Connect with us

What The Fact

Coldplay เปิดอัลบั้มใหม่ “Everyday Life” ด้วยเพลง “Orphans” ถ่ายทอดมุมมองของผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดในดามัสกัส

Coldplay กลับมาแล้ว พร้อมประกาศอัลบั้มใหม่ “Everyday Life”  อัลบั้มคู่ที่แบ่งออกเป็น 2 พาร์9 คือ “Sunrise” และ “Sunset” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ โดยมีสองซิงเกิลนำร่องคือ “Arabesque” และ “Orphans” ซึ่งเพลงหลังนี้เพิ่งปล่อย MV ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ เลย

ถึงแม้ท่วงทำนองของเพลง “Orphans” จะมีความสดใสและเมโลดี้ที่มีกลิ่นอายของ Coldplay อย่างชัดเจน แต่ในส่วนของเนื้อหานั้นกลับแตะประเด็นสงครามทางการเมือง กับเหตุการณ์ทิ้งระเบิดดามัสกัสเมืองหลวงของซีเรียเมื่อปีก่อนซึ่งได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย

ในปี 2018 กองกำลังร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้ทำการโจมตีทางอากาศในช่วงค่ำคืนของวันศุกร์ที่ประชาชนชาวดามัสกัสกำลังนอนหลับอย่างสงบสุขในบ้านของพวกเขา  การโจมตีอันโหดร้ายและไร้ซึ่งมนุษยธรรมนี้ถูกให้เหตุผลว่า เป็นการโจมตีเพื่อ “ควบคุมการก่อการร้าย” และเป้าหมายคือรัฐบาลซีเรียซึ่งมีการใช้อาวุธเคมีที่ผิดกฎหมายซึ่งซื้อมาจากรัสเซีย แต่ท้ายที่สุดแล้วประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนี้ กว่า 40 ชีวิตต้องจากไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หากการใช้อาวุธเคมีคือความเลวร้ายที่ถูกอ้างเป็นเหตุของการโจมตีในครั้งนี้ แล้วการโจมตีผู้บริสุทธิ์ในขณะที่กำลังหลับอยู่ในบ้านเล่าไม่เลวร้ายกว่าหรือ ?

Coldplay ได้สร้างตัวละครสมมติขึ้นมาเป็นเด็กสาวที่มีชื่อว่า Rosaleen ซึ่งเธอและพ่อได้จากไปจากการโจมตีในครั้งนี้ บทเพลง “Orphans” จึงแต่งขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิต ผู้ประสบเหตุร้าย และ เด็กกำพร้า (Orphans) ทั้งหลายที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไร้ผู้ให้กำเนิดคอยดูแลและต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทั้งหลายในชีวิตเพียงลำพัง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วบางคนอาจจะกลายเป็น “ผู้ก่อการร้าย” จริง ๆ ในอนาคตก็เป็นได้เพราะคงไม่มีทางอื่นใดที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะดำรงชีวิตต่อไปได้แล้ว

 

Boom boom ka, buba de ka

Boom boom ka, buba de ka

Boom boom ka, buba de ka

 

บทเพลงเปิดท่อนด้วยเสียงที่เลียนมาจากเสียงของระเบิดและเสียงของกลอง โดยมีเสียงสตรัมกีตาร์ของ คริส มาร์ตินที่เล่นในจังหวะที่ล้อไปกับเสียงนี้ ท่ามกลางเสียงของเครื่องบินรบ

 

Rosaleen of the Damascene

Yes, she had eyes like the moon

Would have been on the silver screen

But for the missile monsoon

She went, “Woo woo, woo woo oo-oo-oo”

