Connect with us

What The Fact

[รีวิว] They’ll Love Me When I’m Dead: สารคดีวายป่วงกับงานชิ้นสุดท้ายของผู้กำกับในตำนาน ออร์สัน เวลส์

[ฉากเปิดของสารคดี] เสียงสัมภาษณ์ของคนหลายคนเป็นวอยซ์โอเวอร์ขึ้นมา พร้อมขึ้นซูเปอร์ชื่อเรื่อง

“ออร์สัน เวลส์เคยพูดว่า คนจะรักผมเมื่อผมตายไปแล้ว”
“ไม่ ๆ นั่นไม่จริงเลย เวลส์ไม่เคยพูดอย่างนั้น”

แค่เปิดเรื่องก็น่าสนใจแล้วสิ

They’ll Love Me When I’m Dead เป็นสารคดีที่ต้องดูคู่กับ The Other Side of the Wind หนังที่ ออร์สัน เวลส์ ทำไม่จบ และเสียชีวิตไปก่อนในปี 1985 ซึ่งก็มีความพยายามในการนำมันมาทำให้จบอยู่หลายครั้งจากทั้งเพื่อนสนิท และศิษย์รักของเวลส์ แต่ก็ประสบปัญหาจนล้มเหลวมาตลอด ในที่สุดเน็ตฟลิกซ์ก็พยายามล่าสิทธิ์ของหนังจนเอามาตัดต่อได้สมบูรณ์ และนำมาฉายในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเวนิสเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง นับไปก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่มันเริ่มถ่ายทำในปี 1970 จนออกมาสู่สายตาผู้ชม

ออร์สัน เวลส์ คือผู้กำกับระดับตำนานของฮอลีวู้ดและของโลก หนังอย่าง Citizen Kane (1941) ติดอันดับหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลแทบทุกสถาบัน ทั้งยังถูกยกย่องให้เป็นหนังที่ดีที่สุดของอเมริกาจวบจนปัจจุบัน เป็นตัวอย่างที่นักเรียนหนังและคนทำหนังแทบทุกคนในโลกต่างต้องเคยดูเคยเรียนมา นี่เป็นการยกย่องแบบพอสังเขปเท่านั้นสำหรับสิ่งที่เวลส์ทิ้งไว้ให้แก่วงการหนัง

แล้วมันผู้ใดที่จะกล้ามาทำหนังสารคดีเกี่ยวกับหนังในตำนานเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่มือกลั่นอย่าง มอร์แกน เนวิล เจ้าของออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปี 2014 จากเรื่อง 20 Feet from Stardom และก็สมใจ เพราะเนวิลทำหนังได้เก๋มากในการตัดต่อฟุตเทจของหนังต่าง ๆ และบทสัมภาษณ์ตัวออร์สัน เวลส์ จากหลายแหล่งจำนวนมายมาเรียงร้อย ทั้งจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต และเอามาตอบโต้กับบุคคลที่สัมภาษณ์ใหม่ยุคปัจจุบันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เป็นเรื่องน่าทึ่งมากเพราะราวกับเวลส์ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ปาน

ตัวสารคดีนี้ยังมีความฉลาดแบบฉกาจฉกรรจ์ เพราะนอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้าง The Other Side of the Wind ที่เป็นหนังซ้อนหนังเรื่องสุดท้ายที่ไม่เสร็จของ ออร์สัน เวลส์ ได้อย่างคมคายแล้ว ยังสะท้อนความเป็นหนัง The Other Side of the Wind ในตัวของสารคดีเรื่องนี้เองกลับไปกลับมาอย่างประหลาดพิลึกแต่ก็สะกดให้ติดตามได้แบบไม่น่าเชื่อ นับเป็นสารคดีที่บรรยายไม่ถูกเลย ทั้งสับสนตามเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเวลส์ในช่วงการสร้างหนังสุดป่วงเรื่องนี้ ทั้งความขัดแย้งด้วยการตัดต่อสับไปมามากมายชนิดว่าต้องมีสมาธิกับมันแบบสุด ๆ แต่ก็โคตรคุ้มค่าในทุกเม็ดการตัดต่อ และด้านอารมณ์ที่หนังสารคดีให้ก็เป็นส่วนผสมทั้งซึมเศร้า โอหัง ซาบซึ้ง ขมขื่น และชื่นชม

