สำรวจความหมายในชีวิตผ่าน MV และ บทเพลง “ความหมาย” บทเพลงสุดท้ายจากอัลบั้มวิชาตัวเบาของ Bodyslam

“ความหมาย” คือบทเพลงเปียโนบัลลาดอารมณ์ละมุน แทร็กสุดท้ายจาก “วิชาตัวเบา” อัลบั้มล่าสุดของวงร็อกขวัญใจมหาชน “Bodyslam” ที่ปิดท้ายอัลบั้มได้อย่างงดงาม

เมื่อแรกฟังบทเพลงนี้ หากไม่ได้คิดนึกตรึกตรองอะไรมากอารมณ์ก็พาใจไปคิดถึง “ความหมาย” ของเพลงนี้ว่าพูดถึง “คนรัก” ที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจและเป็น ​”ความหมาย” ในชีวิตของเรา แต่ก็อย่างที่เพลงของ Bodyslam เป็นมาโดยตลอดนั่นคือ “คมคาย” และ ”เข้มข้น” ยิ่งเมื่อพัฒนาไปตามวันวัยที่ผันผ่านไปและประสบการณ์ในชีวิตที่ประสบพบเจอมา บทเพลงของ Bodyslam ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และมีความลุ่มลึกขึ้นอย่างชัดเจน ฉากหน้าดูเป็นเพลงรักธรรมดาที่ไม่ว่าใครเปิดฟังก็อินตามได้สบาย ๆ แต่เบื้องลึกภายในกลับแฝงไว้ด้วยอะไรที่ลึกซึ้ง อย่างในอัลบั้มล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะ “ใครคือเรา” “วิชาตัวเบา” “149.6” และเพลงอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่มีความหมายที่ชี้ชวนให้เราค้นหา “ความหมาย” ที่สอดรับกับห้วงอารมณ์และประสบการณ์ในชีวิตของผู้ฟังแต่ละคน

การนำเอาบทเพลงนี้มาทำเป็นมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ได้ทำให้บทเพลงนี้เปี่ยมไปด้วยความหมายขึ้นไปอีกระดับ เมื่อภาพประกอบเพลงถูกนำเสนอในรูปแบบของสารคดีที่นำเอาชีวิต “จริง” ของผู้คนมากมายมาร้อยเรียงกัน โดยมีเรื่องราวของ พี่โอม หนึ่งในสมาชิกวง Bodyslam เป็นไฮไลต์ของเรื่องราวในบทเพลงนี้

ตัวสารคดีคลี่คลายมาจากไอเดียของคำว่า “ความหมาย” โดยใช้มันในสองระดับ ระดับแรกคือ “ความหมาย” ของ “ชื่อ” ที่แต่ละคนมี มันทำให้เรามีความเชื่อและใช้ชีวิตไปตามความหมายเหล่านั้น ดังนั้นการตั้งชื่อจึงเสมือนเป็นการมอบความหมายให้กับชีวิตที่ได้ถือกำเนิดมา (อย่างน้อยสิ่งที่สมาชิกทั้ง 5 ของ Bodyslam เป็นในวันนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันการันตีได้เป็นอย่างดีว่าความหมายของชื่อนั้นสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของพวกเขามากมายเพียงใด) ในระดับที่สองคำว่า “ความหมาย” ถูกใช้สื่อถึงคนข้างกาย ครอบครัว หรือลูก ที่ถือเป็นความหมายของกันและกัน ในแง่มุมของคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้น เมื่อใดที่เรามีลูก ลูกจะกลายเป็นหนึ่งใน “เหตุผลของการมีชีวิตอยู่” ของเราในทันที ซึ่งบทเพลง “ความหมาย” และมิวสิควิดีโอตัวนี้ได้ทำให้เราตระหนักถึงห้วงความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความหมายนี้ได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจ

 

มองตรงไปข้างหน้า ไขว่คว้าเพียงความว่างเปล่า ไม่มีจุดหมาย

ยิ่งหายิ่งพยายามเท่าไร ยิ่งพร่ำเพ้อ

แต่มองกลับมากี่ครั้ง ตรงนี้คือทุกๆ อย่าง ที่มีความหมาย

แค่รู้ว่าเพียงหันมาเมื่อใด ยังเห็นเธอ

 

เมื่อใดที่ทางข้างหน้าว่างเปล่า ไขว่คว้าเท่าไหร่ก็ไร้จุดหมาย ว่ายวนสับสนในห้วงสมุทรแห่งความเป็นและความตาย เมื่อนั้นลองหยุดหันมามองไปรอบกายอาจได้พบใครสักคนที่เป็นดั่ง “ความหมาย” ของการมีชีวิตอยู่ และเมื่อนั้นการดิ้นรนค้นหาที่เคยมีมาก็จะหมดลงไป เหลือแต่เพียงลมหายใจที่เราจะรักษาไว้เพื่อดูแล “ความหมาย” ของเราต่อไป.

 

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส