การเดินทางสายดนตรี-เทคโนโลยีที่ยาวไกล “สู่จักรวาล” ของ “จี๊ด รอยัลสไปรท์ส” ในฐานะศิลปินสุดเก๋า และทาเลนต์ “หน้าใหม่” ของแบไต๋

ถ้าชีวิตหนึ่งชีวิตเปรียบเหมือนดวงดาวในจักรวาล แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลคนละเส้นทาง สุดท้ายบางครั้งก็อาจจะมาโคจรใกล้กันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก็คงเหมือนเราชาวแบไต๋ ณ ตอนนี้ ที่ทุกคนล้วนตื่นเต้นและดีใจกับการมาของเขา-คนที่เราไม่เคยเชื่อว่าจะได้เจอ

เขาคือ “จี๊ด สุนทร สุจริตฉันท์” อดีตสมาชิกวงดนตรีดีกรีระดับรองแชมป์ประเทศไทยอย่าง “รอยัลสไปรท์ส” ที่โลดแล่นอยู่บนเส้นทางสายดนตรีมาจนอายุครบ 50 ปีในปีนี้ และตัดสินใจเลือกเดินทางใหม่ในฐานะคนทำสื่อวิทยุและทีวี ก่อนจะสลับแทร็กไปบริหารค่ายเพลง และทำงานด้านการเมือง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพียงเพราะเขาต้องการอยากทำสิ่งต่าง ๆ มากมายหลากหลายเท่าที่เขาจะทำได้ และเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน

จนในที่สุด เส้นทางของเขาก็ได้มาบรรจบกับเส้นทางของแบไต๋ ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปินรุ่นเก๋า แต่เป็น “ทาเลนต์หน้าใหม่” ที่ต่อไปนี้ เขาจะมาโลดแล่นเพื่อเล่าเรื่องไอทีที่มีประโยชน์ต่อคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา

และด้วยวาระอันดี เนื่องด้วยเขานั้นกำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบไต๋ ในฐานะ “ทาเลนต์” ที่จะเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก๋า ส่งต่อเรื่องราวเทคโนโลยีในแบบที่คนวัยเก๋าต้องรู้ ผ่านรายการ 2 รายการที่กำลังจะมาในเร็ว ๆ นี้ ทั้งรายการ “จี๊ดจับเท็จ” ที่จะมาเกาะติดข่าวปลอม และสร้างความเข้าใจเพื่อไม่ให้หลงเชื่อในเฟคนิวส์ และรายการ “สุนทรสอนเฟี้ยว” ที่จะมาอธิบายทิปส์เทคโนโลยีไอทีแบบง่าย ๆ ให้คนรุ่นเก๋าได้ใช้เทคโนโลยีกันแบบเฟี้ยว ๆ

เราจึงพาพี่จี๊ด “หยุดโลก” กันสักพัก “พบกันบนดวงดาว” ที่ไหนสักแห่ง เพื่อฟังเล่าเรื่องการเดินทาง “สู่จักรวาล” เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาของเขา รวมถึงเรื่องของการ “ให้” ที่เขาเคยทำมาแล้วในอดีต และกำลังจะเดินทางต่อไปนับจากนี้ กับแบไต๋

เริ่มต้นเส้นทาง

ผมเป็นนักดนตรีจากต่างจังหวัดครับ อยู่ในแคมป์ทหารอเมริกัน ได้เรียนรู้การทำให้ตัวเองไม่ใช่เป็นแค่นักร้องอยู่กับที่ แต่ Express ความรู้สึกจากเพลงถ่ายทอดออกมาอย่างดี ทั้งท่าที ลีลา ความหมาย เพราะว่าตอนนั้นเรามองว่าฝรั่งที่ฟังเพลงเรานั้นมีทั้งภาษาปาก มี Verbal ก็คือวัจนภาษา และก็จะมีสิ่งที่เป็นอวัจนภาษาด้วย ตอนนั้นผมก็เลยได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ได้เรียนรู้ท่าทางแบบฝรั่งมากขึ้น ตอนนั้นแหละครับที่ผมรู้สึกว่าได้กลายเป็นนักดนตรี

