Connect with us

What The Fact

[รีวิว] The 1975 “A Brief Inquiry Into Online Relationships” ความสัมพันธ์ ชีวิต ยาเสพย์ติด และ โลกออนไลน์

นี่คืออัลบั้มที่ถูกยกย่องให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดจากหลายสถาบัน

ผมแทบไม่มีความกังขาใดๆกับการได้รับยกย่องในครั้งนี้ของสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามของวงอินดี้ร็อค The 1975 ที่มีชื่อยาวเหยียด (แต่ยาวน้อยกว่าอัลบั้มก่อน) ว่า A Brief Inquiry Into Online Relationships”  เพราะเมื่อแรกฟังตั้งแต่วันแรกที่อัลบั้มออกเผยแพร่ ผมก็พบว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดของ The 1975 ณ ขณะนี้ และเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดอัลบั้มหนึ่งแห่งปี

ปกอัลบั้ม “A Brief Inquiry Into Online Relationships” 

ถ้านับจากวันที่ออกอัลบั้มแรกในปี 2013 ถือได้ว่า The 1975 เพิ่งก้าวเดินมาได้ 5 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าอายุยังน้อยหากเทียบกับอีกหลายๆวงในวงการ แต่ทว่าชื่อเสียงของพวกเขากลับพุ่งขึ้นๆอย่างเห็นได้ชัด กระแสความนิยมและคำชื่นชมต่างหลั่งใหลมา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะ The 1975 รู้ดีว่าเขาทำงานเพลงเพื่ออะไร  พวกเขายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ แม้กระทั่งในเวลานี้อัลบั้มที่ 4 Notes on a Conditional Form” ก็จ่อคิวรอออกวางแผงแล้วในต้นปีหน้า เรียกได้ว่าพลังแห่งการสร้างสรรค์ยังมีอยู่อย่างล้นเหลือ

อัลบั้ม A Brief Inquiry Into Online Relationships”   แท้จริงแล้วคือการสะท้อนตัวตน มุมมองความคิด และแง่มุมจากชีวิตของฟรอนท์แมนของวงแมททิว หรือ แม็ตตี ฮีลี ที่หยิบจับเอาความรู้สึกสับสน การพยายามหาสมดุลชีวิต และก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้าย ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ ชีวิต และยาเสพย์ติด แต่แล้วริ้วรอยของความทุกข์และความสับสนเหล่านั้นก็ถูกกลั่นออกมาเป็นงานศิลปะที่มีความหมายผ่านโลกแห่งสรรพเสียง สุดท้ายแล้วแม้จุดเริ่มต้นมันคือการสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแต่ปลายทางมันกลับฉายให้เห็นภาพของสังคมปัจจุบันได้อย่างคมคาย

งานเพลงของ The 1975 หากจะให้แปะป้ายว่าเป็นแนวอะไร ก็คงตอบกลางๆว่าเป็นอินดี้ร็อค แต่ทว่าหากเราลองฟังงานเพลงทั้ง 15 เพลงในอัลบั้มนี้ เราจะพบว่ามันมีส่วนผสมของแนวดนตรีที่หลากหลายผสมลงไปในแต่ละเพลง ด้วยความลุ่มลึก หลากหลาย และเนื้อหาที่คมคายทำให้อัลบั้มนี้มีเสน่ห์และหลุดออกจากการเป็นอัลบั้มเพลงป็อปธรรมดาๆที่พูดเรื่องรัก เลิก ลาทั่วไป

มาเริ่มที่เพลงแรกของอัลบั้ม  “The 1975” 

เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่จะต้องโหมโรงอัลบั้มด้วยเพลงที่เป็นชื่อของวงเพลงนี้ ซึ่งในแต่ละอัลบั้มจะใช้เนื้อเพลงชุดเดียวกันแต่เรียบเรียงดนตรีต่างกัน ซึ่งอัลบั้มนี้มาในแบบมินิมัลด้วยเสียงร้องของแม็ตตี้ กับเสียงบรรเลงของเปียโนเท่านั้น

ต่อด้วย “Give Yourself A Try”  ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ที่เปิดมาด้วยท่วงทำนองสนุกสนานและเสียงกีตาร์แหลมบาดจิต เหมือนเป็นการบอกกับตัวเองและแฟนๆไปด้วยในทีว่า ให้เรา “Give Yourself A Try” เพราะมนุษย์เราเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เพราฉะนั้นจงลุกขึ้นมาให้โอกาสตัวเองได้ลองทำอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตตัวเองบ้าง

“TOOTIMETOOTIMETOOTIME” เพลงป็อบหวานหู ที่พูดเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากๆในโลกยุคดิจิทัลออนไลน์อย่างในทุกวันนี้  ด้วยท่วงทำนองของเพลงออกมาในแนวสนุกประโยคที่ตีมึนอย่าง  I swear that I (Swear that I) /I only called her one time / Maybe it was two times?/ I don’t think it was three times /It can’t be more than four times อาจฟังดูเป็นการหยอกๆเอ๊ะๆ จำไม่ได้ว่าโทรหาสาวคนนั้นไปกี่ครั้งแล้วนะ และผมว่าคุณก็พิมพ์ขอความไปหาไอ้หนุ่มนั่นเหมือนกันนะ I think we need to rewind /You text that boy sometimes… แต่ในความเป็นจริงแล้วไอ้ความสัมพันธ์แบบหมาหยอกไก่ที่เรามีให้กับใครต่อใคร ที่มันเกิดขึ้นง่ายดายในโลกทุกวันนี้มันช่างสุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของความสัมพันธ์ได้ง่ายๆเลย

