Star Wars Duel of the Fates
Star Wars Duel of the Fates

Star Wars 9: Duel of the Fates หนังสตาร์ วอร์สในโลกคู่ขนาน…ที่ไม่มีใครโชคดีพอจะได้ดู! #ReleasetheTreverrowCut

อย่างที่แฟนหนังมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวและแฟนหนังทั่วไปคงทราบกันดีว่า Star Wars: The Rise of Skywalker (2019) นั้นกลายเป็นหนัง Star Wars ที่น่าผิดหวังที่สุดในไตรภาค The Rise of Skywalker ที่ได้คะแนนวิจารณ์ต่ำที่สุดในบรรดาหนังสงครามดวงดาวทุกภาค  เว็บไซต์ Rotten Tomatoes ให้คะแนนหนังไว้ที่ 52% ต่ำกว่า Episode I : The Phantom Menace (1999) ที่เคยได้ต่ำสุดอยู่ที่ 53% ได้กำไรสุทธิของหนังที่ 300 ล้านเหรียญฯ ต่ำกว่าภาคแยก Rogue One: A Star War Story (2016) ที่ทำกำไรสุทธิไว้ที่ 319.6 ล้านเหรียญฯ และแน่นอนว่าต่ำกว่าสองภาคก่อนในไตรภาค The Last Jedi (2017) ที่ได้กำไรไป 417.5 ล้านเหรียญฯ และ The Force Awakens (2015) ที่ทำกำไรมหาศาลถึง 780.11 ล้านเหรียญฯ

ปัญหาก่อนหน้านั้นที่หนังปิดไตรภาคต้องเจอ ก็คือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก Colin Treverrow (Jurassic World) กลับมาเป็น J.J. Abrams ผู้กำกับจากภาค The Force Awakens สร้างปัญหาต่อไปถึงการเลื่อนกำหนดถ่ายทำ กำหนดฉาย และเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อนักแสดง Carrie Fisher ที่รับบทเป็น “เจ้าหญิงเลอา” บทนำของเรื่องจากไตรภาคเก่าที่จะมามีบทบาทสำคัญในภาคสุดท้ายเกิดเสียชีวิต

ท้ายที่สุดแล้วความล้มเหลวของหนัง The Rise of Skywalker นั้นอาจมาจากสาเหตุข้างต้น หรือมาจากตัวหนังเองที่บทไปไม่สุดและไม่สามารถสนองแฟนพันธุ์แท้ของหนังมากพอจะเข้าไปดูซ้ำ แต่ก่อนหน้านั้น Treverrow ก็ได้เขียนบทหนังสตาร์วอร์สไว้ด้วยเหมือนกัน โดยใช้ชื่อว่า Duel of Fates แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพราะเขาถอนตัวไปจากการกำกับ และพอแฟน ๆ ได้รับรู้ว่าเนื้อหาดูน่าสนุกกว่า The Rise of Skywalker ก็ทำให้แฟน ๆ ก็คงเสียดายไม่น้อยที่อดดูหนังสตาร์วอร์สในโลกคู่ขนานเรื่องนี้ (หรือจะ #ReleasetheTreverrowCut กันเสียหน่อยเป็นไร?)

Robert Myer Burnett ผู้อำนวยการสร้างหนังตระกูล Star Trek ฉบับแรก ได้เปิดเผยถึงบทหนัง Duel of Fates ฉบับของ Colin Treverrow ที่เขียนร่วมกับ Derek Connolly มือเขียนบทคู่ใจของเขาที่ผ่านงาน Jurassic World ไตรภาคมาด้วยกัน เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา โดยหลักแล้วบทฉบับที่ไม่ได้สร้างจะสานต่ออย่างแนบสนิทกว่า The Last Jedi ของผู้กำกับ Rian Johnson หลังจากนั้นไม่นานภาพ Concept Art ของหนังก็ทยอยถูกปล่อยออกมาคู่กับกระแสความไม่เปรี้ยงของ The Rise of Skywalker ในช่วงเวลานั้นมากขึ้นไปอีก

