Connect with us

What The Fact

[รีวิว] A Star Is Born : รีเมคที่หรูเริ่ดเกินหน้าเวอร์ชั่นก่อน

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

อะ สตาร์ อีส บอร์น : a star is born

7.4

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

นักแสดง

8.0/10

ความสนุก

6.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • บทมีพัฒนาการจากเวอร์ชั่นก่อนมาก ๆ
  • เลดี้ กาก้า กับงานแสดงครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม
  • แบรดลีย์ คูเปอร์ กับการทำการบ้านเพื่อบทนักร้องได้ยอดเยี่ยม
  • เพลงเพราะทุกเพลง

จุดสังเกต

  • เวอร์ชั่น 1976 กับครึ่งหลังที่ยืดยาวมาก เวอร์ชั่นนี้ก็เช่นกัน ความยาวหนังก็เท่ากัน
  • ตัวละครที่มากขึ้น แต่ขาดการอธิบายว่าใครเป็นใคร พาให้งงพอควร

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

แบรดลีย์ คูเปอร์ ในหน้าที่ผู้กำกับครั้งแรก

A Star Is Born ในเวอร์ชั่นใหม่นี้อยู่ในความรับผิดชอบของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่เหมารวมหน้าที่ทั้งแสดงนำ , เขียนบทร่วม และประเดิมงานกำกับเป็นครั้งแรก ที่เจ้าตัวบอกว่าอยากเป็นผู้กำกับมาตลอดไม่ใช่นักแสดง ได้ชมแล้วก็ต้องบอกว่า A Star Is Born เป็นการรีเมคหนังคลาสสิกที่ทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่น1976 แทบจะในทุก ๆ ด้าน ผมจะไม่ขออ้างถึงเวอร์ชั่น 1937 และ 1954 นะครับ เพราะไม่ได้ดูและก็เรื่องราวจะเป็นวงการแสดง แล้วมาเปลี่ยนเป็นวงการเพลงในเวอร์ชั่น 1976 และเวอร์ชั่นล่าสุดก็ยังคงเรื่องราวให้เกิดขึ้นในวงการเพลง ซึ่งบทหนังอิงจากเวอร์ชั่นก่อนมาเพียงแค่พลอตคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ แทบไม่มีอะไรเหมือนในเวอร์ชั่น 1976 เลย และเป็นการปรับเปลี่ยนที่ออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นมาก คงไว้แค่เรื่องราวของศิลปินเพลงชื่อดัง ที่มาพบกับนักร้องสาวในร้านเหล้า แล้วประทับใจตัวเธอ เลยใช้ชื่อเสียงของตัวเองผลักดันเธอจนประสบความสำเร็จ ในขณะที่ตัวเองอยู่ในช่วงขาลงเหตุจากติดเหล้าและติดยาอย่างหนัก

สิ่งแรกที่ประทับใจกับเวอร์ชั่นนี้คือบทหนังที่เติมแต่งช่องว่างจากเวอร์ชั่นก่อนได้หมดสิ้น แต่เมื่อเห็นชื่ออีริค ร็อธ ในทีมเขียนก็ร้องอ๋อล่ะว่าทำไมออกมาดี เพราะชื่อนี้มี 1 ออสการ์จาก Forrest Gump (1994)เป็นตัวการันตีความสามารถ หนังลงลึกตัวตนของ 2 ตัวละครหลักอย่าง แจ๊ค และ แอลลี่ ให้เราได้รู้จักตัวตนของทั้งคู่มากขึ้น และค่อย ๆ ให้เห็นพัฒนาการของแอลลี่จากสาวโนเนมไปเป็นซูเปอร์สตาร์จากการสนับสนุนของแจ๊คได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของเธอ ได้ดูโชว์ของเธอ ได้เห็นปกอัลบั้มของเธอ และชอบสุดคือการเพิ่มการแจกรางวัลแกรมมี่เข้ามาเป็นฉากสำคัญมากของเรื่อง เราได้เห็นความสามารถของแอลลี่หลาย ๆ ด้าน เล่นเปียโน เสียงร้องที่จับใจ และที่สำคัญสุดคือการเขียนเพลงที่หยิบเอาเรื่องราวรอบตัวมาเขียนทำให้คนดูได้รับรู้ที่มาของเพลงสำคัญ ๆ ในเรื่องไปด้วย ในขณะที่เล่าเรื่องราวของ เอสเธอร์(บทของ บาร์บรา สรัยแซนด์)แบบฉาบฉวยมาก ได้ขึ้นไปร้องบนเวทีแค่ 2 เพลง แล้วก็กลายเป็นศิลปินดังไปเลย

