Connect with us

What The Fact

เสียงร่ำร้องจากผู้โดนกดขี่ “RAP AGAINST DICTATORSHIP” ร่อนจดหมายด้วยเสียงเพลง “ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง” ตั้งคำถามถึงปัญหาหลังรัฐประหาร 13 ปี

“แค่มึงจนกูเลยตัดสินว่ามึงไม่คู่ควร

เพราะที่พวกมึงต้องมี…คือความโง่กับโซ่ตรวน”

 

นับจากเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ตราบจนวันนี้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 13 ปี นับจากวันนั้นเหมือนทุกสิ่งอย่างชะงักงัน คำว่า “ประชาธิปไตย” กลายเป็นเพียงความฝัน

“RAP AGAINST DICTATORSHIP” กลุ่มชาวแรปที่ทำงานเพลงเพื่อสะท้อนสังคมการเมืองไทย จึงได้ถ่ายทอดความบีบคั้นและอัดอั้น ออกมาในบทเพลงใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง” ร่อนจดหมายผ่านการร่ายบทเพลงที่สะท้อนความกดดันจากการถูกกดขี่โดยชนชั้นปกครอง และการถูกลดทอนเสียงของประชาชน หวังให้เสียงนี้ไปถึงกลุ่มชนทุกชั้น ทั้งผู้ถูกปกครอง และผู้ใช้อำนาจปกครอง…

ท่วงทำนองของเพลงทำออกมาได้เศร้าสร้อย ร้อยเรียงได้อย่างปวดร้าว งานชิ้นนี้มี Liberate P, Nazesus & GSUS2 เป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ท่ามกลางเสียงเกากีตาร์อะคูสติก ท่วงทำนองเปียโนอันเศร้าสร้อย และเสียงจากเครื่องสายอันรวดร้าว มีถ้อยคำที่สามแรปเปอร์เลือกใช้ แต่ละวรรค แต่ละตอนล้วนชี้ชวนให้สะเทือนใจ เริ่มต้นจาก Liberate P ที่ร่ายไรม์แห่งความเจ็บปวด กดดัน บีบคั้นของชนชั้นล่างในสังคม

 

 “ฉันเป็นเบี้ยในกระดาน ฉันเป็นเ-ย อะไรก็ได้ที่พวกเค้าแ-งต้องการ

เป็นทุกสิ่งเป็นทุกอย่างนอกจากคน

เป็นทุกสิ่งเป็นทุกอย่างนอกจากคน”

 

ตามมาด้วย Nazesus ที่ตอกย้ำถึงความกดดันยามเมื่อผู้อยู่ใต้การกดขี่ต้องการปลดแอกตนไปจากโซ่ตรวนที่จองจำ คงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากก้มหน้ารับชะตากรรม

 

“เกิดมาเป็นคนแต่ไม่ใกล้เคียงเป็นเพียงแค่ไพร่เป็นเพียงไอ้ดิน

อยู่ข้างใต้ตีนจะกระทืบเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครที่อยากจะได้ยิน

ปากของมึงต้องรูดซิบปิดให้สนิทไม่งั้นชีวิตมึงอาจจะลำเค็ญ

ฆ่ามึงทั้งที่ยังเป็น จับยัดเข้าซังเต ให้ไปนั่งมองกำแพงในยามเย็น”

ส่วน GSUS2 ก็ได้สะท้อนความรู้สึกของคนผู้หลงผิดและเป็นฟันเฟืองหนึ่งในวัฏจักรแห่งการเอารัดเอาเปรียบเพียงจะได้มีชีวิตที่ตนเองหลงผิดคิดว่าดี อยากได้อยากมี จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันดีหรือไม่ดี จนสุดท้ายก็ลืมไปว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็น “ใคร” และเป็นได้แค่เพียง “แค่คนนั้นที่นอนราบอยู่บนพื้นชั้นกลาง”

จากนั้นเสียงดนตรีได้โหมกระหน่ำในท่วงทำนองของบทเพลงร็อกอันรุนแรง ภาพจากใน MV ที่กำกับโดย กษิติ สังข์กุล ก็แรงตามไปด้วย ชายหนุ่มวิ่งหนีจากเปลวกระสุน บ่วงเชือกที่พร้อมจะคล้องคอ รอยร้าวบนใบหน้าของประชาชนที่ก้มหน้ารับชะตา ก่อนจะปิดท้ายด้วยท่อนสุดอหังการ์ของผู้เหยียบย่ำกองชีวิตของผู้คนที่นอนเปลือยเกยกันอยู่เบื้องล่างเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจ

 

“แค่มึงจนกูเลยตัดสินว่ามึงไม่คู่ควร

เพราะที่พวกมึงต้องมี…คือความโง่กับโซ่ตรวน”

 

ถ้อยคำยังคงสะท้อนก้อง แม้เสียงเพลงได้จบลงแล้ว เฉกเช่นในโลกของความจริงที่เสียงแห่งความปรารถนาของประชาชน ยังคงถูกจองจำอยู่ในหลืบลึกแห่งความรู้สึกที่รอการปลดปล่อย…

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น