แค่ชื่อของหนังก็ฟังดูเท่มากกว่าฉบับของ Abrams มากแล้ว และชื่อยังสื่อความหมายถึง “เรย์” และ “ไคโล เรน” ที่จะเป็นเส้นเรื่องที่ถูกวางขนานกันได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากนี้ยังบอกเป็นนัย ๆ ถึงตัวเรย์ที่มีความขัดแย้งในตัวเองว่าจะเลือกด้านมืดหรือด้านสว่าง ไคโล เรนจะครอบครองแกแล็กซีเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดรหัสเงียบในกลุ่มดาวเคราะห์ที่ถูกปฐมภาคีปกครอง นอกจากนั้นแล้วจะมีความแตกต่างอะไรอีกบ้างในส่วนของเนื้อเรื่อง ลองไปอ่านด้านล่างกันได้เลย

“โรส” จะมีบทบาทมากกว่าแค่เป็นตัวประกอบ

นักแสดง Kelly Marie Tran รับบท โรส ใน The Rise of Skywalker แค่ 76 วินาที
นักแสดง Kelly Marie Tran รับบท โรส ใน The Rise of Skywalker แค่ 76 วินาที
บทโรสใน The Last Jedi ที่มีบทบาทอยู่ 11 นาที
บทโรสใน The Last Jedi ที่มีบทบาทอยู่ 11 นาที

“โรส ทิโค” ตัวละครเด่นจากภาค The Last Jedi จะมีบทเด่นกว่าในหนังฉบับที่ได้ชมกัน บทของเธอแทบไม่เป็นชิ้นเป็นอันและก็เกิดกระแสดรามาจากตัวนักแสดงและเพื่อนร่วมจอที่อยากให้เธอมีบทบาทมากกว่านี้ตามที่ทีมสร้างตกลงกับเธอไว้ตอนแรกที่ให้เธอกลับมารับบทนี้ ในฉบับโลกคู่ขนาน หนังจะเปิดเรื่องด้วยการให้โรส, โพ ดาเมรอน และหุ่นบีบี-เอ็ทเข้าไปทำลายอู่เก็บยานของปฐมภาคี แต่แผนการกลับล้มเหลว เรย์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับไลเซเบอร์สองทาง ทำให้พวกเขาตัดสินใจขโมยยานสตาร์ เดสทรอเยอร์เพื่อหลบหนีนอกจากนั้น เธอยังปรากฏตัวบนดาวคอรัสซังท์ร่วมกับฟินน์, ซี-ธรีพีโอ และอาร์ทูว์-ดีทูว์ เพื่อหาทางเปิดไฟสัญญาณ เรียกบรรดาพันธมิตรให้มาต่อสู้กับปฐมภาคีร่วมกับกลุ่มต่อต้านในตอนท้ายด้วย

อาร์ทูว์-ดีทูว์ จะถูกทำลาย และถูกกู้คืนได้โดยชิวเบคกา

ใน Duel of the Fates อาร์ทูว์-ดีทูว์ถูกทำลายจากการต่อสู้บนดาวคอรัสซังท์ เขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ในการกลับมาสู้กับจักวรรดิ ชิวเบ็คกาเอาร่างบางส่วนของอาร์ทูว์-ดีทูว์ผูกติดกับหลัง แล้วเมื่อพวกต่อต้านเอาชนะปฐมภาคีได้ ชิวอี้ก็เตรียมสร้างเจ้าหุ่นที่อยู่มาตั้งแต่ยุคแรกขึ้นมาใหม่

ขณะที่ชิวอี้จัดการกับร่างของอาร์ทูว์ เลอาก็หยิบเอาไดรฟ์บันทึกความทรงจำของมันไปใส่ไว้ในสมองกล กลายเป็นฉากย้อนความหลัง กับการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอในภาค A New Hope รวมถึงเรื่องการต่อสู้ของพวกขบถในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมาในสายตาของเจ้าหุ่นกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ถูกลุคซื้อมา, โอบี-วันมอบกระบี่แสงที่เคยเป็นของพ่อลุคให้ลุค และเรื่องราวของฮานกับเลอาบนดาวเอนดอร์ ซึ่งต้องเรียกน้ำตาให้กับแฟน ๆ ที่ติดตามมาตลอดได้แน่นอน (ใน The Rise of Skywalker เลือกที่จะเปลี่ยนหุ่นที่พังมาเป็นซี-ทรีพีโอแทน)

