Connect with us

What The Fact

[รีวิว] John Coltrane’s “Both Directions at Once : The Lost Album”  สูญหายแต่ไม่สาบสูญ

ในทุกวันนี้ เป็นที่รู้กันดีสำหรับคอเพลงแจ๊สว่า “จอห์น โคลเทรนคือหนึ่งในมือแซ็กโซโฟนและนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ตลอดช่วงชีวิตเขาได้ออกผลงานทั้งสิ้น 45 สตูดิโออัลบั้ม อันมีอัลบั้มที่คอแจ๊สทั้งหลายไม่ควรพลาดอาทิเช่น Blue Train (1957) , My Favourite Things (1961) และ A Love Supreme (1965) อันเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงทั้งหลายได้กล่าวยกย่องว่ามันคือที่สุดของโคลเทรน และเป็นที่สุดของอัลบั้มเพลงแจ๊ส มันไม่ใช่อัลบั้มที่ให้คนทั่วไปฟังหากแต่เป็นสารที่ส่งถึงพระเจ้า

จอห์น โคลเทรน

แต่รู้ไหมว่า ได้มีผลงานอันยิ่งใหญ่อีกชิ้นที่ถูกเก็บงำมาตลอดเป็นเวลากว่า 55 ปี อันเป็นผลงานที่ผ่านการบันทึกเสียงโดย จอห์น โคลเทรน และกลุ่มนักดนตรียอดฝีมือที่เล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดีที่รู้จักกันในนามว่า “คลาสสิค ควอเท็ตของ จอห์น โคลเทรน” ซึ่งประกอบไปด้วย จอห์น โคลเทรน ในตำแหน่ง แซ็กโซโฟน , แม็คคอย ไทย์เนอร์ (McCoy Tyner) มือเปียโน , จิมมี่ แกร์ริสัน (Jimmy Garrison) มือเบส และ เอลวิน โจนส์ (Elvin Jones) มือกลอง โดยในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 จอห์นและวงคลาสสิค ควอเท็ตของเขาได้บันทึกเสียงผลงานขั้นเอกอุ 7 เพลงที่สตูดิโอ Rudy Van Gelder ในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งด้วยเหตุผลกลอันใดก็ไม่ทราบจึงทำให้ผลงานเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่ หรือวางจำหน่ายเลยตราบจนกระทั่งบัดนี้ ที่ผลงานเหล่านี้ได้ถูกค้นพบและได้กลายมาเป็นอัลบั้มล่าสุดของศิลปินที่เป็นตำนานที่แม้ร่างกายจะไร้ลมหายใจไปแล้ว หากแต่ผลงานของเขานั้นยังคง และอัลบั้มอันทรงคุณค่านี้มีชื่อว่า “Both Directions at Once : The Lost Album”

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ถูกค้นพบโดย ฮัสนิต้า ไนยมา (Juanita Naima) ภรรยาคนแรกของโคลเทรน ในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกได้บันทึกเสียงบทเพลงต่างๆซึ่งในนั้นมีหลายเพลงที่เป็นเพลงใหม่และไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อน พวกเขาใช้เวลาหนึ่งวันบันทึกผลงานทั้งหมด โดยบางเพลงเล่นไปสองสามเทคหรือมากกว่านั้น โดยในแต่ละเทคก็มีวิธีการเล่นและเรียบเรียงปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป สิ้นสุดวันนั้นโคลเทรนได้หอบเอาเทปบันทึกเสียงกลับมาที่บ้านในควีนส์ที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่กับไนยมาภรรยาของเขา และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยถูกค้นพบอีกเลยตราบจนกระทั่งวันนี้ที่มันได้ออกเผยแพร่โดย Impulse! ค่ายเพลงแจ๊สที่ผลิตผลงานดีๆออกมามากมาย

โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกวง “คลาสสิค ควอเท็ต” ณ วันที่บันทึกเสียงในสตูดิโอ รูดี้ แวน เกลเดอร์ ปี 1963

ผลงานในอัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” ที่ออกวางจำหน่ายมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือแบบแผ่นเดียว และ แบบแผ่นคู่ ซึ่งเพลงในแผ่นที่สองจะเหมือนกับแผ่นที่หนึ่งแต่เป็นการเล่นในเทคที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งรายชื่อเพลงในอัลบั้มมีดังต่อไปนี้

แผ่นที่หนึ่ง

  1. “Untitled Original 11383” (Take 1)
  2. Nature Boy
  3. “Untitled Original 11386” (Take 1)
  4. “Vilia” (Take 3)
  5. Impressions” (Take 3)
  6. “Slow Blues”
  7. “One Up, One Down” (Take 1)

