Connect with us

What The Fact

[รีวิว] John Coltrane’s “Both Directions at Once : The Lost Album”  สูญหายแต่ไม่สาบสูญ

Published

on

ในทุกวันนี้ เป็นที่รู้กันดีสำหรับคอเพลงแจ๊สว่า “จอห์น โคลเทรนคือหนึ่งในมือแซ็กโซโฟนและนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส ตลอดช่วงชีวิตเขาได้ออกผลงานทั้งสิ้น 45 สตูดิโออัลบั้ม อันมีอัลบั้มที่คอแจ๊สทั้งหลายไม่ควรพลาดอาทิเช่น Blue Train (1957) , My Favourite Things (1961) และ A Love Supreme (1965) อันเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงทั้งหลายได้กล่าวยกย่องว่ามันคือที่สุดของโคลเทรน และเป็นที่สุดของอัลบั้มเพลงแจ๊ส มันไม่ใช่อัลบั้มที่ให้คนทั่วไปฟังหากแต่เป็นสารที่ส่งถึงพระเจ้า

จอห์น โคลเทรน

แต่รู้ไหมว่า ได้มีผลงานอันยิ่งใหญ่อีกชิ้นที่ถูกเก็บงำมาตลอดเป็นเวลากว่า 55 ปี อันเป็นผลงานที่ผ่านการบันทึกเสียงโดย จอห์น โคลเทรน และกลุ่มนักดนตรียอดฝีมือที่เล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดีที่รู้จักกันในนามว่า “คลาสสิค ควอเท็ตของ จอห์น โคลเทรน” ซึ่งประกอบไปด้วย จอห์น โคลเทรน ในตำแหน่ง แซ็กโซโฟน , แม็คคอย ไทย์เนอร์ (McCoy Tyner) มือเปียโน , จิมมี่ แกร์ริสัน (Jimmy Garrison) มือเบส และ เอลวิน โจนส์ (Elvin Jones) มือกลอง โดยในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 จอห์นและวงคลาสสิค ควอเท็ตของเขาได้บันทึกเสียงผลงานขั้นเอกอุ 7 เพลงที่สตูดิโอ Rudy Van Gelder ในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งด้วยเหตุผลกลอันใดก็ไม่ทราบจึงทำให้ผลงานเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่ หรือวางจำหน่ายเลยตราบจนกระทั่งบัดนี้ ที่ผลงานเหล่านี้ได้ถูกค้นพบและได้กลายมาเป็นอัลบั้มล่าสุดของศิลปินที่เป็นตำนานที่แม้ร่างกายจะไร้ลมหายใจไปแล้ว หากแต่ผลงานของเขานั้นยังคง และอัลบั้มอันทรงคุณค่านี้มีชื่อว่า “Both Directions at Once : The Lost Album”

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ถูกค้นพบโดย ฮัสนิต้า ไนยมา (Juanita Naima) ภรรยาคนแรกของโคลเทรน ในวันที่ 6 มีนาคมปี 1963 โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกได้บันทึกเสียงบทเพลงต่างๆซึ่งในนั้นมีหลายเพลงที่เป็นเพลงใหม่และไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อน พวกเขาใช้เวลาหนึ่งวันบันทึกผลงานทั้งหมด โดยบางเพลงเล่นไปสองสามเทคหรือมากกว่านั้น โดยในแต่ละเทคก็มีวิธีการเล่นและเรียบเรียงปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป สิ้นสุดวันนั้นโคลเทรนได้หอบเอาเทปบันทึกเสียงกลับมาที่บ้านในควีนส์ที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่กับไนยมาภรรยาของเขา และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยถูกค้นพบอีกเลยตราบจนกระทั่งวันนี้ที่มันได้ออกเผยแพร่โดย Impulse! ค่ายเพลงแจ๊สที่ผลิตผลงานดีๆออกมามากมาย

โคลเทรนและผองเพื่อนสมาชิกวง “คลาสสิค ควอเท็ต” ณ วันที่บันทึกเสียงในสตูดิโอ รูดี้ แวน เกลเดอร์ ปี 1963

ผลงานในอัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” ที่ออกวางจำหน่ายมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือแบบแผ่นเดียว และ แบบแผ่นคู่ ซึ่งเพลงในแผ่นที่สองจะเหมือนกับแผ่นที่หนึ่งแต่เป็นการเล่นในเทคที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งรายชื่อเพลงในอัลบั้มมีดังต่อไปนี้

แผ่นที่หนึ่ง

  1. “Untitled Original 11383” (Take 1)
  2. Nature Boy
  3. “Untitled Original 11386” (Take 1)
  4. “Vilia” (Take 3)
  5. Impressions” (Take 3)
  6. “Slow Blues”
  7. “One Up, One Down” (Take 1)

แผ่นที่สอง

  1. “Vilia” (Take 5)
  2. “Impressions” (Take 1)
  3. “Impressions” (Take 2)
  4. “Impressions” (Take 4) – 3:40
  5. “Untitled Original 11386” (Take 2)
  6. “Untitled Original 11386” (Take 5)
  7. “One Up, One Down” (Take 6)

ในอัลบั้มนี้มีเพลงใหม่ที่ไม่เคยบันทึกเสียงที่ไหนมาก่อนอยู่สองเพลง คือ “Untitled  Original 11383″ และ “Untitled Original 11386” ทั้งสองเพลงโดดเด่นด้วยการบรรเพลง โซปราโน แซ็กโซโฟนของโคลเทรน โดยเพลงแรกนั้นมีลูกเป่าที่จดจำได้ง่าย ชัดเจน และ โดดเด่น มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์และการเล่นโหมด นอกจากนี้ยังมีการโซโล่เบสที่โดดเด่นของจิมมี่ แกร์ริสันอีกด้วย ส่วนในเพลงที่สองนั้นเป็นการ เรียบเรียงเมโลดี้ด้วยเพนทาโทนิคสเกล มีการย้อนกลับมาสู่ธีมในขณะที่กำลังโซโล่ซึ่ง แตกต่างจากธรรมเนียมของการเล่นควอเท็ตโดยทั่วไป

 

“Nature Boy”  บทเพลงจังหวะช้าที่มาในท่วงทำนองไมเนอร์คีย์ ไร้เงาเสียงเปียโนพะพลิ้วของ ไทย์เนอร์ แต่ก็สามารถเพลินใจไปกับทักษะการเล่นอันเอกอุของสมาชิกวงคนอื่นๆ และแน่นอนกับสำเนียงการเป่าแซ็กโซโฟนอันร้อนแรงของโคลเทรน

“Vilia” น่าจะเป็นเพลงที่ฟังง่ายที่สุดในอัลบั้มแล้ว เพราะเป็นเพลงที่มาในท่วงทำนองปานกลาง สวยงาม สว่างไสว เมโลดี้สวย ชวนโยกไปเบาๆ เพลงนี้มาจากเพลงธีมที่มีชื่อเดียวกัน แต่งโดยนักประพันธ์เพลงชาวฮังกาเรียนชื่อว่า ฟรานซ์ เลฮาร์ (Franz Lehár) โดยเป็นเพลงประกอบอุปรากรเรื่อง The Merry Widow

“Impressions” เป็นหนึ่งในเพลงที่มีชื่อเสียงของโคลเทรนและได้รับการบันทึกเสียงหลายครั้ง แต่ในเวอร์ชั่นนี้จะไม่มีเสียงเปียโนจาก แมคคอย ไทย์เนอร์ ถือว่าเป็นรสชาติที่แปลกออกไป โดยในอัลบั้มนี้จะได้ฟังเพลง Impressions  ถึง 4 เทคเลยทีเดียว

“Slow Blues” ช่วงแรกของเพลงเป็นการบรรเลงแซ็กโซโฟนจากโคลเทรนท่ามกลางเสียงเบสของแกรร์ริสัน และ กลองของโจนส์ ไร้เงาเสียงเปียโนของ ไทย์เนอร์ ก่อนที่ในช่วงกลางเพลงเสียงใสกริ้งจากเปียโนของไทย์เนอร์ก็สอดแทรกเข้ามา เสียงแซ็กโซโฟนของโคลเทรนหลบให้การโซโล่จากเสียงเปียโนของไทย์เนอร์ ก่อนที่เขาจะกลับมาพร้อมการบรรเลงที่ร้อนแรงในช่วงท้ายจนจบเพลง