How to Draw / Petrichor”  เพลงนี้แบ่งออกเป็น 2 พาร์ท พาร์ทแรกเป็นเพลงบรรเลงที่หยิบเอาโบนัสแทร็คของอัลบั้มก่อนมาต่อยอด ด้วยเสียงซินธ์และเสียงร้องแบบผ่าน Vocoder ฟังแล้วล่องลอยชวนหลับใหล  ส่วนพาร์ทที่สองออกมาเป็นเพลงอิเล็คทรอนิคแดนซ์เลย เรียกว่ากำลังจะเคลิ้มก็ถูกปลุกขึ้นมาโยกต่อเลย

Love It If We Made It” บทเพลงสะท้อนสังคมในโลกร่วมสมัย ที่เจือไปด้วยกลิ่นของความหวังและมองโลกแง่บวกผ่านท่วงทำนอง upbeat เนื้อเพลงในแต่ละท่อนล้วนแล้วแต่มีนัยยะบางอย่างแฝงไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาผู้อพยพ เช่น การเสียชีวิตของ Alan Kurdi เด็กน้อยวัยสามขวบผู้อพยพชาวซีเรีย และ เหตุการณ์ประท้วงที่ NFL ของ Colin Kaepernick การเสียชีวิตของแร็ปเปอร์หนุ่ม Lil peep และแน่นอนเรื่องการเมืองๆเกี่ยวกับ โดนัล ทรัมป์ !!!

Be My Mistake” เป็นแทร็คที่ผมรู้สึกว้าวที่สุดแทร็คหนึ่งในอัลบั้มเลย ขึ้นมานี่ชวนให้คิดถึงเพลงบางเพลงของ Damien Rice ได้เลย กับท่วงทำนองแบบอะคูสติกบรรเลงด้วยกีตาร์ตัวเดียวพรมด้วยเสียงสังเคราะห์บางๆลอยอยู่ด้านหลัง คลอไปกับเสียงร้องนุ่มๆของแม็ตตี กับบทเพลงที่พูดถึงความรู้สึกผิดที่เรามีต่อตนเอง อันเกิดจากการทำผิดพลาดไปในอดีต หลายครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง) ชีวิตมักเรียกร้องให้เราผิดพลาดเพื่อที่จะเข้าใจในความเป็นไปของมัน กว่าเราจะเข้าใจเราก็ได้ทำผิดไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่แล้วจะเสียใจ เสียดายไปทำไม เพราะชีวิตมันก็เป็นไปแบบนี้นั่นล่ะ

Sincerity Is Scary”  ชอบ MV เพลงนี้และชอบดนตรีที่มีส่วนผสมของความเป็นแจ็ซ เล็กๆ เซ็กซี่บางๆ แต่ดูร่วมสมัยฉ่ำใจ ฟังเพลิน ส่วนเนื้อหานั้นคมคายใช่เล่น เห็นได้ตั้งแต่ชื่อเพลงที่มีการเสียดสี “ความจริงใจ คือ ความน่ากลัว” (คล้ายๆการตั้งชื่อเพลงของวง Getsunova ซึ่งอาจจะตั้งว่า “จริงใจที่ไม่จริงใจ” อะไรประมาณนี้ 55) เพลงนี้พูดถึงความสัมพันธ์ในโลกยุคโพสโมเดิร์นที่สิ่งที่เราเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ความจริงใจที่เห็นอาจเป็นแค่การเสแสร้งแกล้งทำ เราอยู่ในยุคที่ความจริงใจหรือพูดออกไปตรงๆเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันการแสดงออกซึ่งความจริงใจ (ที่เสแสร้งแกล้งทำ) กลับน่ากลัวยิ่งกว่า เสียงทรัมเป็ตอันมีเสน่ห์ในเพลงนี้เป็นฝีมือของ Roy Hargrove นักทรัมเป็ตแจ๊ซมือดี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ เขาเคยฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ในอัลบั้ม Voodoo ของ D’Angelo ที่ได้รับยกย่องว่ามีพาร์ทของ brass section ที่ยอดเยี่ยม

I Like America & America Likes Me”  มันคือเพลงของ คานเย เวสต์แบบใส่ autotune เหมือนเป็นการ tribute โลกของเพลงแร็ป สมดังชื่อเพลงเลย เพราะว่าแนวเพลง Rap, Hip-Hop เหมือนจะกลายเป็นแนวเพลงแห่งชาติของอเมริกาไปแล้ว (ซึ่งกระแสความนิยมในดนตรีแนวนี้ก็เริ่มเฟื่องฟูขึ้นในส่วนต่างๆของโลก ในบ้านเราก็ด้วยเช่นกัน)

