Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Polaroid : ไม่ได้ตกใจผีหรอกนะ ตกใจเอฟเฟกต์เสียงดัง

เดินตามแนวทางเดียวกับ Light Out หนังสยองขวัญปี 2016 ที่หยิบเอาหนังสั้นชื่อเดียวกัน มาขยายเป็นหนังเรื่องยาวที่ได้ผู้กำกับหนังสั้นต้นฉบับตามมากำกับ แล้วหนังก็ประสบความสำเร็จและส่งให้ เดวิด เอฟ.แซนด์เบิร์ก ได้โดดไปกำกับหนังทุนสูงอย่าง Shazam!และยังได้เสียงตอบรับที่ดีเช่นเคย แต่สำหรับ Polaroid เรื่องนี้ หยิบเอาหนังสั้นชื่อเดียวกันของ ลาร์ส เคลฟเบิร์ก ปี 2015 มาดัดแปลง แต่จุดที่มันไม่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังสั้นต้นฉบับก็ไม่ได้มีความน่ากลัวเลย ก็เลยไม่เข้าใจว่าผู้สร้างเกิดไปประทับใจอะไรกับหนังสั้นเรื่องนี้ ถึงได้อยากหยิบมาขยายเป็นภาพยนตร์ แต่สุดท้ายแล้วเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดคล้ายคลึงกับหนังสั้นเลย

polaroid : โพลารอยด์ ถ่ายติดตาย

4.6

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

4.0/10

คุณภาพงานสร้าง

6.0/10

คุณภาพ ฝีมือนักแสดง

5.0/10

ความสนุก

5.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

3.0/10

จุดเด่น

  • เปิดเรื่องดี มีความลึกลับ
  • สร้างคดีเบื้องหลัง ที่มาของกล้องได้น่าสนใจ

จุดสังเกต

  • อิทธิฤทธิ์ผีเวอร์วังมาก ไร้เหตุผล
  • ตัวละครโง่ ๆ ชวนหงุดหงิด
  • ผีไม่น่ากลัว แต่เล่นท่าไม้ตาย ทำเอฟเฟกต์เสียงดังให้ตกใจ
  • ปูเรื่องราวของนางเอกมาเหมือนจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เดินตามแนวทางเดียวกับ Light Out หนังสยองขวัญปี 2016 ที่หยิบเอาหนังสั้นชื่อเดียวกัน มาขยายเป็นหนังเรื่องยาวที่ได้ผู้กำกับหนังสั้นต้นฉบับตามมากำกับ แล้วหนังก็ประสบความสำเร็จและส่งให้ เดวิด เอฟ.แซนด์เบิร์ก ได้โดดไปกำกับหนังทุนสูงอย่าง Shazam!และยังได้เสียงตอบรับที่ดีเช่นเคย แต่สำหรับ Polaroid เรื่องนี้ หยิบเอาหนังสั้นชื่อเดียวกันของ ลาร์ส เคลฟเบิร์ก ปี 2015 มาดัดแปลง แต่จุดที่มันไม่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังสั้นต้นฉบับก็ไม่ได้มีความน่ากลัวเลย ก็เลยไม่เข้าใจว่าผู้สร้างเกิดไปประทับใจอะไรกับหนังสั้นเรื่องนี้ ถึงได้อยากหยิบมาขยายเป็นภาพยนตร์ แต่สุดท้ายแล้วเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดคล้ายคลึงกับหนังสั้นเลย