ก่อนหน้านั้นตอนสมัยเด็ก ๆ ผมเคยเป็นนักดนตรีไทย ตีขิม อังกะลุง โทนรำมะนา มาตีกลองแขก แล้วก็เปลี่ยนไปเล่นวงโยธวาทิต เป่าทรอมโบน แล้วก็มาลองตีกลองแบบสากล ตอนตีกลองสากล ผมอยู่วง “Honest”  แล้วก็ย้ายมาอยู่วง “M7” ก็คือย่อมาจาก “Magnificent Seven” ผมทั้งเป่าทรอมโบนและตีกลอง แต่เขาผมบอกว่าไงรู้ไหมครับ เขาบอกว่า “คุณเป่าเครื่องเป่าก็ดี ตีกลองก็ได้ แต่คุณน่าจะมาเป็นนักร้องนำดีกว่า ราคาดีกว่า” ผมก็เลยขึ้นมาเป็นนักร้องนำ

ช่วงนั้นคือประมาณปี 2514 – 2518 ผมไปเล่นที่แคมป์ จี.ไอ. ที่เป็นฐานทหารอเมริกันที่อยู่ในประเทศไทย ช่วงยุคสงครามเวียดนาม ผมกับวงก็ไปตระเวนเล่นแถวอุบล อุดร ขอนแก่น ตาคลี อู่ตะเภา นครพนม ทั่วประเทศเลย จนกระทั่งสงครามจบ แคมป์เลิก ผมก็ตกงาน ก็เลยกลับมาร้องเพลงที่พัฒน์พงศ์ เพราะว่าพัฒน์พงศ์ไม่เคยปิดใช่มั้ยครับ เล่นไปร้องไป จนกระทั่งมาเจอกับวงรอยัลสไปรท์สนี่แหละ เขาเห็นผมร้องเพลงดี เขาก็เลยชวนมาอยู่วง ผมก็คิดอยู่นานเลย ตั้งห้าวินาที (หัวเราะ) ก็เลยไปเคลียร์กับวงเก่า หาคนมาแทนเสร็จสรรพ ถึงได้ย้ายมาอยู่กับรอยัลสไปรท์สเมื่อตอนปี 2518

ที่มาของชื่อ “รอยัลสไปรท์ส”

“โอ้โห! เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลยนะ สมาชิกส่วนใหญ่ของรอยัลสไปรท์สตั้งขึ้นตอนสมัยที่เป็นวิทยาลัยเพาะช่าง ก่อนนั้นเนี่ยชื่อวง Flowers ประสบความสำเร็จจากการประกวด เป็นแชมป์ประเทศไทยแล้วนะ แต่หลังจากนั้นปีเดียวแตกครับ เพราะว่ามันเป็นชื่อดอกไม้ มันเหี่ยวเร็วอะไรแบบนี้หรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้างั้นคราวหน้าเราไม่ตั้งเป็นชื่อดอกไม้แล้ว เพราะมันเหี่ยวเร็ว เราก็เลยตั้งชื่อเป็น

The Royal Academy Of Magic Sprites

มันเป็นสถาบันที่เรียกว่ารวมเอาเทพทั้งหลายมารวมกัน แบบเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น แล้วต่อมาก็ ตัดเอาทั้งหมดออกเหลือหัวกับท้าย เหลือเป็น “Royal Sprites” คือมันต้องแปลก มันต้องยูนีค พิเศษ และต้องยั่งยืน จนกระทั่งมีคนค้นพบว่า มันเป็นชื่อดอกไม้ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม เป็นดอกกุหลาบสีเหลืองดอกใหญ่มาก ผมไปดูยังเห็นเลย

เทคโนโลยีรอบตัว “จี๊ด รอยัลสไปรท์ส”