“One Up, One Down” เป็น 8 นาทีของการแจมกันอย่างบ้าคลั่งและร้อนแรง และท่อนโซโล่อันดุเดือดจากผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งสองเทคในอัลบั้มเลยและเพลงนี้ก็ถูกวางไว้เป็นแทร็คสุดท้ายของทั้งสองแผ่น เป็นการจบอัลบั้มได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์เลยทีเดียว

งานบันทึกเสียงชิ้นนี้บันทึกเอาไว้หนึ่งวันก่อนงานบันทึกเสียงอีกหนึ่งอัลบั้มยอดเยี่ยมที่ โคลเทรนร่วมงานกับยอดนักร้องแจ๊ส จอห์นนี่ ฮาร์ทแมน “John Coltrane and Johnny Hartman” ซึ่งเป็นอีกอัลบั้มที่คอเพลงแจ๊สไม่ควรพลาด น่ามหัศจรรย์นักที่ในช่วงนั้นดูเหมือนว่า พลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวจอห์น โคลเทรนจะเพิ่มพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะไปทะลุจุดเดือดกลายเป็นงานอันสูงส่ง เป็นสานส์ถึงพระเจ้าใน A Love Supreme

และมันเป็นดั่งเช่นที่ Ravi ลูกชายของโคลเทรนได้กล่าวกับทาง The New York Times ไว้ว่า “วงคลาสสิคควอเท็ตวงนี้ได้ไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในพลังของแห่งความเป็นนักดนตรีของพวกเขา” “งานบันทึกเสียงชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งของจอห์นนั้นอยู่ในอดีตในขณะที่อีกข้างนั้นกำลังก้าวไปสู่อนาคต”

ด้วยประการฉะนี้อัลบั้ม “Both Directions at Once : The Lost Album” จึงเป็นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าคุณจะเป็นคอแจ๊สหรือไม่ก็ตาม.

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

สัมภาษณ์ จ๊อบซัง ยันความพร้อมน้องๆ BNK48 รุ่นที่ 2 [มีคลิป]

Published

on

หลังเสร็จสิ้นงาน BNK48 2nd Generation The Debut น้องๆ BNK48 รุ่นที่ 2 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์พี่ๆ สื่อมวลชน หลังสัมภาษณ์เสร็จ ก็เป็นตัวแทนพี่ๆ BNK48 รุ่นที่ 1 ออกมาให้สัมภาษณ์ ผมก็มองหาจ๊อบซังไปไหนอยู่สักพักก็เห็นพี่นักข่าวอีกสำนักกำลังคุยอยู่ ก็ยืนรอสักครู่ก็ได้คุย ได้ข้อความมาฝากแฟนๆ ประมาณนี้ครับ

บรรยากาศงานวันนี้
วันนี้ต้องขอขอบคุณแฟนคลับที่มา ผมอยู่บนเวทีและอยู่ด้านหลังตลอด พอขึ้นไปบนเวทีแล้วพอเห็น เยอะกว่าปีที่แล้วเยอะมาก ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่มาให้กำลังใจ น้องๆ BNK48 รุ่นที่ 2

เปิดตัวเร็วมาก
เป็นช่วงของจังหวะเวลา เรื่องของกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น ทำให้ระยะเวลาเปิดตัวต้องเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่าปกติ ทุกอย่างมีจังหวะเวลาในการปล่อยข้อมูลออกไป เรารู้ว่างานนี้จะต้องปล่อยข้อมูลอะไร ที่เกี่ยวกับการตลาด

