Connect with us

What The Fact

[รีวิว]The Soul-Mate:ปั้นหม้อรอรักเวอร์ชั่นเกาหลี

แทจินนายตำรวจหนุ่มไฟแรง เขารับหน้าที่ดูแลเมืองเล็ก ๆ ริมทะเล ที่วัน ๆ มีแค่คดีหมาแมวหาย แต่แล้ววันหนึ่งแทจินก็บังเอิญพบเบาะแสขบวนการค้ามมุษย์ลักลอบนำหญิงสาวเข้ามาบังคับให้ขายบริการในคลับใหญ่ประจำเมืองซึ่งเป็นของเจ้าพ่อใหญ่ แทจินตามสืบจนได้หลักฐานสำคัญ เป็นเหตุให้แทจินต้องคำสั่งเก็บ แต่ด้วยวิญญาณที่ยังมีห่วงทั้งคดีที่ยังไม่ได้สะสาง และห่วงฮยอนจีคนรักที่เพิ่งตั้งท้องกับเขาและกำลังจะแต่งงานกัน ทำให้วิญญาณยังคงวนเวียน และสามารถสื่อสารกับจางซู โค้ช ยูโดร่างใหญ่แต่กลัวผีได้ วิญญาณแทจินจึงต้องขอร้องให้จางซู ช่วยสานต่อคดี เอาคนผิดมารับโทษและเพื่อความปลอดภัยของฮยอนจี ที่ครอบครองหลักฐานสำคัญไว้และกำลังจะเป็นเป้าหมายต่อไป

the soul-mate : คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง

6.6

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

6.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

6.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

8.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด นักแสดงนำเล่นได้ดี
  • คู่แทจิน-ฮยอนจี น่ารัก คู่พ่อลูกก็น่ารัก
  • หยิบรายละเอียดตลอดเรื่อง มาใช้ประโยชน์ช่วงท้ายได้ดี

จุดสังเกต

  • อารมณ์หนังผิดจากหน้าหนังมาก
  • เงื่อนงำของหนังตื้น เดาได้หมด
  • มุกคนกับผีเล่นซ้ำหลายเรื่อง แล้วthe soul-mate ก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่

สนับสนุนเนื้อหาโดย

แทจินนายตำรวจหนุ่มไฟแรง เขารับหน้าที่ดูแลเมืองเล็ก ๆ ริมทะเล ที่วัน ๆ มีแค่คดีหมาแมวหาย แต่แล้ววันหนึ่งแทจินก็บังเอิญพบเบาะแสขบวนการค้ามมุษย์ลักลอบนำหญิงสาวเข้ามาบังคับให้ขายบริการในคลับใหญ่ประจำเมืองซึ่งเป็นของเจ้าพ่อใหญ่ แทจินตามสืบจนได้หลักฐานสำคัญ เป็นเหตุให้แทจินต้องคำสั่งเก็บ แต่ด้วยวิญญาณที่ยังมีห่วงทั้งคดีที่ยังไม่ได้สะสาง และห่วงฮยอนจีคนรักที่เพิ่งตั้งท้องกับเขาและกำลังจะแต่งงานกัน ทำให้วิญญาณยังคงวนเวียน และสามารถสื่อสารกับจางซู โค้ช ยูโดร่างใหญ่แต่กลัวผีได้ วิญญาณแทจินจึงต้องขอร้องให้จางซู ช่วยสานต่อคดี เอาคนผิดมารับโทษและเพื่อความปลอดภัยของฮยอนจี ที่ครอบครองหลักฐานสำคัญไว้และกำลังจะเป็นเป้าหมายต่อไป