มหากาพย์แห่งการสร้าง The Other Side of the Wind ก็เป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับคนสร้างหนังอย่างมาก ทั้งการทำงานกับอัจฉริยะที่มีทุกอย่างในหัว แต่ทีมงานคนอื่นไม่มีใครเข้าใจว่ากำลังทำหนังแบบไหนอยู่ มันจึงเป็นหนังแห่งศรัทธาในตัวออร์สัน เวลส์ ผู้สร้างตำนานหนังอันดับ 1 ของโลกอย่าง Citizen kane ล้วน ๆ ความวายป่วงเบื้องหลังของงานก็เป็นบทเรียนที่น่าเรียนรู้มากเช่นกัน ทั้งการขาดเงินทุน การถูกโกง การเปลี่ยนนักแสดงนำ การถ่ายทำที่ทิ้งห่างกันหลายปีและเปลี่ยนสถานที่ แต่ยังสามารถตัดต่อให้ต่อเนื่องกันได้ราวกับฉากเดียวกัน เป็นทักษะการเอาตัวรอดที่เวลส์เรียนรู้จากช่วงชีวิตต้องสู้ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ ด้วยเช่นกัน

เราจะได้เห็นหลากแง่มุมของผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก ว่าชีวิตไม่ได้สวยงามและง่ายดายเลย แม้แต่กับอัจฉริยะอย่างเวลส์ ในช่วงลำบากเขาต้องช่วยตากล้องตัดต่อหนังโป๊เพื่อหาเงินมาจุนเจือทำหนังตัวเอง ทั้งเคยบากหน้าไปขอเงินมาทำหนังในงานรับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตัวเองอย่างอดสู และก็ไม่ได้เงินสักแดงด้วย เขาได้ชื่อว่าชายผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกฮอลลีวู้ดทรยศ และบั้นปลายก็ไม่เคยสงบสุขเพราะยังต้องผ่านการต่อสู้ในศาลเพื่อชิงหนังของตัวเองกลับมาทำต่อ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลย คืออนาถระกำตำบอน ลำบากกว่าที่เคยเรียนรู้จากคลาสสอนภาพยนตร์เยอะมาก

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะมีแต่ด้านที่น่าสงสาร อีกด้านเวลส์ก็แสบไม่ใช่น้อย ตลอดมาหนังของเขามีปมว่าด้วยการทรยศอยู่เสมอ เขาเกลียดการทรยศและถูกทรยศจากเพื่อนที่สุด แต่แล้วครั้งหนึ่งเขาก็ไปออกรายการโทรทัศน์และแซวแรงใส่ลูกศิษย์สุดรักไป ต่อมาเขาส่งจดหมายไปหาลูกศิษย์คนนั้น โดยในซองมีจดหมาย 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเขียนว่าเขารู้สึกผิดอย่างร้ายแรงที่ทรยศความไว้ใจ และอีกฉบับเขียนว่าแกสมควรโดนแล้วล่ะ แล้วเขาก็บอกกับลูกศิษย์ว่าให้เลือกเอาเองเลยว่าอยากรับฉบับไหน แสบมั้ยล่ะ ความมีปมแต่เด็กของเขาทำให้เขาเหมือนผลักทุกคนออกจากชีวิต และถูกลือว่ามีความพยายามทำหนังไม่ให้จบ ซึ่ง The Other Side of the Wind ที่ว่าจะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเวลส์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากหนังจบเขาจะไร้ค่าจากคนหมู่มากที่คอยติดตามทำหนังมากับเขา และอาจจะหมายถึงความตายของเขาจริง ๆ ด้วย

ส่วนที่สะเทือนความรู้สึกมาก ๆ ครั้งหนึ่งของหนัง คือพาร์ทช่วงหลัง ที่ จอห์น ฮิวสตัน ดารานำของ The Other Side of the Wind ที่จะว่าไปคือบทที่จำลองออร์สัน เวลส์เองนั้น ได้มาขอดูฟุตเทจเสียงหัวเราะของเวลส์หลังจากที่เวลส์จากไปแล้ว มันให้ความรู้สึกทั้งรันทด ทั้งขมปนหวาน เหมือนได้ดูฉากหลังเอนด์เครดิตหลังฉากจบ rosebud ในหนัง Citizen Kane หนังที่ดีที่สุดในโลก ฝีมือการสร้างของเวลส์ทีเดียว