“เจ้าหญิงเลอา” จะเป็นตัวละครหลัก

อย่างที่หลายคนทราบกัน ทีมผู้สร้างไตรภาคนี้ของ Star Wars ตั้งใจจะปิดฉากเรื่องราวของตระกูลสกายวอล์กเกอร์ลงอย่างไม่สานต่ออีก โดยจะให้ฮาน โซโล ปิดบทบาทลงในภาค The Force Awakens ลุค สกายวอล์กเกอร์ ปิดบทบาทในภาค The Last Jedi และเก็บบทเจ้าหญิงเลอา ไว้ปิดบทบาทสุดท้ายในภาคที่ 9 นั่นหมายความว่า ทั้งสองฉบับเลอาก็จะต้องกลับคืนสู่พลังเช่นกัน แต่โชคร้ายที่ Carrie Fisher นักแสดงหลักมาเสียชีวิตลงจนเกิดผิดแผน

บทของ Treverrow ถูกเขียนขึ้นก่อนหน้าที่ Carrie Fisher จะจากไปในปี 2016 เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้กำกับจะเปลี่ยนแผนรับมือกับสถานการณ์ใหม่ในการทำงานไปอย่างไร ในฉบับของเขานั้น เลอาจะเป็นตัวละครสำคัญ ในฐานะนายพลที่พวกต่อต้านจำเป็นต้องมี หนึ่งในฉากเด็ดจากบทก็คือ ตอนที่อาร์ทูว์ฉายภาพของเลอาไปทั่วกาแล็กซี ซึ่งเธอขอความช่วยเหลือจากทุกคนเพื่อล้มปฐมภาคี โดยบอกว่า “พวกคุณเป็นเพียงความหวังเดียวที่ฉันเหลืออยู่”

เลอากับ “โพ ดาเมรอน” จะมีฉากโต้ตอบกันไปมา ซึ่งย้ำความสัมพันธ์แบบชอบถกเถียงกันของทั้งคู่อย่างที่เห็นใน The Force Awakens นอกจากนั้น เธอยังใช้พลังเพื่อสื่อสารกับไคโล เรนในตอนท้าย เพื่อทำให้เขาทิ้งความปรารถนาด้านมืด เลอายังอยู่ในฉากสุดท้ายกับบรรดาผู้รอดชีวิต ซึ่งอาร์ทูว์ถูกกู้มาใช้งานได้อีกครั้ง ชวนให้เป็นความประทับใจก่อนจะสั่งลากันไป

ไคโล เรน จะถูกฝึกพลังด้านมืดให้กลายเป็นผีดิบโดย ทอร์ วาลัม

Duel of the Fates จะเปลี่ยนไคโล เรนเป็นตัวร้ายหลักหลังจากการสูญสิ้นไปของสโนค เมื่ออยู่บนดาวเรมนิคอร์ เรนได้เรียนรู้การย้ายพลังชีวิตของสิ่งต่าง ๆ จาก “ทอร์ วาลัม” เอเลียนอายุ 7,000 ปีผู้น่าขยะแขยง หนังจะแสดงให้เห็นว่า ลอร์ดซิธหนุ่มรู้วิธีดูดพลังจากผู้คนยังไง และเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นเหมือนผีดิบแวมไพร์ ท้ายที่สุดเรนก็หักหลังใช้พลังที่ทอร์ วาลัมสอนให้ ดูดพลังของเขามาเป็นของตัวเองจนหมด Treverrow ตั้งใจให้ ซึ่งการฝึกไคโล เรนของทอร์ วาลัมล้อกับการฝึกลุค สกายวอล์กเกอร์ของมาสเตอร์โยดา ที่ดาวดาโกบาห์ในไตรภาคที่สอง

จะไม่เห็น “จักรพรรดิพัลพาทีน” ตัวร้ายที่กลับมาได้แบบงง ๆ

การปรากฎตัวของจักรพรรดิพัลพาทีน ตัวร้ายจากสองไตรภาคก่อนที่ปรากฏตัวแทบทั้งเรื่อง แม้จะสร้างกระแสให้แฟน ๆ ขนลุกขนพองตอนปล่อยตัวอย่างออกมาทีแรก แต่ก็สร้างความสับสนว่าพัลพาทีนยังมีชีวิตอยู่ตลอด 30 ปี ได้ยังไง ก่อนทีมงานสร้างจะออกมาเฉลย (อย่างค่อนข้างขอไปที) ว่า พัลพาทีนที่เห็นในหนังเป็นร่างโคลนไม่ใช่ตัวจริง!