น้องๆ BNK48 รุ่นที่ 2 พร้อมแค่ไหน
จริงๆ แล้วด้วยศักยภาพของน้องๆ BNK48 รุ่นที่ 2 เอง ไม่ใช่ว่าแตกต่างจาก BNK48 รุ่นที่ 1 มากนัก แต่เขามีตัวอย่างให้เห็นมากกว่า เขารู้ว่าเส้นทางที่เขาจะเดินมันคืออะไร ช่วงระยะเวลามีความรวดเร็วกว่า BNK48 รุ่นที่ 1 แน่นอน เพราะเค้ามีการฝึกซ้อมมาตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามาใน BNK48 ซะด้วยซ้ำ ฉะนั้นเรามองว่าเด็กที่ผ่านการคัดเลือกมีลักษณะของความพร้อมที่จะแสดงโชว์ได้มากกว่า ถ้าเทียบระหว่างวันแรกของ BNK48 รุ่นที่ 1 กับวันแรกของ BNK48 รุ่นที่ 2 ต่างกันแน่นอน

มีติดต่อเป็นพรีเซนเตอร์ หรือยัง
ก็มีครับ แต่จริงๆ แล้วพรีเซนเตอร์เราพูดในภาพรวม ไม่ว่าคุณจะเป็น BNK48 รุ่นที่ 1 หรือ BNK48 รุ่นที่ 2 แต่เวลาที่จะเข้ามาสนับสนุนมันเป็นภาพรวมทั้ง BNK48 คำว่า BNK48 รุ่นที่ 1 กับ BNK48 รุ่นที่ 2 มันมีซีเนียริตี้เข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น ลำดับคนที่เข้ามาก่อน เข้ามาหลัง เวลาเราขายเราขายเป็นครอบครัว BNK48 ไม่ได้ขายเป็น BNK48 รุ่นที่ 1 หรือ BNK48 รุ่นที่ 2

BNK48 รุ่นที่ 1 & BNK48 รุ่นที่ 2 จะทำงานร่วมกัน
จะมีการผสมกันระหว่าง BNK48 รุ่นที่ 1 BNK48 รุ่นที่ 2 ในการแสดงโชว์บ้าง หรือมันอาจจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่าเค้าควรที่ BNK48 รุ่นที่ 2 จะต้องพิสูจน์ด้วยตัวของเขาเองในหลายๆ ส่วน อย่างเช่น ในงานกิจกรรมของเราเอง อันนี้ BNK48 รุ่นที่ 2 ต้อง แต่ในลักษณะของงานขาย ผมขายเป็นครอบครัว แต่งานของเราเอง เราจะใช้กิจกรรมที่เราจะสร้างขึ้นมาเองในการที่จะพิสูจน์ว่าฐานของน้อง BNK48 รุ่น 2 มาน้อยขนาดไหน

 

หลังจากนี้ก็ฝากถึง “BNK48 Fan Solo Campaign”  และทิ้งท้ายด้วยฝากน้องๆ BNK48 ไว้ให้พี่ๆ แฟนคลับช่วยเอ็นดูน้องๆ ด้วยนะครับ

 

คลิปสัมภาษณ์

 

 

“BNK48 Fan Solo Campaign”

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead

Published

on

สนับสนุนโดย

เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีหน้าหนังเด่นแปลกตามาก เรียกว่าใคร ๆ ต่างก็ฮือฮากับทีเซอร์ของ When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead หรือชื่อไทย ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย!? ฟอร์มหนังรอมคอมญี่ปุ่นที่มีที่มาจากกระทู้ไวรัลของยูเซอร์ที่ชื่อ K.Kajunsky  ใน Yahoo! Answer ซึ่งกระทู้ตำนานนี้มีคนตามกว่า 4 ล้านคน ว่าด้วยเรื่องของคุณภรรยาสุดเพี้ยนที่ทำตัวแปลก ๆ คือแกล้งตายเวลาสามีกลับถึงบ้าน ก่อนที่จะมาทำเป็นการ์ตูน ต่อยอดมาไกลเป็นหนังโรงได้!

