[รีวิว] ‘SEE สายตาแห่งอนาคต’ ซีรีส์ฟอร์มยักษ์จาก Apple TV+ “เมื่อทุกคนบนโลกตาบอด การมองเห็นจึงเป็นความผิดบาป”

84

“เมื่อโลกถึงคราวล่มสลาย เหลือไว้เพียงยุคสมัยแห่งความมืดบอดกับอนาคตที่การมองเห็นเป็นเพียงนิทาน จนกระทั่งดวงตาแห่งความหวังถือกำเนิดใหม่อีกครั้งจากทารกแฝดผู้มีการมองเห็นเป็นไพ่เหนือกว่า กลียุคแห่งการไล่ล่าชิงอำนาจจึงเริ่มต้น”

see สายตาแห่งอนาคต

‘SEE สายตาแห่งอนาคต’ คือผลงานซีรีส์ฟอร์มยักษ์จาก Apple TV+ Original Series ที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างระดับเดียวกันกับ Game of Thrones เลยก็ว่าได้! แถมยังเพิ่งเปิดตัวไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2019 ที่ผ่านมานี้เอง ด้วยฝีมือการเขียนบทของมือฉมังอย่าง Steven Knight ที่เคยฝากผลงานอันโดดเด่นเอาไว้ในซีรีส์มาเฟียสุดเข้มข้นอย่าง Peaky Blinders ที่งานนี้มาแท็กทีมงานสร้างกับผู้กำกับฝีมือสุดจัดจ้านอย่าง Francis Lawrence จาก The Hunger Games (ทั้ง 3 ภาค) และหนังขึ้นหิ้งระดับตำนานอย่าง I Am Legend อีกด้วย บอกเลยว่าแค่ได้เห็นรายชื่อผู้สร้างก็ชวนดูซะขนาดนี้ มาดูกันดีกว่าว่าตัวซีรีส์จะน่าสนใจขนาดไหน?

เรื่องย่อ ‘SEE สายตาแห่งอนาคต’


SEE นั้นเล่าเรื่องราวของโลกที่ถูกไวรัสระบาดเล่นงานจนผู้คนล้มหายตายจากไปเกินครึ่ง อนาคตของเผ่าพันธ์มนุษย์ที่หลงเหลืออยู่จึงได้สูญเสียการมองเห็นไป (ทุกคนจะเกิดมาตาบอด) แต่ประสาทสัมผัสจะไวเป็นพิเศษ และเมื่อเวลาผ่านเลยไปกว่าหลายร้อยปี มนุษย์รุ่นต่อมาจึงเรียนรู้และปรับตัวด้วยการรวมกลุ่มกันเป็นชนเผ่าเหมือนกับในยุคดึกดําบรรพ์เพื่อเอาชีวิตรอด

แต่แล้ววันหนึ่งปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อภรรยาของหัวหน้ากลุ่มชนเผ่าอัลเคนนีอย่าง Baba Voss (รับบทโดย Jason Momoa จาก Aquaman, Game of Throne ฯลฯ) ได้คลอดฝาแฝดชายหญิงผู้มีความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ตั้งแต่กำเนิด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ

ทำให้ข่าวของเด็กแฝดที่เพิ่งเกิดมาในโลกของคนตาบอดนั้นได้แพร่สะพัดไปถึงหูของราชินีเคนผู้วิปลาส ที่หวังจะลักพาตัวเด็กเอามาไว้ในครอบครองเพียงผู้เดียว Baba Voss จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของลูกและครอบครัวของตน ศึกชิงอำนาจโค่นบัลลังค์ระหว่างสองฝ่ายจึงเริ่มขึ้น

  • ประเภท : Drama / Action / Sci-Fi
  • กำกับ : Francis Lawrence
  • เขียนบท : Steven Knight
  • แหล่งดู : Apple TV+  (ราคา 99 บาทต่อเดือน สามารถแชร์กันดูได้ 6 คน)

see สายตาแห่งอนาคต

ความรู้สึกหลังดู ‘SEE สายตาแห่งอนาคต’