ถ้าเอาใกล้ ๆ ตัวเลยก็คือการบันทึกเสียงนี่แหละ เมื่อก่อนมีแทร็กเดียว อัดเสียงพร้อมกันทั้งหมดในหนึ่งแทร็ก ในยุคก่อนหน้าผมตั้งแต่สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร, สุนทราภรณ์ พวกเขาเก่งมากนะ ต้องเล่นร้องแบบพลาดไม่ได้เลย ต่อมาก็มาเป็นยุคของผม คือมี 2 แทร็ก คืออัดดนตรีก่อน แล้วก็มาอัดร้องทีหลัง ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่มันก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี ดนตรีต้องเล่นเป๊ะ ๆ เหมือนซ้อม แล้วอัดหนึ่งแทร็ก ส่วนผมก็ค่อยมาร้องอีกหนึ่งแทร็ก มาอัดร้องทีก็สลบเลย เพราะว่ามีงานข้างนอกมา ตอนกลางคืนก็ต้องมาอัดร้องอีก

ส่วนพวกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับผมในตอนนั้น ก็มีอยู่สองเรื่องที่ผมสนใจในตอนนั้นก็อย่างเช่นเรื่องของอวกาศ ที่ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำอัลบั้ม “หยุดโลก” โดยใช้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในการสร้างเสียงแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในสมัยนั้น แล้วก็สมัยนั้นเนี่ย ถ้าเป็นในชีวิตประจำวัน ปกติวงรอยัลสไปรท์สเราจะตามมารวมวงกันค่อนข้างยากเลยครับ ตามกันทีก็ต้องขับรถ นั่งรถ ณ ตอนนั้นก็เลยมีโทรศัพท์มือถือรุ่นกระติกน้ำแบกติดตัว แต่ว่ามันหนักตั้ง 7-8 กิโลกรัมเลยนะครับ พูดคุยสายทีนี่ร้อนหูเลย จริง ๆ สมัยนั้นผมก็ตามเทคโนโลยีเหมือนกันนะครับ มีอะไรใหม่ ๆ เอาหมด

หยุดโลก-สู่อวกาศ

การมาของเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในตอนนั้น ผมไม่ได้มองว่าคนจะรับหรือไม่รับหรือเปล่านะ เขาจะคิดยังไง ก็คงไม่ไปยุ่ง แต่ผมมองในแง่ว่า เรามีทิศทางอะไร เราจะไปไหน เราโฟกัสไปในที่ใด พวกเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีสังเคราะห์ ซินซิไซเซอร์ (Synthesizer) เราจะสามารถสังเคราะห์หรือทำให้เป็นเรื่องราวอะไรก็สามารถทำได้ อย่างพวกวงดนตรีแนวโพรเกรสซีฟร็อก ก็เอาเสียงสังเคราะห์พวกนี้มาทำให้เป็นเรื่องราวได้ อย่างของผม ที่ผมและพวกเรามองคือเรื่องราวของอวกาศ ดวงจันทร์ ทางช้างเผือก ดวงดาวมากมาย

ซึ่งคนที่มองเห็นคือ คุณสันติ เศวตวิมล หรือนามปากกา “กรวิก” ซึ่งประพันธ์เพลง “หยุดโลก” “พบกันบนดวงดาว” “ทางช้างเผือก” ให้กับพวกเรา ซึ่งพอเราพูดถึงเรื่องราวของอวกาศแล้ว มันก็เลยต้องมีบรรยากาศของความกว้าง ความเวิ้งว้าง มันก็เลยต้องใช้เทคโนโลยีในการผสมออกมาให้มันมีบรรยากาศขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นโชคดีที่เราตามเทคโนโลยีได้ทัน ก็เลยกลายมาเป็นผลงานชุดหยุดโลก ทำให้ผลงานของเราตอนนั้นกลายเป็นผลงานที่มันฉีกออกไป กลายเป็นอัลบั้มที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเราอีกอัลบั้มหนึ่ง ขายได้เป็นล้านตลับ

