Connect with us

What The Fact

รวมเพลงฮิตที่มีคำแปลก ถึงไม่รู้ความหมายแต่ก็มันส์ได้แล้วกัน !!!

เพลงสนุก เพลงแดนซ์ เพลงมันส์ ๆ เป็นอะไรที่ถูกใจคนไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเพลงจากบ้านเราเองหรือจากต่างชาติเข้ามา เพลงบางเพลงถึงแม้ไม่รู้ภาษา ไม่รู้ความหมายเราก็มันส์ไปกับมันได้ไม่มีติดขัด จำได้ว่าครั้งหนึ่งในอดีตเพลงอย่าง “โซเดมาคอม” “อาเซเดเฮ” (เราคนไทยเรียกกันอย่างนั้น) เป็นเพลงที่ฮิตติดใจกันทั่วบ้านทั่วเมือง แดนซ์กันกระจายเต้นตามกันได้อย่างพลิ้ว ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่มียูทูบ ไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยซ้ำ มันก็ยังแพร่หลายกระจายไปทั่ว

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ในทุกวันนี้เพลงไหนที่มันฟังแล้วเข้าหู จังหวะมันถึงใจ แถมมีอะไรที่โดดเด่นเป็นที่จดจำ จะฮิตติดกระแสไปได้อย่างง่ายดาย อย่างที่เกิดขึ้นกับ “มะล่องก่องแก่ง” ที่ต้นฉบับของ พจน์ สายอินดี้ กำลังจะทะลุ 8 ล้านวิว ส่วนเวอร์ชัน cover นั้นก็กำลังจะทะลุ 20 ล้านวิวภายในเวลาอีกไม่นาน กับเนื้อร้องที่แปลก-มันส์-ฮา ถึงไม่รู้ความหมายแต่ก็สามารถร้องตามได้ เต้นตามได้แบบเพลิน ๆ จึงเป็นที่การันตีว่าอะไรที่แปลก-มันส์-ฮา แบบนี้มันได้ใจคนไทยเสมอ ในวันนี้เราจึงขอรวบรวมบทเพลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ทุกวันนี้เราก็อาจยังไม่เข้าใจในความหมายแต่ก็แดนซ์ตามได้อย่างมันส์ เผื่อเพื่อน ๆ เอาไปจัดเพลย์ลิสต์แดนซ์กันแบบ non-stop ไปเลย


“อาบาดีบี อาโบเดเบ”


อาบาดีบี อาโบเดเบ

อาบาดีบี อาโบเดเบ อาโบดาบา

เพลงสุดคลาสสิกเพลงนี้ที่เราไม่รู้ความหมายแต่ร้องตามกันได้ แท้จริงแล้วมีชื่อว่า “A-Ba-Ni-Bi” อันเป็นเพลงจังหวะดิสโก้ที่ชนะการประกวด Eurovision Song Contest ในปี 1978 ขับร้องและบรรเลงโดยศิลปินอิสราเอลนาม “Izhar Cohen & The Alpha-Beta” เพลงนี้จริง ๆ แล้วเป็นเพลงรัก พูดถึงพลังแห่งความรักด้วยน้ำเสียงที่เชิดชูในรัก “รักคือพระเจ้า รักอยู่รอบกายเรา รักคืออิสระ” แต่ถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจความหมาย แต่ด้วยทำนองที่สนุกสนาน และเนื้อเพลงที่เรียงร้อยได้อย่างน่าสนใจ ร้องตามได้ ก็ช่วยให้เราสัมผัสอารมณ์เพลงได้อย่างดีไม่มีตกหล่นเลยล่ะ

 

หลายคนอาจจะคุ้นเพลงนี้จากเวอร์ชัน “ไอ้บ้า ไอ้บี้ ไอ้โบ้ ไอ้เบ๊” ที่เป็นเวอร์ชันแปลงเป็นภาษาไทยโดยวง The Possible จากภาพยนตร์เรื่อง “เก๋า เก๋า” ที่ร้องว่า “ไอ้บ้า ไอ้บี้ ไอ้โบ้ ไอ้เบ๊ / ไอ้บ้า ไอ้บี้ ไอ้โบ้ ไอ้เบ๊ ไอ้โบ ไอ้บา” ขับร้องโดยพี่ต๋อย The Possible หรือพี่โจอี้บอยนั่นเอง เพลงนี้นี่มีความครีเอทมากเอาชื่อตัวละครในเรื่องมาใส่ลงทำนองแบบเป๊ะ ๆ  แถมยังเล่าเนื้อหาได้ฮาและเข้ากับตัวหนังมาก ๆ


