Connect with us

What The Fact

ส่งความสุขรับปีใหม่ รวมช็อตเด็ดโดนใจจากรายการ Victory BNK48

ภาพจาก ภารกิจ รักใครให้บอกเลย | VICTORY BNK48 | EP.10 | 4 ก.ย. 61

เมื่อมองย้อนกลับไป ปี 2561 ก็นับว่าเป็นปีที่ดีสำหรับ BNK48 จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ BNK48 กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศจากเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงไปไกลถึงญี่ปุ่นและทั่วโลก ทั้งการที่มีเม็มเบอร์ถึง 2 คนติดอันดับในการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึของ AKB48 และการที่ BNK48 ได้ขึ้นแสดงร่วมกับ AKB48 ในงานประชันร้องเพลงขาวแดง งานแสดงดนตรีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่จัดในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีและถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NHK

และสำหรับแฟน ๆ BNK48 ปีนี้เห็นจะไม่มีอะไรบันเทิงไปกว่า Victory BNK48 รายการวาไรตี้สุดจัดปลัดบอกที่เวิร์คพอยท์จัดสรรให้อย่างจุใจตลอดครึ่งปีหลังของปี 2561 ทั้งสิ้น 26 ตอน โดยออกอากาศตอนสุดท้ายของปีนี้ไปเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา

อย่ากระนั้นเลย เพื่อเป็นการส่งท้ายปี 2561 ที่สุดแสนสดใสและต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่กำลังจะมาถึง แบไต๋ขอรวบรวมไฮไลต์ที่เป็นที่สุดในหลาย ๆ ด้านจากรายการ Victory BNK48 มาให้ทุกท่านได้รับชมกัน สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามรายการอยู่แล้วก็ขอเชิญชมเพื่อเก็บเป็นความประทับใจ ส่วนแฟน ๆ ที่ติดตามบ้างไม่ติดตามบ้างหรือไม่เคยติดตามเลยก็ขอให้รับชมเป็นความบันเทิงรวบตึงก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกันนะครับ

กรรมติดจรวดที่สุด: กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็กิน!

ในรายการตอนที่ 19 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน อาจารย์ยิ่งศักดิ์ กูรูด้านอาหารแถวหน้าของเมืองไทย ได้มาร่วมสนุกและถ่ายทอดวิชาการทำอาหารให้กับบรรดาเม็มเบอร์ BNK48 โดยในภารกิจ “แม่ครัวหัวสลับ” เม็มเบอร์ต้องออกมาทำอาหาร โดยมีเมนูอย่างไส้กรอก ขนมทองเอก หรือแม้กระทั่งลูกชุบ และเนื่องจากมีเม็มเบอร์ที่มาร่วมทำอาหารอย่างปูเป้ ที่การเข้าครัวของเธอเป็นได้แค่การเข้าไปหยิบซอสมะเขือเทศ งานนี้จึงการันตีความวินาศสันตะโรได้เป็นอย่างดี

และไฮไลต์นี้ก็ได้เกิดระหว่างที่ไข่มุก เม็มเบอร์ที่ถนัดการทำอาหารและยังมีรายการทำอาหารของตัวเองอย่างรายการครัวคุณไข่ บัญชาการทำอาหารของเนยและเจน เพื่อนร่วมทีม ได้ปล่อยมุกออกมาว่า “ไม่เป็นไร เราไม่ได้กิน เจน เราไม่ได้กิน” แน่นอนว่าแฟน ๆ ที่คุ้นเคยกับมุกทะลุกลางปล้องของคุณไข่ก็คงขำในความจังหวะนรกของคุณไข่ แต่อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ที่เป็นเชฟยอดฝีมือ ได้ยินดั่งนั้นย่อมขำไม่ออก ปรี๊ดแตกกันตรงนั้นเลย สุดท้ายทีมสีฟ้าของคุณไข่ก็ได้รับบทลงโทษอย่างสาสมด้วยการโดนสั่งให้กินอาหารที่พวกเธอเองทำ เป็นบทเรียนเรื่องกฎแห่งกรรมทันตาเห็นโดยไม่ต้องเข้าวัดหรือชั้นเรียนวิชาพุทธศาสนาเลยจ้า

หวีดที่สุด: ขมิ้น หยุดซอยขาเดี๋ยวนี้!

ผีมีจริงหรือไม่ อันนี้เราไม่อาจทราบได้ แต่ความหวีดของเม็มเบอร์ BNK48 นั้นมีอยู่จริง โดยในรายการตอนที่ 9 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เม็มเบอร์ 4 คนต้องปฏิบัติภารกิจ “หน้าใสในที่มืด” ภายใต้การกำกับของป๋อง กพล ผู้ดำเนินรายการผีและเรื่องลี้ลับ โดยเม็มเบอร์ต้องเข้าไป “ล่าท้าผี” ในสตูดิโอของเวิร์คพอยท์ (ครับ สตูดิโอที่เขาถ่ายรายการของเวิร์คพอยท์ เวิร์คพอยท์ตรงปทุมธานีที่ข้างหน้ามีเซเว่นนั่นแหละครับ) ในภารกิจนี้เราจะได้เห็นเม็มเบอร์แสดงอารมณ์หวีดในที่มืดกันอย่างเต็มเหนี่ยว

แต่ในบรรดาเม็มเบอร์ทั้ง 4 คน เห็นจะไม่มีใครหวีดหนักเท่ากับขมิ้น เม็มเบอร์ BNK48 รุ่นที่ 2 ที่หวีดได้ฮาที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินชนกำแพง การพูดไม่รู้เรื่อง และที่เป็นไฮไลต์ก็คือการซอยขาอันลือลั่นของเธอที่ปัจจุบันกลายเป็นมุกประจำตัวเธอไปแล้ว

และถ้าท่านสนุกสนานกับการหวีดของขมิ้นแล้วล่ะก็ ก็ขอเชิญตามไปชมการหวีดในภารกิจ “เก้าอี้เสี่ยงทาย” ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนกันต่อ ถึงจะแม้จะอยู่ในสตูดิโอสว่างจ้า แต่เพียงเมื่อเธอปิดตา ความหวีดก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

หักเหลี่ยมเฉือนคมที่สุด: กล้าอ๊ะเปล่า!

