับ และไวท์วูล์ฟก็กลายมาเป็นทหารรับจ้างแทน

13. ผู้ครอบครองค้อน “สตอร์มเบรคเกอร์”

สืบเนื่องจากเหตุการ์ใน Thor:Ragnarok เมื่อธอร์ต้องเสียค้อนและดวงตาไปให้กับเฮลา สานต่อมาถึงเรื่องราวใน Avengers : Infinity War เมื่อธอร์ตัดสินใจเดินทางไปดาว “นิดาเวลเลียร์” เพื่อตามหาหัวหน้าคนแคระ “อีทรี” ที่เหลือรอดเพียงคนเดียว หลังจากธานอสบุกมาสังหารเหล่าคนแคระช่างเหล็กเสียหมดสิ้น และธอร์ก็หว่านล้อมจนอีทรียอมตีค้อนสายฟ้าอันใหม่ที่ทรงพลัง สามารถต่อกรกับธานอสได้ และค้อนอันใหม่มีชื่อว่า “สตอร์มเบรคเกอร์” ที่ออกแบบให้มีลักษณะผสมกันของค้อนและขวาน อ้างอิงถึงฉบับการ์ตูน “สตอร์มเบรคเกอร์” เป็นค้อนที่อีทรีตีให้กับโอดิน แล้วโอดินก็มอบให้กับ “เบต้า เรย์ บิล” มนุษย์ต่างดาวที่เคยเอาชนะธอร์ได้ และได้รับมอบสตรอ์มเบรคเกอร์เป็นอาวุธคู่มือ
.

12. ตัวละครจากซีรีส์ฮิต Arrested Development แอบมาโผล่ในหนังด้วย

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับหนังทุนสร้าง 300 ล้านเหรียญ อย่างAvengers : Infinity War พี่น้องรุสโซ ก็มาจากผู้กำกับหนังทีวีซีรีส์ เคยมีผลงานเป็นที่รู้จักอย่างเช่น Community , Happy Endings และ Arrested Development , ใน Captain America : Civil Warผู้กำกับ โจ และ แอนโธนีย์ ก็เคยแอบเอา “บลูธ”รถติดบันไดสำหรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องบิน มาแอบไว้ในฉากต่อสู้ในสนามบินครั้งหนึ่งแล้ว พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็มีคนสังเกตเห็น ดร.โทเบียส ฟันเก ตัวละครสำคัญจาก Arrested Development ในภาพลักษณ์ย้อมสีน้ำเงินทั้งตัว อยู่ในฉากที่โนแวร์ ขณะที่กาโมร่า กำลังแอบย่องไปหาธานอส
.

11. แผนการจากหนัง “Aliens”

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เป็นเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบหนังเก่ามาก และนำมันมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์คับขันได้ดี ในฉากที่ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ขึ้นมาบนยานอวกาศเพื่อช่วย ดร.สเตรงจ์ เมื่อเขาใช้แผนการระเบิดผนังยานอวกาศให้เป็นรูแล้ว อีโบนี่ มอว์ ก็ถูกดูดออกไปในอวกาศนอกยาน เป็นแผนการเดียวกับในหนัง “Aliens”(1986) เมื่อริปลีย์ปลดแอร์ล็อค แล้วเอเลี่ยนตัวแม่ก็ถูกดูดออกไปนอกยานเช่นกัน
.

10. ชุดของกัปตันอเมริกา เริ่มจะคล้ายกับชุดของ Nomad

การปรากฏตัวในภาพลักษณ์ใหม่ของสตีฟ โรเจอร์ เริ่มทำให้แฟน ๆ เริ่มรู้สึกว่า กัปตันอเมริกา กำลังจะกลายเป็น Nomad ตามเนื้อหาในฉบับการ์ตูน “secret empire” เมื่อสตีฟ โรเจอร์ ค้นพบว่ามีองค์กรลึกลับชื่อว่า secret empire แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล และพยายามจะขับเขาออกจากประเทศด้วยการปลอมแปลงข่าวหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีป้ายสีให้กับปตันอเมริกา และเมื่อกัปตันสืบพบความจริงที่สุดช็อคก็คือประธานาธิบดีก็ยังเป็นพวก secret empire และยิงใส่เขา ทำให้กัปตันอเมริกาถอดใจ และประกาศตัวเองเป็น”คนที่ไรัสัญชาติ”
เปลี่ยนเครื่องแบบของตัวเอง ไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันอีกต่อไป และขนานนามตัวเองใหม่ว่า “Nomad” ซึ่งชุดของสตีฟ โรเจอร์ใน Avengers : Infinity War ก็เป็นชุดสีเข้มและไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันแล้ว และมีหลาย ๆ จุดที่ละม้ายคล้ายคลึงกับชุดของ Nomad แล้ว

