Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Instant Family : หนังฟีลกู๊ดที่เหมาะกับเทศกาลวันหยุด

instant family : ครอบครัวปุ๊บปั๊บ

8

ตรรกะ ความสมเหตุสมผลของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

6.0/10

ความสนุก

9.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด แต่ก็ไม่ถึงกับขยี้นัก
  • อิซาเบล โมเนอร์ โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นกล้องมาก
  • เล่าเรื่องได้น่าติดตาม
  • ออคทาเวีย สเปนเซอร์ และ มาร์โก มาร์ทินเล ทำหน้าที่ตัวชงมุกได้ดี
  • เดินออกจากโรงได้อย่างมีรอยยิ้ม

สนับสนุนเนื้อหาโดย

แม้ว่าบรรยากาศหนังจะผิดไปจากคาดพอสมควร เพราะตัวอย่างหนังถูกนำเสนอในรูปแบบหนังคอมมีดี้ แต่เอาเข้าจริง Instant Family กลับกลายเป็นหนังดราม่าที่หนักหน่วงพอตัว ในตัวอย่างเราได้รับรู้พลอตคร่าว ๆ ว่า มาร์ค วาห์ลเบิร์ก และ โรส เบิร์น รับบทคู่สามี-ภรรยา ที่ไม่สามารถมีลูกได้ แล้วเลือกที่จะรับอุปการะเด็กถึง 3 คนมาเป็นลูก โดยเฉพาะพี่สาวคนโตที่อายุถึง 15 ปีแล้ว ก็เลยกลายเป็นมหกรรมวายป่วงที่พ่อแม่จะต้องรับมือกับลูกที่ไม่ได้ให้กำเนิดมาเองพร้อมกันถึง 3 คน เรื่องความวุ่นวายพาไปสู่สถานการณ์ตลกโปกฮาถูกนำออกมาขายในตัวอย่างหนัง แต่นั่นคือลูกกวาดรสหวานที่ถูกฉาบไว้แค่เปลือกนอกเท่านั้น ในหนังนั้นเน้นหนักไปที่ พีท และ เอลลี่ พ่อแม่จำเป็นที่พยายามเอาชนะใจ ลิซซี่ เด็กสาววัยรุ่นให้ยอมรับทั้งคู่เป็นพ่อแม่ด้วยความจริงใจ

ครอบครัวของฌอน แอนเดอร์ ผู้กำกับ-เขียนบท ที่รับอุปการะลูกบุญธรรมมาเลี้ยงถึง 3 คน กลายเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่องนี้

Instant Family เป็นผลงานเขียนบทและกำกับของ ฌอน แอนเดอร์ และเป็นเรื่องที่ 3 ที่เขาทำงานร่วมกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก หลังจาก Daddy Home ทั้ง 2 ภาค ก็เลยดูจะเข้าทางกันดี แล้วผู้กำกับฌอน ก็ดูจะมีวัตถุดิบพอควรกับเรื่องราววุ่นวายในครอบครัว ก็เลยไปได้ดีกับหนังแนว ๆ นี้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ ฌอน แอนเดอร์ เขียนเรื่องจากประสบการณ์ของตัวเองที่เขารับอุปการะลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ก็เลยทำให้ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจ ความยาวหนังที่อีก 2 นาที จะครบ 2 ชั่วโมง เดินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปูความถึงเหตุที่ทั้งคู่ตัดสินใจรับอุปการะเด็ก และการคัดเลือกเด็กที่ทั้งคู่พึงพอใจ หนังเจาะลึกให้เห็นถึงกระบวนการรับอุปการะเด็กของอเมริกาที่เป็นไปอย่างรัดกุม พ่อแม่ต้องผ่านคอร์สอบรมติวเข้มก่อนที่จะรับเด็กไปเลี้ยง ทำให้เราได้เห็นถึงความรอบคอบของระบบที่เข้มงวดจริงจัง

อิซาเบล โมเนอร์ ดาราวัยรุ่นเชื้อสายเม็กซิกัน มารับบทเป็น ลิซซี่ ลูกสาวคนโตที่เป็นหัวใจหลักของเรื่อง อิซาเบล มีงานชุกมากใน 2 ปีนี้ เชื่อว่าหลายคนได้ชมผลงานของเธอกันมาแล้วจาก Sicario: Day of the Soldado และ Transformers: The Last Knight 2 เรื่องก่อนหน้าดูเธอเป็นเด็กมอม ๆ แต่กับบท ลิซซี่ เธอดูโตเป็นสาว แล้วดูสวยคมขึ้นมาก เหมาะกับบทเด็กสาววัยรุ่นเจ้าอารมณ์ ที่กลายเป็นงานยากที่พ่อแม่มือใหม่อย่าง พีท และ เอลลี่ ต้องรับมือ ในขณะที่น้องอีก 2 คน ฮวน และ ลิต้า กลายเป็นแค่ปัญหาเล็กน้อยของเรื่อง ลิต้า น้องเล็กแค่เป็นเด็กที่เอาแต่ใจ ในขณะที่ ฮวน เป็นเด็กผู้ชายขี้อาย แต่นิสัยจอมซุ่มซ่ามก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับเรื่องได้ตลอด

