Connect with us

What The Fact

ถอดรหัส !!! ‘Love It If We Made It’ บทเพลงสะท้อนสังคมจาก The 1975

The 1975 ได้ปล่อยมิวสิควีดิโอซิงเกิ้ลใหม่  ‘Love It If We Made It’. มิวสิควีดิโอหลากสีสันที่พูดถึงประเด็นทางสังคม การเมืองร่วมสมัย ผ่านท่วงทำนองในแบบอิเล็คโทร-ป็อป และเนื้อเพลงที่มีที่มาจากเรื่องราวในสังคม

 ‘Love It If We Made It’.  เป็นซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาเป็นลำดับที่สอง (แต่มี MV เป็นซิงเกิ้ลที่สาม)จากอัลบั้มใหม่ที่คาดว่าน่าจะออกภายในเดือนนี้‘A Brief Inquiry Into Online Relationships’.”

Matty Healy ได้พูดถึงความตั้งใจในการเขียนเพลงนี้ไว้ว่า

“ในเพลง ‘Give Yourself A Try’ มันค่อนข้างเป็นการมองเข้าไปข้างในตัวของผม ผมพยายามที่จะพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวของผม โดยใช้ตัวตนของผมเป็นกรอบในการทำสิ่งนั้น แต่กลับเพลง ‘Love It If We Made It’ มันเหมือนเป็นการมองออกไปข้างนอก มันเต็มไปด้วยบริบทต่างๆมากมาย เนื้อหาในบทเพลงล้วนแล้วแต่ถูกดึงมาตรงๆจากข้อความที่เคยมีใครกล่าวไว้หรือจากพาดหัวข่าวที่ผมได้อ่านมา”

“Love It If We Made It” เป็นบทเพลงสะท้อนสังคม พาเราไปมองแง่มุมต่างๆของสังคมร่วมสมัย ที่เจือไปด้วยกลิ่นของความหวังและมองโลกแง่บวกผ่านท่วงทำนอง upbeat

เนื้อเพลงในแต่ละท่อนล้วนแล้วแต่มีนัยยะบางอย่างแฝงไว้ เราไปดูกันดีกว่าครับว่าแต่ละท่อนนั้นมีที่มาจากประเด็นทางสังคมใดบ้าง

“Fuck your feelings! Truth is only hear say!”

ท่อนนี้ได้ชวนให้เราคิดไปถึงกระแสของคำว่า “Fake News” ที่ทรัมป์เป็นคนริเริ่ม โดย  “Fake News” ถูกใช้ในสองบริบทใหญ่คือ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น การใช้ระบบคอมพิวเตอร์กระพือข่าวเท็จจนส่งผลถึงความคิดของคนในวงกว้าง อีกบริบทที่ได้ยินบ่อยครั้งคือ การเรียกสำนักข่าวต่างๆ ที่ทำงานมานาน ว่าเป็นผู้เสนอข่าว ‘fake news’ ที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งทรัมป์มักใช้ในบริบทหลังเพื่อโจมตีสื่อต่างๆที่เขาไม่เห็นด้วย (หรือไม่โปรตัวทรัมป์นั่นเอง) ว่า นำเสนอข่าวที่มีสารอันโป้ปดมดเท็จ

“Write it on a piece of stone/A beach of drowning 3-year-olds”

ท่อนนี้อ้างอิงถึงการเสียชีวิตของ Alan Kurdi เด็กน้อยผู้อพยพชาวซีเรียวัยสามขวบ ในเดือนกันยายนปี 2015 ร่างไร้ชีวิตของหนูน้อยได้ลอยมาติดฝั่งตุรกีหลังจากที่หนูน้อยและครอบครัวล่องเรือยางมุ่งหน้าไปที่ Kos เกาะหนึ่งในประเทศกรีก และเรือได้ล่มลงไป ภาพร่างไร้วิญญาณของหนูน้อย Kurdi ที่ลอยไปติดชายฝั่งได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น อันเป็นภาพที่สะท้อนสะเทือนให้เราได้ตรึกนึกถึงวิกฤติผู้ลี้ภัยในยุโรปที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย

“Rest in peace Lil Peep”

ในวันที่ 15 กันยายนเมื่อปีที่แล้วแร็ปเปอร์หนุ่มชาวอเมริกัน “Lil Peep” ได้เสียชีวิตจากการทานยาเกินขนาด โดยเป็นยาอัลปราโซแลม ที่ใช้ในการรักษากลุ่มโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคตื่นตระหนกหวาดกลัว  นำไปสู่การมุ่งความสนใจไปที่วิกฤติยากลุ่มโอปิออยด์ (Opioid-กลุ่มยาที่มีฤทธิ์คล้ายสารเสพย์ บางตัวให้บรรเทาอาการปวด บางตัวมีฤทธิ์รุนแรงและอันตราย) ในสหรัฐอเมริกา 

