Connect with us

What The Fact

[รีวิว] John Coltrane’s “Both Directions at Once : The Lost Album”  สูญหายแต่ไม่สาบสูญ

ผู้ชม 635 ครั้ง!

ในทุกวันนี้ เป็นที่รู้กันดีสำหรับคอเพลงแจ๊สว่า “จอห์น โคลเทรนคือหนึ่งในมือแซ็กโซโฟนและนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ตลอดช่วงชีวิตเขาได้ออกผลงานทั้งสิ้น 45 สตูดิโออัลบั้ม อันมีอัลบั้มที่คอแจ๊สทั้งหลายไม่ควรพลาดอาทิเช่น Blue Train (1957) , My Favourite Things (1961) และ A Love Supreme (1965) อันเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงทั้งหลายได้กล่าวยกย่องว่ามันคือที่สุดของโคลเทรน และเป็นที่สุดของอัลบั้มเพลงแจ๊ส มันไม่ใช่อัลบั้มที่ให้คนทั่วไปฟังหากแต่เป็นสารที่ส่งถึงพระเจ้า

จอห์น โคลเทรน

แต่รู้ไหมว่า ได้มีผลงานอันยิ่งใหญ่อีกชิ้นที่ถูกเก็บงำมาตลอดเป็นเวลากว่า 55 ปี อันเป็นผลงานที่ผ่านการบันทึกเสียงโดย จอห์น โคลเทรน และกลุ่มนักดนตรียอดฝีมือที่เล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดีที่รู้จักกันในนามว่า “คลาสสิค ควอเท็ตของ จอห์น โคลเทรน” ซึ่งประกอบไปด้วย จอห์น โคลเทรน ในตำแหน่ง แซ็กโซโฟน , แม็คคอย ไทย์เนอร์ (McCoy Tyner) มือเปียโน , จิมมี่ แกร์ริสัน (Jimmy Garrison) มือเบส และ เอลวิน โจนส์ (Elvin Jones) มือกลอง โดยในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 จอห์นและวงคลาสสิค ควอเท็ตของเขาได้บันทึกเสียงผลงานขั้นเอกอุ 7 เพลงที่สตูดิโอ Rudy Van Gelder ในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งด้วยเหตุผลกลอันใดก็ไม่ทราบจึงทำให้ผลงานเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่ หรือวางจำหน่ายเลยตราบจนกระทั่งบัดนี้ ที่ผลงานเหล่านี้ได้ถูกค้นพบและได้กลายมาเป็นอัลบั้มล่าสุดของศิลปินที่เป็นตำนานที่แม้ร่างกายจะไร้ลมหายใจไปแล้ว หากแต่ผลงานของเขานั้นยังคง และอัลบั้มอันทรงคุณค่านี้มีชื่อว่า “Both Directions at Once : The Lost Album”

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ถูกค้นพบโดย ฮัสนิต้า ไนยมา (Juanita Naima) ภรรยาคนแรกของโคลเทรน ในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกได้บันทึกเสียงบทเพลงต่างๆซึ่งในนั้นมีหลายเพลงที่เป็นเพลงใหม่และไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อน พวกเขาใช้เวลาหนึ่งวันบันทึกผลงานทั้งหมด โดยบางเพลงเล่นไปสองสามเทคหรือมากกว่านั้น โดยในแต่ละเทคก็มีวิธีการเล่นและเรียบเรียงปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป สิ้นสุดวันนั้นโคลเทรนได้หอบเอาเทปบันทึกเสียงกลับมาที่บ้านในควีนส์ที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่กับไนยมาภรรยาของเขา และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยถูกค้นพบอีกเลยตราบจนกระทั่งวันนี้ที่มันได้ออกเผยแพร่โดย Impulse! ค่ายเพลงแจ๊สที่ผลิตผลงานดีๆออกมามากมาย

โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกวง “คลาสสิค ควอเท็ต” ณ วันที่บันทึกเสียงในสตูดิโอ รูดี้ แวน เกลเดอร์ ปี 1963

ผลงานในอัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” ที่ออกวางจำหน่ายมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือแบบแผ่นเดียว และ แบบแผ่นคู่ ซึ่งเพลงในแผ่นที่สองจะเหมือนกับแผ่นที่หนึ่งแต่เป็นการเล่นในเทคที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งรายชื่อเพลงในอัลบั้มมีดังต่อไปนี้

แผ่นที่หนึ่ง

  1. “Untitled Original 11383” (Take 1)
  2. Nature Boy
  3. “Untitled Original 11386” (Take 1)
  4. “Vilia” (Take 3)
  5. Impressions” (Take 3)
  6. “Slow Blues”
  7. “One Up, One Down” (Take 1)

แผ่นที่สอง

  1. “Vilia” (Take 5)
  2. “Impressions” (Take 1)
  3. “Impressions” (Take 2)
  4. “Impressions” (Take 4) – 3:40
  5. “Untitled Original 11386” (Take 2)
  6. “Untitled Original 11386” (Take 5)
  7. “One Up, One Down” (Take 6)

ในอัลบั้มนี้มีเพลงใหม่ที่ไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อนอยู่สองเพลง คือ “Untitled  Original 11383″ และ “Untitled Original 11386” ทั้งสองเพลงโดดเด่นด้วยการบรรเพลง โซปราโน แซ็กโซโฟนของโคลเทรน โดยเพลงแรกนั้นมีลูกเป่าที่จดจำได้ง่าย ชัดเจน และ โดดเด่น มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์และการเล่นโหมด นอกจากนี้ยังมีการโซโล่เบสที่โดดเด่นของจิมมี่ แกร์ริสันอีกด้วย ส่วนในเพลงที่สองนั้นเป็นการ เรียบเรียงเมโลดี้ด้วยเพนทาโทนิคสเกล มีการย้อนกลับมาสู่ธีมในขณะที่กำลังโซโล่ซึ่ง แตกต่างจากธรรมเนียมของการเล่นควอเท็ตโดยทั่วไป

 

“Nature Boy”  บทเพลงจังหวะช้าที่มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์ ไร้เงาเสียงเปียโนพะพลิ้วของ ไทย์เนอร์ แต่ก็สามารถเพลินใจไปกับทักษะการเล่นอันเอกอุของสมาชิกวงคนอื่นๆ และแน่นอนกับสำเนียงการเป่าแซ็กโซโฟนอันร้อนแรงของโคลเทรน

“Vilia” น่าจะเป็นเพลงที่ฟังง่ายที่สุดในอัลบั้มแล้ว เพราะเป็นเพลงที่มาในท่วงทำนองปานกลาง สวยงาม สว่างไสว เมโลดี้สวย ชวนโยกไปเบาๆ เพลงนี้มาจากเพลงธีมที่มีชื่อเดียวกัน แต่งโดยนักประพันธ์เพลงชาวฮังกาเรียนชื่อว่า ฟรานซ์ เลฮาร์ (Franz Lehár) โดยเป็นเพลงประกอบอุปรากรเรื่อง The Merry Widow

“Impressions” เป็นหนึ่งในเพลงที่มีชื่อเสียงของโคลเทรนและได้รับการบันทึกเสียงหลายครั้ง แต่ในเวอร์ชั่นนี้จะไม่มีเสียงเปียโนจาก แมคคอย ไทย์เนอร์ ถือว่าเป็นรสชาติที่แปลกออกไป โดยในอัลบั้มนี้จะได้ฟังเพลง Impressions  ถึง 4 เทคเลยทีเดียว

“Slow Blues” ช่วงแรกของเพลงเป็นการบรรเลงแซ็กโซโฟนจากโคลเทรนท่ามกลางเสียงเบสของแกรร์ริสัน และ กลองของโจนส์ ไร้เงาเสียงเปียโนของ ไทย์เนอร์ ก่อนที่ในช่วงกลางเพลงเสียงใสกริ้งจากเปียโนของไทย์เนอร์ก็สอดแทรกเข้ามา เสียงแซ็กโซโฟนของโคลเทรนหลบให้การโซโล่จากเสียงเปียโนของไทย์เนอร์ ก่อนที่เขาจะกลับมาพร้อมการบรรเลงที่ร้อนแรงในช่วงท้ายจนจบเพลง