“โซเดมาคอม”


So dem a com, so dem a com, dem a com, dem a com

So dem a com with a bompin’ song

So dem a com with a bompin’ song, so dem a com

เพลงที่เราเรียกกันติดปากว่า “โซเดมาคอม” เพลงนี้ แท้จริงแล้วมีชื่อว่า “So Dem A Com” งานเพลงสไตล์ยูโรแดนซ์จากนักดนตรีขาแดนซ์ชาวสดีเดนนามว่า “Bo Martin Erik Erikson” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “E-Type” (ชื่อนี้ได้มาจากชื่อรถจากัวร์สปอร์ตรุ่น Jaguar E-Type)  เพลง “So Dem A Com” นี้อยู่ในอัลบั้ม “Made in Sweden” อัลบั้มแรกของนาย E-Type ในปี 1994 ผ่านมา 26 ปีแล้ว !! ทุกวันนี้ยังมีคนฟังอยู่เลย เปิดตัวมานี่ก็ดังเปรี้ยงปร้างข้ามประเทศกันไปแล้ว !

คิดดูดังไม่ดังขนาดป๋าเทพ โพธิ์งามยังเอามาทำใหม่ใส่เนื้อไทยเป็นเพลง “เมียคอยมาคุม” ซะงั้น เอาซะฮาเลยครับ


“บลูดาบาดี”


I’m blue da ba dee da ba daa

Da ba dee da ba daa

da ba dee da ba daa

da ba dee da ba daa

Blue (Da Ba Dee)” เป็นบทเพลงฮิตติดชาร์ตในสไตล์ยูโรแดนซ์จากวงอิตาเลียนนาม “Eiffel 65” ที่ปล่อยออกมาในปี 1998 และกลายเป็นเพลงฮิตไปทั่วโลกทันที น่าสนใจที่เพลงแดนซ์สุดฮิตส่วนใหญ่มักจะมาจากอัลบั้มแรกของวงและ “Blue (Da Ba Dee)” ก็เป็นเช่นนั้นเพราะมันมาจากอัลบั้มแรกของ Eiffel 65 ที่ชื่อว่า “Europop” เพลงนี้นับว่าเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดของวงและติดชาร์ตอันดับหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลก ที่สำคัญเลยมันได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขาเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยมในปี 2001 สองปีให้หลังจากที่ปล่อยเพลงนี้ออกมาด้วย

เนื้อเพลงพูดถึงชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน “โลกสีฟ้า” ซึ่งคำว่า “ฟ้า” ในที่นี้ก็คือ “ความเศร้า” นั่นเอง (เนื้อมันเศร้าแต่ทำไมทำนองมันแดนซ์จังหว่า ???) โดยมีใจความประมาณว่าชีวิตของเขานั้นมันฟ้า (หม่น) ทั้ง “ภายในและภายนอก” ทั้งจิตใจที่ความเศร้ามันฝังลึกลงภายในและทั้งคนรอบ ๆ ตัวที่ไม่มีใครรับฟังเค้าเลย นอกจากนี้สีฟ้ายังถูกใช้กล่าวถึงสิ่งอื่นด้วยเช่นบ้านสีฟ้า รถ Corvette สีฟ้า และสิ่งของอื่น ๆ  ซึ่งเนื้อเพลงในท่อนฮุคที่ร้องว่า “I’m blue da ba dee da ba daa” จริง ๆ เนื้อหามันก็มีแค่ว่า “I’m blue” (ฉันเศร้า) นั่นล่ะ ส่วนที่เหลือมันก็คือการต่อท่อนด้วยคำแปลก ๆ ตามสไตล์เพลงแดนซ์สุดฮิตนั่นล่ะ แล้วมันก็ฮิตติดปากจริง ๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้มันก็ยังถูกนำไปใช้ในสื่อต่าง ๆ อยู่ตลอด อย่างล่าสุดก็ใช้ในหนัง Iron Man 3 (2013) ด้วย

 


“อาเซเดเฮ”


Aserejé, ja deje tejebe tude jebere

Sebiunouba majabi an de bugui an de buididipí

เพลงที่เราเรียกกันว่า “อาเซเดเฮ” เพลงนี้แท้จริงแล้วมันคือ “อาเซเรเฮ” (Aserejé) หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Ketchup Song” บทเพลงเปิดตัวจากวงสแปนิชพอปเกิร์ลกรุ๊ปนาม “Las Ketchup” ที่ถูกบรรจุไว้ในอัลบั้มแรกของพวกเธอ “Hijas del Tomate” ในปี 2002