เปลี่ยนแทร็ก

ผมก็อยู่กับวงรอยัลสไปรท์สมาเรื่อย ๆ ผมค้นพบว่าผมเริ่มมีชื่อเสียง จนมาสุดทางตอนปี 2529 มีแฟนคลับเรามาทักทาย เขาบอกผมว่า

“พี่…หนูดีใจมากที่ได้เจอพี่ หนูดูพี่ตั้งแต่นักเรียนใส่คอซอง มาดูพี่ที่ตึกโชคชัย จนตอนนี้หนูเรียนจบมหาวิทยาลัย หนูก็มาหาพี่ที่ทอปเปอร์คลับ ขนาดหนูไปเมืองนอกสี่ปี กลับมาพี่ก็ยังเล่นที่ทอปเปอร์คลับอยู่เลย…”

ผมก็มานั่งคิดว่า มันควรจะน่าภูมิใจมั้ย หรือควรจะตระหนักได้แล้วว่า ผมควรจะทำอะไรใหม่ ๆ สักที ผมก็เลยขอออกจากวง แล้วก็ไปจัดรายการวิทยุ จัดตอนแรกสัปดาห์ละชั่วโมง เป็นสองชั่วโมง แล้วก็กลายมาเป็นยี่สิบชั่วโมงต่อวัน แล้วก็เริ่มเป็นบริษัทจัดรายการวิทยุ ผลิตรายการบนเทปรีลแล้วก็ส่งไปทั่วประเทศ แล้วก็เริ่มมาเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 9 อสมท. อ่านข่าวคู่กับคุณกรรณิการ์ ธรรมเกสร เป็นผู้รายงานข่าวกีฬาจากมาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย แล้วก็มาเริ่มผลิตรายการทีวี ทำรายการพาไปเที่ยว ไปกิน ก็สนุกสนานดีพอสมควร

จากนั้นก็เริ่มมาทำ Special event organizer จัดงานแต่งงาน จัดคอนเสิร์ต จัดงานโน่นงานนี่ แล้วก็ก็เป็นนายกเทศมนตรี หรือเทศมนตรีฝ่ายการศึกษา ของเทศบาลนครนนทบุรี เยอะมั้ยครับ (หัวเราะ) ทำอะไรเยอะแยะไปหมด แต่ก็ยังอยากทำอีกนะ ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

The Disruptor

ผมรู้สึกว่าเราต่างหากที่ต้องเข้าใจโลก

ไม่มีต้นไม้ต้นไหนที่ใบไม่ร่วง จะไปห่วงทำไมกับใบไม้ที่ร่วง การทำให้ต้นไม้งอกงามเขียวชอุ่มต่างหากที่เป็นหน้าที่ของต้นไม้

มนุษย์เราเองก็เหมือนกัน ต้องทำตัวเองให้เข้าใจและตามทันโลก หรือว่าไปดักเอาข้างหน้าเลย อย่างที่เรียกว่ามีวิสัยทัศน์ ผมเริ่มต้นการเป็นนักดนตรีตอนที่เป็นนักดนตรีไทย ตอนเด็ก ๆ ผมยังตีขิมอยู่ เล่นอังกะลุงได้แชมป์ 3 ปีซ้อน ผมเป็นนักดนตรีไทยที่เก่งคนหนึ่ง ถ้าผมยังเล่นดนตรีไทยอยู่ ผมจะเป็นยังไงตอนอายุเท่านี้ ถ้าตอนนั้นผมไม่เปลี่ยนไปเล่นทรอมโบน บาริโทน เล่นดนตรีในวงโยธวาทิต ซึ่งก็ไม่ง่ายด้วย เพราะว่าหนักด้วย เจ็บปากมาก ต้องเดิน 3-4 กิโลเมตร แต่เราก็ภูมิใจว่าเราทำได้