“One Up, One Down” เป็น 8 นาทีของการแจมกันอย่างบ้าคลั่งและร้อนแรง และท่อนโซโล่อันดุเดือดจากผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งสองเทคในอัลบั้มเลยและเพลงนี้ก็ถูกวางไว้เป็นแทร็คสุดท้ายของทั้งสองแผ่น เป็นการจบอัลบั้มได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์เลยทีเดียว

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้บันทึกเอาไว้หนึ่งวันก่อนงานบันทึกเสียงอีกหนึ่งอัลบั้มยอดเยี่ยมที่ โคลเทรนร่วมงานกับยอดนักร้องแจ๊ส จอห์นนี่ ฮาร์ทแมน “John Coltrane and Johnny Hartman” ซึ่งเป็นอีกอัลบั้มที่คอเพลงแจ๊สไม่ควรพลาด น่ามหัศจรรย์นักที่ในช่วงนั้นดูเหมือนว่า พลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวจอห์น โคลเทรนจะเพิ่มพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะไปทะลุจุดเดือดกลายเป็นงานอันสูงส่ง เป็นสานส์ถึงพระเจ้าใน A Love Supreme

และมันเป็นดั่งเช่นที่ Ravi ลูกชายของโคลเทรนได้กล่าวกับทาง The New York Times ไว้ว่า “วงคลาสสิคควอเท็ตวงนี้ได้ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในพลังของแห่งความเป็นนักดนตรีของพวกเขา” “งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งของจอห์นนั้นอยู่ในอดีตในขณะที่อีกข้างนั้นกำลังก้าวไปสู่อนาคต”

ด้วยประการฉะนี้อัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” จึงเป็นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าคุณจะเป็นคอแจ๊สหรือไม่ก็ตาม.

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Wildlife: เข้มแข็งไว้ถึงแม้ ‘พ่อแม่จะรังแกฉัน’

Published

on

ในช่วงเวลาที่ด้านมืดของชีวิตคู่ เริ่มถูกพูดถึง เริ่มกลายมาเป็น topic อันโอชะของบรรดาสื่อมวลชนที่เอามาหากินเรียกยอดวิวบนหน้าฝีดโซเชียล ขณะที่ยังมีผู้คนอีกมากยังติดกับดักภาพจำจากหนัง ละคร ที่มาพร้อมพลอตโลกสวย โตมาฝังใจกับโลกที่มีเพียง พระเอกเพียบพร้อม นางเอกแสนดี ตัวร้าย ตัวอิจฉา ที่ชาตินี้ยังไงก็ไม่มีวันสมหวัง และเส้นชัยที่ตัดสิน ‘ผู้ชนะ’ ที่งานแต่งงาน ซึ่ง Wildlife ถือว่ามาถูกจังหวะมาก กับหนังที่โอบอุ้มเอาเหรียญอีกด้านอันหมองหม่นของชีวิตครอบครัวมาเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่อยู่สถานะ ‘ลูก’ ท่ามกลางความขัดแย้งกันของพ่อแม่

น่าสนใจไม่น้อยเลยตรงที่ Wildlife เป็นหนังที่ พอล ดาโน่ มาทำหน้าที่เขียนบท และกำกับเองเรื่องแรก ซึ่งงานของนายฝรั่งหน้างง ๆ คนนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ต่างประเทศในระดับดีเลยทีเดียว โดย Wildlife ถูกแปลงมาจากนิยายของเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ริชาร์ด ฟอร์ด พูดถึงครอบครัวบรินสัน ที่ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ในมอนทานา สหรัฐอเมริกา มีเจอร์รี (เจค จิลเลนฮาล) เสาหลักครอบครัวทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามกอล์ฟ, เจนเนต (แครี มัลลิแกน) ภรรยา รับหน้าที่เป็นแม่บ้าน และลูกชาย โจ (เอ็ด อ็อกเซนโบลด์) 