ยังมีอีกหลาย ๆ จุดที่อยากพูดถึงส่วนดีในเวอร์ชั่นนี้อีกมาก ความทุ่มเทของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่ต้องพลิกบทบาทมาเล่นเป็นนักร้อง นักกีตาร์ ได้อย่างสมจริง แบรดลีย์ เข้าคอร์สเรียนร้องเพลงอย่างหนัก และไปเรียนกีตาร์กับลูกชายของวิลลี่ เนลสัน หนังมีหลาย ๆ ฉากที่แบรดลีย์ในบทแจ๊คได้โชว์กีตาร์แบบจริงจังจนทำให้เราเชื่อได้ว่านี่คือศิลปินตัวจริง และเสียงร้องที่สามารถออกผลงานได้สบาย ๆ รู้สึกดีที่ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของแจ๊คในหนังเพื่อตอกย้ำความเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เพราะในเวอร์ชั่นก่อนหน้า ได้เห็นจอห์น นอร์แมน (ชื่อของบทนำฝ่ายชาย) ร้องแค่แพร้บ ๆ ไม่จบสักเพลง ส่วนเลดี้ กาก้า ในบทนำครั้งแรกถือว่าผ่านบททดสอบที่ยาก ๆ ได้สำเร็จ กับบทที่ดราม่ายาก ๆ ในหลาย ๆ ฉาก แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยจัดแต่หนังก็ถ่ายทอดเสน่ห์ของเธอออกมาได้อย่างเด่นชัด ประทับใจสุดคือเพลงสุดท้ายในหนัง I’ll Never Love Again ที่เนื้อหาของเพลงเล่าบทสรุปของหนังได้สวยงาม แล้วเธอก็สื่อความรู้สึกจากหน้าตาและน้ำเสียงให้เราสัมผัสได้จริง ๆ

บทหนังเพิ่มตัวละครเข้ามามาก แซม เอลเลียตในบทบ๊อบบี้ พี่ชายต่างแม่ของแจ๊ค ที่มาขยายตัวตนและเพิ่มเรื่องราวดราม่าของแจ๊คได้อีกมาก ดูแล้วรู้สึกได้ว่าแบรดลีย์ ถ่ายทอดการพูดการจาของแจ๊คแบบงึม ๆ งำ ๆ ได้เหมือนแซม เอลเลียตอยู่มากทางด้านแอลลี่ หนังก็เพิ่มบทพ่อและแก๊งเพื่อนพ่อเข้ามา เป็นทีมที่ช่วยเพิ่มสีสันได้อย่างมาก กับพ่อที่อยากเป็นนักร้องมาตลอดชีวิตแต่ต้องลงเอยด้วยการเป็นโซเฟอร์ แต่ลูกสาวก็มาเติมเต็มความฝันให้พ่อ นอกจากมาเพิ่มน้ำหนักให้กับฉากหลังของแอลลี่แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวชงมุกให้หนังได้เสียงหัวเราะอีกบ่อยครั้ง และบทสำคัญสุดแทบจะรองจากคู่พระนางเลยคือ เรซ แกฟรอน ผู้จัดการศิลปินชื่อดัง ผู้เป็นคนปลุกปั้นให้แอลลี่กลายเป็นศิลปินดัง และเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจของเรื่อง ซึ่งหนังปรับเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้หนักอึ้งจุกกว่าเวอร์ชั่นก่อนอย่างมาก

คริส คริสทอฟเฟอร์สัน และ บาร์บรา สตรัยแซนด์ คู่ขวัญใน A Star Is Born (1976)