เป็นซีรีส์ที่ก่อนอื่นต้องขอเตือนเลยว่า “อยากให้วางตรรกะทุกอย่างที่คุณเคยรู้จักในโลกใบนี้ลง” พร้อมด้วยการเปิดใจต้อนรับและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกใบอีกใบหนึ่งที่ความเป็นเหตุและผลของเราอาจใช้กับมันไม่ได้ เพราะนี่คือการเขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์โลกขึ้นมาใหม่ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้นแล้วในโลกของ ‘SEE สายตาแห่งอนาคต’ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีใครรู้ รู้เพียงแค่ว่ามันเป็นเรื่องราวสุดแปลกใหม่ไม่มีใครเหมือน ที่มาพร้อมกับความกล้าบ้าบิ่นของคนที่เลือกจะหยิบมันขึ้นมาเล่าต่างหาก

see สายตาแห่งอนาคต

จะเรียกได้ว่า SEE นั้นคือกบฏต่อวงการ ‘การแสดง’ ก็ไม่ผิดไปมากนัก เพราะนอกจากผู้กำกับจะทุ่มเทกับการเซตติ้ง ‘ระบบสังคมและการดำเนินชีวิต’ ของโลกนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดแล้ว งานหินสุดหนักหน่วงของฝั่งนักแสดงก็คงจะเป็นการที่แทบทั้งเรื่องในทุก ๆ ฉาก ทุก ๆ sequence นักแสดงทุกคนจะต้องเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่ ทั้งการเดิน พูดคุย ต่อสู้ กินนอน และ Sex ในวิถีแบบ ‘คนตาบอด’ ให้ออกมาเป็นตัวละครของตัวเองที่สมบูรณ์และแนบเนียนให้มากที่สุด แค่ลองนึกภาพว่าคุณไม่ได้ตาบอดเพียงไม่กี่ปี หรือไม่กี่วัน แต่คุณตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด และที่สำคัญมนุษย์เหล่านั้นตาบอดมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว! มันจึงเป็นอีกระดับของการแสดงในฐานะ ‘คนตาบอดแต่กำเนิด’ ที่ต้องโชว์ให้เห็นถึงความไม่ปกติที่เป็นเรื่องปกติ ออกมาให้คนดูเห็นมันได้อย่างชัดเจนที่สุด มันจึงเป็นจินตนาการที่สำคัญและเป็นโจทย์ระดับยักษ์ของนักแสดงแทบทุกคน ที่ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลักหรือแม้กระทั่ง Extra 5 วิ ก็ทำออกมาได้ดีซะจนอยากจะกราบในความทุ่มเททั้งหมดที่ให้กับงานนี้ นับถือมากจริง ๆ 

see สายตาแห่งอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์ของเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็คือ ‘Jason Momoa’ หรือ Khal Drogo จากซีรีส์ Game of Thrones และคาแรกเตอร์ล่าสุดที่ดังเป็นพลุแตกจากบทบาทของซูเปอร์ฮีโรชาวเลอย่าง Aquaman ที่กลับมาพร้อมกับบท Baba Voss หัวหน้าเผ่าสายโหดผู้ต้องปกป้องลูกแฝดของตนให้พ้นจากเงื้อมือนักล่าแม่มด ซึ่งหลาย ๆ คนที่พอได้เห็นเขากลับมารับบทประมาณนี้อีกครั้ง ก็คงอดคิดไม่ได้ว่ามันก็คงไม่ได้หลุดจากบทบาทเดิม ๆ ที่ผ่านมาสักเท่าไหร่

see สายตาแห่งอนาคต

…ใช่ คุณคิดถูก! เพราะ Jason Momoa ยังคงมาพร้อมลุคเถื่อน ๆ ดิบ ๆ เช่นเดิม ทำให้ช่วงสองตอนแรกของซีรีส์อาจจะมีบ้างที่คนดูไม่สามารถสลัดคราบของตัวละครจากเรื่องอื่น ๆ ออกไปจากหัวได้ในทันที แต่เมื่อดูไปได้อีกสักพัก เราจะรู้สึกได้ว่า Jason Momoa ได้ยกระดับการแสดงของตัวเองมากขึ้นไปอีกขั้นแล้ว เพราะอย่างที่เคยเกริ่นเอาไว้ว่าทุกคนบนโลกนี้ต้องตาบอดแต่กำเนิดซึ่ง Jason เองก็ตีโจทย์นี้ออกมาได้แบบผ่านฉลุย จนทำให้เราเชื่อได้จริง ๆ ว่าเขาไม่เคยเห็นแสงใด ๆ เลยสักครั้งในชีวิต อีกทั้งบทบาทของ Baba Voss นั้นยังมีมิติและการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดที่คาดเดาได้ยาก แถมการต่อสู้ในสไตล์คนที่มองไม่เห็น เขาก็ทำออกมาได้ดุเดือดเลยพล่าน เอาใจคนดูไปเต็ม ๆ เลยทีเดียว

