Connect with us

What The Fact

[รีวิว] The 1975 “A Brief Inquiry Into Online Relationships” ความสัมพันธ์ ชีวิต ยาเสพย์ติด และ โลกออนไลน์

นี่คืออัลบั้มที่ถูกยกย่องให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดจากหลายสถาบัน

ผมแทบไม่มีความกังขาใดๆกับการได้รับยกย่องในครั้งนี้ของสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามของวงอินดี้ร็อค The 1975 ที่มีชื่อยาวเหยียด (แต่ยาวน้อยกว่าอัลบั้มก่อน) ว่า A Brief Inquiry Into Online Relationships”  เพราะเมื่อแรกฟังตั้งแต่วันแรกที่อัลบั้มออกเผยแพร่ ผมก็พบว่านี่คือผลงานที่ดีที่สุดของ The 1975 ณ ขณะนี้ และเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดอัลบั้มหนึ่งแห่งปี

ปกอัลบั้ม “A Brief Inquiry Into Online Relationships” 

ถ้านับจากวันที่ออกอัลบั้มแรกในปี 2013 ถือได้ว่า The 1975 เพิ่งก้าวเดินมาได้ 5 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าอายุยังน้อยหากเทียบกับอีกหลายๆวงในวงการ แต่ทว่าชื่อเสียงของพวกเขากลับพุ่งขึ้นๆอย่างเห็นได้ชัด กระแสความนิยมและคำชื่นชมต่างหลั่งใหลมา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะ The 1975 รู้ดีว่าเขาทำงานเพลงเพื่ออะไร  พวกเขายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ แม้กระทั่งในเวลานี้อัลบั้มที่ 4 Notes on a Conditional Form” ก็จ่อคิวรอออกวางแผงแล้วในต้นปีหน้า เรียกได้ว่าพลังแห่งการสร้างสรรค์ยังมีอยู่อย่างล้นเหลือ

อัลบั้ม A Brief Inquiry Into Online Relationships”   แท้จริงแล้วคือการสะท้อนตัวตน มุมมองความคิด และแง่มุมจากชีวิตของฟรอนท์แมนของวงแมททิว หรือ แม็ตตี ฮีลี ที่หยิบจับเอาความรู้สึกสับสน การพยายามหาสมดุลชีวิต และก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้าย ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ ชีวิต และยาเสพย์ติด แต่แล้วริ้วรอยของความทุกข์และความสับสนเหล่านั้นก็ถูกกลั่นออกมาเป็นงานศิลปะที่มีความหมายผ่านโลกแห่งสรรพเสียง สุดท้ายแล้วแม้จุดเริ่มต้นมันคือการสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแต่ปลายทางมันกลับฉายให้เห็นภาพของสังคมปัจจุบันได้อย่างคมคาย

งานเพลงของ The 1975 หากจะให้แปะป้ายว่าเป็นแนวอะไร ก็คงตอบกลางๆว่าเป็นอินดี้ร็อค แต่ทว่าหากเราลองฟังงานเพลงทั้ง 15 เพลงในอัลบั้มนี้ เราจะพบว่ามันมีส่วนผสมของแนวดนตรีที่หลากหลายผสมลงไปในแต่ละเพลง ด้วยความลุ่มลึก หลากหลาย และเนื้อหาที่คมคายทำให้อัลบั้มนี้มีเสน่ห์และหลุดออกจากการเป็นอัลบั้มเพลงป็อปธรรมดาๆที่พูดเรื่องรัก เลิก ลาทั่วไป

มาเริ่มที่เพลงแรกของอัลบั้ม  “The 1975” 

เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่จะต้องโหมโรงอัลบั้มด้วยเพลงที่เป็นชื่อของวงเพลงนี้ ซึ่งในแต่ละอัลบั้มจะใช้เนื้อเพลงชุดเดียวกันแต่เรียบเรียงดนตรีต่างกัน ซึ่งอัลบั้มนี้มาในแบบมินิมัลด้วยเสียงร้องของแม็ตตี้ กับเสียงบรรเลงของเปียโนเท่านั้น

ต่อด้วย “Give Yourself A Try”  ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม ที่เปิดมาด้วยท่วงทำนองสนุกสนานและเสียงกีตาร์แหลมบาดจิต เหมือนเป็นการบอกกับตัวเองและแฟนๆไปด้วยในทีว่า ให้เรา “Give Yourself A Try” เพราะมนุษย์เราเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เพราฉะนั้นจงลุกขึ้นมาให้โอกาสตัวเองได้ลองทำอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตตัวเองบ้าง

“TOOTIMETOOTIMETOOTIME” เพลงป็อบหวานหู ที่พูดเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากๆในโลกยุคดิจิทัลออนไลน์อย่างในทุกวันนี้  ด้วยท่วงทำนองของเพลงออกมาในแนวสนุกประโยคที่ตีมึนอย่าง  I swear that I (Swear that I) /I only called her one time / Maybe it was two times?/ I don’t think it was three times /It can’t be more than four times อาจฟังดูเป็นการหยอกๆเอ๊ะๆ จำไม่ได้ว่าโทรหาสาวคนนั้นไปกี่ครั้งแล้วนะ และผมว่าคุณก็พิมพ์ขอความไปหาไอ้หนุ่มนั่นเหมือนกันนะ I think we need to rewind /You text that boy sometimes… แต่ในความเป็นจริงแล้วไอ้ความสัมพันธ์แบบหมาหยอกไก่ที่เรามีให้กับใครต่อใคร ที่มันเกิดขึ้นง่ายดายในโลกทุกวันนี้มันช่างสุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของความสัมพันธ์ได้ง่ายๆเลย