“The poetry is in the streets”

บทกวีนั้นมีอยู่บนท้องถนน  ช่างเป็นคำที่คมคายนัก งานเพลงของ The 1975 นั้นมีอิทธิพลมาจากบทกวี พวกเขาพยายามที่จะสร้างสรรค์บทเพลงที่มีความคมคายและถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างดี แม้แต่ชื่อของวงก็มาจากบทกวีหนึ่งของแจ็ค เคอรูแอ็ค

“poetry is in the streets” เป็นเสมือนหนึ่งใน motto อย่างไม่เป็นทางการของวง ถูกใช้ครั้งแรกในเพลง

‘Chocolate’ โดยขึ้นเป็นข้อความว่า “Poetry is in the streets in full living colour,”  ในท้าย mv ต่อมาก็  ‘The City’, ‘Robbers’ และ ‘A Change Of Heart’ จนกระทั่งมาปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงของเพลง  ‘Love It If We Made It’. ในที่สุด

“Immigration liberal kitsch/kneeling on a pitch”

เป็นเหมือนการแสดงจุดยืนที่ Matty มีต่อประเด็นเรื่องผู้อพยพที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในอังกฤษ อเมริกา และทั่วโลก โดยในเพลงนี้ Matty ได้ใช้เหตุการประท้วงที่ NFL ของ Colin Kaepernick เป็นตัวแทน

ผมจะไม่ยืนขึ้น เพื่อแสดงความภาคภูมิใจต่อธงชาติของประเทศที่กดขี่คนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นๆ

นี่คือคำกล่าวของ Colin Kaepernick ควอเตอร์แบคชาวอเมริกันของทีมซานฟรานซิสโก้ โฟร์ตี้ไนเนอร์ที่ไม่ยอมลุกขึ้นเคารพธงชาติก่อนเกมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่มาช้านาน โดยเลือกที่จะนั่งคุกเข่าลงแทนเพื่อเป็นการประท้วง ก่อให้เกิดกระแสในสังคมมากมายทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง รวมไปถึง ทรัมป์ที่เดือดดาลกับเรื่องนี้ใช่เล่น แต่ถึงอย่างนั้นต่อมาก็มีทีมต่างๆที่ทำตาม ซานฟรานซิสโก้ โฟร์ตี้ไนเนอร์กันจนเป็นกระแสในช่วงนั้นเลย

“I moved on her like a bitch!”

เป็นท่อนเด็ดท่อนหนึ่งเลยทีเดียว โดยประโยคเด็ดนี้ออกมาจากปากของ ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ได้พูดไว้ในรายการของ Billy Bush ในปี 2005 โดยทรัมป์ได้อวดอ้างถึงความกร่างทางเพศที่เค้ามีต่อบรรดาสาวๆ โดยเขาได้กล่าวว่า “ผมยักย้ายไปบนเรือนร่างของพวกเธอราวกับเป็นอีตัว” นอกจากนี้ยังสำทับเพิ่มเติมถึงอำนาจที่เขามีอีกว่า “แล้วจากนั้นผมก็จับนาผืนน้อยของพวกเธอซะ ! ด้วยอำนาจที่คุณมีคุณจะทำอะไรกับพวกเธอก็ได้”

“Thank you Kanye, very cool!”

เชื่อว่า คานเย จะต้องเจ็บไปอีกนาน (ก่อนนี้ก็เคยโดนล้อไปแล้วใน MV เพลง Feels Like Summer ของ Childish Ganmbino) ที่มานั้นมาจากการที่ คานเยได้ทวีตในเดือนเมษาปีนี้ โดยเรียกทรัมป์ว่า “brother” และบอกว่าพวกเขาทั้งสองนั้นต่างมี “ พลังมังกร (dragon energy)” จากนั้นทรัมป์ก็ทวีตกลับมาว่า “Thank you Kanye, very cool!” “ขอบใจมากคานเย นายมันคูลสุดๆเลยว่ะ”

ตั้งแต่พฤศจิกายนปี 2016 คานเยได้ประกาศตัวว่าตนเป็น fc ของทรัมป์ จกานั้นก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกฮิปฮอปมาโดยตลอดจนกระทั่ง คานเยได้มาทรีตสุดคลาสสิคนี้อีกครั้งในปี 2018 แต่เชื่อว่าตอนนี้เขาคงจ๋อยๆลงไปไม่น้อย

 

ที่มา

https://www.nme.com/blogs/nme-blogs/1975-love-it-if-we-made-it-lyrics-2356656

https://themomentum.co/colin-kaepernick-nike/

https://medium.com/@wethink/colin-kaepernick-kneels-1de9f5c6bd5d

https://www.voathai.com/a/yearender-fakenews-ro/4179210.html

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!