see สายตาแห่งอนาคต

งาน Production มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดเก๋ที่บอกได้เลยว่าคุณภาพล้นจนดูคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม กับทั้งแสงสี งานภาพ การเล่าเรื่อง และองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ ที่ค่อนข้างแปลกตาแต่ทว่ามีเสน่ห์น่าค้นหาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าหรือฉากต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และตระการตา สมกับการรวมเอาเหล่าอารยธรรมจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมามัดรวมกันไว้แล้วสร้างขึ้นเป็นอารยธรรมใหม่ที่แสนจะลงตัว เช่นโรงงานอุสาหกรรมรกร้างที่เสียงของเครื่องจักรกลายเป็นเสียงแห่งเทพเจ้าซึ่งคนในโลกมืดหันมาเคารพกราบไหว้ มันจึงแสดงให้เห็นถึงจุดเสื่อมโทรมของโลกมนุษย์ได้อย่างชัดเจน และมีนัยยะสำคัญแฝงเอาไว้ทุก ๆ ฉากอยู่เสมอ

see สายตาแห่งอนาคต

ด้วยเนื้อหาเข้มข้นน่าติดตามและงานสร้างที่ดูลึกลับน่าพิศวงของโลกใบใหม่ที่เราไม่เคยได้เห็นจากซีรีส์เรื่องไหน จึงสามารถตรึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ตั้งแต่ต้นจนจบทุกครั้ง แม้ว่าจะต้องเจอกับการเล่าเรื่องเอื่อย ๆ พร้อมตรรกะสุดเพี้ยน หรือฉากที่ไม่จำเป็นอยู่บ้าง แต่มันก็พอถูไถให้ผ่านไปได้อย่างไม่รู้สึกขัดใจอะไรมากมาย

see สายตาแห่งอนาคต

‘SEE สายตาแห่งอนาคต’ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์โลกอนาคตแนวดิสโทเปียที่ค่อนข้างสนุกตื่นเต้น เนื้อหาเข้มข้นปนระทึกขวัญเล็กน้อย และมีสไตล์ความเป็นตัวเองสูงชนิดที่ว่าถ้าใครจะหยิบเอาไปเปรียบเทียบกับซีรีส์ดังแห่งยุคอย่าง Game of Thrones ก็ต้องพูดตามตรงว่าแม้จะมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ดูคล้ายกัน แต่ที่เหลือนั้นมันแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลยจ้ะ! เพราะฉะนั้นสำหรับแฟน ๆ ซีรีส์แนวชิงบัลลังก์ก็คงจะมีทั้งคนที่ชอบและพร้อมจะเปิดรับซีรีส์เรื่องนี้เข้ามาอยู่ในอ้อมใจได้ง่าย ๆ และถ้าใครเกิดไม่ชอบขึ้นมาก็คงจะพาลเกลียดมันไปเลยก็ได้นะ

see สายตาแห่งอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

'SEE สายตาแห่งอนาคต'
คุณภาพงานสร้าง
90
ความสมบูรณ์ของบท
75
คุณภาพนักแสดง
90
ความสนุกน่าติดตาม
85
ความคุ้มค่าในการรับชม
80
จุดเด่น
ความน่าสนใจหลักอยู่ที่บรรยากาศของโลกอนาคตในแบบดิสโทเปีย ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และมีแง่มุมที่น่าติดตามต่อเรื่อย ๆ
มีฉากการต่อสู้ในแบบเฉพาะ ที่สวยงามและตื่นเต้นเร้าใจ ถูกใจสายเถื่อนดิบแน่นอน
งานสร้างมีคอนเซ็ปต์ที่โดดเด่น แข็งแรง เห็นแล้วต้องว้าวเลย
แทรกซึมประเด็นสังคม และ Symbolic ที่ต้องการจะสื่อเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนและคมคาย
จุดสังเกต
ความสมเหตุสมผลในบางซีน หรือบางการกระทำของตัวละครยังคงเบาบางไปหน่อย
สองตอนแรกมีการดำเนินเรื่องที่เอื่อยและช้า เครื่องมาติดจริง ๆ ก็ช่วงตอนที่ 3 ขึ้นไปนั่นแหละ
84