How to Draw / Petrichor”  เพลงนี้แบ่งออกเป็น 2 พาร์ท พาร์ทแรกเป็นเพลงบรรเลงที่หยิบเอาโบนัสแทร็คของอัลบั้มก่อนมาต่อยอด ด้วยเสียงซินธ์และเสียงร้องแบบผ่าน Vocoder ฟังแล้วล่องลอยชวนหลับใหล  ส่วนพาร์ทที่สองออกมาเป็นเพลงอิเล็คทรอนิคแดนซ์เลย เรียกว่ากำลังจะเคลิ้มก็ถูกปลุกขึ้นมาโยกต่อเลย

Love It If We Made It” บทเพลงสะท้อนสังคมในโลกร่วมสมัย ที่เจือไปด้วยกลิ่นของความหวังและมองโลกแง่บวกผ่านท่วงทำนอง upbeat เนื้อเพลงในแต่ละท่อนล้วนแล้วแต่มีนัยยะบางอย่างแฝงไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาผู้อพยพ เช่น การเสียชีวิตของ Alan Kurdi เด็กน้อยวัยสามขวบผู้อพยพชาวซีเรีย และ เหตุการณ์ประท้วงที่ NFL ของ Colin Kaepernick การเสียชีวิตของแร็ปเปอร์หนุ่ม Lil peep และแน่นอนเรื่องการเมืองๆเกี่ยวกับ โดนัล ทรัมป์ !!!

Be My Mistake” เป็นแทร็คที่ผมรู้สึกว้าวที่สุดแทร็คหนึ่งในอัลบั้มเลย ขึ้นมานี่ชวนให้คิดถึงเพลงบางเพลงของ Damien Rice ได้เลย กับท่วงทำนองแบบอะคูสติกบรรเลงด้วยกีตาร์ตัวเดียวพรมด้วยเสียงสังเคราะห์บางๆลอยอยู่ด้านหลัง คลอไปกับเสียงร้องนุ่มๆของแม็ตตี กับบทเพลงที่พูดถึงความรู้สึกผิดที่เรามีต่อตนเอง อันเกิดจากการทำผิดพลาดไปในอดีต หลายครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง) ชีวิตมักเรียกร้องให้เราผิดพลาดเพื่อที่จะเข้าใจในความเป็นไปของมัน กว่าเราจะเข้าใจเราก็ได้ทำผิดไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่แล้วจะเสียใจ เสียดายไปทำไม เพราะชีวิตมันก็เป็นไปแบบนี้นั่นล่ะ

Sincerity Is Scary”  ชอบ MV เพลงนี้และชอบดนตรีที่มีส่วนผสมของความเป็นแจ็ซ เล็กๆ เซ็กซี่บางๆ แต่ดูร่วมสมัยฉ่ำใจ ฟังเพลิน ส่วนเนื้อหานั้นคมคายใช่เล่น เห็นได้ตั้งแต่ชื่อเพลงที่มีการเสียดสี “ความจริงใจ คือ ความน่ากลัว” (คล้ายๆการตั้งชื่อเพลงของวง Getsunova ซึ่งอาจจะตั้งว่า “จริงใจที่ไม่จริงใจ” อะไรประมาณนี้ 55) เพลงนี้พูดถึงความสัมพันธ์ในโลกยุคโพสโมเดิร์นที่สิ่งที่เราเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ความจริงใจที่เห็นอาจเป็นแค่การเสแสร้งแกล้งทำ เราอยู่ในยุคที่ความจริงใจหรือพูดออกไปตรงๆเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันการแสดงออกซึ่งความจริงใจ (ที่เสแสร้งแกล้งทำ) กลับน่ากลัวยิ่งกว่า เสียงทรัมเป็ตอันมีเสน่ห์ในเพลงนี้เป็นฝีมือของ Roy Hargrove นักทรัมเป็ตแจ๊ซมือดี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ เขาเคยฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ในอัลบั้ม Voodoo ของ D’Angelo ที่ได้รับยกย่องว่ามีพาร์ทของ brass section ที่ยอดเยี่ยม

I Like America & America Likes Me”  มันคือเพลงของ คานเย เวสต์แบบใส่ autotune เหมือนเป็นการ tribute โลกของเพลงแร็ป สมดังชื่อเพลงเลย เพราะว่าแนวเพลง Rap, Hip-Hop เหมือนจะกลายเป็นแนวเพลงแห่งชาติของอเมริกาไปแล้ว (ซึ่งกระแสความนิยมในดนตรีแนวนี้ก็เริ่มเฟื่องฟูขึ้นในส่วนต่างๆของโลก ในบ้านเราก็ด้วยเช่นกัน)