9. อีโบนี่ มอว์ มาแทน เมฟิสโต

อีกหนึ่งตัวละครจากการ์ตูนที่ถูกสลับบทเมื่อมาเป็นภาพยนตร์ ก็คือ อีโบนี่ มอว์ สมุนเอกของธานอส ที่ทำหน้าที่แทน “เมฟิสโต” ในฉบับการ์ตูนนั้นเป็นตัวร้ายระดับจักรวาล เมฟิสโต ถูกแนะนำตัวในการ์ตูนซีรีส์ของ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ เป็นวายร้ายที่ปรารถนาจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ และคอยตามล่าเขาอยู่ ในหนังสือการ์ตูนตอน “Infinity Gauntlet”นัน เมฟิสโต ทำหน้าที่เป็นมือขวาของธานอส ในการรวบรวมอินฟินิตี้สโตนส์ แต่พอมาเป็นฉบับภาพยนตร์ บทของเมฟิสโตก็กลายเป็นอีโบนี่ มอว์ไปแทน แม้กระทั่งบทพูดที่เมฟิสโตเคยพูดไว้ในฉบับการ์ตูน ก็ยังคงกลายมาเป็นบทพูดเดียวกันของอีโบนี่ มอว์ ดังในประโยคที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่อง “ข้าน้อยขอคารวะต่อเบื้องหน้าท่านราชันย์ผู้สูงศักดิ์” ในฉบับการ์ตูนนั้น เมฟิสโต ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์กว่าอีโบนี่ มอว์ มากมายนัก เขายอมเป็นข้ารับใช้แต่เป้าหมายจริง ๆ ของเมฟิสโต คือต้องการชิงถุงมืออัญมณีมาเป็นของตัวเอง

8. ชุด “Iron Spider Legs”

เป็นอีกหนึ่งชุดที่อ้างอิงตามฉบับการ์ตูน การได้สไปเดอร์แมน กลับมาร่วมในจักรวาลมาร์เวล ล้วนทำให้แฟน ๆ มาร์เวลตื่นเต้นที่จะได้เห็นการร่วมมือกันของ ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ที่โทนี่ สตาร์ค เอื้อเฟื้อเทคโนโลยีของสตาร์คมาสร้างชุดใหม่ ๆ อันทรงพลังให้กับสไปเดอร์แมนมากมาย ในการ์ตูนนั้นเรียกชุดที่ได้จากสตาร์คว่า “ไอออนสไปเดอร์” เป็นชุดสีแดงและเงิน ส่วนในหนัง Civil War นั้นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ก็ได้ชุดเกราะ ไอออนสไปเดอร์ จากโทนี่ สตาร์ค แต่ก็ดูต่างจากหน้าตาที่เห็นในการ์ตูนมาก แต่พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็เริ่มเข้าใกล้เนื้อหาในการ์ตุนล่ะ เมื่อสไปเดอร์แมนได้ชุดใหม่จากโทนี่ สตาร์ค คือชุดที่มีขาแมงมุมโรบอตออกมาจากด้านหลัง และเป็นชุดที่มีบทบาทมากในหนัง Avengers : Infinity War
.

7. มนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ 

หนึ่งในท่าไม้ตายของ ดร.สเตรนจ์ ก็คือ ‘IMAGES OF IKONN’ ที่เขาเอามาใช้สู้กับธานอส เพราะดร.สเตรนจ์ รู้ตัวดีเสมอว่าถ้าเขาเข้าใกล้ธานอส มีสิทธิ์พ่ายแพ้แน่นอน ดร.สเตรนจ์ จึงเลือกใช้ท่าไม้ตาย ‘IMAGES OF IKONN’ มันคือมนตร์แยกร่าง ที่สามารถสร้างร่างกีอปปี้ของ ดร.สเตรนจ์ ออกมามากมายนับไม่ถ้วน เพื่อทำให้ธานอสสับสนมีนงงแล้วก็จะใช้ร่างจริงเข้าโจมตี แรกเห็นดร.สเตรนจ์ ใช้มนตร์นี้ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจ และอดเชียร์ไม่ได้ว่าธานอสจะต้องเสร็จแน่ แต่เอาเข้าจริงธานอส ที่มีอินฟินิตี้ สโตนส์ หลายดวงแล้วขณะนั้นก็มีพลังอำนาจมากพอที่จะทำลายมนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ ได้เพียงชัวพริบตา , ในหนังสือการ์ตูนนั้น ดร.สเตรงจ์ เริ่มใช้มนตร์นี้ใน Strange #42 ในตอนนั้น ดร.สเตรนจ์ใช้มนตร์นี้ต่อสู้กับมังกร แต่มังกรก็พ่นไฟใส่ทุกร่างก๊อปปี้ของดร.สเตรนจ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำลายมนตร์นี้ได้ง่ายดาย สรุปว่ามนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ นี่ดูเท่ แต่ใช้ไม่ค่อยได้ผลเลย
.

6. หม้อมนตร์มิติจักรวาล

อีกหนึ่งของศักดิ์สิทธิ์ของ ดร.สเตรนจ์ ที่โผล่มาแวบ ๆ ในตอนต้นเรื่อง เมื่อโทนี่ สตาร์ค ถูกเชิญตัวมาที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ เขาไปยืนเกาะหม้อขนาดใหญ่และยืดแข้งยืดขาเพราะเพิ่งวิ่งจ็อกกิ้งมา แล้วก็โดน ดร.สเตรนจ์ตีตักเตือนเข้าให้เหตุที่ไม่เคารพหม้อน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์
หม้อมนตร์มิติจักรวาล The Cauldron of the Cosmos นั้นเป็นอีกภาชนะศักดิ์สิทธิ์ของดร.สเตรนจ์ มีบทบาทสำคัญในหนังสือการ์ตูน ดร.สเตรนจ์ จะสามารถมองเห็นความเป็นไปในแต่ละเส้นทางเวลาหรือมิติคู่ขนานได้ เมื่อหม้อมนตร์มิติจักรวาลปรากฏมาบนจอภาพยนตร์แล้ว เราคงได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหม้อนี้ในเรื่องต่อ ๆ ไปของจักรวาลมาร์เวลเป็นแน่
.

5. การกลับมาของ เรด สกัลล์

เรด สกัลล์ เป็นผู้นำของกลุ่มไฮดรา แก๊งวายร้ายใน Captain America : The First Avenger(2011) ในตอนท้ายเรื่อง เรด สกัลล์ จับเทสเซอร์แรคต์ หรือ สเปซสโตน ด้วยมือเปล่า แต่แล้วก็รับพลังของอัญมณีไม่ไหว ถูกดูดหายไปในจักรวาลหายไป 7 ปี แล้วเรด สกัลล์ ก็มปรากฏตัวอย่างน่าประหลาดใจใน Avengers : Infinity War เมื่อเขากลายเป็นผู้อารักขาโซลสโตน อยู่บนดาววอร์เมีย และเป็นผู้คอยให้คำแนะนำแก่คนที่ต้องการมาตามหาโซลสโตน ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการกลับมาของวายร้ายผู้นี้ ในเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวล เรด สกัลล์ ใน Captain America : The First Avenger(2011) รับบทโดย ฮิวโก้ วีฟวิ่ง ดาราเจ้าบทบาท แต่ใน Avengers : Infinity War ฮิวโก้ไม่กลับมารับบทเดิม บทเรด สกัลล์ ก็เลยตกเป็นของ รอสส์ มาร์ควอน หรือแฟน ๆ ซีรีส์ฮิต The Walking Dead จะคุ้นหน้าตาของเขาในบท “อารอน”
.