ถ้าพิจารณาจากโปสเตอร์ ตัวอย่างหนังและชื่อไทย “คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง” ต้องเข้าใจว่านี่คือหนังตลก แต่เมื่อได้ดูหนังจริง กลับเป็นหนังที่มีมุกตลกน้อยมาก ในเรื่องได้เสียงหัวเราะแค่ไม่กี่ครั้ง จากมุกจำเป็นที่เล่นได้ทุกรอบกับหนังที่ว่าด้วยคนกับผี เมื่อตัวเอกของเรื่องมองเห็นผีเพียงคนเดียว แล้วคนอื่นก็มองว่าเป็นคนบ้า แต่เนื้อหาของหนังที่ปูมาด้วยโจทย์หนัก ๆ ที่ทั้ง 2 ตัวละครนำต่างแบกรับกันไว้ แทจิน ต้องตายไปในขณะที่ยังมีห่วงมากมาย ทั้งคดีที่ยังคั่งค้างและแฟนที่ตั้งท้องเพียงลำพัง ไม่มีเขาอยู่ดูแลและตกอยู่ในอันตราย ส่วนจองซู ก็เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกสาวยังเล็กป่วยเป็นโรคหัวใจ เฝ้ารอคอยวันที่จะมีผู้ใจบุญมาบริจาคหัวใจ ซึ่งโจทย์ทั้งหมดนี้ก็ปูมาตลอดทางจนไปพีคในช่วงท้าย แล้วก็ยังขยี้ซ้ำตามสไตล์หนังเกาหลี ซึ่งก็นับว่าเป็นดราม่าที่ได้ผล หลายคนที่ตั้งใจจะไปหัวเราะ คงจะได้เสียน้ำตาแทนเสียงหัวเราะกันไป

ส่วนเนื้อหาที่เดินควบคู่กันไป คือคดีของแก๊งค้ามนุษย์ ซึ่งบทหนังก็พยายามใส่ลูกเล่นด้วยการใส่เซอร์ไพรส์กับการเผยตัวหัวหน้าใหญ่ของแก๊ง และพยายามพลิกสถานการณ์ไปมาระหว่างทางอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นมุกเดิม ๆ และคาดเดาได้ทั้งสิ้น ทำให้เส้นเรื่องในส่วนของคดีไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร กลับกลายเป็นว่าส่วนที่น่าประทับใจสุดก็คือด้านดราม่าของหนังที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน จะด้วยเหตุที่หนังปูเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คู่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง คนดูได้เห็นความน่ารักของคู่รักแทจินและฮยุนจี กับคู่พ่อลูกจางซูและโดคยุง

ส่วนหนึ่งก็ต้องชืนชมความสามารถของนักแสดง ที่เด่นมากก็คือ มาดงซอก พระเอกร่างใหญ่ที่เริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังฮิต Train to Busan พอมาถึงเรื่องนี้ก็เลยได้เลื่อนชั้นจากดาราสมทบมาเป็นดารานำ ด้วยความที่เป็นคนร่างใหญ่พอมาทำหน้าที่พ่อที่ต้องดูแลลูกสาวก็เลยเป็นภาพที่น่ารัก เวลาเห็นพ่อหวีผมให้ลูก พาลูกไปจ่ายตลาด ต่อปากต่อคำกัน หนังวางคาแรกเตอร์ของจางซูมาได้น่าสนใจ กับภาพลักษณ์ของชายใจแคบที่แม้จะตัวใหญ่แต่ก็ไม่เคยจะช่วยเหลือคนรอบข้าง ด้วยหลักการของเขาที่ว่าจะ”ไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น”

อีกจุดที่ชอบคือความละเอียดของบทภาพยนตร์ที่เก็บรายละเอียดเบี้ยบ้ายรายทางมาใช้ประโยชน์ตอนท้ายได้หลาย ๆ ครั้ง ซึ่งแต่ละจุดก็ไม่ได้ขับเน้นอย่างที่เคยผ่านตาจากหนังหลายเรื่อง ให้รู้สึกได้ว่าเดี๋ยวไอ้จุดเนี้ยจะต้องหยิบมาอ้างถึงอีกครั้งอย่างแน่นอน แต่สำหรับ The Soul-Mate กลับเล่าทุกอย่างแบบผ่าน ๆ ไป อย่างเช่นการเล่าว่าจางซูเป็นคนตัวใหญ่แต่ใจแคบ ไม่เคยช่วยเหลือผู้คนเดือดร้อนรอบข้าง ก็ทำให้คิดได้ว่านี่คือบุคลิกของจางซูที่กำหนดมาเพื่อขยายเป็นมุกของหนัง แต่หนังก็มาเฉลยเหตุที่จางซูเป็นอย่างนี้ในช่วงท้าย และเป็นเหตุผลที่น่าสะเทือนใจ