บทเพลงสไตล์ flamenco ผสม Europop ยอดฮิตเพลงนี้มีต้นฉบับเป็นภาษาสเปน ท่อนที่คนจำได้ขึ้นใจว่า “อาเซเดเฮ” นั้นมาจากท่อนฮุคของเพลงที่ร้องขึ้นต้นว่า  “อาเซเดเฮ อา เดเฮ…”  เอาจริง ๆ แล้วถึงแม้เนื้อร้องท่อนนี้จะเป็นภาษาสเปน แต่คนสเปนเองก็งงเช่นกันว่ามันแปลว่าอะไร ??? ซึ่งที่มาของท่อนฮุคนั้นเกิดขึ้นจากการถอดเสียงแบบหยาบ ๆ จากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาสเปนในท่อนฮุคของเพลง “Rapper’s Delight” เพลงฮิตในปี 1979 จากวงอเมริกันฮิปฮอปนาม “Sugar Hill Gang” โดยการถอดเสียงจะเป็นไปตามรูปด้านล่างนี้ครับ

 

อีกสิ่งที่ทำให้เพลงนี้ฮิตกันระเบิดระเบ้อก็คือท่าเต้น “สับมือ” สุดฮิปที่สาว ๆ เต้นตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ใครลืมไปแล้วก็ไปดูใน MV แล้วเต้นตามกันได้เลยคร้าบบบ


“มาอียะฮี้ มาอียะฮู้”  / “โนม้า โนมาเหย่”


Ma-i-a hi

Ma-i-a hu

Ma-i-a ho

Ma-i-a ha-ha

เจ้าเพลง “มาอียะฮี้ มาอียะฮู้” หรือ “โนม้า โนมาเหย่”  แท้จริงแล้วมันคือเพลงที่มีชื่อว่า “Dragostea din teï” เป็นซิงเกิลภาษาโรมาเนียซิงเกิลแรกและเป็นซิงเกิลที่ฮิตถล่มทลายที่สุดของวงบอยแบนด์จากมอลโดวานาม “O-Zone” จนมีคนเอาไป cover มากมายเวอร์ชันที่ดังเป็นเวอร์ชันของนักร้องเพลงพอปเชื้อสายอิตาลี-โรมาเนียนาม “Haiducii” และนอกจากนี้ เพลงนี้ยังไปฮิตในอเมริกาจากคลิปไวรัลสุดฮาที่ชื่อว่า “Numa Numa” (ชื่อนี้ก็มาจากท่อน “โนม้า โนมาเห่” นั่นล่ะ) ผลงานของวล็อกเกอร์นาม “Gary Brolsma” ซึ่งนอกจากจะทำให้เพลงนี้ฮิตในอเมริกายังทำให้นายคนนี้ดังถล่มทลาย จนต้องมีภาคสอง “Numa Numa2” ตามมา

เนื้อเพลงในท่อนฮุคที่มีคำร้องว่า “โนม้า โนมาเหย่” นั้นมีเนื้อร้องเต็ม ๆ ตามด้านล่างนี้ ซึ่งคำว่า “numa numa” ที่ถูกย้ำหลายต่อหลายครั้งในท่อนนี้จนเราจำได้ขึ้นใจ เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วมันคือคำว่า “don’t want don’t want” ตามการแปลด้านล่างนี้ซึ่งเป็นลักษณะการแปลตามการออกเสียงมากกว่าที่จะเป็นการแปลตามความหมายแบบเป๊ะ ๆ แต่ก็ได้ความหมายที่ใกล้เคียง

 

Vrei să pleci dar nu mă, nu mă iei,

Nu mă, nu mă iei, nu mă, nu mă, nu mă iei.

Chipul tău și dragostea din tei,

Mi-amintesc de ochii tăi.

 

 (You) want to leave but don’t want to take me,

Don’t want to take me, don’t want, don’t want to take me

Your face and the love from the linden trees,

Remind me of your eyes.