The Man Who Married a Robot / Love Theme” เท่โคตร นี่คือความรู้สึกสั้นๆที่มีต่อเพลงนี้ เป็นความคูลขั้นสุด เสียงพูดที่เราได้ยินในเพลงนี้ เป็นเสียงจาก Siri ที่เล่าเรื่องราวกับกำลังร่ายกวีของเคิร์ต วอนเนกัต เกี่ยวกับชายเปลี่ยวเหงาคนหนึ่งที่มีความรักกับอินเทอร์เน็ต ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง HER เลย เพลงนี้เหมือนเป็นตัวสรุปแก่นของอัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนในพาร์ทท้ายของเพลงคือ Love Theme นี่ก็ไพเราะเพราะพริ้งราวกับเพลงประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติคดราม่าดีๆเลย สุดมาก

“Inside Your Mind” มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างโพสต์ร็อคยุค 90 กับเพลงบัลลาดเพราะๆ ให้อารมณ์ล่องลอยมากๆ เป็นอีกแทร็คที่แนะนำเลยครับ ชอบมาก  เนื้อหาของเพลงแม็ตตีได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง Gone Girl หนังที่ทำให้เราขนลุกกับความกลัวว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่อยู่ข้างเราตลอดเวลาเขากำลังคิดอะไรอยู่ The back of your head is at the front of my mind / Soon I’ll crack it open just to see what’s inside your mind เหมือนเป็นการเปรียบเปรย ว่าอยากจะแงะกะโหลกเธอออกมาดูเหลือเกินว่าข้างในใจของเธอนั้นเป็นเช่นไร บรึ๋ยส์

ลอยๆมาหลายเพลงละ กลับมาป็อปกันต่อที่ It’s Not Living (If It’s Not with You)” ซิงเกิ้ลล่าสุดจากอัลบั้มนี้ ที่มาพร้อมท่วงทำนองสนุกสนาน อันเป็นเสมือนเพลงรักของแม็ตตีที่มีต่อเฮโรอีน  !!! ที่เค้าเปรียบเปรยออกมาเป็นเพลงรัก เผยให้เห็นช่วงเวลาอยากยาที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ขาดเธอเหมือนขาดใจจะเรียกมันว่าเป็นชีวิตต่อไปได้อย่างไร It’s Not Living (If It’s Not with You)

Surrounded by Heads and Bodies” ขึ้นเสียงกีตาร์โปร่งมาก็พร้อมจะตกหลุมรักแล้ว เพลงนี้แม็ตตีแต่งขึ้นเพื่ออุทิศให้แด่ Angela หญิงสาวที่ร่วมเข้ารับการบำบัดยาเสพย์ติดในสถานบำบัดเดียวกับแม็ตตี  AngelaShe wears it like a dress / A post-traumatic mess ส่วนชื่อเพลงนั้นได้มาจากประโยคเปิดในนิยายของ David Foster Wallace เรื่อง  Infinite Jest ที่แม็ตตีอ่านตอนเข้ารับการบำบัด ซึ่งเปิดด้วยประโยคที่ว่า “I am seated in an office, surrounded by heads and bodies.”

“Mine” แจ๊ซๆมาอีกแล้ว เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากงานเพลงแจ๊ซยุคคลาสสิคแบบงานของ John Coltrane หรือ Cole Porter  นุ่มนวล และโรแมนติคมากๆ หากได้ฟังเพลงนี้ข้างๆคนที่รักในยามค่ำคืน พราวฝนบางๆ บรรยากาศแห่งรักจะห่มคลุมเราไปจนถึงรุ่งเช้าเลยทีเดียว

I Couldn’t Be More in Love”  มันคือเพลงรักแห่งยุค 80  มีกลิ่นอายความโรแมนติคที่เราได้รับจากเพลงรักของ Eric Clapton หรือ John Mayer แบบนั้นเลย เพลงนี้แม็ตตีร้องได้อารมณ์สุดๆ และที่เด็ดดวงเลยก็คือท่อนโซโล่กีตาร์จากแม็ตตีนั่นล่ะ สุดๆ

I Always Wanna Die (Sometimes)”  ขึ้นมาด้วยเสียงสตรัมกีตาร์โปร่ง บวกด้วยสตริงส์และพาร์ทดนตรีอื่นๆที่เติมเข้ามา ผ่านท่วงทำนองที่คุ้นหูในแบบเพลงบริทป็อปดีๆ มีความเท่ ไพเราะลงตัวอยู่ในเพลงนี้ กับอารมณ์ที่ค่อยๆพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ พาเราลอยสูงขึ้นไปในห้วงอากาศแห่งอารมณ์จนถึงที่สุด ปิดฉากเรื่องราวแห่ง ความสัมพันธ์ ชีวิต ยาเสพย์ติด และ โลกออนไลน์ ผ่านบทเพลงทั้ง 15 จากอัลบั้ม A Brief Inquiry Into Online Relationships” จาก The 1975 อัลบั้มที่พูดได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ “ดีที่สุดแห่งปี”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!