เป็นหนังรีเมคที่ทำได้น่าประทับใจครับ ได้เห็นก้าว ๆ ใหม่ที่ประสบความสำเร็จทั้งการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้กำกับของแบรดลีย์ คูเปอร์ การเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศิลปินเพลงได้อย่างน่าเชื่อถือ การโดดเข้าสู่วงการแสดงของเลดี้ กาก้า ที่เธอทำให้เห็นได้ว่าเธอเป็นนักแสดงได้สบาย ๆ และได้เห็นเสน่ห์ในด้านสาวใสของเธอ หักล้างกับลุคบ้า ๆ บอ ๆ ที่คุ้นตากันมา ด้วยความเป็นหนังเพลง หนังจึงมีเพลงให้ฟังกันเป็นสิบตลอดเรื่อง และยืนยันว่าเพราะทุกเพลง โดยเฉพาะเพลงหลัก ๆ ของหนังที่เราได้รับรู้เรื่องราวที่มาของเพลง บวกกับได้อ่านซับไตเติ้ลแปลเนื้อร้องยิ่งทำให้อินกับเพลงได้มากขึ้น เสียอย่างเดียวกับความยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่ยาวไปหน่อย ครึ่งหลังของหนังน่าจะกระชับกว่านี้ได้อีกมากครับ หนังเหมาะกับแฟน ๆ เลดี้ กาก้า และคนที่รักเสียงเพลง ชอบฟังเพลงเพราะ ๆ ในโรงหนังครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

อะ สตาร์ อีส บอร์น : a star is born

7.4

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

นักแสดง

8.0/10

ความสนุก

6.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • บทมีพัฒนาการจากเวอร์ชั่นก่อนมาก ๆ
  • เลดี้ กาก้า กับงานแสดงครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม
  • แบรดลีย์ คูเปอร์ กับการทำการบ้านเพื่อบทนักร้องได้ยอดเยี่ยม
  • เพลงเพราะทุกเพลง

จุดสังเกต

  • เวอร์ชั่น 1976 กับครึ่งหลังที่ยืดยาวมาก เวอร์ชั่นนี้ก็เช่นกัน ความยาวหนังก็เท่ากัน
  • ตัวละครที่มากขึ้น แต่ขาดการอธิบายว่าใครเป็นใคร พาให้งงพอควร
ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

อะ สตาร์ อีส บอร์น : a star is born

7.4

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

นักแสดง

8.0/10

ความสนุก

6.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • บทมีพัฒนาการจากเวอร์ชั่นก่อนมาก ๆ
  • เลดี้ กาก้า กับงานแสดงครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม
  • แบรดลีย์ คูเปอร์ กับการทำการบ้านเพื่อบทนักร้องได้ยอดเยี่ยม
  • เพลงเพราะทุกเพลง

จุดสังเกต

  • เวอร์ชั่น 1976 กับครึ่งหลังที่ยืดยาวมาก เวอร์ชั่นนี้ก็เช่นกัน ความยาวหนังก็เท่ากัน
  • ตัวละครที่มากขึ้น แต่ขาดการอธิบายว่าใครเป็นใคร พาให้งงพอควร

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

อะ สตาร์ อีส บอร์น : a star is born

7.4

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

นักแสดง

8.0/10

ความสนุก

6.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • บทมีพัฒนาการจากเวอร์ชั่นก่อนมาก ๆ
  • เลดี้ กาก้า กับงานแสดงครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม
  • แบรดลีย์ คูเปอร์ กับการทำการบ้านเพื่อบทนักร้องได้ยอดเยี่ยม
  • เพลงเพราะทุกเพลง

จุดสังเกต

  • เวอร์ชั่น 1976 กับครึ่งหลังที่ยืดยาวมาก เวอร์ชั่นนี้ก็เช่นกัน ความยาวหนังก็เท่ากัน
  • ตัวละครที่มากขึ้น แต่ขาดการอธิบายว่าใครเป็นใคร พาให้งงพอควร

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!