แต่ใน Duel of the Fates อะไรที่เราได้เห็นในหนัง The Rise of Skywalker นั้นจะไม่มีให้เห็น แม้พัลพาทีนจะปรากฏตัวในบทของฉบับ Treverrow ด้วยก็ตาม แต่แทบไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน เขาจะปรากฏตัวบนดาวมุสตาฟาร์ เมื่อไคโล เรนได้พบข้อความโฮโลแกรมที่พัลพาทีนส่งให้ “ดาร์ธ เวเดอร์” โดยข้อความระบุว่าให้เวเดอร์พาลุค สกายวอลเกอร์ไปพบกับ ทอร์ วาลัม ปรมาจารย์ของซิธที่เป็นผู้ฝึกพัลพาทีนอีกทีนึงเท่านั้น

ไคโล เรน ยังคงต้องต่อสู้กับพลังของลุค สกายวอล์กเกอร์

ไคไล เรน เดินทางไปที่ดาวมุสตาฟาร์ เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ใน The Rise of Skywalker แต่ใน Duel of the Fates เขาจะอยู่ที่ดาวเคราะห์ของพวกซิธเพื่อค้นหาโฮโลครอนซึ่งบรรจุข้อความของจักรพรรดิพัลพาทีน แต่กลับถูกพลังของ “ลุค สกายวอล์กเกอร์” มาหลอกหลอนตลอดเวลาที่อยู่บนดาวดวงนี้ พวกเขาทั้งสองจะโต้เถียงกันถึงเรื่องพลังด้านมืดและด้านสว่างตามปรัชญาเกี่ยวกับพลังซึ่งเป็นแก่นของหนังไตรภาคสอง

ไคโล เรนยืนยันว่าเขากำลังจะกลายเป็นเจไดที่มีพลังมากที่สุด แต่ลุคตอบกลับว่า อำนาจไม่ได้นำไปสู่อะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า ไคโลยังเจอกับความทรมานทางร่างกายบนดาวมุสตาฟาร์ด้วย เมื่อโฮโลครอนระเบิดสร้างความอัปลักษณ์ให้มากขึ้นสำหรับไคโล เรน ที่ปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว

ลุค สกายวอล์กเกอร์ ยังมีบทบาทในเรื่องในรูปแบบของพลัง

ลุคจะปรากฏตัวแทบจะเป็นปกติในหนังที่ไม่ถูกสร้าง ตอนต้นเขาจะฝึกวิทยายุทธให้กับเรย์ต่อ และที่สำคัญกว่านั้น เขาจะยังสื่อสารกับไคโล เรน อดีตพาดาวันหรือศิษย์ของตัวเอง เพื่อล่อให้เขากลับมาสู่ด้านสว่างตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีเสียงก้องของเจไดคนสุดท้ายเกิดขึ้น ในตอนที่เรย์กับมาสเตอร์โอบี-วัน หรือเบน พูดถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนธรรมเนียมโบราณในอดีตที่แยกเจไดกับซิธออกจากกัน แต่ที่เป็นไฮไลต์สำคัญก็คือ การพูดถึงพลังของลุคในหนังตอนท้ายที่จะทำให้เขากลายเป็นตำนาน

เรย์ยังคงเป็นคนไม่สำคัญ และไม่เกี่ยวพันกับสายเลือดสกายวอล์กเกอร์

Duel of the Fates ยังสานต่อต่อสิ่งที่ The Last Jedi วางเอาไว้ จากภาคก่อนที่ไคโล เรน บอกกับเรย์ ว่าพ่อกับแม่ของเธอเป็นพ่อค้าขยะที่เป็นคนธรรมดาสามัญ บทของ Treverrow จะย้ำความเป็นคนไม่สำคัญของเธอมากขึ้นไปอีก แล้วยังเผยให้รู้ว่า เหตุการณ์ก่อนหน้า The Force Awakens ไคโล โรนแกะรอยตามเรย์อยู่นานหลายปีก่อนหน้านั้น แต่เรย์หนีไปได้ต่างจากพ่อแม่ของเรย์ที่ถูกสังหาร และช่วงไคลแม็กซ์ตอนท้าย ไคโล เรนจะบอกกับเรย์ว่า ชื่อเต็ม ๆ ของเธอคือ “เรย์ โซลานา” ที่จะสื่อว่า เธอสามารถกลายเป็นคนที่มีความสำคัญขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงสายเลือดหลักของทั้ง 3 ไตรภาค (ต่างจาก The Rise of Skywalker ที่ตอนจบเธอก็กลายเป็น “เรย์ สกายวอล์คเกอร์” ไปอีก)

