Connect with us

What The Fact

[รีวิว] I Want to Eat Your Pancreas เพราะหัวใจใกล้ตับอ่อน: แค่ 1 วันก็มีค่า

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

แอนิเมชั่นจากไลท์โนเวลเรื่อง Kimi no Suizo wo Tabetai ของนักเขียนฝีมือดีอย่าง สุมิโนะ โยรุ โดยเวอร์ชั่นคนแสดงเคยเข้าฉายบ้านเราไปเมื่อปลายปีก่อน เล่าเรื่องของ ซากุระ สาวสวยแสนสดใสขวัญใจหนุ่ม ๆ โรงเรียนมัธยม  และ ‘ผม’ เด็กหนุ่ม หนอนหนังสือ ผู้ไม่สนใจโลก ที่วันหนึ่งเขาได้ไปรู้ความลับของซากุระด้วยความบังเอิญว่าเธอกำลังจะตายด้วยโรคตับอ่อน ซากุระจึงร้องขอให้เขาเก็บเป็นความลับ และขอให้ช่วยเป็นเพื่อนทำในสิ่งที่เธอคาใจก่อนตายทั้งหลาย ไม่ว่าจะการหนีไปเที่ยว และภารกิจตามแต่ใจตัวเองอื่น ๆ ซึ่งได้เปลี่ยนจิตใจด้านชาของ ผม ทีละน้อย โดยทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าวันหนึ่งความสุขเหล่านี้ย่อมจบลง

ขออนุญาตพูดในสองส่วนแล้วกันนะครับ สำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังคนแสดงหรืออ่านนิยายมาก่อนเลย แอนิเมชั่นเรื่องนี้นิยามให้ง่ายคือ Your Name ในฉบับที่รันทดกว่า มันคือผลงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นสองคนที่ต่างหอบจุดอ่อนและรอยแผลของตัวเองบังเอิญมาพบกัน และร่วมการเดินทางที่จะเป็นจุดหักเหใหญ่ในชีวิตของทั้งคู่ แม้คำว่า ชีวิต ของแต่ละคนจะยาวสั้นไม่เท่ากันก็ตาม

หนังเป็นผลงานการผลิตของค่าย Studio VOLN ซึ่งเคยฝากผลงานอย่างอนิเมะทีวีซีรีส์เรื่อง Ushio & Tora หรือบ้านเรารู้จักกันในชื่อ ล่าอสูรกาย (มีฉายทาง Netflix ด้วยนะ) ซึ่งนับว่าเป็นค่ายน้องใหม่ที่มีผลงานไม่มากแต่คุณภาพคับแก้ว น่าติดตามมาก ๆ  ทั้งยังได้ดึง อุชิจิมะ ชินอิจิโระ ผู้กำกับที่ดังจากการกำกับอนิเมะที่เป็นกระแสอย่างมากอย่าง One Punch Man: Wanpanman (นี่ก็มีฉายทาง Netflix) มากำกับและเขียนบท ทั้งยังนับเป็นแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของอุชิจิมะด้วย โดยยังมีไม้เด็ดคือได้ ลิน (Lynn) นักพากย์สาวมากประสบการณ์มาให้เสียงซากุระ และได้พระเอกหนุ่มจากมาสก์ไรเดอร์อย่าง ทากาสึกิ มาฮิโระ มาให้เสียง ผม ด้วย

ก็ต้องยอมรับว่าแอนิเมชั่นรักวัยรุ่นยุคหลังต่างได้อิทธิพลจาก Your Name ของ มาโกโตะ ชินไค มาอย่างละนิดหน่อยไม่ตรงก็ทางอ้อม โดยเฉพาะเรื่องนี้ถ่ายทอดภาพประกอบที่เป็นฉากชีวิตของตัวละครได้งดงามมาก ทั้งห้อง ทางเดิน รวมถึงเมือง ท้องฟ้า สภาพอากาศ ต้นซากุระ ซึ่งสวยมาก ๆ เป็นงานศิลป์มาก ๆ คือดูภาพดูความสวยงามก็เพลินแล้ว ในขณะที่ดีไซน์ตัวละครก็ถือว่าหล่อสวยมีเสน่ห์พอสมควร และการเผางานลวก ๆ นั้นแทบหาไม่ได้เลย คือโปรดักชั่นนี่ความสมบูรณ์สูงมาก ใครชอบดูแอนิเมชั่น 2 มิติแบบญี่ปุ่นนี่ห้ามพลาดเลย