แผ่นที่สอง

  1. “Vilia” (Take 5)
  2. “Impressions” (Take 1)
  3. “Impressions” (Take 2)
  4. “Impressions” (Take 4) – 3:40
  5. “Untitled Original 11386” (Take 2)
  6. “Untitled Original 11386” (Take 5)
  7. “One Up, One Down” (Take 6)

ในอัลบั้มนี้มีเพลงใหม่ที่ไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อนอยู่สองเพลง คือ “Untitled  Original 11383″ และ “Untitled Original 11386” ทั้งสองเพลงโดดเด่นด้วยการบรรเพลง โซปราโน แซ็กโซโฟนของโคลเทรน โดยเพลงแรกนั้นมีลูกเป่าที่จดจำได้ง่าย ชัดเจน และ โดดเด่น มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์และการเล่นโหมด นอกจากนี้ยังมีการโซโล่เบสที่โดดเด่นของจิมมี่ แกร์ริสันอีกด้วย ส่วนในเพลงที่สองนั้นเป็นการ เรียบเรียงเมโลดี้ด้วยเพนทาโทนิคสเกล มีการย้อนกลับมาสู่ธีมในขณะที่กำลังโซโล่ซึ่ง แตกต่างจากธรรมเนียมของการเล่นควอเท็ตโดยทั่วไป

 

“Nature Boy”  บทเพลงจังหวะช้าที่มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์ ไร้เงาเสียงเปียโนพะพลิ้วของ ไทย์เนอร์ แต่ก็สามารถเพลินใจไปกับทักษะการเล่นอันเอกอุของสมาชิกวงคนอื่นๆ และแน่นอนกับสำเนียงการเป่าแซ็กโซโฟนอันร้อนแรงของโคลเทรน

“Vilia” น่าจะเป็นเพลงที่ฟังง่ายที่สุดในอัลบั้มแล้ว เพราะเป็นเพลงที่มาในท่วงทำนองปานกลาง สวยงาม สว่างไสว เมโลดี้สวย ชวนโยกไปเบาๆ เพลงนี้มาจากเพลงธีมที่มีชื่อเดียวกัน แต่งโดยนักประพันธ์เพลงชาวฮังกาเรียนชื่อว่า ฟรานซ์ เลฮาร์ (Franz Lehár) โดยเป็นเพลงประกอบอุปรากรเรื่อง The Merry Widow

“Impressions” เป็นหนึ่งในเพลงที่มีชื่อเสียงของโคลเทรนและได้รับการบันทึกเสียงหลายครั้ง แต่ในเวอร์ชั่นนี้จะไม่มีเสียงเปียโนจาก แมคคอย ไทย์เนอร์ ถือว่าเป็นรสชาติที่แปลกออกไป โดยในอัลบั้มนี้จะได้ฟังเพลง Impressions  ถึง 4 เทคเลยทีเดียว

“Slow Blues” ช่วงแรกของเพลงเป็นการบรรเลงแซ็กโซโฟนจากโคลเทรนท่ามกลางเสียงเบสของแกรร์ริสัน และ กลองของโจนส์ ไร้เงาเสียงเปียโนของ ไทย์เนอร์ ก่อนที่ในช่วงกลางเพลงเสียงใสกริ้งจากเปียโนของไทย์เนอร์ก็สอดแทรกเข้ามา เสียงแซ็กโซโฟนของโคลเทรนหลบให้การโซโล่จากเสียงเปียโนของไทย์เนอร์ ก่อนที่เขาจะกลับมาพร้อมการบรรเลงที่ร้อนแรงในช่วงท้ายจนจบเพลง

“One Up, One Down” เป็น 8 นาทีของการแจมกันอย่างบ้าคลั่งและร้อนแรง และท่อนโซโล่อันดุเดือดจากผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งสองเทคในอัลบั้มเลยและเพลงนี้ก็ถูกวางไว้เป็นแทร็คสุดท้ายของทั้งสองแผ่น เป็นการจบอัลบั้มได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์เลยทีเดียว

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้บันทึกเอาไว้หนึ่งวันก่อนงานบันทึกเสียงอีกหนึ่งอัลบั้มยอดเยี่ยมที่ โคลเทรนร่วมงานกับยอดนักร้องแจ๊ส จอห์นนี่ ฮาร์ทแมน “John Coltrane and Johnny Hartman” ซึ่งเป็นอีกอัลบั้มที่คอเพลงแจ๊สไม่ควรพลาด น่ามหัศจรรย์นักที่ในช่วงนั้นดูเหมือนว่า พลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวจอห์น โคลเทรนจะเพิ่มพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะไปทะลุจุดเดือดกลายเป็นงานอันสูงส่ง เป็นสานส์ถึงพระเจ้าใน A Love Supreme