เรย์จะตาบอด โดนตัดนิ้ว และถูกกรีดหน้า

แม้ว่าฉากต่อสู้ระหว่างไคโล เรนกับเรย์ในห้องโถงของสโนคจาก The Last Jedi จะอลังการ แต่ในฉบับ The Duel of Fates จะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า โดยฉากต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ซับซ้อนของหนังจะเกิดขึ้นที่ดาวมอร์ทิส ดาวเคราะห์ที่ได้เห็นกันเป็นครั้งสุดท้ายในแอนิเมชันซีรีส์ Clone Wars ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีความจริงเสมือนของพลัง ไคโล เรน และเรย์เดินทางมาที่นี่เพื่อหาจุดกำเนิดของพลังชีวิต เมื่อทั้งคู่เจอกัน ฉากดวลกระบี่แสงระดับอลังการก็เกิดขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ระหว่างการดวล ไคโล เรน ทำให้เรย์ตาบอดด้วยกระบี่แสงก่อนที่เธอจะป้องกันดวงตาได้ทัน แล้วเขาก็พูดย้ำชักจูงให้เธอเข้าสู่ด้านมืด จากนั้นก็ใช้พลังพยายามตัดนิ้ว กรีดหน้า และทำลายกระบี่แสงของเรย์ (ให้ความรู้สึกเหมือนลุคที่โดนตัดมือขวาในภาค The Empire Strikes Back) ไคโล เรน ใช้โอกาสนี้ดูดพลังจากเรย์ให้หมด (ตามที่ได้ไปฝึกปรือวิทยายุทธมา) แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะเลอา แม่ของเขาร้องเรียกและขอให้เขากลับบ้าน (เดิมทีในฉบับ The Rise of Skywalker ก็จะเป็นตัวละครเลอาที่เล่นบทนี้ แต่เพราะ Carrie Fisher เสียชีวิตไปเสียก่อน เลยเปลี่ยนเป็นพลังของฮาน โซโล พ่อของไคโล เรน แทน) ไคโลจึงตัดสินใจคืนพลังให้กับเรย์และดับร่างตัวเองเสีย

เรย์ตาย และได้พบกับมาสเตอร์โอบี-วันกับมาสเตอร์โยดา

หลังไคโล เรน ร่างดับสลายไป เรย์เอนตัวลงนอนกับโต๊ะหินซึ่งเป็นตัวแทนจุดกำเนิดพลังชีวิต จากนั้นเธอก็เสียชีวิตตามไปเช่นกัน เธอกลายเป็นพลังบริสุทธิ์และพุ่งขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศ ได้พบพลังของมาสเตอร์โยดา มาสเตอร์โอบี-วัน และมาสเตอร์ลุค (คล้าย ๆ กับฉบับ The Rise of Skywalker ที่มาเป็นเสียง) ซึ่งเธอถามพวกเขาว่า “นี่คือความตายใช่ไหม?” พวกเขาตอบเธอว่า เธออยู่ในสถานที่แห่งการหยั่งรู้ และเธอประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเขาล้มเหลวมาตลอด (ทั้งสามไตรภาค) ด้วยการค้นพบสมดุลระหว่างด้านมืดและด้านสว่าง

จากนั้นพวกเขาก็ให้เธอเลือกระหว่าง การอยู่ร่วมกับพลังวิญญาณแบบพวกเขา หรือกลับไปดำรงชีวิตตามเดิมซึ่งชีวิตจะมีทั้งความทุกข์และความรัก เรย์เลือกการกลับไปมีชีวิต ขณะที่พลังค่อยๆ จางหาย มาสเตอร์โอบี-วันก็บอกว่า “เธอคือเจได เรย์ โซลานา และเธอจะไม่ใช่เจไดคนสุดท้าย”

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก