Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Us: “เรา” และ “ยูไนเต็ดสเตทฯ” หลอกกันยันตัวอย่าง

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

Us จะเป็นเรื่องราวของ อเดลเล็ด (ลูปิตา ยองโง) และ เก๊บ (วินสตัน ดุ๊ก) โดยพวกเขาทั้งคู่ได้พาลูก ๆ ทั้งสองกลับมายังชายหาดบ้านเกิดในวัยเด็กของอเดลเล็ด ในวันหยุดพักร้อน ณ ตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากในตอนกลางวันที่พวกเขาได้สนุกกันบนชายหาดร่วมกับครอบครัวตระกูลไทเลอร์ (นำแสดงโดย เอลิซาเบธ มอส และ ทิม ไฮเดกเกอร์) อเดลเล็ดก็เริ่มรู้สึกหลอนกับความทรงจำวัยเด็ก และมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความหวาดระแวงว่าจะมีบางอย่างร้าย ๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ เมื่อตะวันตกดิน ฟ้ามืดลงในตอนค่ำ วิลสันก็ได้เห็นคน 4 คนยืนจับมือกันอยู่อย่างเงียบ ๆ บนถนนหน้าบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่…. และทั้ง 4 คนนั้นหน้าตาก็เหมือนกับพวกเขา

การกลับมาอีกครั้งหลังจาก Get Out หนังสยองขวัญผลงานเปิดตัวของ ผกก. จอร์แดน พีล ที่ได้ออสการ์ พร้อมกระแสความนิยมจากคนดูอย่างท่วมท้น เรียกว่ากลายเป็น ผกก. ดาวรุ่งที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และสำหรับ Us นั้นก็เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเรื่องก่อนหน้าเสียอีก เพราะหนังสามารถขึ้นเป็นหนังเรต R เนื้อหาดั้งเดิม ที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลในสหรัฐ ทั้งยังเป็นหนังคนแสดงเนื้อหาดั้งเดิมที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากหนัง Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน และเป็นหนังสยองขวัญที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 จากหนังสยองขวัญทั้งหมดเป็นรองแค่ IT และ Halloween ด้วย

ด้วยบารมีที่มากขึ้นของ พีล รอบนี้จึงได้นักแสดงเบอร์ใหญ่ระดับต้นของฮอลลีวู้ดอย่าง ลูปิตา ยองโง มาแสดงนำ และต้องนับเป็นการแสดงที่ท้าทายของเธออีกครั้ง เพราะรอบนี้ต้องรับบททั้งแม่ที่ต้องปกป้องครอบครัว และเป้นปีศาจร้ายจิตคลั่งที่หน้าตาเหมือนกัน คือต้องยอมรับว่านักแสดงสายเลือดแอฟริกัน-เอมริกัน นั้นถ่ายทอดความจิตหลอนได้ดีมาก ด้วยลักษณะของดวงตาที่เบิกโพลงได้มากบนใบหน้าสีเข้ม ที่ขับเน้นความหวาดกลัวและการคุกคามผ่านสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม นี่คือลายเซ็นหนึ่งที่พีลดึงมาใช้ในหนังตัวเองอย่างลงตัว

นอกจากนั้น พีล ยังอาจนับว่าเป็นอัจฉริยะในการคุกคามผู้ชมด้วยสไตล์อันเอกอุ ชวนให้นึกถึงผู้กำกับ สแตนเลย์ คูบริก สมัยที่ทำ the Shining คือสามารถใช้วิช่วลด้านภาพที่ไม่ต้องอาศัยการทำเสียงตึงตังให้ตกใจ แต่ค่อย ๆ หลอนเรามากขึ้น ๆ ในขณะเดียวกันลายเซ็นด้านรสนิยมการใช้ดนตรีและเสียงประกอบคือไม้ตายความสำเร็จที่ทำให้หนังสยองของพีลโดดเด่นและน่าจดจำมาก ๆ ในเรื่อง Us นี้เราจะได้เห็นความชัดเจนในเอกลักษณ์ของพีลมากขึ้น และเชื่อว่าน่าจะชัดมากขึ้น ๆ ในหนังหลังจากนี้ เขาน่าจะเป็นผู้กำกับสายทฤษฎีประพันธกร (Auteur) ที่ชัดแจ้งอีกคนในยุคนี้ด้วยหากมีผลงานมากพอ

กลับมาที่ตัวหนังนอกจากด้านงานโปรดักชั่นที่ยืนหนึ่งแล้ว สูตรสำเร็จของพีลคือการเป็นหนังที่คาดเดาอะไรได้ยาก เช่นเดียวกับหนังของ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ความเหนือคาดด้านพล็อตแบบหนังอย่าง The Village และความเหนือคาดในการหักมุมของฉากไคลแม็กซ์อย่าง The Sixth Sense แต่สำหรับเรื่อง Us นี้ต้องยอมรับว่า ที่ได้ดูจากตัวอย่างนั่นเป็นเพียง 20-30% ของพล็อตทั้งหมดเท่านั้น หนังมันไปไกลจนเราต้องตกใจว่ามันเป็นหนังพรรค์นี้เหรอ(วะ)เนี่ย ความเหนือคาดด้านการหักมุมสุดท้ายของหนังอาจไม่ใช่อะไรที่ว้าวหรือเดาไม่ได้ (คิดว่าคอหนังหักมุมน่าจะเดาได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง) แต่ส่วนของพล็อตนั้นมันล้ำและเล่นประเด็นใหญ่มากจนไม่มีทางเดาถูก และหลาย ๆ อย่างดูไร้เหตุผลว่าพวกมันจะทำ….อย่างนั้น เพื่ออะไร? นัยยะที่แสดงโจ่งแจ้งว่าเสียดล้อสังคมอเมริกันนั้น ก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ตีความได้ไม่หมด จนอาจต้องรีบคุยกับคนข้าง ๆ หลังหนังจบ และนี่คือมีดสองคมที่น่าจะทำให้มีทั้งคนชอบและไม่ชอบตัวหนังด้วย ส่วนตัว Get Out สนุกและกลมกลืนกว่าครับ

ซึ่งให้เดานะครับ ถ้าคุณคาดหวังไปดูหนังสยองขวัญแกมตลกร้าย คุณจะสมใจสัก 50-60% ถ้าคุณหวังจะไปดูหนังการเมืองหนังสังคมใช้สัญญะแบบกลืนไปกับเรื่องคุณจะสมใจสัก 70-80% ส่วนอีก 20% ผมขอเว้นไว้ให้เป็นข้อที่หนังไม่สามารถผสานความเป็นหนังสยองขวัญกับหนังสัญญะได้สนุกพอมีเหตุมีผลพอ บางทีรู้สึกว่ามันเล่นใหญ่และไปไม่สุด ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนัง The Happening ของเอ็ม. ไนท์ฯ แต่งานโปรดักชั่นทำได้มีรสนิยมกว่ามาก

มองกระจกจะเจอตัวเรา กดที่รูปด้านล่างเบา ๆ จะเจอรอบหนัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!