Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Honey Boy : ‘พ่อแม่รังแกฉัน’ ในแบบฉบับของ ไชอา ลาบัฟ

Honey Boy

95 นาที
7.5

ความดีงามของบทหนัง

7.0/10

คุณภาพนักแสดง

8.0/10

คุณภาพงานสร้าง

8.0/10

ความสนุกน่าติดตาม ความแปลกใหม่

7.0/10

คุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

อย่างที่คอหนังต่างพอทราบกันว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นพระเอก ไชอา ลาบัฟ ประสบปัญหามรสุมชีวิตโดยเฉพาะปัญหาเรื่องติดเหล้าเรื้อรัง ซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของพฤติกรรมฉาวในอดีตจนคนในวงการเอือมระอา และหลังจากที่เจ้าตัวเข้ารับการบำบัดนั้น ที่มาที่ไปของ Honey Boy ก็เริ่มมาจากตรงนี้แหละ เพราะผู้เข้ารับการบำบัดทุกคนนั้นต้องเขียนบันทึกชีวิตของตัวเอง ซึ่งพระเอก Transformers เลือกที่จะเขียนชีวิตของเขาออกมาเป็นบทหนังซะเลย โดย Honey Boy ได้ อัลมา ฮาร์เอล ผู้กำกับสายอาร์ตชาวอิสราเอลมานั่งแท่นกำกับให้

Honey Boy ว่าด้วยเรื่องชีวิตส่วนตัวของเขากับพ่อ ซึ่งมีปัญหาระหองระแหงจนไม่พูดคุยกันมาถึง 6-7 ปีก่อนจะกลับมาคืนดีกัน ซึ่งนี่คือหนังที่จะพาคนดูไปสัมผัสถึงความรักและความเกลียดชังที่เขามีต่อพ่อของเขาจริง ๆ

เรื่องเริ่มจาก โอทิส ลอร์ต (ลูคัส เฮดจ์ส) นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังไปได้สวยในวงการนักแสดง แต่เขามักจะควบคุมไม่ได้ และมีพฤติกรรมสร้างปัญหาให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้เส้นทางในวงการบันเทิงของเขาไม่รุ่งโรจน์อย่างที่ควรจะเป็น ทีนี้ก็มีจิตแพทย์มาวินิจฉัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับโอทิส เป็นผลพวงจากชีวิตวัยเด็กที่บกพร่อง และส่วนหนึ่งของความบกพร่องที่ว่านั้นมาจาก ‘พ่อ’ ที่คอยบังคับขู่เข็ญเขาตลอดมานั่นเอง

โอทิส ไม่เชื่อและพยายามหาข้อหักล้างคำวินิจฉัยของหมอ แต่ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในวัยเด็ก (รับบทโดย โนอาห์ จูป) เหมือนนั่งไทม์แมชชีนกลับไปทำความเข้าใจกับพ่อของเขาใหม่อีกครั้งในอดีต

ตัวหนังเป็นการเล่าตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบันกับอดีต ซึ่งหากมองว่านี่คืองานหนัง Fiction ตัวแรกของอัลมาแล้ว ก็ต้องบอกว่าเธอมีแนวทางที่น่าสนใจคนหนึ่งเลย การเล่าเรื่องที่เสมือนกึ่งจริงกึ่งฝัน, mood and tone ที่หมองหม่น การขมวดสองไทม์ไลน์ให้เดินมาบรรจบได้ดี และที่แน่ ๆ คือเป็นหนังที่ภาพสวยมากเรื่องหนึ่ง

แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ สปอตไลต์ถูกจับไปที่หนูน้อย โนอาห์ จูป ที่มารับบทโอทิสวัยเด็กนี่แหละ คือหากไม่เคยตามผลงานน้องมาก่อนก็รู้สึกได้ถึงออร่าทางการแสดงที่ดูแล้วแววดีแน่นอน โดยเฉพาะซีนสื่ออารมณ์ผ่านแววตานั้นทำได้ดีเลย และกับงานหนังแนวดราม่าหรือทางตลกร้าย น้องฉายแววมาก ขณะที่ไชอา ซึ่งเล่นเป็นพ่อตัวเองนั้นก็ถือว่าเล่นได้ดิบ หยาบ กักขฬะ สถุล แต่ซ่อนความอ่อนไหวในตัว เข้าถึงคาแรกเตอร์พ่อแม่ยุคฮิปปี้จริง มีความ จอห์น เลนนอน มาก ๆ (ฮา) ทั้งคู่มีเคมีที่ลงตัวดีเลย เสียตรงที่อายุของไชอาอาจจะยังหนุ่มเกินไปนิดหนึ่ง บางซีนแอบเหมือนการคุยกันของพี่ชายกับน้องชายมากกว่า

The Honey อาจจะไม่ถูกใจคอหนังแมสจ๋า ๆ ที่เดินเข้าโรงมาหวังจะเห็นอะไรตื่นเต้นหวือหวาบ้าง แถมยิ่งกีดกันคนดูให้หลุดออกจากเรื่องได้ง่าย ๆ เพราะ dialogue ในหนังนั้นหลายครั้งก็ใส่รายละเอียดหรือมุกตลกที่ค่อนข้าง cult มาก ๆ เรียกว่าใครไม่เก็ตก็ไม่เก็ตและพาลอาจเบื่อไปเลย แต่ขณะเดียวกันมันก็ไปต่อได้สำหรับคนที่เข้ามาแล้วมีความรู้สึกนึกคิด หรือสนใจมุมมองเรื่องอิทธิพลของคำว่า ‘พ่อแม่รังแกฉัน’ อยู่แล้ว และจะยิ่งอินหากเคยประสบกับมันด้วยตัวเองมาก่อน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นเหมือนคำสารภาพบาปของไชอา หรือว่าอดีตของเขาจะทำร้ายเขามาจนถึงวันนี้ก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งที่เกินกว่าความทุกข์ทรมานทั้งหมดทั้งปวงคือ การที่เขา ‘อยู่กับมันได้’ และใช้ชีวิตต่อไปนี่แหละ

ต่อให้พ่อผู้เปรียบเสมือนปีศาจร้ายในวัยเด็ก อาจหล่อหลอมให้ผ้าขาวอย่างเขาต้องแปดเปื้อนและต้องรับกรรมมาจนถึงปัจจุบันและอาจจะรวมถึงอนาคต แต่ในวันนี้ เขาก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงนั้น หากพ่อจะเป็นปีศาจ ก็เป็นปีศาจที่ไชอารักอยู่ดี และการที่ทำให้ไชอาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะการที่เขาเติบโตมาแบบนี้เหมือนกัน

Honey Boy” เข้าฉาย 7 พฤศจิกายนนี้ เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ “House สามย่าน”

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น