(ที่มา : https://genius.com/O-zone-dragostea-din-tei-lyrics)

ส่วนชื่อเพลง “dragostea din tei” แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “love from the linden trees” ซึ่ง linden tree นั้นก็คือ “ต้นหลิน” ซึ่งจะขึ้นกันแน่นหนามากในสวน “Herastrau” ที่บูคาเรสต์เมืองหลวงของโรมาเนีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่บรรดานักศึกษาและหนุ่มสาวทั้งหลายชอบมาพบปะสนทนาจี๋จ๋ากันโดยเฉพาะในฤดูร้อน นั่นก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “รักภายใต้ต้นหลิน” ซึ่งสื่อถึง “ความรักแรกผลิบานของคนหนุ่มสาว” นั่นเอง

 

เพลงนี้มีแปลงเป็นเวอร์ชันไทยด้วยชื่อว่า “โอ้เจ้าหนี้” เป็นผลงานของ ใหญ่ RedBeat หรือ ใหญ่ ประสงค์ ตั้งตัว (ชื่อพี่เค้าเข้ากับเพลงมากเลย) ซึ่งเปิดมาด้วยท่อนอินโทรว่า “ไม่ได้หนี ไม่ได้หาย ไม่ได้ย้าย แต่มันไม่มี” และท่อนฮุคสุดฮาที่ร้องว่า “โอ้ว เจ้าหนี้ / พอทีไม่ต้องมาแหย่ /ตอนนี้กำลังแย่ /ทวงทุกวันมันก็ไม่มี /โอ้วเจ้าหนี้ /ยืมมาไม่นานเลยนี่ /อีกสักปี ผ่อนผัน กันไปก่อน” อย่างฮา จากเพลงแดนซ์กลายเป็นเพลงผัดหนี้ไปได้งัยเนี่ย พี่เค้าครีเอตจริง ๆ


“โฟดีฟาย”


โฟดิโฟ ดิโฟ ดิฟาย

เจิ๊ดไอล้าย ตะแหน่วตะแหน่ว

คราวนี้มาฝั่งเพลงไทยกันบ้าง เริ่มที่เพลงลูกทุ่งสายแดนซ์สุดมันส์จาก “ปีเตอร์ โฟดีฟาย” หรือ “ปีเตอร์ สารีวงษ์” ที่มีท่อนฮุคสุดเจิ๊ดว่า “โฟดิโฟ ดิโฟ ดิฟาย / เจิ๊ดไอล้าย ตะแหน่วตะแหน่ว” เนื้อหาของเพลงพูดถึงคนที่ร้องเพลงไม่ค่อยเก่ง เพลงไทยก็ไม่รอด เพลงภาษาอังกฤษก็ไม่เป็น แต่ด้วยใจรักพอทำนองมันขึ้นมาก็ต้องบรรเลงไปตามภาษา “ฟุดฟิดฟอไฟ” ก็เลยออกมาแบบไม่เป็นภาษาตามสไตล์ตัวเองว่า “โฟดิโฟ ดิโฟ ดิฟาย” ด้วยทำนองที่สนุกสนานและการสร้างสรรค์คำที่แปลกใหม่ทำให้เพลงนี้เป็นที่ติดหู ถูกอกถูกใจ จนร้อง “โฟดิโฟ ดิโฟ ดิฟาย” ตามกันได้ทุกครัวเรือน


“มันต้องถอน”


งึกงึกงักงัก

มันเป็นงึกงึกงักงัก โอ๊ย

งึกงึกงักงัก

มันเป็นงึกงึกงักงัก

บทเพลงสุดมึนจาก “ปอยฝ้าย มาลัยพร” ที่เป็นเพลงฮิตแห่งปี 2558 ผลงานจากอัลบั้ม “มันต้องถอน” ที่มาพร้อมลีลาสุดมึน กับเนื้อร้องสุดเมา ที่ใช้คำได้บ่งบอกถึงอาการมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น “งึกงึกงักงัก / กะอึ๊กกะอั๊ก / จึ๊กจึ๊กจั๊กจั๊ก / โสงโหลงเสงเหลง / มะโหร่งมะเหร่ง / วินวินเซ็งเซ็ง / โอ่งโหล่งเอ่งเหล่ง” ทำเอาเราเมาตามเลย  เห็น “งึกงึกงักงัก” แบบนี้ก็งงเหมือนกันว่าทำไมมันถึงฮิตติดกันงอมแงม แต่พอลองฟังดูมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงนี้มันเหมือนมีมนต์อะไรบางอย่างที่ทำให้เราไหลไปกับมัน เป็นอะไรที่ตลกดีเหมือนกัน  ฟังแล้วทำเอาเรา “งึกงึกงักงัก” ไปด้วยเลย แถมยังทำให้คำว่า “มันต้องถอน” กลายเป็นคำฮิตของสายเมาอีกด้วย นั่นล่ะฮิตกันแบบนี้มันก็ต้องถอนซักทีล่ะครับพี่ !


“โดดดิด่ง”


โดดดิด่ง.. โดดดิด่ง..