และมันเป็นดั่งเช่นที่ Ravi ลูกชายของโคลเทรนได้กล่าวกับทาง The New York Times ไว้ว่า “วงคลาสสิคควอเท็ตวงนี้ได้ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในพลังของแห่งความเป็นนักดนตรีของพวกเขา” “งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งของจอห์นนั้นอยู่ในอดีตในขณะที่อีกข้างนั้นกำลังก้าวไปสู่อนาคต”

ด้วยประการฉะนี้อัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” จึงเป็นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าคุณจะเป็นคอแจ๊สหรือไม่ก็ตาม.

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“6 สิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ใน Avengers: Endgame

Published

on

Avengers: Endgame ใกล้จะเข้าฉายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งแฟน ๆ ต่างตั้งคำถามว่า บทสรุปของ Marvel Cinematic Universe Phase 3 จะเป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเพื่อเรียกระแสจากผู้ชม และตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์จาก 2 ผู้กำกับ พี่น้องรุสโซ ว่า Avengers: Endgame อาจมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะดำเนินเรื่องให้สู่บทสุดท้ายของภาพยนตร์โดยสมบูรณ์

เรามาดู 6 เหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ Avengers: Endgame กลายเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของ Marvel Cinematic Universe และเป็นการส่งไม้ต่อไปยัง Phase 4 ต่อไป

1. Captain America และ Iron Man สงบศึกกัน

Captain America และ Iron Man เป็น 2 ตัวละครหลักของแฟรนไชส์ MCU มากนานถึง 10 ปี ถึงแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยเกลียดกันเลยจริง ๆ

นับจากเกิดความขัดแย้งใน Captain America: Civil War แล้วนั้น 3 ต่อมาใน Avengers: Infinity War ทั้ง 2 คน ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย และนั่นหมายความว่า Avengers: Endgame จะเป็นการขมวดปมให้ทั้ง 2 ตัวละคร ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน

2. Thanos ต้องตาย

ถึงแม้ว่า Thanos จะทำในสิ่งที่ตัวร้ายน้อยคนนักใน MCU (Marvel Cinematic Universe) จะทำได้สำเร็จ แต่เพื่อให้ MCU เดินหน้าต่อไปได้ และเพื่อให้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของ Thanos ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมต่อไป การที่จะเลือกให้ Thanos ต้องสลายหายไปก็อาจเป็นการปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น

3. จักรวาลต้องได้รับการแก้ไข

ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อไปหลังจาก Avengers: Endgame แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์หรือสมดุลอย่างที่ Thanos เฝ้าหวัง แต่มันก็คือธรรมชาติของทุกสิ่ง

ทฤษฏีที่แฟน ๆ ค่อนข้างมั่นใจมากที่สุดคือ การย้อนเวลากลับไปช่วง Avengers ภาคแรก เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้น Marvel Studios ก็ยังมิได้เปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด

4. เกิดอะไรขึ้นกับคนที่สลายหายไป …ต่อไป

แฟน ๆ จำนวนมากเชื่อว่า ผู้ที่สูญสลายไปเป็นฝุ่นใน Avengers: Infinity War จะกลับมามีชีวิตตามปกติอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นอาจไปอยู่ใน Soul Stone

ถ้าหากทีม Avengers สามารถลบล้างสิ่งที่ Thanos ทำไปแล้วได้จริง (หมายถึงการล้างชีวิตครี่งหนึ่งของทั้งจักรวาล) มันก็จะตอบโจทย์สำคัญของ Avengers: Endgame ได้เป็นอย่างดี

5. บอกลาตัวละครที่คุ้นเคยมานานถึง 10 ปี

ชัดเจนแล้วว่า ตัวละครบางตัวจะบอกลาไป หลังจาก Avengers: Endgame ได้จบสิ้นลง และนั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องจะเป็นการบอกลาตัวละครที่อยู่ร่วมกับแฟรนไชส์นี้มานานถึง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Captain America (คริส อีแวนส์), Iron Man (รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) และ Thor (คริส เฮมสวอร์ธ)

6. ปูทางต่อไปยัง Phase 4

เมื่อ MCU Phase 3 ได้สิ้นสุดลงที่ Avengers: Endgame สิ่งที่ผู้สร้างจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ การปูทางในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยัง Phase 4 ซึ่งอาจประกอบไปด้วยสมาชิกใหม่ของทีม Avengers และตัวร้ายชุดใหม่

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงทฤษฏีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์สำคัญที่ควรเกิดขึ้นใน Avengers: Endgame โดยอ้างอิงจากรายงานและข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นจริงมากน้อยเพียงไรนั้น ต้องรอพิสูจน์ในวันที่ 24 เมษายน 2019 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

FRIEND ZONE จัดรอบพิเศษขอบคุณแฟนคลับฉลองรายได้ 100 ล้าน มุ่งสู่ 190 ล้าน!