หนังซ่อนเมสเซจที่แท้จริงเอาไว้ ภายใต้หน้าหนังติงต๊องและความโก๊ะของ จิเอะ (นานะ อิกุระ) ที่อยู่กินฉันสามีภรรยาใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับ จุน (เคน ยาซุดะ) มานาน 3 ปี โดยในช่วงแรกเราจะได้เห็น จิเอะ สรรหาวิธีการตายต่าง ๆ สุดครีเอทมานับไม่ถ้วนให้สามีต้องผวาทุกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อทำไปนาน ๆ ไม่ว่าจะทุ่มทุนสร้างแค่ไหน จุน และคนดูเองก็เริ่มเลี่ยน นำพาไปสู่คำถามว่า เธอต้องการสื่ออะไรถึงจุน? ซึ่งเอาจริง ๆ ใครที่ดูมาถึงระยะหนึ่งก็คงเดาได้ไม่ยาก

ตัวละครของพระนางคู่นี้ มีความคลับคล้ายคลับคลากับซีรีส์โนะดาเมะเหมือนกัน ถึงแม้ว่า performance ของทั้ง นานะ และ เคน จะยังห่างจาก จูริ อูเอะโนะ กับ ฮิโรชิ ทามากิ อยู่หลายช่วงตัว แต่ยังดีที่หนังยังมี subplot ที่เข้ามาเสริมให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเข้ามาถึงจุดอึน ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนที่ทำงานของจุนกับภรรยา คุณลุงในร้านซักรีดที่สูญเสียภรรยาไป มาจนถึงพ่อของจิเอะเอง ทุกอย่างคือตัวอย่างรอบตัวของจิเอะที่ตอกย้ำความสำคัญของวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน และนั่นเป็นหน้าที่ของ จุน จะต้องทำความเข้าใจและเติบโตขึ้นอีกครั้งในฐานะสามีที่ดีกว่าเดิม

เสียดายที่ตัวหนังมีลูกเล่น ลูกล่อลูกชนน้อยไปหน่อย โทนหนังมันเลยดูธรรมดา ไม่อินอะไรได้สุดสักทางเท่าไหร่ ช่วงที่ดีที่สุดของหนังเห็นจะเป็นช่วงที่หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของเพื่อนร่วมงานของจุนที่พอจะกระชากอารมณ์ได้บ้าง ส่วนในแง่ของโปรดักชันก็ถือว่าธรรมดามาก ถ้ามองในภาพรวมหนังเรื่องนี้เริ่มต้นมาด้วยความหวือหวาแปลกตา แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ มันก็เนือย จนกลายเป็นออกเลี่ยนในแบบหนังซีรีส์รอมคอมทั่วไปมากกว่า รู้สึกว่ามันยังขาดชั้นเชิงอย่างที่ควรจะเป็น จุดแข็งของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นที่เอามาจับ การพยายามสื่อถึงการเอาใจใส่กับความรัก คนที่จับมือกับคุณอยู่ในตอนนี้ให้ดีที่สุด ใส่ใจเขาเป็นคนแรกของชีวิต

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Billionaire Boys Club รวมพลรวยอัจฉริยะ – อุทาหรณ์สอนคนอยากรวย

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

โจ ฮันต์ (แอนเซล เอลกอร์ต) และ ดีน คาร์นี (ทารอน อีเกอร์ตัน) ร่วมกับผองเพื่อนลูกคุณหนูตั้งวงแชร์ลูกโซ่หลอกเหยื่อจนร่ำรวย แต่พวกเขาก็ยังแพ้เล่ห์เหลี่ยมของ รอน เลวิน (เควิน สเปซีย์) 18 มงกุฎสุดเก๋าที่มาสอนเกมหนุ่มน้อยพันล้านจนแทบกระอักเลือด และเมื่อความโลภและความแค้นอยู่เหนือการควบคุม พวกเขายังต้องถูกตามล่าจากทางการและมิตรภาพก็ต้องถูกประเมินราคาอีกครั้ง

ตัวหนังสร้างจากคดี พอนซี สกีม (Ponzi Scheme) อันโด่งดังในปี 1984 เมื่อ 2 หนุ่มคิดรวยทางลัดจัดตั้งบริษัทด้านการเงินหลอกคนมาลงหุ้นลมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นำพาไปสู่การหักหลังจาก 18 มงกุฎที่เลยเถิดถึงขั้นมีการฆาตกรรมจนถูกนำไปสร้างเป็นมินิซีรีส์ฉายทางช่อง เอ็นบีซี และส่งอิทธิพลต่อซีรีส์และรายการโทรทัศน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคดีนี้ดูจะสมบูรณ์พร้อมทั้งเรื่องราวการหลอกต้มตุ๋นเงินจากบรรดาหนุ่มๆลูกคุณหนู หรือเหตุการณ์ฆาตกรรม รวมถึงจุดพลิกผันของมิตรภาพที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเอามาสร้างหนังทริลเลอร์สนุกๆสักเรื่อง