ฝันที่เป็นจริงคือการที่คนเราสามารถบรรลุเป้าหมายไปทีละขั้น พอย้อนดูว่า เรามาไกลขนาดนี้ สำเร็จแล้วหรือยัง ก็รู้สึกว่ายัง ผมก็เลยรู้สึกว่าเปลี่ยนได้อีก ก็เลยข้ามไปเป็นดนตรีสากล เริ่มจากการตีกลอง เริ่มเรียนรู้ใหม่หมด แล้วผมก็เป็นสุดยอดของมือกลอง 3 ปี แต่ท้ายที่สุดผมก็มองว่ามันก็ยังไม่ไกล เพราะตอนนั้นเริ่มมี Rhythm Box ที่สามารถสร้างจังหวะได้ ปรากฏว่ามือกลองตกงานเลยนะ นั่นเป็น Disruption แรก ที่ผมก้าวข้ามมาได้ ซึ่งตอนนั้นคนเป่าเครื่องเป่าได้มีน้อยลง ราคาเราก็แพงขึ้น แต่สุดท้ายก็ราคาดีไม่เท่านักร้อง ก็เลยเป็นนักร้อง แต่เราก็จะไม่เป็นนักร้องที่ร้องเพลงเฉย ๆ แต่เราต้องเป็น Entertainer ด้วย เราก็เลยเป็นนักร้องที่มีคุณค่า

พอมาอยู่รอยัลสไปรท์ส ผมก็เลยเป็นนักร้องที่ได้รับการต้อนรับอย่างดี เพราะว่าผมทั้งร้อง ทั้งเล่น แล้วก็เต้น เต้นนี่ผมออกแบบเองเลยนะ เพลงเจงกิสข่านนี่ ท่าผมออกแบบเองเลย ตอนนั้นปี 2520 เพลง Tragedy (ฺBee Gees) ที่จอห์น ทราโวลตาเต้นในหนังเรื่อง Grease ยังไม่ออกมาเลยนะ แต่ผมเริ่มต้นกับเจงกีสข่านไปก่อนแล้ว การออกแบบท่าเต้นให้เป็นเส้นทแยง เราทำมาก่อนหน้านั้นแล้วนะ

หรือไมเคิล แจ็กสัน เขาเดินมูนวอล์ก เดินแบบถอยหลังใช่มั้ย ของเขามาทีหลังผมนะ ของผมมาก่อน แต่ของผมเดินไปข้างหน้า อยู่ในเพลง “พบกันบนดวงดาว” 

สำหรับในชีวิตผม ตั้งแต่การเป็นนักดนตรีไทย มาเป็นนักดนตรีสากล เปลี่ยนมาเป็นคนเบื้องหลัง มาเป็นคนเบื้องหน้า จนกระทั่งมาเป็นนักร้องแล้วเนี่ย ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นความประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ เพราะว่ามันไม่ยั่งยืน ผมก็เลยพยายามที่จะพัฒนาและก้าวต่อว่าตัวเองจะได้อะไรจากงานเหล่านั้นอีกไหม ก็ค้นพบว่าสุดท้ายแล้วก็ได้ไปช่วยเหลือสังคม ทำงานการเมือง ช่วยเหลือชุมชนบ้างเท่าที่จะทำได้

ผมว่าผมยังพัฒนาได้อีกนะ การพัฒนาคือการค้นพบตัวเอง ผมคิดว่าผมได้ค้นพบตัวเองเป็นระยะ ๆ เป็นลำดับ ๆ แล้วมันก็ไม่จบง่าย ๆ แน่นอน ผมคงต้องเดินหน้าไปพร้อมกับโลกที่หมุนไป และเรียนรู้ว่าผมจะมีชีวิตที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อคนอื่นได้มากที่สุดเพียงใด  สำหรับผม ในการที่เราอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าของโลก ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ใครจะเป็นคนที่เข้าไปบุกเบิก เข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง คนที่กล้าเข้าไปทำก่อน เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

คนเราจะเปลี่ยนแปลงไปเพื่ออะไร?