4. ภาพลักษณ์ใหม่ของวิชั่น

ในฉากที่ธานอสถอดไมนด์สโตน ออกจากหน้าผากของวิชั่น แล้วร่างของวิชั่นก็พลันซีดเผือดเหลือแต่เพียงสีขาว-เทา ภาพลักษณ์ของวิชั่นในร่างขาวนี้ ก็ตรงกับภาพลักษณ์ของวิชั่นในหนังสือการ์ตูนเช่นกัน ในตอน “Avengers West Coast” ที่ออกมาในช่วงปลายยุค 80s ต้น 90s วิชั่นโดนเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจับตัวไป และถอดร่างเขาเป็นชิ้น ๆ แต่ภายหลังเมื่อร่างเขาโดนประกอบใหม่ วิชั่นก็อยู่ในสภาพขาวซีดทั้งตัว และอยู่ในภาพลักษณ์นี้ไปตลอด ในขณะที่เข้าร่วมทีมกับ Avengers West Coast
.

3. ธานอสกลายเป็นชาวนา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คล้ายกับในหนังสือการ์ตูนคือฉากจบในหนัง ที่เราเห็นธานอสเดินออกมาจากกระท่อมมองวิวอันสวยงามเบื้องหน้า ด้วยสีหน้าท่าทางที่รู้สึกผ่อนคลาย กับภารกิจที่เพิ่งเสร็จสิ้น ในหนังสือการ์ตูน Infinity Gauntlet ธานอสก็ทำเช่นนี้ หลังดับสิ้นชีวิตไปครึ่งจักรวาล ธานอสก็ไปลงหลักปักฐานอยู่บนดาวไหนสักดวง แล้วเขาก็กลายเป็นชาวนาใช้ชีวิตสงบ ในขณะที่เหล่าอเวนเจอร์สที่ยังรอดชีวิตก็ร่วมมือกับ อดัม วอร์ลอค หาทางกู้คืนชีวิตที่ดับสูญไป
.

2. เอ’ลารส์ บิดาของธานอส

นี่คือชื่อใหม่ที่ไม่เคยถูกเอ่ยถึงมาก่อนในหนังมาร์เวล เมื่อธานอสและกาโมร่ามาถึงดาววอร์เมีย เรดสกัลล์ผู้ทำหน้าที่อารักขาประตู ก็ทักทายธานอสว่า “ธานอส บุตรของเอ’ลารส์” การที่ใส่ชื่อนี้เข้าไปในบท อาจจะมีความหมายแอบแฝงว่า เอ’ลารส์ อาจจะปรากฏขึ้นมาในหนังเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวลก็เป็นได้ เอ’ลารส์ ในการ์ตูนมีฉายาว่า “ท่านที่ปรึกษา” เขาเป็นมนุษย์อมตะ เป็นสายพันธุ์มนุษย์ทีทรงพลัง ส่วนแม่ของธานอสคือ “ซุย-ซาน” มีพื้นเพมาจากดวงจันทร์ เป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการสังเคราะห์พันธุกรรม ทั้งคู่ให้กำเนิดธานอส หนึ่งในสิ่งชั่วร้ายของจักรวาล ที่ทั้งคู่รู้สึกอับอายและพยายามยับยั้งการกระทำของธานอสมาตลอด ในหนังสือการ์ตูนนั้นธานอสสังหารพ่อแม่ของเขาไปแล้ว แต่ไม่แน่ในหนังเราอาจจะได้เห็น เอ’ลารส์ มาช่วยปราบธานอสก็เป็นได้
.

1. กัปตันมาร์เวล ความหวังของผู้กอบกู้สถานการณ์

ถ้าใครได้ดูฉากโพสต์เครดิต ก็จะได้เห็นว่าก่อน นิค ฟิวรี่ จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าเขาได้ใช้เพจเจอร์เรียกตัวอีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่ให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ร้าย และเพจเจอร์ที่ตกอยู่ก็ขึ้นเป็นโลโก้ของ “กัปตันมาร์เวล” ซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งล้วนสร้างคำถามน่าสงสัยว่าถ้าเธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีตัวตนอยู่นานแล้ว เธอไปแอบอยู่ที่ไหน แล้วทำไมนิคไม่พยายามติดต่อเธอก่อนหน้านี้ คำถามนี้อาจจะถูกทิ้งค้างไว้และไม่ได้รับคำตอบก็เป็นได้ ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะได้เห็นภาพโปรโมทไปแล้วกับ บรี ลาร์สัน ดาราดีกรีออสการ์นักแสดงนำหญิง ที่ได้สวมชุดกัปตันมาร์เวล เราจะได้เห็นหนังเดี่ยวของเธอในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนหน้า Avengers 4 เพียงแค่ 2 เดือน