แต่เจมส์ คอกซ์ กลับเล่าเรื่องราวการต้มตุ๋นได้อย่างราบเรียบ เดาทางง่าย และไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยตัวละครเท่าใดนัก ทั้งที่ตัวละครอย่าง โจ ฮันต์ สามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้หลากมิติหลายชั้น – ซึ่งจะว่าไปในหนังเองมีการเปรียบเทียบเขากับสตีฟ จอบส์ ด้วยซ้ำในแง่ นักขายฝัน กับ นักขายอนาคต – แถมยังมีปมเรื่องบ้านจน ทำตัวเฉิ่มเชย ที่แม้หนังจะเอามาปูพื้นตัวละครตอนต้นได้น่าสนใจไม่น้อย แต่พอ โจ แปลงร่าง เราก็ได้เห็นแต่โจที่ทำตัวหล่อ พูดเสียงดังแล้วอยู่ๆคนก็เชื่อ และหมั่นยัดสถานการณ์บังเอิญและการตัดสินใจโง่ๆ ตัวละครเลยหมดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนตัวละคร ดีน คาร์นี ก็แปลกที่หนังเล่าผ่านมุมมองตัวละครนี้ แต่เรากลับมารู้ถึงมุมมองความคิดของน้ำเสียงคนเล่าใน 5 นาทีสุดท้าย จนงงว่าแล้วหนังจะเล่าผ่าน ดีน ทำไมเนี่ย?

แต่กระนั้นความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องราวของคดีพอนซี สกีม ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องราวได้สนุก ไม่น่าเบื่อ ยิ่งได้การแสดงของ แอนเซล เอลกอต จาก Baby Driver มารับบท โจ ฮันต์ ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งดูมีชีวิตแม้จะเดาทางเรื่องได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม ส่วน ทารอน เอดเกอร์ตัน จาก Kingsman แม้จะน่าสงสารที่สถานะแทบไม่ต่างจากตัวประกอบทั้งที่เป็นคนเล่าเรื่อง แต่ทุกฉากที่ ทารอน ปรากฎตัวก็โดดเด่นพอเป็นที่จับตามองได้บ้าง ด้านเควิน สเปซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบท รอน เลวิน ไม่ได้เกินความสามารถจนแทบตัดต่อเอาน้ำเสียง แฟรงค์ อันเดอร์วูด มาผสมคาแรกเตอร์ 18 มงกุฏในหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงก็ขโมยซีนเหล่าหนุ่มๆได้แล้ว ส่วนสาวๆก็ถือเป็นสีสันของเรื่องได้ดีทั้ง เอมมา โรเบิร์ต หลานสาวของ น้า จูเลีย โรเบิร์ตืก็รับบทแฟนสาวของ โจ ได้มีเสน่ห์ดี แม้จะเดาไม่ยากว่าเธอพยายามจะเป็น มาร์โกต์ ร็อบบี แบบใน The Wolf Of Wallstreet มากแค่ไหนก็ตาม (แต่ก็เทียบชั้นไม่ได้อยู่ดีนะ) หรือ น้อง ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์ ที่มาเอ็กซ์แตกอย่างเดียวก็เป็นสีสันได้ดีกว่าตอนเป็นหุ่นปลอมใน Future World ที่เราเพิ่งสับ เอ้ย! เพิ่งรีวิวกันไปสัปดาห์ก่อน

สรุปง่ายๆ ใครอยากหาหนังที่เตือนสติก่อนลงทุนก็จงดู The Billionaire Boys Club เป็นอุทาหรณ์เถอะ เพราะต่อให้ยุคเปลี่ยนแต่ความโลภก็ยังทำให้ลาภหายได้เช่นเดิม ตัวหนังสนุกพอใช้ได้ แม้ไม่แปลกใหม่นักก็ตาม

มาตั้งสติก่อนควักเงินลงทุนกับ The Billionaire Boys Club คลิกซื้อตั๋วที่ภาพด้านล่างได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!