Connect with us

What The Fact

7 อันดับ เพลง”หลอน” ห้ามฟังคนเดียว !!!

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้แอดมินก็มีเรื่องราวเพลงมาเสนอให้ได้ฟังกันอีกแล้ว แต่เพลงที่จะนำมาเสนอวันนี้ต้องบอกว่า “กรุณาอย่าฟังคนเดียว ถ้าใจไม่แข็งพอ” เพราะเพลงที่แอดมินเอามาให้ฟังกันวันนี้คือ 7 อันดับ เพลงหลอนของไทย ยิ่งฟังยิ่งขนหัวลุก แต่ถ้าใครอยากฟังคนเดียวแล้วละก็ อาจจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ มานั่งฟังด้วย ก็เป็นได้….

อันดับที่ 7

ห้องสุดท้าย – เอ้ สุภารัตน์

เพลง “ห้องสุดท้าย” ของคุณ “เอ้ รงค์ สุภารัตน์” เจ้าของเพลง ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นจากประสบการณ์จริง โดยเรื่องราวอันขนหัวลุกนี้มีอยู่ว่า

ภาพตัวอย่าง เอ้ รงค์ สุภารัตน์

“ขาได้ไปพบหญิงสาวยืนโบกรถอยู่ใต้ต้นไทรตรงทางโค้ง ในคืนฝนตก คุณเอ้จึงรับผู้หญิงคนนั้นไปส่งที่อพาร์ทเมนท์ของเธอ เพราะเป็นทางผ่าน และผู้หญิงคนนั้นก็ชี้ให้คุณเอ้ดูว่า เธอพักอยู่ห้องสุดท้ายของอพาร์ทเมนท์นี้

จนวันหนึ่งคุณเอ้ได้มีโอกาสกลับไปที่อพาร์ทเมนท์นี้อีกครั้ง และได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่โรงแรมว่า ตัวเองนั้นเคยมาส่งหญิงสาวที่พักอยู่อพาร์ทเมนท์นี้ ตรงห้องสุดท้าย แต่จำไม่ได้ว่าชั้นไหน พนักงานทำสีหน้างุนงง และบอกกันคุณเอ้ว่า ห้องสุดท้ายของอพาร์ทเม้น ไม่มีใครอยู่ เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งพักอยู่ แต่เธอโดนรถชนตายตรงต้นไทรแถวๆ ทางโค้ง

อันดับที่ 6

ท่าน้ำ

เพลง “ท่าน้ำ” เพลงประกอบเรื่องราวสุดหลอน ชื่อดังของไทยอย่างเรื่อง “แม่นาก พระขโนง” ตำนานรักสุดหลอน ที่เล่าต่อและสืบสานความหลอนจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงความน่ากลัวไว้เหมือนเดิม กับเรื่องราวของ “นางนาก” ซึ่งเพลง ท่าน้ำ นี้จะเล่าถึงช่วงที่ นางนากอำลาพ่อมากก่อนที่จะไปออกรบ ณ ท่าน้ำที่คลองพระโขนง ใครเปิดฟังกลางคืน คนเดียว บอกเลยว่า แอบเสียวสันหลังจริงๆ

อันดับที่ 5

4 หาม 3 แห่

4 คน หาม 3 คน แห่ เป็นปริศนาทางธรรมให้คนได้นำไปคิด ซึ่งจริงๆ แล้ว 4 คน หาม 3 คน แห่ มีความหมายเป็นนัย ประมาณว่า

สี่คนหาม คือ ธาตุทั้งสี่ ที่ประกอบมาเป็นร่างกาย
สามคนแห่ คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ
คนเดียวนั่งแคร่ คือ จิต
สองคนพาไป คือ บุญ และ บาป

อ่านเพียงเท่านี้ ก็ทำให้แอบปลงชีวิตอยู่เหมือนกันนะ สำหรับเพลงนี้ที่แอดมินนำมาให้ฟังก็จะออกแนวหลอน ฟังไปฟังมา เอ๊ะ เริ่มปลง ฟังจบก็จะอึนๆ กับชีวิตไปสักพักนึงเลยละ ฮ่าๆ (แต่ฟังแล้วหลอนมากกว่านะ)

อันดับที่ 4

วัดโบสถ์

เพลง “วัดโบสถ์” เป็นเพลงกล่อมเด็กในสมัยโบราณ แต่บอกเลยว่า ถ้ามากล่อมในยุคนี้ เด็กร้องจ๊ากแน่นอน เพราะทำนองเพลงนี้มันช่างขนหัวลุก ฟังแล้วหลอนเด็กนอนไม่ลงจริงๆ ตัวเพลงถ้าได้ลองหลับตาฟังตาม แอดมินลองแล้ว บอกเลยว่า เห็นภาพตามที่เพลงร้องเลย ฟังไปฟังมาเพลงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมี ผู้หญิงชุดไทย มายืนลูบหัว เลยทีเดียว

อันดับที่ 3

704 – ดาจิม

สำหรับเพลงนี้ ต้องบอกว่าเป็นเพลงหลอนของเด็กยุค 90 กับแร็ปเปอร์ เมืองไทยอย่างพี่ ดาจิม ที่ได้นำเอาประสบการณ์จริงๆ มาแต่งเป็นเพลงแร็ปสุดหลอนนี้ โดยเรื่องราวของเพลงนี้เกิดขึ้นที่ โรงแรมแห่งหนึ่ง ณ ห้อง 704 พี่ ดาจิม จะไปเจอกับความหลอนอะไรในห้องนี้ ลองไปฟังครับ หลอนจนไม่กล้าไปพักโรงแรมต่างจังหวัดเลยทีเดียว

อันดับที่ 2

วิญญาณในภาพถ่าย

เพลง วิญญาณในภาพถ่าย คำร้องและทำนองโดย “วิมล จงวิไล” เรียบเรียงเสียงประสานโดย คุณประสิทธิ์ พยอมยงค์ วงดนตรีมิตรสังคมบรรเลง ต้นฉบับโดย “ทิวา เด่นประภา” จริงๆ แล้วเพลงนี้ถ้าฟังเผินๆ ก็ดูจะเป็นเพลงเก่าฟังสบายสำหรับคนที่ชอบเพลงไทยเก่า แต่ถ้าเราได้มาแกะเนื้อเพลงดีๆ แล้ว แอดมินลองคิดตาม ขนนี่ลุกพรึ่บเลยครับคุณผู้ชม

อันดับที่ 1

ตัวตายตัวแทน

ตัวตายตัวแทน จากวง UP2U ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 ประกวดเพลงผี Shock FM 2010 ต้องบอกเลยว่าเพลงนี้สมกับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 กับการประกวดเพลงผีจากคลื่นหลอนประจำประเทศไทย Shock Fm จริงๆ ทั้งเสียงร้อง เนื้อเพลง มันคือความหลอนคูณหลอน กลายเป็นโคตาระหลอน กับเรื่องราวของตัวตายตัวแทน ที่จะรอคนที่ดวงตกมาแทนที่ๆ เขาอยู่ ฟังแล้วหลอนจริง ฟันธง


เป็นยังไงกันบ้างครับมาถึงตรงนี้ แอดมินคิดว่าเพื่อนๆ คงหลอนจนขนตั้งขนชันกันเลยทีเดียว คืนนี้นอนกันไม่หลับแน่นอน อย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนกันด้วยนะ พบกันใหม่ในบทความหน้าว่าจะเป็นเรื่องอะไร วันนี้ ฝากสุภาษิตไว้สั้นๆ ว่า

“พรุ้งนี้ไม่สาย ถ้าเราตื่นทัน”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!