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร้อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคายเรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยัดชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

“Suspirium” มันคือสรรพเสียงสำเนียงแห่งความหลอน !!! ดนตรีประกอบภาพยนตร์สุดเฮี้ยน “Suspiria” จาก ทอม ยอร์คแห่ง Radiohead

Published

on

Suspiria คือภาพยนตร์สุดหลอนแห่งยุค 70 กำกับโดย ดาริโอ อาร์เจนโต เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอิตาลี ที่ถ่ายทอดความหลอนลึกผ่านการออกแบบงานสร้างอันฉูดฉาดแต่กลับสร้างคงามหลอนได้ไม่รู้ลืม

คราวนี้ Suspiria กลับมาอีกครั้งโดยการรีเมคจาก ลูการ์ กัวดายิโน ที่ฝากผลงานสุดประทับใจไว้ใน “Call Me By Your Name” เรื่องราวความรักระหว่างสองหนุ่มต่างวัยที่ทั้งเศร้าซึ้งและตราตรึง แต่คราวนี้ กัวดายิโน ฉีกภาพความรักแห่งหน้าร้อนมาสู่ความหลอนแห่งพ.ศ.นี้ ด้วยงานกำกับสุดสะพรึงและเหล่านักแสดงนำคุณภาพอย่าง Dakota Johnson, Tilda Swinton, Chloë Grace Moretz และที่ขาดไม่ได้เลยคืองานดนตรีประกอบสุดเซอร์ไพรซ์จาก ฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเทอร์เนทีฟหัวก้าวหน้า Radiohead “ทอม ยอร์ค”

ทอม ยอร์ค

ทอม ยอร์ค และ ลูกา กัวดายิโน

ล่าสุด ทอม ยอร์ค ได้โพสต์วีดิโอซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria โดยบทเพลงนี้มีชื่อว่า “Suspirium”

ท่วงทำนองของเพลงนี้ประกอบไปด้วยเสียงบรรเลงซ้ำจากเปียโนและเสียงร้องแฝงเเววเศร้าของยอร์ค ฟังดูคล้ายกลับเป็นร่างอีโวลูชั่นจากงานเพลง side B ของ Radiohead อย่าง “How I Made My Millions” และ “Fog (Again)”  จากนั้นเสียงของฟลูตได้ถูกเติมเข้ามาสร้างบรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน มันมีความเย็นเยือกแบบประหลาดบอกไม่ถูกจากสุ้มเสียงและท่วงทำนองของบทเพลง ไม่แน่แปลกใจเลยว่าทำไมมันจึงเหมาะที่จะใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“All is well, as long as we keep spinning,”

เนื้อหาของเพลงพูดถึง การดำรงอยู่ในวัฏฏะของชีวิต พานพบสิ่งดี ชั่ว สุข ทุกข์  หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปไม่สิ้นสุด

This is a waltz thinking about our bodies
What they mean for our salvation…

เราเหมือนดั่งวิญญาณที่เริงรำอยู่ในร่างในชีวิตอยู่ในโลกเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน

Is the darkness ours to take?
Bathed in lightness, bathed in heat…

บางครั้งความมืดก็ครอบคลุมเรา บางครั้งเราก็ชะโลมไล้ท่ามกลางแสงไฟ บางครั้งก็ท่ามกลางเปลวเพลิง

All is well, as long as we keep spinning…

ตราบใดที่เรายังหมุนวนเวียนไปตามวัฏฏะ ทุกอย่างจะยังดำเนินไป ตามครรลองของมัน

When I arrive, will you come and find me?
Or in a crowd, be one of them?