The Man Who Married a Robot / Love Theme” เท่โคตร นี่คือความรู้สึกสั้นๆที่มีต่อเพลงนี้ เป็นความคูลขั้นสุด เสียงพูดที่เราได้ยินในเพลงนี้ เป็นเสียงจาก Siri ที่เล่าเรื่องราวกับกำลังร่ายกวีของเคิร์ต วอนเนกัต เกี่ยวกับชายเปลี่ยวเหงาคนหนึ่งที่มีความรักกับอินเทอร์เน็ต ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง HER เลย เพลงนี้เหมือนเป็นตัวสรุปแก่นของอัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนในพาร์ทท้ายของเพลงคือ Love Theme นี่ก็ไพเราะเพราะพริ้งราวกับเพลงประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติคดราม่าดีๆเลย สุดมาก

“Inside Your Mind” มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างโพสต์ร็อคยุค 90 กับเพลงบัลลาดเพราะๆ ให้อารมณ์ล่องลอยมากๆ เป็นอีกแทร็คที่แนะนำเลยครับ ชอบมาก  เนื้อหาของเพลงแม็ตตีได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง Gone Girl หนังที่ทำให้เราขนลุกกับความกลัวว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่อยู่ข้างเราตลอดเวลาเขากำลังคิดอะไรอยู่ The back of your head is at the front of my mind / Soon I’ll crack it open just to see what’s inside your mind เหมือนเป็นการเปรียบเปรย ว่าอยากจะแงะกะโหลกเธอออกมาดูเหลือเกินว่าข้างในใจของเธอนั้นเป็นเช่นไร บรึ๋ยส์

ลอยๆมาหลายเพลงละ กลับมาป็อปกันต่อที่ It’s Not Living (If It’s Not with You)” ซิงเกิ้ลล่าสุดจากอัลบั้มนี้ ที่มาพร้อมท่วงทำนองสนุกสนาน อันเป็นเสมือนเพลงรักของแม็ตตีที่มีต่อเฮโรอีน  !!! ที่เค้าเปรียบเปรยออกมาเป็นเพลงรัก เผยให้เห็นช่วงเวลาอยากยาที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ขาดเธอเหมือนขาดใจจะเรียกมันว่าเป็นชีวิตต่อไปได้อย่างไร It’s Not Living (If It’s Not with You)

Surrounded by Heads and Bodies” ขึ้นเสียงกีตาร์โปร่งมาก็พร้อมจะตกหลุมรักแล้ว เพลงนี้แม็ตตีแต่งขึ้นเพื่ออุทิศให้แด่ Angela หญิงสาวที่ร่วมเข้ารับการบำบัดยาเสพย์ติดในสถานบำบัดเดียวกับแม็ตตี  AngelaShe wears it like a dress / A post-traumatic mess ส่วนชื่อเพลงนั้นได้มาจากประโยคเปิดในนิยายของ David Foster Wallace เรื่อง  Infinite Jest ที่แม็ตตีอ่านตอนเข้ารับการบำบัด ซึ่งเปิดด้วยประโยคที่ว่า “I am seated in an office, surrounded by heads and bodies.”

“Mine” แจ๊ซๆมาอีกแล้ว เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากงานเพลงแจ๊ซยุคคลาสสิคแบบงานของ John Coltrane หรือ Cole Porter  นุ่มนวล และโรแมนติคมากๆ หากได้ฟังเพลงนี้ข้างๆคนที่รักในยามค่ำคืน พราวฝนบางๆ บรรยากาศแห่งรักจะห่มคลุมเราไปจนถึงรุ่งเช้าเลยทีเดียว

I Couldn’t Be More in Love”  มันคือเพลงรักแห่งยุค 80  มีกลิ่นอายความโรแมนติคที่เราได้รับจากเพลงรักของ Eric Clapton หรือ John Mayer แบบนั้นเลย เพลงนี้แม็ตตีร้องได้อารมณ์สุดๆ และที่เด็ดดวงเลยก็คือท่อนโซโล่กีตาร์จากแม็ตตีนั่นล่ะ สุดๆ

I Always Wanna Die (Sometimes)”  ขึ้นมาด้วยเสียงสตรัมกีตาร์โปร่ง บวกด้วยสตริงส์และพาร์ทดนตรีอื่นๆที่เติมเข้ามา ผ่านท่วงทำนองที่คุ้นหูในแบบเพลงบริทป็อปดีๆ มีความเท่ ไพเราะลงตัวอยู่ในเพลงนี้ กับอารมณ์ที่ค่อยๆพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ พาเราลอยสูงขึ้นไปในห้วงอากาศแห่งอารมณ์จนถึงที่สุด ปิดฉากเรื่องราวแห่ง ความสัมพันธ์ ชีวิต ยาเสพย์ติด และ โลกออนไลน์ ผ่านบทเพลงทั้ง 15 จากอัลบั้ม A Brief Inquiry Into Online Relationships” จาก The 1975 อัลบั้มที่พูดได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ “ดีที่สุดแห่งปี”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!