การที่คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเองนะครับ คงไม่เข้าไปยุ่งอะไร แต่ผมก็กังวลเหมือนกันว่า เหมือนคนที่เอาต้นไม้ที่เอามาตัดทำเขียงหนา ๆ แล้วก็วางขาย อันใหญ่-กลาง-เล็ก แล้วก็ใส่รถเข็นขาย ผมนึกไม่ออกไงครับว่า คนที่อยู่ในคอนโด อพาร์ตเมนต์ หรือคนที่อยู่ในห้องเล็ก ๆ เขาจะเอาเขียงไม้ไปทำอะไร เขียงแบบนั้มันไม่รับกับวิถีชีวิตปัจจุบันไปแล้ว ก็เลยขายไม่ได้ไงครับ หรือแม้แต่คนที่ปั้นหม้อน่ะ เขาเก่งนะ แต่ต่อให้ปั้นเก่ง ปั้นสวยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขายครับ ผมเลยรู้สึกว่าการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ผมเชื่ออย่างนั้น

ดนตรียุคเก่า – ดนตรียุคใหม่

มองในแง่บวก ผมมองว่าเดี๋ยวนี้ใช้เงินน้อยลงนะ เพื่อจะทำเป็นมาสเตอร์ขึ้นมา แต่หลังจากเผยแพร่ลงในช่องทางต่าง ๆ ทั้ง Facebook Instragram หรือ YouTube มันก็ไปของมันเองได้ ซึ่งมันก็อาจจะได้เงินหรือไม่ได้เงินเลยก็ได้ แต่เราได้ชื่อเสียง วันนี้คุณไม่ต้องเสียเงินในการโปรโมต เมื่อก่อนต้องเสียเงินเยอะ เพราะว่าต้องเสียค่าคิวมิวสิกวิดีโอ ค่าทำแผ่น ค่าแจกแผ่น ค่าเปิดเพลงสถานีวิทยุ ออกทีวีก็เสียเงินเยอะ สารพัดอย่างเลยครับ

เพราะว่าผมก็เคยเป็นผู้จัดการห้างเสียงทอง เป็นผู้บริหารค่ายเพลงกับมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ผมก็เลยรู้ว่าการจะสร้างศิลปินคนหนึ่ง มันเป็นโพรเจกต์ที่ใช้เงินมหาศาลมาก แต่วันนี้คนที่ทำเพลงไม่ได้เสียค่าโปรโมต เสียแต่ค่าโปรดักชัน คือการผลิต ส่วนเรื่องดนตรี เดี๋ยวนี้มันง่ายมากเลย มีแค่กีตาร์ มีเปียโน นอกนั้นมาจากคอมพิวเตอร์ ผมก็เลยมองว่าเป็นอะไรที่มันง่าย รวดเร็ว

เขาว่า It’s More Than Pop. เขาบอกว่าเพลงพอบมันพอปเหมือนพอปคอร์นน่ะ โป๊ะๆๆๆ มันมาจากเสียงนี้ เมื่อก่อนเพลงพอปมาจากอเมริกา ฝั่งอังกฤษ แล้วก็มีออสเตรเลียด้วย แต่ว่าเดี๋ยวนี้ All over the world. มาจากทั่วโลกเลย ใคร ๆ ก็ผลิตได้ ใช่มั้ยครับ ทั้ง K-Pop J-Pop อินเดียก็มี ไทยก็มี แล้วเดี๋ยวนี้มันก็ทำง่ายด้วยนะ ผมเลยรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นโอกาสของเรามาก ๆ เลย

เพลงโปรดของพี่จี๊ด

ในเพลย์ลิสต์ของผมมีเพลงหลากหลาย แต่ผมจะฟังเฉพาะเพลงที่สร้างกำลังใจ ผมคงไม่ฟังเพื่อ R&D เหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ผมมีเวลา มีความสุข ก็เลยฟังแต่สิ่งที่มีประโยชน์ดีกว่า ผมฟังเพลงเช่น One Moment in time (Whitney Houston) Hero (Marieh Carry) When you believe (Whitney Houston Feat. Marieh Carry) ผมก็เลยสามารถสร้างกำลังใจให้กับตัวเองและคนรอบข้างได้ โดยใช้เพลงเป็นสื่อ ผมก็เข้าใจเพลงแร็ป เพลงฮิปฮอปนะ ยุคนี้ใครทำเพลงขึ้นมาแล้วใส่เพลงแร็ปเข้าไป มันก็กลายเป็นเพลงพอปทันทีเลยนะ จริง ๆ มันก็เหมือนกับเพลงแหล่นั่นแหละ แต่ผมก็คงฟังแบบข้าม ๆ ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรขนาดนั้น

