Connect with us

What The Fact

Slipknot “All Out Life”  ถึงจะเก่าแต่ก็ยังเก๋าว่ะพวก !!!

“Old does not mean dead
New does not mean best”

ปล่อยออกมาวันฮัลโลวีนพอดี กับซิงเกิ้ลใหม่ในรอบ 4 ปีของ  “Slipknot” วงเมทัลที่ซ่อนความดุเดือดเอาไว้ภายใต้หน้ากาก กับเพลงที่มีชื่อว่า “All Out Life” บทเพลงที่จะมาเขย่าวงการเพลงให้สั่นสะเทือน ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแสบๆคันๆ  เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่คนรุ่นใหม่มักมองว่า “เพลงเก่า” นี้มันเชย มันล้าสมัยไปแล้วโดยไม่ได้มองเลยว่าไอ้ที่มีเพลงใหม่ๆแนวๆในทุกวันนี้ให้ได้ฟังก็เพราะมีเพลงเก่าๆเก๋าๆแบบนั้นมาก่อน  เหมือนกับที่ Corey Taylor ได้กล่าวเอาไว้ว่า “มันก็เหมือนกับว่า ผมชอบเพลงใหม่ๆแต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรที่จะหันหลังให้กับเพลงเก่าๆที่เคยมีมาก่อน”

“All Out Life” เป็นเพลงที่พยายามจะพูดถึงสองเรื่อง หนึ่งก็คือการหลอมรวมให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ย้ำเตือนว่าอดีตนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรมองข้ามหรือมองกลับไปด้วยท่าทีเหยียดหยาม คนเรามักจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะไขว่คว้าหาสิ่งใหม่แต่กลับทำเสื่อมๆกับวงดนตรีหรือศิลปินที่มีมาก่อน ทำเป็นละเลยอดีตราวกับว่ามันเป็นอาจมยังไงยังงั้นเลย ทำไมเราจะต้องสนใจอนาคตอันจืดชืดในขณะที่เราไม่สามารถที่จะเฉลิมฉลองให้กับอดีตอันน่าอัศจรรย์ใจเหล่านั้น? ผมชอบฟังเพลงฮิตๆในอดีตเหล่านั้นมากกว่าที่จะฟังเพลงบ้าๆบางเพลงสมัยนี้ “All Out Life” เป็นเหมือนกับเพลงสดุดีที่คอยย้ำเตือนว่าดนตรีนั้นไร้กาลเวลา มันยังคงมีค่าและเปี่ยมด้วยพลังเสมอ

ในเรื่องของดนตรี เพลงนี้มีทั้งรสชาติดิบๆเดือดๆแบบงานเพลงยุคอัลบั้ม Iowa และ Slipknot ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องแตกต่างจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ในปี 2014 อย่าง .5: The Gray Chapter 

ท่อนอินโทรเปิดมาด้วยซาวด์อิเล็คทรอนิก ตามมาด้วยริฟฟ์กีตาร์อันดุดัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยเสียงสำรอกโฮกจาก Corey ต้องอย่างนี้สิ Slipknot!

ส่วนคนกำกับ MV นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล หากแต่เป็นนาย M. Shawn Crahan เจ้าของฉายา “Clown” นั่นเอง  ซึ่ง Clown ก็ได้พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ตื่นเต้นสุดๆเลยสำหรับพวกเรา Slipknot เราทำเพลงใหม่ด้วยกันในช่วง 2 ปีหลังมานี้ และ “All Out Life” ทั้งเพลงและวีดิโอ มันเป็นเพียงหนึ่งในคอนเซปมากมายที่เรามีในอัลบั้มนี้ มันเป็นเหมือนน้ำจิ้มสำหรับรสชาติใหม่ๆที่เราจะปล่อยมันออกมา ขอให้พวกคุณเตรียมพร้อมล้างหูรอไว้ได้เลย และตอนนี้ผมขอท้าให้คุณลอง “All Out Life”  ณ บัดนี้ !!!

เนื้อเพลง “All Out Life”

[Verse 1] What a world, the horizon
It’s coming like a hell-bent killing machine
Can’t afford to be the goddamn wreckage
Burn it all again at a million degrees
Calling all the adamant upper-level
Undefeated counterfeit cunts with a reason to fear
Throw away all the meaningless shit that’s clinging
The enemy is here, I said stop

[Pre-Chorus 1] Give it to 3
I’m going to show you how to do it if you know what I mean
One by one against, give me the name
All you shiny pretty never-wills ruined the game
You hold all the keys so the chains shouldn’t hold you
I know you heard me, I fucking told you

[Chorus] Old does not mean dead
New does not mean best
No hard feelings
I’m tired of being right
About everything I’ve said
Yours does not mean mine
Kill does not mean die
We are not your kind
No excuses
I challenge you to all-out fucking life

[Verse 2] Drop that shit and put it on a pedestal
Children are afraid of the gods
Raise your hands and show me what’s impossible
That makes us even, never tell me the odds
What a bore, getting stuck in a metaphor
I don’t want to go to sleep
I need a breakdown quick in negotiations
Get it all together and remember to seethe, stop

[Pre-Chorus 2] Give it to 3
I’m going to show you how to do it if you know what I mean
Drive by violence, more of the same
I can see where you’re going and I’m really ashamed
Do you think when you act or just act like you’re thinking?
I got to know now, you better tell me

[Chorus] Old does not mean dead
New does not mean best
No hard feelings
I’m tired of being right
About everything I’ve said
Yours does not mean mine
Kill does not mean die
We are not your kind
I challenge you to all-out life

[Interlude] We are gathered here today to get it right
Repeat after me:
“I will not celebrate mediocrity
I will not worship empty shells
I will not listen to worthless noises
I will not subject myself to selected predictable choices
My time, my attention
My quality should not be bought and sold
For convenience’s sake, ever!”

[Refrain] We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind
We are not your kind

[Chorus] Old does not mean dead (Hey!)
New does not mean best (Hey!)
No hard feelings
I’m tired of being right
About everything I’ve said
Yours does not mean mine (Mine!)
Kill does not mean die (Die!)
Pay attention
It’s gonna be a while ’til I really feel alright

Old does not mean dead (Hey!)
New does not mean best (Hey!)
No hard feelings
I’m tired of being right
About everything I’ve said
Yours does not mean mine (Mine!)
Kill does not mean die (Die!)
We are not your kind
No excuses
I challenge you to all-out fucking life

[Outro] All-out life
Yeah
I challenge you to all-out fucking life
Yeah
(Live! Live! Live! Life!)

ทั้งนี้นาย Corey ก็พูดปิดท้ายไว้ว่าตอนนี้เรากำลังทำอัลบั้มเต็มกันอยู่ บอกได้เลยว่ามันจะเห็นหนึ่งบทที่ดาร์คที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของ Slipknot เลย มันทั้งซับซ้อน หมดมืด หนักหน่วง ไพเราะ ดิบ เดือด ดุ และ เรียลสุดๆ มันจะพูดถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่คนในทุกวันนี้ต้องการอย่างยิ่งในชีวิตของพวกเขา”

 

ที่มา

https://genius.com/Slipknot-all-out-life-lyrics

https://pitchfork.com/news/slipknot-share-all-out-life-first-new-song-in-4-years-listen/

http://loudwire.com/slipknot-all-out-life-lyrics/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!