Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Teen Spirit: ถึงเวลา ‘แอล แฟนนิง’ ปล่อยดาเมจบนเวที

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ต้องบอกว่าหน้าหนังนั้น Teen Spirit ดูน่าสนใจไม่น้อยเลย โดยเฉพาะการเป็นหนังแนวดราม่าที่ใช้ดนตรีเดินเรื่อง แถมเป็นงานกำกับเต็มตัวครั้งแรกของ แม็กซ์ มิงเกลลา ดาราหนุ่มเจ้าของหัวใจน้อง แอล แฟนนิง ที่เธอก็มารับบทแสดงนำในเรื่องนี้ และที่น่าสนใจคือมีชื่อของ เฟรด เบอร์เกอร์ โปรดิวเซอร์จาก La La Land มาเสริมทัพเรื่องงานสร้างด้วย

ตัวหนังเล่าเรื่องของ ไวโอเล็ต วาเลนสกี้ (แอล แฟนนิง) สาวบ้านนาเชื้อสายโปลิช ที่อาศัยอยู่ใน Isle of Wright เกาะทางตอนใต้ของอังกฤษกับคุณแม่ผู้มีแคแรคเตอร์เคร่งศาสนา แม้ไวโอเล็ตจะเป็นเด็กสาวขี้อาย แต่เธอก็มีความฝันอยากจะเป็นนักร้องอยู่ลึก ๆ ซึ่งเธอเองก็ได้โอกาสขึ้นไปร้องเพลงในบาร์ที่เธอทำงานพาร์ทไทม์อยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเตะตา ‘วลาด’ อดีตนักร้องโอเปร่ารุ่นใหญ่ (ซลัตโก บูริช) คนหนึ่ง ประกอบกับในเวลานั้น ได้มีรายการประกวดร้องเพลงของกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่อ Teen Spirit เปิดรับออดิชันในเมือง ทำให้นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของไวโอเล็ต

ดูผิวเผินบรรยากาศของ Teen Spirit ดูจะไปในทางหนัง musical ร่วมสมัย มีกลิ่นอาย ติดสูตรของหนังวัยรุ่นทำตามฝันแบบหลายสิบปีก่อน แต่เอาเข้าจริงมันเป็นงานหนังที่แสดงให้เห็นโลกสองใบคือชนบทที่ไวโอเล็ตเติบโตขึ้นมา กับการเข้าเมืองมาสานฝัน กับแสงสีและผู้คนในวงการบันเทิงที่เธอต้องเผชิญ สิ่งเร้ามากมายที่เข้ามาเป็นอุปสรรคในการทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งจะว่าไปมิติเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างแบน ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่สิ่งที่เห็นชัดเลยคือ mood and tone ของหนังที่แทบจะย้อมสีนีออนมาจาก The Neon Demon งานเก่าของน้องแอลเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว จริง ๆ บรรยากาศของหนังไม่ได้เดินไปแบบใส ๆ เหมือนที่เราคุ้นตา ในทางกลับกันตัวละครอย่าง ไวโอเล็ต กลับถูกวางไว้ในมุมมืด ๆ ยิ่งยืนยันถึงแบ็กกราวน์หนักหน่วงของเด็กสาววัย 17 เป็นอย่างดี

ไฮไลต์เรื่องนี้อยู่ที่การมารับบทตัวละครที่ต้องแสดงความสามารถในการร้องเพลงของ แอล แฟนนิง ที่คอหนังอาจไม่คุ้นมากนัก และอยากรู้ว่าน้องจะเอาบทอยู่ไหม ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าหายห่วง แถมเนื้อเสียงของแอลมีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ลีลาบนเวทีของแอลแอบละม้ายคล้าย เเอวริล ลาวีน ช่วงยุคแรก ๆ แต่ก็ยังมีความเป็น แอล แฟนนิง อยู่เปี่ยมล้น และที่เป็นคีย์พาร์ทของหนังเรื่องนี้ นอกจากตัว ไวโอเล็ต แล้วก็คือเพลงประกอบในเรื่อง ที่เธอร้องคัฟเวอร์เพลงอย่าง I Was a Fool ของ Tegan And Sara, The Undertones – Teenage Kicks หรือ Ariana Grande – Tattooed Heart ส่วนตัวชอบฟังเธอคัฟเวอร์ Lean On ของMajor Lazer & DJ Snake(feat. MØ) คิดว่าเหมาะกับพลังเสียงของแอลมากอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็คงต้องยกความดีความชอบให้ มาริอุส เดอ วรีส์ และ สตีเวน กิซิกิ  สองทีมงานระดับยอดฝีมือจาก La La Land มายกระดับเสน่ห์ทางดนตรีให้หนังไปได้ไกลกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม จุดที่หนังน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็คงจะเป็นเรื่องการขมวดปมและคลี่คลาย ซึ่งเอาเข้าจริงมันขาดการวางเนื้อหาที่ดี ดีเทลต่าง ๆ ที่น่าใส่บางฉากก็ไม่ใส่เข้ามา หลายครั้งดูรวบรัด ไม่ละเอียดกับการผจญภัยของ ไวโอเล็ต มากพอ มันเลยทำให้จากจุดเริ่มไปสู่จุดพีคของเธอดูแล้วอาจไม่อินอย่างที่ควร นอกจากนี้ตัวละครสมทบอื่น ๆ ก็แทบไม่มีโอกาสมาช่วยสนับสนุน ไวโอเล็ต มากนัก ถ้าจะบอกว่าเป็นหนังสารคดีตามติดชีวิตไวโอเล็ตอยู่กลาย ๆ ก็คงไม่ผิด เรียกว่าดูหน้าน้องแอลจนเลี่ยนกันไปข้าง โจทย์หรืออุปสรรคที่เข้ามา ดูจะเบาบางเกินไป ยกเว้นเรื่องแคส performance ส่วนตัว อันนี้สอบผ่านไร้ปัญหา แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็มีฉากที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงพลังความคิดอ่านของวัยหนุ่มสาวได้น้อย เราอาจได้เห็น ไวโอเล็ต ในวัยสะพรั่งที่เปล่งปลั่งไปทุกอิริยาบถ แต่หนังกลับถ่ายทอดในเรื่องจิตใจและมุมมองของเด็กสาวอย่างเธอน้อยไปหน่อย อันนี้เป็นจุดที่ทำให้หนังยังดูติดขัดไปอย่างน่าเสียดายวัตถุดิบดี ๆ ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลงคุณภาพ และคอสตูมที่โดดเด่นมาก ๆ เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเสื้อผ้าแต่ละชุดที่น้องแอลใส่ออกมาในแต่ละช่วง ระหว่างการไต่เต้าเป็นป๊อบไอดอลแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น