บทภาพยนตร์ของ Polaroid เขียนโดย แบลร์ บัตเลอร์ ที่มาจากสายทีวีซีรีส์และหนังสั้น ปีที่แล้วก็มีหนัง Hell Fest ที่เป็นผลงานเขียนบทของแบลร์ บัตเลอร์ เช่นกัน พอต้องมาพยายามผูกเรื่องของเจ้ากล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่ถ่ายแล้วได้ภาพทันทีนี้ ให้โยงเป็นเรื่องราวสยองขวัญก็ดูเป็นความพยายามที่ถูลู่ถูกังมาก หนังวางตัวสาวน้อย เบิร์ด ฟิตเชอร์ ให้เป็นตัวละครหลักของเรื่อง เธอเป็นนักเรียนมัธยมที่รักการถ่ายภาพ เลิกเรียนเธอไปทำงานพิเศษที่้ร้านขายของเก่า ไทเลอร์หลานชายเจ้าของร้านแอบชอบเบิร์ดอยู่ เขาก็เลยเอากล้องโพลารอยด์รุ่นคลาสสิกที่ซื้อมาจากตลาดเปิดท้ายมาฝากเธอ เธอถ่ายรูปไทเลอร์เป็นรูปแรก แล้วคืนนั้นเธอก็ไปงานปาร์ตี้และถ่ายรูปหมู่เพื่อน ๆ แล้วก็พบว่าบรรดาเพื่อน ๆ ที่เธอถ่ายภาพด้วยกล้องโพลารอยด์ทยอยตายทีละคน เบิร์ดจึงเริ่มสืบหาที่มาของกล้องโพลารอยด์ตัวนี้

บทหนังเริ่มต้นได้น่าสนใจมาก ทั้งการปูตัวตนของแบลร์ให้เป็นเด็กสาวที่มีอดีตอันเจ็บช้ำและรอยแผลลึกลับที่อยู่บนคอเธอ ทำให้เธอมีปมด้อย เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องใส่ผ้าพันคอปิดรอยแผลตลอด มาจนถึงปริศนาของกล้องโพลารอยด์ที่ชวนติดตามว่าวิญญาณที่อยู่ในกล้องนี้คือใคร และทำไมถึงต้องตามฆ่าทุกคนที่ถูกถ่ายภาพ ในครึ่งหลังนี้หนังเดินหน้าไปตามฟอร์มหนังสยองขวัญหลาย ๆ เรื่อง ด้วยการตามสืบต้นตอของวิญญาณร้ายและหาทางยับยั้งให้ทันก่อนที่เพื่อน ๆ ของเธอจะเสียชีวิตกันหมด เบิร์ด ตามสืบมาจนเจอตัวตนของวิญญาณร้ายและพบว่าเกี่ยวโยงกับคดีสยองที่น่ากลัวมาก โยงไปเกี่ยวพันกับตัวละครสำคัญรายหนึ่งที่ปรากฏตัวมาก่อนหน้านี้ ถือว่าบทภาพยนตร์มีลีลาในการเล่าเรื่องที่พลิกไปพลิกมาได้น่าสนใจ ถึงแม้เนื้อหาจะดำเนินแบบหนังผีสูตรสำเร็จ แต่ก็เป็นการเดินตามโจทย์ที่ทำได้ดี น่าถูกใจคอหนังสยองขวัญ

สิ่งที่น่าเสียดายคือพื้นฐานที่หนังปูมาดี แต่ก็ถูกเสริมเติมแต่งเสียเกินงามไปมาก เหมือนว่าปรุงเยอะเกินไปกลัวคนดูไม่สนุก สุดท้ายหนังก็หลุดพ้นตรรกะที่น่าจะเชื่อมโยงกันได้พอดี รวมไปถึงการเสริมพลังอำนาจให้ไอ้ผีตัวนี้เสียเวอร์วังเสียจนไม่รู้ว่าจะอธิบายที่มาของพลังเหล่านี้อย่างไร ก็เลยทิ้ง ๆ มันไปไม่พูดถึงที่มาดีกว่า อดีตของเบิร์ดที่ปูมาแต่แรกไว้น่าสนใจ ก็เฉลยมาในช่วงหลังเป็นโศกนาฏกรรมที่ฝังลึกในใจเธอและเป็นที่มาของรอยแผลบนคอ แต่กลายเป็นว่าทั้งรอยแผลและอดีตอันลึกลับของเธอก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเส้นเรื่องหลัก ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการมาต่อสู้กับวิญญาณร้ายแม้แต่น้อย ปัดโธ่ว จะปูมาทำไมล่ะงั้น