และท้ายของท้ายสุด การขมวดว่าแท้จริงเวลส์อยากทำ The Other Side of the Wind ออกมาอย่างไรกันแน่ (อันเป็นคำตอบที่ไม่มีใครรู้เพราะเวลส์ตายไปก่อน) ก็ตบจบด้วยว่าแท้จริงหนังสารคดีที่เราดูมาจนจบเรื่องนี้อาจคือร่างที่แท้จริงของ The Other Side of the Wind ก็ได้ ซึ่งมันฉลาดจุกใจมากถึงมากที่สุด

คนรักหนังและประวัติศาสตร์หนัง นักเรียนหนัง ห้ามพลาดเลย รับชมผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ได้ที่ลิ้งนี้ https://www.netflix.com/watch/80124722

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] Netflix Bird Box มองอย่าให้เห็น – หนังโลกล่มสลายสะท้อนความกลัวของมนุษย์แม่

Published

on

ในระหว่างเดินทางกลับจากโรงพยาบาล มาโลรี่ (แซนดรา บูลล็อค) สาวท้องแก่ต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวของการระบาดจากไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่เธอได้รับการช่วยเหลือจากคนกลุ่มหนึ่งนำโดย เกร็ก (บีดี หว่อง) ชายใจกว้างผู้พร้อมเปิดรับผู้ประสบภัยทุกคน และ ดักลาส (จอห์น มัลโควิช)สถาปนิกเห็นแก่ตัวผู้สูญเสียภรรยาที่ออกไปช่วย มาโลรี่ พวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวและต้องรักษาพื้นที่มั่นไว้โดยต้องปิดแสงจากหน้าต่างทุกบาน เพราะการมองเห็นอาจหมายถึงการต้องจบชีวิต แล้วมาโลรี่และลูกในท้องจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรต้องติดตาม 

Bird Box ถือเป็นงานที่ Netflix ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง โดยผมได้รับเชิญไปชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาก่อนจะลงสตรีมมิงวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการได้ชมหนังบนจอของโรงภาพยนตร์ทำให้เราได้รับประสบการณ์ร่วมจากหนังได้อย่างเต็มที่จริงๆแต่หากเราพิจารณาจากตัวเนื้อหาก็คงต้องบอกว่า หนังเองดูจะเหมาะกับคนที่ชื่นชอบหนังดราม่ามากกว่าคอหนังทริลเลอร์ที่หวังความตื่นเต้นในการเอาชีวิตรอดของมาโลรี่ เพราะด้วยวิสัยทัศน์ของ ซูซาน เบีย ที่เคยกำกับ In a better world หนังออสการ์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเดนมาร์คก็ย่อมคุ้นเคยกับการมองโลกและสังคมอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการนำเสนอตัวละครผู้หญิงที่ต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อก้าวผ่านไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อาจทำให้เราดูหนังด้วยความอึดอัดไม่สบายใจเท่าใดนัก