ถึงแม้หนังจะมาในแบบสูตรสำเร็จของหนังครอบครัวฟีลกู๊ด ที่เริ่มต้นด้วยปัญหาความวุ่นวายในครอบครัว แล้วก็คลี่คลายอย่างสวยงาม หนังเล่นลูกล่อลูกชนกับคนดูได้ดี เดี๋ยวครอบครัวก็ดูเข้ากันดีมีความสุข เดี๋ยวก็มีปัญหาใหม่ ๆ โผล่เข้ามา ชวนให้เอาใจช่วยพ่อแม่มือใหม่ได้ตลอดเรื่อง เมื่อต้องเจอกับปัญหาท้าทายใหม่ หนังพาไปสู่จุดวิกฤตท้ายเรื่อง ที่เข้ามาในช่วงที่ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกกำลังจะไปด้วยดี แต่ก็มีเหตุให้ต้องลุ้นกับครอบครัวปุ๊บปั๊บนี้ ว่าสุดท้ายแล้วพีทและเอลลี่ จะได้ดูแลเด็กทั้ง 3 ต่อไปอย่างถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่

บทของฌอน แอนเดอ เล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม หลาย ๆ ฉากพาไปสู่สถานการณ์ตึงเครียดแต่ก็แตะเบรคด้วยการแทรกมุกเข้ามาพอให้ยิ้มได้ งานสร้างรอยยิ้มก็ได้จาก 2 บทสมทบ ออคทาเวีย สเปนเซอร์ ในบทแคเร็น เจ้าหน้าที่ศูนย์ดูแลเด็ก และ มาร์โก มาร์ทินเดล คุณย่าผู้เห่อหลาน 2 รายนี้นี่แหละที่โผล่มาเมื่อไหร่ก็มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินเสมอ หนังจบได้อย่างฟีลกู๊ดพอเรียกน้ำตารื้น ๆ ได้ แต่ถ้าคนต่อมน้ำตาตื้นก็อาจจะไหลพรากได้เหมือนกัน ก็ถือว่าบทเก่งครับที่ทำให้เราลุ้นเราอินไปกับพ่อแม่ลูกต่างสายเลือดบ้านนี้ได้

หนังเข้าฉายที่อเมริกาไปแล้วตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ได้เสียงตอบรับดีทั้งจากนักวิจารณ์และคนดู ส่วนรายได้แม้ไม่สวยหรูนักแต่ก็พอมีกำไรเล็กน้อย ส่วนบ้านเราเข้าฉายวันที่ 3 มกราคม ก็ถือว่ายังอยู่ในช่วงเฉลิมฉลอง เป็นตัวเลือกที่เหมาะมาก ที่พ่อแม่ลูกจะจูงมือกันไปดู เป็นหนังฟีลกู๊ดที่กระชับความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ดี ให้ข้อคิดและคำแนะนำสำหรับครอบครัวที่ต้องดูแลลูกในวัยรุ่น เพลงประกอบก็เพราะครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

instant family : ครอบครัวปุ๊บปั๊บ

8

ตรรกะ ความสมเหตุสมผลของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

6.0/10

ความสนุก

9.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด แต่ก็ไม่ถึงกับขยี้นัก
  • อิซาเบล โมเนอร์ โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นกล้องมาก
  • เล่าเรื่องได้น่าติดตาม
  • ออคทาเวีย สเปนเซอร์ และ มาร์โก มาร์ทินเล ทำหน้าที่ตัวชงมุกได้ดี
  • เดินออกจากโรงได้อย่างมีรอยยิ้ม

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

instant family : ครอบครัวปุ๊บปั๊บ

8

ตรรกะ ความสมเหตุสมผลของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

6.0/10

ความสนุก

9.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด แต่ก็ไม่ถึงกับขยี้นัก
  • อิซาเบล โมเนอร์ โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นกล้องมาก
  • เล่าเรื่องได้น่าติดตาม
  • ออคทาเวีย สเปนเซอร์ และ มาร์โก มาร์ทินเล ทำหน้าที่ตัวชงมุกได้ดี
  • เดินออกจากโรงได้อย่างมีรอยยิ้ม

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

instant family : ครอบครัวปุ๊บปั๊บ

8

ตรรกะ ความสมเหตุสมผลของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

6.0/10

ความสนุก

9.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด แต่ก็ไม่ถึงกับขยี้นัก
  • อิซาเบล โมเนอร์ โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นกล้องมาก
  • เล่าเรื่องได้น่าติดตาม
  • ออคทาเวีย สเปนเซอร์ และ มาร์โก มาร์ทินเล ทำหน้าที่ตัวชงมุกได้ดี
  • เดินออกจากโรงได้อย่างมีรอยยิ้ม

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!