ด้านเนื้อเรื่องต้องยอมรับว่าชวนให้นึกถึงอนิเมะในห้วงเวลาใกล้ ๆ กันอย่าง Your Lie in April หรือบ้านเรารู้จักในชื่อ เพลงรักสองหัวใจ อยู่เหมือนกันทั้งเรื่องสาวแก่นที่มาป่วนชายหนุ่มที่ไม่เข้าสังคม และดราม่าในช่วงท้ายของเรื่อง ซึ่งเรื่องแนว ๆ ที่ว่าจะมีตัวละครตายในตอนจบนี่ก็มีมาพรากน้ำตาเราไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว ทว่านิยายของโยรุนี่ก็สร้างจุดแตกต่างได้น่าสนใจจนกลายเป็นหนังสือยอดนิยม เพราะหนังไม่อำพรางและปกปิดใด ๆ เลยตั้งแต่ต้นเรื่องว่า นางเอกกำลังจะตาย และทั้งหมดที่จะได้ชมคือเดินไปบนเงื่อนเวลาอันจำกัดนี้ทั้งสิ้น นับว่าโหดกับใจในแบบที่ไม่เหมือนใครอยู่เหมือนกันนะที่ต้องคอยลุ้นว่าทั้งคู่จะพบความสุขได้หรือไม่ หรือจะมีปาฏิหาริย์อะไรอีกมั้ย และก็ขอบอกเลยว่าพล็อตแบบเฉลยมาแต่ต้นอย่างนี้ ยังมีหมัดพิฆาตเราตอนท้ายในแบบที่คาดไม่ถึงอยู่ดี

ซึ่งตรงนี้ล่ะที่ทำเอาจุกไปได้หลายวัน อาการปวดตับมันเป็นแบบนี้นี่เอง

คราวนี้ขอมาพูดในส่วนของคนที่เคยเสพไม่ว่าจะนิยายหรือดูหนังคนแสดงมาก่อนแล้วบ้าง ถ้าส่วนดีของหนังคนแสดงคือการดัดแปลงนิยายให้มีไดนามิกของเวลาสองช่วงเวลาตอนเด็กและแก่มาผลักดันแล้วนั้น ส่วนดีของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คือการเดินตามตัวเรื่องเดิมได้ลึกและละเมียด ทั้งยังความได้เปรียบของความเป็นแอนิเมชั่นยังเป็นเรื่องของฉากประดิษฐ์ที่สวยงามและแฟนตาซีได้มากกว่าหนังคนแสดง ซึ่งช่วยขับเน้นความมีชีวิตชีวา การผุดบานของวัยได้อย่างตราตรึง ฉากดอกซากุระปลิว และท้องฟ้าทั้งยามเย็น และยามกลางคืนใต้ดอกไม้ไฟ นี่คือชวนฝันมาก ดังนั้นถ้าถามว่าถ้าสมมติดูครั้งแรกทั้ง 2 เวอร์ชั่น ผมค่อนข้างเอนเอียงชอบมาฉบับแอนิเมชั่นนี้มากกว่าพอสมควรนะ

โดยเฉพาะการที่เดินพล็อตแบบ หนังรักเพิ่งรู้เมื่อสาย  ในแบบที่ไม่สนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนจะต้องชัดเจน ความคลุมเครือที่สั่นคลอนหัวใจเรามันเลี้ยงความรู้สึกอัดอั้นของทั้งตัวละครและผู้ชมไปได้จนถึงฉากนั้น ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนกลั้นหายใจมานานแล้วได้ออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างไรอย่างนั้นเลย นอกจากนี้หนังยังขับสารสำคัญอีกอันออกมาได้แบบที่หนังคนแสดงไม่ชวนให้รู้สึกขนาดนี้เลยคือ ความปวดร้าวของการชะล่าใจเพียง 1 วัน ที่ทำให้เรารู้สึกมาก ๆ ว่าหากมีโอกาสได้อยู่กับคนที่รักก็อย่าปล่อยไปเลยแม้สักวันเดียวหรือโมงยามเดียว เพราะนั่นอาจคือเวลาที่ไม่อาจหวนย้อนมาหรือเรียกคืนได้อีกแล้ว

เป็นหนังรักที่อาจดูเรียบนิ่ง ชวนให้รู้สึกถึงภาระและความสับสนลังเลในแบบวัยรุ่นจนน่าหงุดหงิด แต่ก็ดูสมจริงและสัมผัสใจคน จนถึงกระแทกใจให้เจ็บจุกได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

อย่าปล่อยผ่าน 1 วันก็มีค่า เพราะไม่รู้หนังดีๆจะหลุดโรงวันไหน รีบจองตั๋วกดที่รูปเลย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!