50 ปี รอยัลสไปรท์ส

ถ้านับตั้งแต่ปี 2513 ตอนนั้น ดิ อิมพอสสิเบิล เป็นแชมป์ประเทศไทย ส่วนเรา รอยัลสไปรท์ส เป็นรองอันดับหนึ่ง พอดิอิมฯ เขาได้ตำแหน่งแล้วก็ไปฮาวาย ไปยุโรปแล้ว ก็แปลว่ารอยัลสไปรท์สก็ครองบัลลังก์แชมป์ในประเทศไทย เล่นทุกงาน ไปทุกที่ ประสบความสำเร็จมาก ๆ

วงก่อตั้งปี 2513 แต่ผมเข้ามาตอนปี 2518 ตอนที่เปลี่ยนนักร้องคนแรกก็คือคุณอดิศักดิ์ ประคุณหังสิต หลังจากนั้นผมก็เข้ามา จนจบในปี 2529 ในยุคผม แล้วก็มีนักร้องคนใหม่เข้ามาก็คือคุณศักดา พัทธสีมา ที่ต่อมาเป็นนักร้องนำวงอินคา แล้ววงก็เดินทางมาถึงปี 2530 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เดอะ สไปร์ทส”

ถ้าถามว่ารู้สึกโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงรอยัลสไปรท์สไหม ผมรู้สึกขอบคุณมากกว่า ระลึกถึงพระคุณที่ได้รับโอกาส คือตอนนั้นรอยัลสไปรท์สเนี่ยเหมือนตึกสูงมาก ๆ อย่างกับเบิร์จ คาลิฟาเลย มันไม่ง่ายนะที่จะขึ้นไปอยู่บนยอดตึก แต่ผมได้รับโอกาสนั้นแบบ Fast track มันสุดยอดเลยนะ  ผมโชคดี แต่ผมก็ทำหน้าที่ของผมอย่างที่เรียกว่า ผมไม่รับงานเดี่ยวเลยนะ ตลอดเส้นทางของรอยัลสไปรท์ส มีคนให้ผมเล่นหนัง เล่นละคร ให้รับงานเดี่ยว ผมไม่รับเลย ผมถูกหมายหัวเลยนะว่าห้ามเข้าช่องนี้เลย เพราะว่าปฏิเสธที่จะรับงานเดี่ยว แต่ผมไม่ปฏิเสธวงรอยัลสไปรท์สไง ทั้งวงมีอยู่ 8 คน เวลารับงานก็ต้องไปกันทั้งแปดคน แบ่งค่าตัวเท่ากันด้วยนะ แล้วพวกเขาไม่รังเกียจผม ผมก็เลยไม่ทิ้งพวกเขา

แม้ว่าโอกาสจะมาหาผมในวันที่มีชื่อเสียงแล้ว ค่ายไหนจะชวนผมให้เป็นศิลปินเดี่ยว รับงานเดี่ยว ออกจากวง ผมไม่ ถ้าจะรับผมก็ต้องรับวงด้วย วงเราก็เลยงานเยอะมาก ซึ่งนั่นแปลว่าผมทำงานให้กับวงอย่างเต็มที่กับทุกงานของวง จนถึงวันสุดท้าย จนถึงวันที่ได้นักร้องใหม่แล้ว ผมไม่แตะส่วนแบ่งของนักดนตรีเลยนะ ผมบอกว่า พี่ ๆ ทุกคนเป็นเจ้าของ ส่วนผมได้รับนามสกุลมา พูดชื่อ “จี๊ด รอยัลสไปรท์ส” นี่คนรู้จักเลยใช่มั้ยครับ ทั้งฐานะ บ้านช่องต่าง ๆ แม้แต่ทุกวันนี้ผมยังหากินกับเพลงของรอยัลสไปรท์ส ผมเลยระลึกถึงพระคุณมาตลอด อะไรที่ผมยังเป็นประโยชน์กับวง ผมก็ยังยินยอมพร้อมใจที่จะทำอะไรให้กับวงอย่างเต็มที่