ในรายการตอนที่ 17 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เม็มเบอร์ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คนต้องออกมาปฏิบัติภารกิจ “กล้าอ๊ะเปล่า” แต่ละคนต้องสุ่มหยิบไข่คนละ 1 ฟอง ซึ่งอาจจะเป็นไข่ดิบหรือไข่สุก และต้องตอกไข่ใส่หน้าตัวเองในตอนสุดท้าย (ถ้าเป็นไข่สุกก็ดีไป ถ้าเป็นไข่ดิบก็เละตุ้มเป๊ะจ้า) แต่ก่อนที่จะตอกไข่ใส่หน้าตัวเอง เม็มเบอร์แต่ละคนจะสามารถพูดจาหว่านล้อมหรือหลอกล่อเม็มเบอร์คนอื่นได้และสามารถแลกไข่กับเม็มเบอร์คนอื่นได้ 1 ครั้ง เกมนี้จึงเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมของไอดอลที่มีความเละตุ้มเป๊ะเป็นเดิมพันและความฮาเป็นของขวัญแก่ผู้ชม

เพื่อไม่เป็นการสปอยล์ ขอเชิญทุกท่านเข้าไปชมกันได้เลยครับ ^_^

จั๊กจี้หัวใจที่สุด: เฌอปราง-เจมส์ ปูเป้-เค้ก เจน-มินมิน-อิซึรินะ และรตา-น้ำหนึ่ง

ถึงแม้ Victory BNK48 จะมีจุดขายหลักเป็นความน่ารักสดใสและความเฮฮาของเม็มเบอร์ BNK48 แต่รายการก็มีหนุ่ม ๆ มาให้สาว ๆ ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจเหมือนกัน โดยในรายการตอนที่ 18 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เจมส์ ธีรดนย์ นักแสดงระดับพระเอกสุดหล่อจากค่าย GDH คู่ขวัญของเฌอปรางจากภาพยนตร์เรื่อง Homestay อันลือลั่น ได้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษและมอบภารกิจให้กับเม็มเบอร์ โดยให้เม็มเบอร์ทำการแสดงร่วมด้วย หนุ่มหล่อกับสาวสวยมาเจอกัน ความเขินและความน่ารักระเบิดกระจุยกระจายเลยจ้า

และนอกจากจะมีเจมส์ ธีรดนย์มารับบทพระเอกให้แล้ว เม็มเบอร์ BNK48 เองก็ได้มารับบทพระเอกเช่นกัน โดยในรายการตอนที่ 10 เมื่อวันที่ 4 กันยายน เม็มเบอร์ต้องมาปฏิบัติภารกิจ “รักใคร ให้บอกเลย” ทำการแสดงบทพระนางสารภาพรักกัน ความพิเศษคือเม็มเบอร์ 3 คน ได้แก่เค้ก รินะและน้ำหนึ่ง มารับบทหนุ่มหล่อให้ทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ได้กรี๊ดกันด้วย

ไพเราะจับใจที่สุด: “Nandemonaiya” และ “ทวงรักฝากลม”

ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน The Toys ศิลปินอัจฉริยะยอดฝีมือที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ ได้มาถ่ายทอดทักษะดนตรีให้เม็มเบอร์ BNK48 และเม็มเบอร์ก็ได้มาประกวดร้องเพลงกัน เสียงที่สุดแสนไพเราะที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกท่านฟังก็คือเสียงของมิโอริในเพลง Nandemonaiya และเสียงของฟีฟ่าในเพลงทวงรักฝากลม

เพลง Nandemonaiya เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชันญี่ปุ่นเรื่อง Your Name อันเป็นปรากฏการณ์ เข้าฉายเมื่อปี 2559 เป็นภาพยนตร์ที่มียอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 4 ของญี่ปุ่น ภาพยนตร์อนิเมะที่ยอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามและประสบความสำเร็จอย่างสูง

ส่วนเพลงทวงรักฝากลมนั้น เป็นเพลงของใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ ผลงานการประพันธ์ของโน้ต เชิญยิ้ม ศิลปินตลกแถวหน้าของเมืองไทย บทเพลงนี้ได้รับรางวัลเพชรในเพลง 2558 จากกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นรางวัลชนะเลิศประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ซึ่งเมื่อโน้ต เชิญยิ้มได้ฟังเสียงของฟีฟ่าแล้วก็ชื่นชมฟีฟ่าอย่างมาก ถึงกับแต่งเพลงให้เลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับไฮไลต์จากรายการ Victory BNK48 ที่เราแนะนำให้ทุกท่านชมกันในปีนี้ หวังว่า BNK48 ได้เป็นความสุขให้ทุกท่านตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับปีหน้า Victory BNK48 จะมีซีซั่นใหม่หรือไม่ หรือ BNK48 จะมามอบความสุขสนุกสดใสให้ทุกท่านทางใดอีก ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

สวัสดีปีใหม่ 2562 ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!