จุดเปลี่ยนสำคัญสำคัญของครอบครัว คือ การที่ เจอร์รี ต้องตกงานกระทันหัน ทำให้ครอบครัวเจอปัญหาการเงิน ซึ่งเจอร์รีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตัดสินใจทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ซึ่งได้เงินเพียงชั่วโมงละเหรียญฯ และจะต้องห่างครอบครัวไปไกล ทำให้ เจนเนต ต้องออกไปหางานทำเพิ่มเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว มุมมองและการตัดสินใจที่ไม่ลงรอยกันของชายหญิงทั้ง 2 กลายเป็นความคุกรุ่นของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความไกลห่าง ความไม่เชื่อใจกันและกันที่ก่อตัวขึ้น สร้างรอยแตกร้าวครั้งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 3 คนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Wildlife เดินเรื่องไปแบบเรียบ ๆ แต่ไม่รู้สึกถึงความเนือยอะไรเลย ทุกโมเมนต์ของหนังเรียงลำดับแต่ละซีนได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการดึงอารมณ์ของตัวละครพุ่งออกมาแทรกซึมมาถึงคนดูทีละเล็กละน้อยจนเริ่มรู้สึกถึงความหนักหน่วง ความกดดัน ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะไม่ได้ตัดสินใจกระทำอะไรที่เซอร์ไพรส์ออกไปมากนัก แต่มันก็สวยงามกลมกล่อมในพื้นฐานของความเป็นจริง As a matter of fact นั่นแหละ ไม่มีฟุ้งเฟ้อ ไม่หลุดกรอบ เน้นไปที่อารมณ์ของเด็กหนุ่มที่แบกรับความกดดันล้วน ๆ เรียกว่ามีพลอตที่รัดกุมดีเยี่ยมเลยสำหรับเรื่องแรกของ พอล ดาโน่

Wildlife เผยให้เห็นถึงความเปราะบางในครอบครัว ที่มันละเอียดอ่อนในเรื่องของความเข้าใจ การให้อภัยและโอกาสกันและกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง การพิพากษา การตัดสินคน ๆ หนึ่งในวันนี้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ไปตลอดมีอยู่จริง เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกำลังที่เราอยากให้ทุกคนมีความเข้าใจและใจกว้างดั่งอุดมคติ ฉะนั้นแล้วมันเหลือเพียงความไม่แน่นอน การจากลาและการดำรงอยู่หลังความเจ็บปวดของมนุษย์ เราจะอยู่กับมันได้แค่ไหน หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามและทิ้งข้อคิดหนัก ๆ ไว้ดีเกินคาดจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (16-18 พ.ย.) : Fantastic Beasts 2 เปิดตัวทั่วโลกกว่า 200 ล้านเหรียญ

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ได้เข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก โดยทำรายได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาไป 62.2 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่า Fantastic Beasts and Where to Find Them ที่เปิดตัวไป 74.4 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้ทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 253.2 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ

Instant Family ภาพยนตร์ครอบครัวแนวดรามา-คอเมดี นำแสดงโดย มาร์ก วาห์ลเบิร์ก และโรส เบิร์น ทำรายได้เปิดอยู่ที่ 14.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 48 ล้านเหรียญ

Widows ผลงานดรามา-อาชญากรรมล่าสุดของผู้กำกับมากฝีมือ สตีฟ แม็คควีน นำแสดงโดย วิโอลา เดวิส, มิชล รอดริเกซ เอลิซาเบธ เดบิคกี้ และเลียม นีสัน ทำรายได้เ้ปิดตัวไป 12.3 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 16.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 42 ล้านเหรียญ