ส่วนลียูยัง ผู้มารับบทฮยอนจี แม่ค้าขายปลาที่เป็นคนรักของแทจิน เธอเป็นดาราที่ไม่ได้มาภาพลักษณ์นางฟ้าจิ้มลิ้มตามสไตล์เกิร์ลกรุ๊ปที่เราคุ้นเคยกัน แต่หลาย ๆ ครั้งก็มีมุมน่ารักให้เราเห็น และเล่นให้เราเชื่อได้ว่านี่คือแม่ค้าขายปลาจริง ๆ ไม่แต่งสวยไม่แต่งหน้า บทฮยอนจีเป็นบทที่หนักและน่าสงสารมาก ต้องเสียคนรักและแบกลูกในท้อง มีรอยยิ้มให้เห็นแค่ต้นเรื่องจากนั้นก็ร้องไห้ทั้งเรื่อง แล้วเป็นคนที่ร้องไห้ได้น่าสงสารมาก แล้วบทของเธอนี่แหละที่พาโทนหนังไปดราม่าได้อย่างหนักหน่วงแล้วพาให้คนดูร้องไห้ตามได้ง่าย ๆ

แม้ว่าหนังจะไม่ได้ไปทางคอมมีดี้ได้อย่างที่คาด แต่ถ้าตั้งใจว่าไปดูหนังรักประทับใจ ที่มีมุกพอให้ยิ้ม ๆ ได้สักเรื่อง The Soul-Mate ก็เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์นี้ได้ดี หนังลงเอยทุกอย่างได้อย่างสวยงาม แถมบทสรุปที่น่ารักเมื่อจางซูฝากข้อคิดมากับเรา เมื่อเขาค้นพบความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง ก็ทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

the soul-mate : คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง

6.6

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

6.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

6.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

8.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด นักแสดงนำเล่นได้ดี
  • คู่แทจิน-ฮยอนจี น่ารัก คู่พ่อลูกก็น่ารัก
  • หยิบรายละเอียดตลอดเรื่อง มาใช้ประโยชน์ช่วงท้ายได้ดี

จุดสังเกต

  • อารมณ์หนังผิดจากหน้าหนังมาก
  • เงื่อนงำของหนังตื้น เดาได้หมด
  • มุกคนกับผีเล่นซ้ำหลายเรื่อง แล้วthe soul-mate ก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

the soul-mate : คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง

6.6

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

6.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

6.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

8.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด นักแสดงนำเล่นได้ดี
  • คู่แทจิน-ฮยอนจี น่ารัก คู่พ่อลูกก็น่ารัก
  • หยิบรายละเอียดตลอดเรื่อง มาใช้ประโยชน์ช่วงท้ายได้ดี

จุดสังเกต

  • อารมณ์หนังผิดจากหน้าหนังมาก
  • เงื่อนงำของหนังตื้น เดาได้หมด
  • มุกคนกับผีเล่นซ้ำหลายเรื่อง แล้วthe soul-mate ก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

the soul-mate : คนกับผี คู่แสบแบบว่าป่วง

6.6

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

6.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

6.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

8.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.0/10

จุดเด่น

  • ดราม่าเกินคาด นักแสดงนำเล่นได้ดี
  • คู่แทจิน-ฮยอนจี น่ารัก คู่พ่อลูกก็น่ารัก
  • หยิบรายละเอียดตลอดเรื่อง มาใช้ประโยชน์ช่วงท้ายได้ดี

จุดสังเกต

  • อารมณ์หนังผิดจากหน้าหนังมาก
  • เงื่อนงำของหนังตื้น เดาได้หมด
  • มุกคนกับผีเล่นซ้ำหลายเรื่อง แล้วthe soul-mate ก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!