อยากพูดมากคือตัวผีที่สิงกล้อง มันคือวิญญาณร้ายที่มีความอาฆาต พอเปิดเผยเรื่องความอาฆาตแค้นก็พอเข้าใจหรอกนะ การออกมาจัดการเหยื่อรายแรก ๆ เป็นเงามืด ๆ เหมือนกับที่อยู่ในภาพโพลารอยด์ ก็ชื่นชมผู้กำกับนะว่าแค่เงามืดก็นำเสนอออกมาได้น่ากลัวซึ่งน่าจะหยุดอยู่แค่นี้ บวกกับการพยายามเสริมภาพลักษณ์ให้ไอ้กล้องโพลารอยด์นี้ดูน่ากลัวขึ้นมาได้ ด้วยการใส่เสียงแฟลช ที่ชาร์จไฟดัง วี้ๆๆๆๆๆ ก็พอหลอน ๆ ได้บ้าง ก็ถือว่าเป็นการปรุงแต่งที่ได้ผลดี เพราะกล้องรุ่นSX-70 ตัวจริงนั้นไม่มีแฟลช ไม่ได้ออกแบบแม้กระทั่งต่อพ่วงกับแฟลชด้วยซ้ำ

แต่แล้วทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทก็มันส์มือเกินไป เติมนู่นเติมนี่กันจนเลยเถิด เสน่ห์ที่สร้างมาหายหมดสิ้น เมื่อให้ผีออกมาเป็นตัว มีเนื้อหนังจับต้องได้ บีบคอ ทำร้ายเหยื่อได้ เฮ่ยมึงเป็นวิญญาณนะ และที่ไร้ซึ่งคำอธิบายหลุดพ้นตรรกะมาก ก็อย่างที่หลายคนได้เห็นในตัวอย่างหนังล่ะครับ ถ้าเผาภาพ หรือฉีกภาพโพลารอยด์ คนในภาพก็จะโดนไฟลุกไหม้ไปด้วย ถ้าโดนฉีกตรงไหนร่างกายก็จะฉีกขาดไปด้วย โอ้โห เวอร์วังจริง และสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับหนังสยองขวัญ ซึ่ง polaroid ก็ยังคงเอกลักษณ์นี้ไว้ด้วย กับการกำหนดให้บรรดาเหยื่อในเรื่องต้องสวยหล่อแต่ไม่มีสมอง ต้องทำเรื่องโง้โง่จนน่าหงุดหงิด เหยื่อหลาย ๆ ตัวในเรื่องนี้ชอบเดินเข้าหาเสียงประหลาด ๆ ในบ้าน และที่สำคัญ น้อง ๆ ปิดไฟครับ แล้วก็เดินในบ้านมืด ๆ นั่นล่ะ ดูแล้วกุมกบาล

สรุปดีกว่า นี่คือหนังที่มีไอเดียเริ่มต้นน่าสนใจ แต่ขยายเกินไปจนไร้ตรรกะยากเกินจะอธิบายได้ ภาพลักษณ์ผีออกแบบมาดูไม่น่ากลัว แต่ก็มีฉากให้ตกใจเยอะมาก ไม่ได้ตกใจผีเลยนะ แต่หนังเล่นฉากตุ้งแช่ด้วยเสียง ตกใจเสียงดังนั่นล่ะ ไม่ได้ตกใจภาพเลย เรื่องราวเบื้องหลังที่มาของกล้องโยงมาดี หลอกคนดูพลิกไปพลิกมา แต่มาตายกับอิทธิฤทธิ์ของผีที่เวอร์วังเกินไป รอดูออนไลน์เหอะครับไม่เสียอรรถรสแต่อย่างใด

อยากฝากเกร็ดแถมท้ายว่า ภาพโพลารอยด์ไม่จำเป็นต้องสะบัดครับ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย วางเฉย ๆ ภาพก็ขึ้นในเวลาเท่ากัน

เผื่อใครอยากดูหนังสั้น Polaroid

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!