ซึ่ง Bird Box ก็ออกมาในแนวทางที่เธอถนัด เพราะการให้ มาโลรี่ เป็นคนท้องก็ยิ่งแสดงให้เห็นภาวะที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับสารพันมรสุมชีวิตเพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ยิ่งมาโลรี่ ต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งทำให้เห็นความแข็งแกร่งของผู้หญิงในการเผชิญโลกอันโหดร้ายได้อย่างเห็นภาพ ซึ่งหนังก็โหดร้ายมากพอที่จะโยนอุปสรรคในการเอาชีวิตรอดให้ตัวละครทั้งการต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตแบบมองอะไรไม่เห็นแถมยังมีคนติดเชื้อไวรัสซ่อนอยู่อีก หรือกระทั่งการที่ต้องใช้ชีวิตหลบภัยในบ้านแบบไว้ใจใครก็ตามที่มาเคาะประตูบ้านไม่ได้เลยก็ยิ่งทดสอบระดับมนุษยธรรมของตัวละครได้อย่างหนักหน่วงขึ้นไปอีก ซึ่งการมีตัวละครนำเป็นผู้หญิงก็ย่อมได้คะแนนความเห็นใจจากคนดูไม่ยากนัก แต่ที่ต้องชื่นชมจริงๆคือการที่หนังไม่ได้ให้ มาโลรี่ เป็นตัวละครแบนๆ เพราะเธอเองก็มีดีมีชั่วมีด้านมืดที่ต้องเอาชนะเพื่อความอยู่รอดของลูกๆของเธอ โดยจุดที่หนังสร้างความมืดหม่นสิ้นหวังมากๆคือการที่มาโลรี่ ไม่ยอมตั้งชื่อลูกของตัวเองเพียงเพราะไม่ต้องการสร้างความผูกพันหากเธอไม่สามารถเอาตัวรอดจากโลกาวินาศในครั้งนี้ได้ รวมถึงหนังยังมีฉากที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความเมตตาปราณีก็นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวงได้เหมือนกัน ซึ่งทำให้หนังสามารถตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึกอีกด้วย

แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่าการที่หนังเน้นไปในทางดราม่าส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้บางฉากที่หนังสามารถทำให้ตื่นเต้นได้ หนังก็กลับเพิกฉายในการสร้างความตื่นตระหนกไม่ไว้ใจ ทั้งที่มันอาจช่วยให้ตัวหนังเข้าถึงคนดูวงกว้างได้มากขึ้นจนอดเสียดายไม่ได้ว่าการที่หนังมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายและมีไวรัสแพร่ระบาดแต่คนดูกลับไม่ได้สัมผัสมันจากกลวิธีทางภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้แต่อย่างใดจนทำให้กราฟในการดูหนังเรื่องนี้อาจมีตกบ้าง แต่ก็ยังคงคุ้มค่าที่จะดูเพื่อความบันเทิงอยู่นะ แม้ไอเดียโลกล่มสลายของหนังดูจะคล้าย The Happening (2008) ผสมกับ The Quiet Place (2018) ไปหน่อยก็ตาม

กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแสดงของ ซานดร้า บูลล็อค สามารถชดเชยทุกข้อด้อยของหนังได้จริงๆ โดยแม่แสงดาว บุญล้อม นอกจากจะยังสวยสะพรั่งในวัย 50 แล้วเธอยังสามารถทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความกลัวของผู้หญิงคนนึงที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดและเรียนรู้ความเป็นแม่ในภาวะวิกฤติของโลก เธอทำให้เราเข้าใจในน้ำหนักปัญหาของมาโลรี่ได้อย่างแจ่มชัดทั้งการแบกความรู้สึกผิดจากการเอาตัวรอดแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของน้องสาวตัวเองหรือภรรยาของดักลาส ก่อนที่จะตัดสินใจสู้กับวิกฤติเพื่ออีก 2 ชีวิตได้อย่างน่าเอาใจช่วยจริงๆ

ใครสนใจรับชมหนังได้ทาง Netflix (คลิกเพื่อชมหนังบนเน็ตฟลิกซ์ได้เลย) ตั้งแต่ 21 ธันวาคมนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] ROMA – งานสัจนิยมที่สมควรชมในโรงภาพยนตร์ที่สุดแห่งปี

Published

on

เข้าปลายปีแบบนี้ สื่อภาพยนตร์หลายสำนักเริ่มมีการจัดอันดับหนังดีประจำปี รวมถึงการเก็งโผรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครัั้งที่ 91 ในปีหน้ากันแล้ว โดยชื่อหนังที่นำโด่งแทบทุกสำนักก็หนีไม่พ้น ROMA งานชิ้นล่าสุดของ อัลฟองโซ กัวรอง หลังจากได้รับรางวัลออสการ์จาก GRAVITY (2013) หนังไซไฟปรัชญาที่ซิวรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาให้เขา 