โดดดิด่ง โดดิโดดิโดดิโด่

โดดิโดดิโดดิโด่ โดดิโดดิโดดดิด่ง

บทเพลงสุด “โดดดิด่ง” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้” เนื้อร้องโดย ยุ้ย มานะศักดิ์ ทำนอง เรียบเรียงและโปรดิวซ์โดย จินนี่ ภูไท และขับร้องภาษาอีสานโดยน้อง ๆ ทั้ง 8 จาก BNK48 ที่ร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ หลายคนชื่นชมในการร้องของน้อง ๆ ที่ร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำสำเนียงอีสานได้ดี นอกจากนี้ยังมีลีลาเต้นได้ “โดดดิด่ง” น่าประทับใจมาก จริง ๆ เนื้อร้องเพลงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกมาก เพราะก็เป็นภาษาอีสานที่มีความหมายถอดความได้ แต่ที่แปลกก็คือคำว่า “โดดดิด่ง” นี่ล่ะ ซึ่งมันก็แปลกหูพอสมควรสำหรับคนทั่วไปที่ไม่รู้จักที่มาของคำนี้ ซึ่งมันเป็นภาษาทำนองพิณที่สมัยก่อนถ้ามีการต่อเพลงกันหรือนักดนตรีสอนไลน์พิณให้ลูกหลานก็มักจะใช้ศัพท์คำว่า “โดดดิด่ง” “โดดดิด่งโดดดิโด้ดงด่ง โดดดิด่งโด้ดิด่งโด้ดง” อะไรประมาณนี้ ด้วยความม่วนถึงใจทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และ การร้องการเต้นของน้อง ๆ จึงทำให้เพลงนี้ฮิตทะลุ 10 ล้านวิวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากอยากรู้ลึกเรื่องเพลงนี้สามารถตามไปอ่านได้ที่ “อย่างลึก ! วิเคราะห์เจาะลึกเพลง “โดดดิด่ง” ไทบ้าน x BNK48 อย่างละเอียดโดย จินนี่ ภูไท” เลยคร้าบ


“มะล่องก่องแก่ง”


ขอโทษที่เข้าไปเป็น มะริ่งกิ่งก่อง

สะระน๊องก่องแก่ง มะน่องมะแน่งมั๊บ

ปะล่องป่องแป่ง ง้องแง้งง้องแง้ง ในชีวิตเธอ

หากพูดถึงเพลงที่มีเนื้อแปลกนาทีนี้คงไม่มีใครเกิน “มะล่องก่องแก่ง” ของ พจน์ สายอินดี้ อีกแล้ว ด้วยท่วงทำนองอันเร้าใจ บวกสไตล์การเต้นที่กินขาด ไม่ว่าจะต้นฉบับหรือ cover ลีลานั้นเหลือร้าย แถมแต่งตัวได้จี๊ดจ๊าดเจิ๊ด จึงทำให้เพลงนี้เป็นที่ติดหู ติดใจ คนไทยทั้งประเทศ ด้วยท่อนฮุคสุดฮาที่ร้องว่า “ขอโทษที่เข้าไปเป็น มะริ่งกิ่งก่อง  สะระน๊องก่องแก่ง มะน่องมะแน่งมั๊บ ปะล่องป่องแป่ง ง้องแง้งง้องแง้ง ในชีวิตเธอ” ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร แต่พอเข้าใจได้ว่ามันหมายถึงอาการ “เสียหลัก” “ผีเข้าผีออก” “บ้า ๆ บอ ๆ“ จากการที่โดนสาวที่หมายปองแต่เค้ามีเจ้าของแล้วมาเล่นยึกยักเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวมาหลอกให้อยากแล้วก็จากไป ก็เลยทำให้เราต้อง “มะริ่งกิ่งก่อง  สะระน๊องก่องแก่ง มะน่องมะแน่งมั๊บ ปะล่องป่องแป่ง ง้องแง้งง้องแง้ง” กับเธอนั่นเอง เป็นการใช้คำได้อย่างฮา แถมยังเรียงร้อยได้อย่างลื่นไหล ใครลองร้องตามรับรองว่าเพลิน ยิ่งเต้นตามไปด้วยนี่ต้องบอกเลยว่า “มะริ่งกิ่งก่อง  สะระน๊องก่องแก่ง” สุด ๆ ถ้าหากอยากรู้เหตุแห่งความม่วนของเพลงนี้สามารถตามไปอ่านได้ที่ “เจาะลึกเหตุของความม่วน !! ทำไม “มะล่องก่องแก่ง” จึงเป็นเพลงฮิตติดเทรนด์ ณ ขณะนี้”  เลยคร้าบ

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น