Published

on

By

14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ เป็นวันแรกที่ภาพยนตร์โรแมนติก คอเมดี้ จาก GDH อย่าง FRIEND ZONE ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน เข้าฉาย

21 กุมภาพันธ์ 7 วันหลังจากนั้นพวกเขากวาดรายได้ในกรุงเทพฯ ไปราว ๆ 80 ล้านบาท และหากรวมทั่วประเทศจะอยู่ทีประมาณ 140 ล้านบาท

เพื่อฉลองความสำเร็จนี้ทีมงานจึงจัดฉายรอบพิเศษ ‘FRIEND ZONE ข้ามเส้น 100 ล้าน.. เอาหร่อยเก้าซิบ(190 ล้าน)’ เพื่อขอบคุณทุกคน ซึ่งตั๋ว SOLD OUT ภายใน 10 ชั่วโมง… และรอบพิเศษที่ว่าจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

เริ่มแรกภาพยนตร์จะฉายประมาณ 13.00 น. ก่อนจะจบที่ราว ๆ 15.00 น. โดยที่ตั๋วทุกใบจะได้รับเสื้อลิมิเต็ด อิดิชั่น จากนั้นทีมนักแสดงและผู้กำกับก็จะเดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้ชม นำโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ, ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ พร้อมด้วย เจสัน ยัง, เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ และ ส้วม สุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์

เจสัน ยัง

นาย ณภัทร เสียงสมบุญ

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์

ส้วม สุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์

ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ

คุณชยนพ ผู้กำกับเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ณ ตอนนี้ถือว่าทำได้เกินกว่าที่คาดไว้มาก ๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความสุขเหลือเกิน โดยมุ่งเป้าวันเสาร์นี้รายได้ในกรุงเทพมหานคร หวังให้ถึง 100 ล้าน ส่วนภาพยนตร์ก็เตรียมจะออกฉายทั่วเอเชีย 13 ประเทศ อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, บรูไน, มาเลเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเก๊า, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ลาว, ฮ่องกง, พม่า และ จีน เริ่มฉายที่แรก สปป.ลาว ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

โดยคุณน้ำฝน ศิลปินจากประเทศลาวที่ได้รับเชิญให้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ส่งคลิปมาแสดงความยินดีด้วย

น้ำฝน

เนื่องด้วยนี่เป็นรอบพิเศษ รายได้ทั้งหมดจากการฉายรอบนี้ได้นำไปบริจาคให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เป็นจำนวนเงิน 255,559 บาท

ก่อนจะปิดท้ายด้วยโชว์พิเศษจากทีมนักแสดงด้วยการร้องเพลง คิดมาก ในเวอร์ชั่น FRIEND ZONE ให้ทุกคนฟัง โดยมีวง CAPELLA เป็นแบ็คอัพ

วง CAPELLA

ยัง ยังไม่หมด! มีเซอร์ไพรส์แฟนคลับทุกคนด้วยการให้ทุกที่นั่งได้ถ่ายรูปหมู่กับนักแสดง และสามารถไปรับรูปได้เลยบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ เรียกได้ว่าทั้งอิ่มบุญ อิ่มใจ กันถ้วนหน้าเลยละ

เฟรนด์โซน และ แฟนคลับ

ประสบความสำเร็จจริง ๆ กับ FRIEND ZONE ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน ที่เปิดซิงเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของปี 62 ที่รายได้แตะ 100 ล้านบาท และดูจากการออกฉายที่เพิ่งผ่านไป 1 อาทิตย์ และแผนการที่จะตะลุยเอเชียแล้ว มีลุ้นกันยาว ๆ เลยละครับ

ส่วนใครที่สนใจชมภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถอ่านรีวิวและซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ได้ที่นี่

คลิกอ่านรีวิวและซื้อตั๋วชมภาพยนตร์

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ลองของกันหน่อย! กับนมเมจิกลิ่นสาคูแคนตาลูปและกลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน

Published

on

เคยมั้ยเวลาไปตู้ขายนมในร้านสะดวกซื้อก็เห็นรสเดิมๆวนไปทุกวัน จืด ช็อค สตรอว์เบอร์รี่ จืด ช็อค สตรอว์เบอร์รี่ นานๆทีจะมีรสแปลกอย่างรสแคนตาลูป รสกล้วย หรือรสกาแฟที่ตอนนี้ไม่ใช่ของแปลกแต่อย่างใด แต่ล่าสุดผมก็แอบสะดุดกับนม 2 รสชาติใหม่ ของ เมจิ ทั้งกลิ่น สาคูแคนตาลูป และ กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน เรียกได้ว่าแค่อ่านชื่อก็นึกถึงขนมหวานเย็นๆแล้ว แต่รสชาติจะโดนหรือน่าลองหรือเปล่าเรามาพิสูจน์กันเลย

การออกแบบแพ็คเกจ

อันนี้ต้องชมเมจิเขานะจ๊ะ ทั้งสีสันและกราฟิกรูปแคนตาลูปและลูกมะพร้าวช่วยให้เราจินตนาการรสชาติออกได้เลยว่า กลิ่นสาคูแคนตาลูปจะได้รสหวานหอมแคนตาลูปและ กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อนต้องได้กลิ่นมะพร้าวอ่อนจางๆแน่นอน

สำรวจส่วนประกอบ

ทั้ง กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน และ กลิ่นสาคูแคนตาลูป ประกอบด้วยน้ำนมโคพร่องมันเนย 73% น้ำตาล 3.8% มันเนย 1% เวย์ผง 0.7% นมผงขาดมันเนย 0.05%  ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ส่วนผสมไม่ได้ต่างกันเลย เอาล่ะสิ ลางร้ายเริ่มมาเยือนแล้ว เพราะปกตินมที่รสชาติต่างกันจะมีปริมาณส่วนผสมที่ลดหลั่นกันไป แต่นี่อะไรเนี่ย! ส่วนผสมเหมือนกันเด๊ะๆ

ข้อมูลโภชนาการ

ไม่เพียงส่วนประกอบจะแทบก็อบวางกันมา แต่ทั้ง 2 รสชาติยังระบุข้อมูลโภชนาการเหมือนกันอีก โดยจากพลังงาน 110 กิโลแคลลอรี่ มีพลังงานจากไขมันอยู่ 25 กิโลแคลอรี่ ซึ่งก็นับว่าเยอะอยู่เหมือนกันนะ หากบริโภคก็ควรต้องออกกำลังกายกันด้วยนะครับ

แรกเปิดฟรอยด์

สิ่งที่โดดเด่นมากสำหรับนมทั้งสองรสชาติคือสีสันของนมครับ สำหรับกลิ่นสาคูแคนตาลูปจะมาในสีส้มคล้ายเนื้อแคนตาลูป ส่วนทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อนจะมาในสีชมพู ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันทำให้นึกถึงทับทิมกรอบยังไง แต่เอาเถอะ พอเป็นสีชมพูก็ดูน่ารักน่าทานคล้ายๆนมสตรอว์เบอร์รี่เหมือนกัน แต่นั่นก็มาอีกหนึ่งลางร้ายเพราะทั้งรสชาติเมื่อเปิดมาเราจะได้กลิ่นมะพร้าวเหมือนกันเด๊ะอีกแล้ว

เมื่อแรกชิม

เริ่มที่กลิ่นสาคูแคนตาลูปก่อน บอกได้เลยว่า หวานมาก และที่จินตนาการไว้ว่าจะได้กลิ่นและรสเหมือนเราได้ทานแคนตาลูปอร่อยๆ คือไม่ได้เลย รสแคนตาลูปจางมาก เพราะนอกจากรสหวานและกลิ่นที่เหมือนกะทิอบควันเทียนแล้ว ก็แทบไม่มีรสอื่นแทรกเลย

ส่วนกลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน ก็หวานในเลเวลเดียวกันเลย มิน่าล่ะส่วนประกอบเหมือนกันซะเบอร์นั้น ยิ่งได้กลิ่นกะทิอบควันเทียนแล้วนี่ ให้ความรู้สึกเหมือนไปซื้อกะทิกล่องมาซดมากเลยครับ

สรุป

โดยส่วนตัวในฐานะคนไม่ชอบดื่มนมที่มีรสหวานจัดๆแล้วต้องบอกเลยว่า ครั้งเดียวพอ จริงๆครับสำหรับทั้ง 2 รสชาติ ไม่ได้เลย ยิ่งพอนึกถึงรสชาติน้ำกะทิอบควันเทียนที่ทั้ง 2 รสชาติมีเหมือนกันแล้วนี่ ขอบายจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!