 ROMA ฉายภาพชีวิตของผู้หญิง 2คนต่างชนชั้นแต่ร่วมชายคาเดียวกันฝ่ายแรกคือ เคลโอ (ยาลิซา อปาริชิโอ) สาวใช้ในบ้านของครอบครัวคุณหมอชนชั้นกลางที่ชีวิตของเธอผกผันหลังจากตั้งท้องกับชายหนุ่มที่หนีจากเธอไป ส่วนฝ่ายหลังคือ โซเฟีย (มารินา เดอ ทาวิรา) ภรรยาของคุณหมอที่นอกใจเธอ โดยทั้งสองชีวิตต้องดูแลเด็กๆและคุณย่าในบ้านภายใต้สถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่นในเมืองโรมา ประเทศเม็กซิโกยุค 70  

พิจารณาจากต้นธารที่ กัวรอง นำชีวิตวัยเด็กมานำเสนอในรูปแบบสัจนิยมแล้วก็ดูเหมือนว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานชื่อเดียวกันอย่าง Roma หนังปี 1972 ของ เฟรดเดอริโก เฟลลินี หนึ่งในผู้นำความเคลื่อนไหวของยุค Italian Neo-Realism หรือ กลุ่มนวสัจนิยมอิตาเลียนไม่น้อย ทั้งการที่หนังเลือกแนวทางสัจนิยมสำรวจชีวิตแบบไม่มีพลอตเรื่องชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของชนชั้นล่างและชั้นล่าง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังยุคสงครามหรือวิกฤติการเมืองทั้งการทิ้งให้คนดูเห็นความเคลื่อนไหวในภาพเป็นเวลานานเพื่อให้พินิจพิเคราะห์ตีความสัญลักษณ์ต่างๆ การใช้สถานที่ถ่ายทำเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง-และดัดแปลงมันให้น้อยที่สุดเพื่อคงความจริงของสถานที่ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ยาลิซา อปาริชิโอ (ตรงนี้ถือว่าใกล้เคียงกับการทำหนังแนวนวสัจนิยมที่มักเลือกคนท้องถิ่นมาเป็นนักแสดง) นั่นทำให้เราได้ติดตามชีวิตของ เคลโอ และ โซเฟีย แบบผู้สังเกตการณ์และค่อยๆซึมซับเรื่องราวทั้งสุขและเศร้าของพวกเธอท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มคุกคามชีวิตของผู้หญิงทั้งสองคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป น่าเชื่อถือและนำพาให้เกิดอารมณ์ร่วม

และด้วยสายตาและมันสมองของ กัวรอง หนังจึงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านงานชั้นครูแบบทื่อๆ ตรงกันข้าม กัวรอง สามารถนำศิลปะภาพยนตร์อันหลากหลายมาใช้งานได้อย่างลุ่มลึกนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอบคารวะมาสเตอร์ออฟซีนีม่าหลายท่านโดยนอกจาก เฟลลินี ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจหลักแล้วที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็น อากิระ คุโรซาว่า ในแง่การวางความเคลื่อนไหวในกรอบภาพ การมิกซ์เสียงให้เกิดมิติสอดคล้องกับภาพ ฉากเด่นสุดคือฉากที่ เคลโอ ไปตามหา แฟร์มิน ถึงสนามฝึกที่ใครดูก็น่าจะถึงงานมาสเตอร์พีซอย่าง Seven Samurai (1954) ของคุโรซาว่าแน่ๆ