และสำหรับแชมป์เก่าอย่าง The Grinch ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือ How the Grinch Stole Christmas สุดคลาสสิกของ ดร.ซูสส์ นั้น ทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปแล้ว 126.5 ล้านเหรียญ ซึ่งแซงหน้า The Rolax ที่ดัดแปลงจากหนังสือของ ดร.ซูสส์ เช่นกัน ที่ทำได้ 121.7 ล้านเหรียญ จากการเช้าฉาย 10 วันเท่ากัน ส่วนทั่วโลกนั้นทำไป 151.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald

62.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 62.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 191 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 253.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Grinch

38.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 126.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 25.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 151.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 75 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Bohemian Rhapsody

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 127.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 256.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 384.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 52 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Instant Family

14.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 14.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 48 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Widows

12.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 7.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 19.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 42 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Nutcracker and the Four Realms

4.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 72.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 116.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 120 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : A Star is Born

4.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 7)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 185.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 154.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 340.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 36 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Overlord

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 32.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 38 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : The Girl in the Spider’s Web: A New Dragon Tattoo Story

2.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 13.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 13.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 43 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Nobody’s Fool

6.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 28.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 265,000 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 29.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 19 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บันเทิง

ดูก่อนใครชุดใหม่ #Sweat16 ต้อนรับซิงเกิ้ลที่ 4 เพลง Yakiniku (ปิ้งย่าง)

Published

on

วันนี้ 18 พ.ย. 2561 ณ CentralPlaza WestGate ชั้น 2 โซนลานน้ำพุ ตามนัดหมาย น้องๆ Sweat16 นำทีมโดย
วรินดา เนินเพิ่มพิสุทธิ์ (Warinda Nernpermpisut) แอ๊นท์ (Ant) , จิดาภา จงสืบพันธ์ (Jidapa Chongsubphant) มิวสิค (Music) , ชดาธาร ด่านกุล (Chadatan Dankul) ม่านมุก (Mahnmook) , อรรฆพร สร้อยสุข (Akaporn Soisuke) แอนนี่ (Anny) , ซอนญา ชิษณุชา ดอนเนลลี่ (Sonja Chitsanucha Donnelly) ซอนญา (Sonja) , พิชชาภา กันตพิชญาธร (Phitchapha Kantapitchayathorn) นิ้ง (Nink) , วาสนา พิมพ์จันทร์ (Wassana Pimchan) เอ๋ (Ae) , พิม ขจรเวคิน (Pim Khajonvekin) พิม (Pim) , ปภาดา ตันติประสงค์ชัย (Papada Tantiprasongchai) พาด้า (Pada) , พรรษา บุณยะกลัมพ (Pansa Boonyakalumpha) เพชร (Petch) , สุธาสินี เอมทอง (Suthasinee Aemthong) เฟรม (Fame) , ทสมา เทศน์ธรรม (Tassama Testam) มิ้น (Mint) , ปัทมาริษา ปัดภัย (Pattamarisa Padphai) พราวด์ (Proud) ในงาน “SWEAT16! JU JU” ซึ่งประกอบไปด้วยการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก กิจกรรม HI-FIVE เริ่มตั้งแต่เวลา 11:00 – 20:00 น. ทั้งนี้หลังจากจบช่วงกิจกรรม HI-FIVE ในเวลา 18.00 น. และเริ่มมินิคอนเสิร์ตในเวลา 18.30 น. ออกมาร้อง 3 เพลง วิ่ง, มุ้งมิ้ง, TKO ก่อนที่จะปิดท้ายก็เปิดวีทีอาร์ เรื่องราวที่ผ่านมาตลอดเส้นทางของวง Sweat16 เพื่อรอน้องๆ เตรียมตัวขึ้นมาเปิดตัวชุด และเพลงซิงเกิ้ลที่ 4 เพลง
1. Yakiniku (ปิ้งย่าง)
2. HAJIMARI NO HIKARI (วิบวับ)
โดยม่านมุก SWEAT16! เป็นเซ็นเตอร์

 

Teaser “Yakiniku (ปิ้งย่าง)”

SWEAT16! 4th Single

ภาพโดย : Sweat16  IdolMaster

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!