เมื่อเราได้จากไป แล้วกลับมาใหม่ คนที่เรารักหรือรู้จักจะยังจดจำเราได้ไหม เราผู้ซ่อนอยู่ทามกลางกลุ่มชมร้อยพัน

ทอม ยอร์ค ได้เล่าถึงการทำงานเพลงชิ้นนี้ว่า “มันเป็นกระบวนการที่แปลกตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โปรดิวเซอร์ และ วอลเตอร์ ฟาซาโน คนตัดต่อได้มาติดต่อผม ผมคิดในใจว่าพวกเขาคงบ้าไปแล้วเพราะว่าผมไม่เคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาก่อนเลย และ “Suspiria” (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ก็มีเพลงประกอบที่ยอดเยี่ยมเสียด้วย (ประพันธ์โดยวง Goblin ที่เปรียบดั่งเป็น King Crimson แห่งอิตาลี) ผมใช้เวลากว่า 2-3 เดือนจึงจะได้ไอเดียที่เข้าที่เข้าทาง​“

“ผมดู Suspiria เวอร์ชั่นเดิมหลายต่อหลายรอบ ผมรักมันมากเพราะเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นงานที่เข้มข้นมากในช่วงเวลานั้น เห็นได้เลยว่า ดาริโอ กับวง Goblin ทำงานกันอย่างใกล้ชิดมาก นอกจากนี้ด้วยช่วงเวลาผมก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับงานในยุคนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามผมคิดว่าคงเดินตามรอยเดิมไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมพบว่ามันน่าสนใจก็คือการเล่นซ้ำโมทีฟ (ท่อนเพลงที่มีการเล่นซ้ำในบทเพลง เช่น พ้าม พ้าม พ้าม ผ่าม ใน Symphony No.5 ของ Beethoven) หลายต่อหลายรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ขณะนั้น เสียงจากข้างในของคุณมันจะร้องตะโกนออกมาว่า “โปรดเถอะ กูไม่อยากจะฟังไอ้ท่อนนี้อีกแล้ว” ซึ่งผมว่ามันเวิร์ค มันเป็นการเล่นซ้ำเพื่อทำให้คนฟังรู้สึกหลอน มันคิดกับตัวเองมาตลอดเลยว่าไอ้วิธีแบบนี้นี่แหละมันเหมือนกับการร่ายมนต์ ซึ่งมันอาจฟังดูโง่ๆ แต่ผมก็คิดแบบนี้จริงๆ มันเป็นเหมือนกับอิสรภาพในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่คราวนี้ผมจะได้สำรวจมันแล้ว”

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria จะประกอบไปด้วย 25 บทเพลงซึ่งมีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ซึ่งก็มีเพลงที่ยอร์คร้องเองด้วยอย่าง เช่น Suspirium นั่นเอง โดยทั้งหมดบันทึกเสียงและบรรเลงโดยทอม ยอร์คและ Sam Petts-Davies พร้อมด้วย  London Contemporary Orchestra and Choir และ นักเป่าฟลูตมือฉมัง Pasha Mansurov นอกจากนี้ลูกชายของยอร์ค Noah ยังร่วมเล่นกลองด้วยสองเพลงคือ ‘Has Ended’ และ ‘Volk’

อัลบั้มนี้จะออกวางแผงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย XL Recordings เป็นแผ่นไวนิลคู่และ CD คู่

ส่วนรายชื่อเพลงทั้งหมดนั้นมีดังต่อไปนี้

‘A Storm That Took Everything’

‘The Hooks’

‘Suspirium’

‘Belongings Thrown in a River’

‘Has Ended’

‘Klemperer Walks’

‘Open Again’

‘Sabbath Incantation’

‘The Inevitable Pull’

‘Olga’s Destruction (Volk tape)’

‘The Conjuring of Anke’

‘A Light Green’

‘Unmade’

‘The Jumps’

‘Volk’

‘The Universe is Indifferent’

‘The Balance of Things’

‘A Soft Hand Across your Face’

‘Suspirium Finale’

‘A Choir of One’

‘Synthesizer Speaks’

‘The Room of Compartments’

‘An Audition’

‘Voiceless Terror’

‘The Epilogue’

และสำหรับแฟนเพลง และ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยก็รอติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ได้ใน วันที่ 31 ตุลาคมนี้ครับ

 

ที่มา

https://www.nme.com/news/music/thom-yorke-suspirium-suspiria-film-score-2373946

https://genius.com/Thom-yorke-suspirium-lyrics

https://www.rollingstone.com/music/music-features/thom-yorke-suspirium-suspiria-score-717706/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

Published

on

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!