เอาล่ะเชือเถอะว่าอ่านมาสองย่อหน้าก็ยังไม่เด่นชัดอยู่ดีว่า ทำไมเราจะต้องถ่อไปถึงโรงหนังทั้งที่เราสามารถเปิด Netflix อยู่บ้านดูแบบสบายๆได้ แต่หากจะพอโน้มน้าวด้วยตัวอย่างของกลวิธีทางภาพยนตร์ที่กัวรองนำมาใช้ก็คงต้องเป็นสองฉากสำคัญ โดยฉากแรกที่อยากจะยกคงหนีไม่พ้นฉากจลาจลในเมืองโรม่า ที่ต้องบอกว่ากัวรองสามารถนำเทคนิคด้านการถ่ายแบบลองเทคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งน่าสะพรึงกลัวด้วยเนื้อหาของหนังที่นำเสนอความขัดแย้งสุดขั้วเมื่อ เคลโอ กำลังเลือกซื้อเตียงเด็กเพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อยในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอันโหดร้ายก็บุกเข้ามาถึงในร้านที่สำคัญมันยังเป็นจุดแตกหักของชีวิตที่สำคัญที่สุดของเธอในเวลาต่อมาเมื่อได้พบว่าชีวิตนี้เธอคงไม่มีหวังพบความสุขในชีวิตครอบครัวอีกแล้วรวมถึงฉากที่ เคลโอ ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นเสี่ยงตายลงไปช่วยชีิวิตเด็กๆในทะเลที่คลื่นกำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างจากมรสุมชีิวิตของคนในครอบครัวที่กล้องได้ติดตามเคลโอจากบนฝั่งลงไปในทะเลพร้อมงานมิกซ์เสียงที่ถือว่าเป็นหนึ่งในงานเสียงที่ดีที่สุดของปีนี้ที่นำเสนอเสียงระลอกคลื่นได้มิติสมจริงจนคนดูสัมผัสได้ถึงแรงคลื่นที่ค่อยๆโถมเข้าใส่ตัวเคลโอและเด็กๆจนอดลุ้นตามไม่ได้จริงๆ

ซึ่งไม่เพียงเทคนิคทางภาพยนตร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการแสดงแบบเหมือนไม่ได้แสดงของยาลิซา อปาริชิโอ ที่กัวรองเสี่ยงใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพมาถ่ายทอดบทบาทสาวใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เปี่ยมเสน่ห์เฉพาะตัวและสามารถนำพาอารมณ์ให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจและชื่นชม ฉายภาพพี่เลี้ยงของกัวรองบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาได้อย่างเห็นภาพ สมศักดิ์ศรีนักแสดงหน้าใหม่ที่เริ่มกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นว่าเล่น และอาจจะได้ “ยืนหนึ่ง” บนเวทีออสการ์ปีหน้าก็เป็นได้

ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในแนวทางสัจนิยมที่สามารถนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างลุ่มลึก ความงดงามของงานภาพที่แต่ละเฟรมคืองานศิลปะเคลื่อนไหวที่ต่อไปคงได้บันทึกในตำราเรียนภาพยนตร์แน่ๆ รวมถึงการแสดงอันเป็นธรรมชาติและถือว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี2018 จึงแทบไม่มีข้อแม้ใดๆที่เราจะไม่ไปสัมผัสประสบการณ์นี้ในโรงภาพยนตร์  โดยหนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ เฮาส์ อาร์ซีเอ และ สกาล่า พร้อมลงสตรีมมิงทาง Netflix วันนี้เลย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Down a Dark Hall: สยองพล็อตแหวก ดูแก้เบื่อดีเหมือนกันนะ

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวสยองขวัญนี้ถูกนำเรื่องสู่ความดาร์กขนหัวลุกด้วยฝีมือของนักแสดงมากความสามารถอย่าง “อูมา เธอร์แมน” (Kill Bill) ในบทของครูใหญ่ “มาดาม ดูเรต์” มาดามแห่งโรงเรียนประจำอันน่าหวาดผวาแห่งนี้ พร้อมกับนักเรียนหญิงอีกไม่กี่คนที่ถูกส่งมายังแบล็กวูดนำทีมโดย “แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์” (The Carrie Diaries), “เทย์เลอร์ รัสเซล” (Lost in Space) และ “วิคตอเรีย โมโรเลส” (Teen Wolf) ในบทบาทของแก๊งนักเรียนหญิงที่ถูกส่งมาลงทัณฑ์จากความผิดที่พวกเธอก่อ จะเป็นเช่นไรเมื่อเหล่านักเรียนผู้ต้องโทษพบว่าไม่ได้มีเพียงพวกเธอที่อาศัยอยู่ในแบล็กวูด แต่มีวิญญาณร้ายในห้องมืดที่หมายจะเอาชีวิตคนเป็นอยู่ด้วย

