Connect with us

What The Fact

ถอดรหัส !!! ‘Love It If We Made It’ บทเพลงสะท้อนสังคมจาก The 1975

The 1975 ได้ปล่อยมิวสิควีดิโอซิงเกิ้ลใหม่  ‘Love It If We Made It’. มิวสิควีดิโอหลากสีสันที่พูดถึงประเด็นทางสังคม การเมืองร่วมสมัย ผ่านท่วงทำนองในแบบอิเล็คโทร-ป็อป และเนื้อเพลงที่มีที่มาจากเรื่องราวในสังคม

 ‘Love It If We Made It’.  เป็นซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาเป็นลำดับที่สอง (แต่มี MV เป็นซิงเกิ้ลที่สาม)จากอัลบั้มใหม่ที่คาดว่าน่าจะออกภายในเดือนนี้‘A Brief Inquiry Into Online Relationships’.”

Matty Healy ได้พูดถึงความตั้งใจในการเขียนเพลงนี้ไว้ว่า

“ในเพลง ‘Give Yourself A Try’ มันค่อนข้างเป็นการมองเข้าไปข้างในตัวของผม ผมพยายามที่จะพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวของผม โดยใช้ตัวตนของผมเป็นกรอบในการทำสิ่งนั้น แต่กลับเพลง ‘Love It If We Made It’ มันเหมือนเป็นการมองออกไปข้างนอก มันเต็มไปด้วยบริบทต่างๆมากมาย เนื้อหาในบทเพลงล้วนแล้วแต่ถูกดึงมาตรงๆจากข้อความที่เคยมีใครกล่าวไว้หรือจากพาดหัวข่าวที่ผมได้อ่านมา”

“Love It If We Made It” เป็นบทเพลงสะท้อนสังคม พาเราไปมองแง่มุมต่างๆของสังคมร่วมสมัย ที่เจือไปด้วยกลิ่นของความหวังและมองโลกแง่บวกผ่านท่วงทำนอง upbeat

เนื้อเพลงในแต่ละท่อนล้วนแล้วแต่มีนัยยะบางอย่างแฝงไว้ เราไปดูกันดีกว่าครับว่าแต่ละท่อนนั้นมีที่มาจากประเด็นทางสังคมใดบ้าง

“Fuck your feelings! Truth is only hear say!”

ท่อนนี้ได้ชวนให้เราคิดไปถึงกระแสของคำว่า “Fake News” ที่ทรัมป์เป็นคนริเริ่ม โดย  “Fake News” ถูกใช้ในสองบริบทใหญ่คือ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น การใช้ระบบคอมพิวเตอร์กระพือข่าวเท็จจนส่งผลถึงความคิดของคนในวงกว้าง อีกบริบทที่ได้ยินบ่อยครั้งคือ การเรียกสำนักข่าวต่างๆ ที่ทำงานมานาน ว่าเป็นผู้เสนอข่าว ‘fake news’ ที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งทรัมป์มักใช้ในบริบทหลังเพื่อโจมตีสื่อต่างๆที่เขาไม่เห็นด้วย (หรือไม่โปรตัวทรัมป์นั่นเอง) ว่า นำเสนอข่าวที่มีสารอันโป้ปดมดเท็จ

“Write it on a piece of stone/A beach of drowning 3-year-olds”

ท่อนนี้อ้างอิงถึงการเสียชีวิตของ Alan Kurdi เด็กน้อยผู้อพยพชาวซีเรียวัยสามขวบ ในเดือนกันยายนปี 2015 ร่างไร้ชีวิตของหนูน้อยได้ลอยมาติดฝั่งตุรกีหลังจากที่หนูน้อยและครอบครัวล่องเรือยางมุ่งหน้าไปที่ Kos เกาะหนึ่งในประเทศกรีก และเรือได้ล่มลงไป ภาพร่างไร้วิญญาณของหนูน้อย Kurdi ที่ลอยไปติดชายฝั่งได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น อันเป็นภาพที่สะท้อนสะเทือนให้เราได้ตรึกนึกถึงวิกฤติผู้ลี้ภัยในยุโรปที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย

“Rest in peace Lil Peep”

ในวันที่ 15 กันยายนเมื่อปีที่แล้วแร็ปเปอร์หนุ่มชาวอเมริกัน “Lil Peep” ได้เสียชีวิตจากการทานยาเกินขนาด โดยเป็นยาอัลปราโซแลม ที่ใช้ในการรักษากลุ่มโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคตื่นตระหนกหวาดกลัว  นำไปสู่การมุ่งความสนใจไปที่วิกฤติยากลุ่มโอปิออยด์ (Opioid-กลุ่มยาที่มีฤทธิ์คล้ายสารเสพย์ บางตัวให้บรรเทาอาการปวด บางตัวมีฤทธิ์รุนแรงและอันตราย) ในสหรัฐอเมริกา 

“The poetry is in the streets”

บทกวีนั้นมีอยู่บนท้องถนน  ช่างเป็นคำที่คมคายนัก งานเพลงของ The 1975 นั้นมีอิทธิพลมาจากบทกวี พวกเขาพยายามที่จะสร้างสรรค์บทเพลงที่มีความคมคายและถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างดี แม้แต่ชื่อของวงก็มาจากบทกวีหนึ่งของแจ็ค เคอรูแอ็ค

“poetry is in the streets” เป็นเสมือนหนึ่งใน motto อย่างไม่เป็นทางการของวง ถูกใช้ครั้งแรกในเพลง

‘Chocolate’ โดยขึ้นเป็นข้อความว่า “Poetry is in the streets in full living colour,”  ในท้าย mv ต่อมาก็  ‘The City’, ‘Robbers’ และ ‘A Change Of Heart’ จนกระทั่งมาปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงของเพลง  ‘Love It If We Made It’. ในที่สุด

“Immigration liberal kitsch/kneeling on a pitch”

เป็นเหมือนการแสดงจุดยืนที่ Matty มีต่อประเด็นเรื่องผู้อพยพที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในอังกฤษ อเมริกา และทั่วโลก โดยในเพลงนี้ Matty ได้ใช้เหตุการประท้วงที่ NFL ของ Colin Kaepernick เป็นตัวแทน

ผมจะไม่ยืนขึ้น เพื่อแสดงความภาคภูมิใจต่อธงชาติของประเทศที่กดขี่คนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นๆ

นี่คือคำกล่าวของ Colin Kaepernick ควอเตอร์แบคชาวอเมริกันของทีมซานฟรานซิสโก้ โฟร์ตี้ไนเนอร์ที่ไม่ยอมลุกขึ้นเคารพธงชาติก่อนเกมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่มาช้านาน โดยเลือกที่จะนั่งคุกเข่าลงแทนเพื่อเป็นการประท้วง ก่อให้เกิดกระแสในสังคมมากมายทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง รวมไปถึง ทรัมป์ที่เดือดดาลกับเรื่องนี้ใช่เล่น แต่ถึงอย่างนั้นต่อมาก็มีทีมต่างๆที่ทำตาม ซานฟรานซิสโก้ โฟร์ตี้ไนเนอร์กันจนเป็นกระแสในช่วงนั้นเลย

“I moved on her like a bitch!”

เป็นท่อนเด็ดท่อนหนึ่งเลยทีเดียว โดยประโยคเด็ดนี้ออกมาจากปากของ ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ได้พูดไว้ในรายการของ Billy Bush ในปี 2005 โดยทรัมป์ได้อวดอ้างถึงความกร่างทางเพศที่เค้ามีต่อบรรดาสาวๆ โดยเขาได้กล่าวว่า “ผมยักย้ายไปบนเรือนร่างของพวกเธอราวกับเป็นอีตัว” นอกจากนี้ยังสำทับเพิ่มเติมถึงอำนาจที่เขามีอีกว่า “แล้วจากนั้นผมก็จับนาผืนน้อยของพวกเธอซะ ! ด้วยอำนาจที่คุณมีคุณจะทำอะไรกับพวกเธอก็ได้”

“Thank you Kanye, very cool!”

เชื่อว่า คานเย จะต้องเจ็บไปอีกนาน (ก่อนนี้ก็เคยโดนล้อไปแล้วใน MV เพลง Feels Like Summer ของ Childish Ganmbino) ที่มานั้นมาจากการที่ คานเยได้ทวีตในเดือนเมษาปีนี้ โดยเรียกทรัมป์ว่า “brother” และบอกว่าพวกเขาทั้งสองนั้นต่างมี “ พลังมังกร (dragon energy)” จากนั้นทรัมป์ก็ทวีตกลับมาว่า “Thank you Kanye, very cool!” “ขอบใจมากคานเย นายมันคูลสุดๆเลยว่ะ”

ตั้งแต่พฤศจิกายนปี 2016 คานเยได้ประกาศตัวว่าตนเป็น fc ของทรัมป์ จกานั้นก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกฮิปฮอปมาโดยตลอดจนกระทั่ง คานเยได้มาทรีตสุดคลาสสิคนี้อีกครั้งในปี 2018 แต่เชื่อว่าตอนนี้เขาคงจ๋อยๆลงไปไม่น้อย

 

ที่มา

https://www.nme.com/blogs/nme-blogs/1975-love-it-if-we-made-it-lyrics-2356656

https://themomentum.co/colin-kaepernick-nike/

https://medium.com/@wethink/colin-kaepernick-kneels-1de9f5c6bd5d

https://www.voathai.com/a/yearender-fakenews-ro/4179210.html

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!