Indigo go up to heaven today

Woo woo, woo woo oo-oo-oo

With bombs going boom ba-boom-boom

She say

ท่อนร้องแรกของเพลงกล่าวถึง สาวน้อย “โรซาลีน” ผู้มีดวงตากลมโตราวพระจันทร์เต็มดวง เธอได้ตื่นขึ้นมากลางดึกในคืนหนึ่ง คืนที่เธอจะไม่ได้ฝันอีกต่อไป มีแต่เพียงประกายแสงและเสียงจากระเบิด ไม่ทันจะรู้ตัวดวงวิญญาณของเธอได้ล่องลอยไปสู่สวรรค์ทิ้งไว้เพียงเปลวควันที่อยู่เบื้องล่าง

I want to know when I can go

Back and get drunk with my friends

I want to know when I can go

Back and be young again

 

ในท่อนคอรัส คือถ้อยคำของผู้จากไปทั้งหนูน้อยโรซาลีน และดวงวิญญาณทั้งหลายต่างสับสนกับการจากไปอย่างฉับพลัน พวกเขาไม่รู้ว่าอยู่ ณ ที่แห่งใด และกำลังจะไปต่อที่ไหน เมื่อใดจึงจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ดื่มด่ำความสุขและเมามายกับผองเพื่อน หรือได้กลับไปยังคืนวันเมื่อครั้งเยาว์วัยอีกครา

 

Baba would go where the flowers grow

Almond and peach trees in bloom

And he would know just when and what to sow

So golden and opportune

He went, “Woo woo, woo woo oo-oo-oo”

Tulips the colour of honey today

It’s true true, woo woo oo-oo-oo

With bombs going boom ba-boom-boom

He say

ในท่อนร้องที่สองกล่าวถึง “บาบา” (พ่อในภาษาอาหรับ) ของโรซาลีนผู้มีใจรักในการปลูกดอกไม้และพืชผลทั้งหลาย มีชีวิตที่เรียบง่ายก่อนที่เสียงระเบิด แสงไฟ และสายควันจะมาเยือน

 

Cherub Seraphim soon

Come sailing us home by the light of the moon

 

ในท่อน bridge มีการกล่าวถึง Cherub และ Seraphim ซึ่งเป็นเทวดาคู่หูที่จะมาปรากฏตัวเพื่อรับดวงวิญญาณทั้งหลาย ในท่อนนี้เป็นการเปรียบเปรยถึงผู้ที่ทำความดีไว้ก่อนตายว่าจะได้เข้าใกล้กับพระผู้เป็นเจ้าและจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทวดาทั้งสอง

 

Oh I want to know when I can go
Back and get drunk with my friends
I want to know when I can go
Back and feel home again

ในท่อนคอรัสต่อมาประโยคสุดท้ายได้ถูกเปลี่ยนเป็น “Back and feel home again” สะท้อนความรู้สึกโหยหาและอยากกลับมาสู่มาตุคามที่ตนเองจากมา

 

Woo woo, woo woo oo-oo-oo

I guess we’ll be raised on our own then

Woo woo, woo woo oo-oo-oo

I want to be with you ’til the world ends

I want to be with you ’til the whole world ends

 

และปิดท้ายด้วยท่อน outro ที่สะท้อนความรู้สึกของเด็กกำพร้าทั้งหลายผู้ที่ต้อง “be raised on our own” เลี้ยงดูตนด้วยตนเองถึงแม้จะอยากอยู่กับคนที่รักมากแค่ไหน อยากกจะอยู่ไปนานตราบจนโลกแตกสลาย ก็คงมิอาจทำได้…

และนี่ก็คือ “ปฐมบท” แห่งอัลบั้ม “Everyday Life” อัลบั้มใหม่จาก Coldplay ที่ใช้เวลากว่า 4 ปีกลั่นกรองเรื่องราวบนโลกใบนี้ออกมาถ่ายทอดอย่างเต็มที่ผ่านทั้งหมด 16 บทเพลงที่เรากำลังจะได้ฟังกันเต็ม ๆในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ แล้วเจอกัน !!

Source

https://www.nytimes.com/2018/04/13/world/middleeast/trump-strikes-syria-attack.html

https://laviasco.com/coldplay-orphans-lyrics-meaning/

https://genius.com/Coldplay-orphans-lyrics

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น