หนังสยองขวัญมาช่วงท้ายปีกันหลายเรื่อง หวังช่วงชิงตลาดผู้ใหญ่ที่เบื่อหนังครอบครัวช่วงคริสมาสปีใหม่ และ Down a Dark Hall ก็เป็นหนึ่งในหนังที่มีดารานำเบอร์ใหญ่อย่าง อูมา เธอร์แมน มานำ โดยเป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับชาวสเปนอย่าง ร็อดริโก คอร์เตส ที่มีผลงานฝากชื่อจาก Buried (2010) หนังสงครามสั่นประสาทเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ซึ่งตอนนั้นได้ ไรอัน เรย์โนลด์ส นำแสดง มารอบนี้คอร์เตสยังดึง คริส สปาร์ลิง มือเขียนบทในครั้งนั้นมาร่วมงานอีกครั้งกับหนังสยองเรื่องใหม่ของเขาด้วย

นอกจากรุ่นใหญ่แล้ว ดาราที่ต้องตรึงหนังทั้งเรื่องและยังต้องเป็นผู้แทนสายตาของผู้ชมอย่าง คิท เด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้าน ก็ได้ดาราสาววัยทีนอย่าง แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ ดาราเด็กที่คุ้นหน้าจากหนังใหญ่เมื่อหลายปีก่อนทั้ง Bridge to Terabithia (2007) และ Charlie and the Chocolate Factory (2005) มารับบทนำด้วย ขณะที่ดาราสมทบหลักอีกหนึ่งสาวอย่าง อิซาเบล เฟอร์แมน ก็น่าจะเป็นที่จดจำได้ดีกับบทอีเด็กนรกแตกในหนัง Orphan (2009) ซึ่งบัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แม้จะน่าเสียดายว่าบทของเธอแสนจะเป็นตัวประกอบจริงจังไปสักนิดก็ตาม

จุดเด่นของหนังไม่ใช่ลีลาลูกเล่นร้อยแปดในการเอามาหลอกหลอนคนดูให้สะดุ้งตกใจ ว่ากันไปในส่วนนี้ก็ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ทั้งเงาผ่านกล้อง การโผล่มาอีกฝั่งให้ตกใจ หรือการมาเคาะประตูข่มขวัญ ล้วนเป็นอะไรที่สายสยองคงชินชากันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือหนังมีซับพล็อตที่น่าสนใจที่กระตุ้นให้เราสนใจติดตามกลุ่มนักเรียนสุดเซี้ยวที่ทะเลาะไม่ชอบหน้ากันเอง แต่ก็ต้องตกสภาวะอันตรายจากฝีมือความชั่วร้ายทั้งคนทั้งผี จนต้องร่วมมือกันอย่างช่วยไม่ได้ และนำสภาวะนี้ไปใช้ขับพล็อตเรื่องหลักได้อย่างน่าสนใจ

ซึ่งพล็อตหลักเองก็มีความแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดีเหมือนกัน เกี่ยวกับโรงเรียนที่สอนเด็กเกเรให้ค้นพบความอัจฉริยะในตัวเอง ซึ่งต้องแลกมาด้วยสิ่งชั่วร้ายบางอย่างที่ค่อย ๆ คืบคลานครอบครองโรงเรียนนี้ทีละน้อย การผจญภัยสืบค้นความจริงของเด็ก ๆ ที่มีความกล้า จึงทำให้หนังมีมู้ดที่น่าเอาใจช่วยตัวละครให้ทำสำเร็จอยู่เสมอ แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนังไม่ดูคลี่คลายง่ายเกินไปก็มีทั้งเรื่องความเป็นเด็ก ความไร้พลัง และขาดผู้ใหญ่ปกป้องต้องพึ่งพากันเอง จึงเป็นอะไรที่ดูสนุกมากเหมือนกันในการดูว่าตัวละครเหล่านี้จะรอดพ้นจากปีศาจคอนเซ็ปต์ดีที่ยกกันมาเป็นฝูงห่าซาตานได้อย่างไร คือชอบไอเดียผีเลยล่ะแต่สปอยล์ไม่ได้ เอาเป็นว่าใครชอบหนังผีลองรับเรื่องนี้ดูสักเรื่องแล้วกัน

ปีศาจอาจค่อยๆคืบคลาน แต่จองตั๋วรวดเร็วทันใจได้ที่รูป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!