เพลงที่เป็นตัวตนของพี่จี๊ด

บทเพลงของรอยัลสไปรท์สทั้ง 21 อัลบั้ม อัลบั้มละ 12 เพลง เอาจริง ๆ ก็เยอะนะ แต่ถ้าเอาเพลงเดียว… (ร้องเพลง)

“ซ่อนไว้ บอกใครไม่ได้

ท่าทีหัวใจที่แอบไปรักเธอ

ห้ามใจ มิไปใฝ่เพ้อ

กลับคิดถึงเธอรักเธอมากทุกวัน

ซ่อนไว้ บอกไปกลัวเศร้า

ถ้าไม่รักเรา ปวดร้าวชีวัน

ห้ามใจ มิไปกีดกัน

สิทธิเธอนั้นย่อมมีสิทธิ์เหนือใคร

เธอรักใคร ชอบใคร มิไปขัดขวาง

ปิดทาง ขวางเธอมิได้

ทั้ง ชีวิตจิตใจ

ฉันมีแต่ให้ ให้เธอ

ทั้ง ชีวิตจิตใจ

ฉันมีแต่ให้ ให้เธอ…”

ที่เลือกเพลงนี้เพราะรู้สึกว่า

ความตั้งใจที่เราจะมีชีวิตมันเป็นโอกาส เรามีโอกาสเพราะว่าเรามีชีวิต

ถ้าเราทำชีวิตให้สบายตัวสบายใจ มันก็เท่านั้น แต่ถ้าเราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ไม่เดือดร้อนใคร แล้วก็ให้กับผู้อื่นรอบข้างได้ ขยายร่มเงาของตัวเองออกไปให้กับคนรอบข้าง เราก็จะมีชีวิตที่มีคุณค่า เพลง “ให้” ก็เลยเป็นเพลงที่พวกเรารอยัลสไปรท์ส สร้างผลงานเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อสังคมได้

ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ ผมไปที่ไหน ก็มีแต่คนที่เขารักเรา คิดถึงเรา เรากลายเป็น Happiness ambassador เป็นทูตแห่งความสุข ที่เอานำความสุขไปมอบให้ เวลาคุณดูเราแสดง “ดูแล้วไม่สามารถกลับบ้านได้ ดูแล้วไม่สามารถกลับบ้านก่อน ดูแล้วต้องดิ้นตลอดเส้นทางการแสดง”

จริง ๆ ก็ทำอะไรเยอะแยะเหมือนกันครับ แต่ก็ยังอยากทำอีก อย่างล่าสุดก็คือที่มาทำรายการ “จี๊ดจับเท็จ” และ “สุนทรสอนเฟี้ยว” ที่แบไต๋ครับ

หลังจากที่ผมจบจากรอยัลสไปรท์ส ผมก็ยังหวังว่าตัวเองจะยังคงมีประโยชน์ต่อสังคมได้ จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับแบไต๋ กับคุณหนุ่ย พงศ์สุข และทีมงานคุณภาพ ผมก็รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานด้วย ผมเชื่อว่าเราจะผนึกกำลังเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้ดี ให้ยิ่งใหญ่ ให้เป็นประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ขอบคุณครับ

 

มีคลิปสัมภาษณ์พี่จี๊ดในรูปแบบคลิปด้วยนะ
มาดูกันว่า “จี๊ด สุนทร มาทำอะไรที่ #beartai !?!?”

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส