สำหรับคอหนังที่ชอบเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์ มีวิทยาการล้ำ ๆ อย่างเช่น หุ่นยนต์ A.I. การเดินทางไปในจิตใต้สำนึก หรือเรื่องราวแนวดาราศาสตร์ ที่มีการเดินทางในอวกาศ หรือกระทั่งการเดินทางข้ามมิติเวลา ก็อาจจะรู้สึกไม่แปลกใจนักเวลาได้เห็นข่าววิทยาการใหม่ การค้นพบดาวดวงใหม่ หรือ A.I. ที่ฉลาดขึ้นทุกทีในปัจจุบัน เพราะเรื่องจริงใน พ.ศ. นี้ ล้วนแล้วแต่เคยถูกกล่าวถึงในหนังไซไฟมาแล้วทั้งสิ้น และอะไรที่ยังไม่เกิดก็น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เช่นกัน เพราะความรู้ไม่สำคัญเท่าจินตนาการ

หนังไซไฟจึงเปรียบดั่งต้นธารแห่งจินตนาการของนักวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ในการทดลองค้นคว้าถึง “ความเป็นไปได้” เผื่อว่า เรื่องราวที่ฝันไว้ในหนังอาจจะทำให้เกิดขึ้นจริงในอีกสิบอีกร้อยปีข้างหน้า และนี่คือ 10 หนังไซไฟที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (อ้างอิงตามคะแนนของเว็บไซต์ iMDB และขอเลือกมาเฉพาะหนังต้นฉบับที่ไม่ใช่ภาคต่อและหนังซูเปอร์ฮีโร แม้ว่าจะมีองค์ประกอบบางส่วนเป็นหนังไซไฟก็ตาม) และหลายเรื่องดูได้แล้วบน Netflix

อันดับ 10 Looper (2012) (Score 7.4/10)

Looper (2012)
Looper (2012)
  • นักแสดง: Joseph Gordon-Levitt, Bruce Willis, Emily Blunt
  • ผู้กำกับ: Rain Johnson (Star Wars: The Last Jedi, Knives Out)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 30 / 176 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลา-มิติคู่ขนาน
  • สนุกยังไง: นี่คือผลงานหนังที่ทำให้ผู้กำกับ Rian Johnson เข้าตาค่ายหนังใหญ่จนได้สร้าง Star Wars เรื่องราวของ “โจ” ผู้มีอาชีพที่เรียกว่าลูปเปอร์ มือปืนที่คอยฆ่าเหยื่อที่ถูกส่งมาจากอนาคตปี 2072 ห่างจากปีที่โจอยู่ 30 ปี แต่เหยื่อรายล่าสุดที่ทำให้โจทำงานพลาดก็คือ ตัวของเขาเองที่ถูกส่งมาจากอนาคต โจเด็กจึงต้องหาทางกำจัดโจแก่ (ผู้ที่คิดว่าโจแก่ควรตายได้แล้วตามลูปที่วนซ้ำ) แต่โจเด็กก็ยังสับสนเพราะโจแก่ก็คือตัวของเขาที่ฆ่าไม่ลง ขณะโจแก่นั้นเก๋าและรู้ไต๋โจเด็กดีทุกอย่าง และมีแผนการบางอย่างเพื่อจะเปลี่ยนอนาคตด้วย หนังชวนลุ้นกับเส้นไทม์ไลน์ที่หักทฤษฎีเวลาของหนังเรื่องอื่นไปพอสมควร แต่ก็ทำให้ได้ลุ้นเพราะอนาคตใหม่อาจไม่เหมือนกับอดีตเดิม ๆ ก็ย่อมเป็นไปได้

อันดับ 9 Source Code (2011) (Score 7.5/10)

Source Code (2011)
  • นักแสดง: Jake Gyllenhaal, Michelle Monaghan, Vera Farmiga, Jeffrey Wright
  • ผู้กำกับ: Duncan Jones (Moon, Mute, Warcraft)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 32 / 147 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลาวนลูป-มิติคู่ขนาน
  • สนุกยังไง: หนึ่งในหนังวนลูปตายแล้วตายอีกที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่ง และจะเรียกว่าหนังหักมุมกลาย ๆ ก็ไม่ผิดนัก เพราะสำหรับใครที่ได้ดูครั้งแรก เมื่อดูไปถึงกลาง ๆ เรื่องก็คงจะช็อกพอ ๆ กับ “โคลเตอร์” พระเอกในเรื่องเช่นกัน โคลเตอร์ที่ร่วมงานทดลองของรัฐบาลในการแฝงความคิดเข้าไปยังร่างของบุคคลอื่น และมีเวลา 8 นาที ในร่างนั้นเพื่อหาทางยับยั้งเหตุการณ์ระเบิดรถไฟที่เดินทางไปชิคาโก แต่แน่นอนว่า เขาไม่สามารถหาคนร้ายที่วางระเบิดหรือยับยั้งการระเบิดนั้นได้ และทุกครั้งที่เขาตายทุกอย่างก็จะกลับไปเริ่มใหม่ในเฮลิคอปเตอร์ที่ตกอยู่ในอัฟกานิสถาน โดยเขาต้องคุยกับนายทหารหญิงปลายสายที่ดูมีลับลมคมไหนกับภารกิจแสนงงงวยนี้

อันดับ 8 Predestination (2014) (Score 7.5/10)

Predestination (2014)
  • นักแสดง: Ethan Hawke, Sarah Snook, Christopher Kirby, Christopher Sommers
  • ผู้กำกับ: Michael and Peter Spierig (Jigsaw, Daybreakers, Winchester)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: ทุนสร้างไม่ปรากฎ / 4 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลา-มิติคู่ขนาน-หักมุม
  • สนุกยังไง: เป็นหนังย้อนเวลาและมิติคู่ขนานที่ตอนดูในโรงคงต้องร้องออกมาตอนที่หนังเฉลยว่า เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ! เพราะถือว่าหักทฤษฎีเวลาของหนังส่วนใหญ่พอสมควร รวมถึงยังไม่เคยเห็นใครกล้านำเสนอหนังย้อนเวลาด้วยมุมมองนี้ พูดมากกว่านี้คงสปอยล์และอยากให้ดูรอบแรกเองมากกว่าสำหรับคนที่ยังไม่เคยดู เรื่องย่อก็คือ พระเอกคือเจ้าหน้าที่ทางการที่เรียกว่า Temporal Agent ประจำหน่วยงานที่ชื่อว่า Predestination ที่ทำงานยับยั้งอาชญากรรม ด้วยการเดินทางย้อนเวลาไประงับเหตุก่อนเกิดเหตุการณ์จริง เขาทำหน้าที่ฝึกปรือเจ้าหน้าที่หญิงคนใหม่ ขณะเดียวกันก็เกิดเหตุมือระเบิดอาละวาด ทำให้ทั้งคู่ร่วมมือกันในการตามยับยั้งอาชญากรรายนี้ แต่ก็พบว่าต้องตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ

อันดับ 7 Gravity (2013) (Score 7.7/10) -มีใน Netflix

Gravity (2013)
Gravity (2013)
  • นักแสดง: Sandra Bullock, George Clooney, Ed Harris
  • ผู้กำกับ: Alfonso Cuarón (Roma, Children of Men, Harry Potter and the Prisoner of Azkaban)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก : 100 / 732 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ : หนังนักบินอวกาศติดอยู่ในอวกาศ
  • สนุกยังไง: หนังไซไฟที่เข้าถึงออสการ์มากที่สุดในรอบ 10 ปีนี้ ชนะ 7 รางวัลออสการ์รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมและถ่ายภาพยอดเยี่ยม กับซีน Long-take เปิดเรื่องบนอวกาศยาวนาน 20 นาทีและตลอดทั้งเรื่องที่ถ่ายทำฉากอวกาศได้สวยงามหมดจด เรื่องราวของ “ดร.ไรอัน สโตน” วิศวกรด้านการแพทย์ที่ปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเป็นครั้งแรก ร่วมกับ “แม็ตต์ โควัลสกี้” นักบินอวกาศมากประสบการณ์ แต่ระหว่างที่ออกไปเดินสำรวจอวกาศกันอยู่นั้น ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นสถานีอวกาศพังสิ้นสภาพจนสโตนและโควัลสกี้ต้องลอยคว้างในอวกาศ พวกเขาจะต้องพาตัวเองไปให้ถึงสถานีอวกาศอีกแห่งที่ใกล้ที่สุดเพื่อขึ้นยานกลับโลก

อันดับ 6 Ex Machina (2014) (Score 7.7/10)

Ex Machina (2014)
  • นักแสดง: Osca Isaac, Domhnall Gleeson, Alicia Vikander
  • ผู้กำกับ: Alex Garland (Annihilation, Writer-28 Days Later, Sunshine, Never Let Me Go)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 15 / 36 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังหุ่นยนต์มีชีวิต
  • สนุกยังไง: หนังมีทีมนักแสดงนำที่โด่งดังและคว้าออสการ์กันหมดแล้วทุกวันนี้เคยเล่นกันตอนยังไม่ดัง ทั้งสองนักแสดงจาก Star Wars ไตรภาคหลังและลารา ครอฟท์คนล่าสุด หนังยังเป็นผลงานของผู้กำกับหนังไซไฟปีนบันไดดูสุดล้ำเรื่อง Annihilation ที่มี Natalie Portman นำแสดงด้วย ส่วนเรื่องนี้เล่าถึงรักสามเส้าของ เคเล็บ โปรแกรมเมอร์ที่ถูกเลือกให้ไปทดสอบโครงการลับของกูรูเทคโนโลยี ผู้ปราดเปรื่องและร่ำรวย โดยทดสอบกับหุ่นยนต์หญิงสาว ซึ่งเป็นงานที่เขาออกแบบมาล่าสุด เธอที่มีความคล้ายกับมนุษย์จริง ๆ แต่สิ่งที่แคเล็บไม่รู้ก็คือ เขาถูกดึงเข้าสู่เกมหลอกล่อโรคจิตระหว่างผู้สร้างกับหุ่นยนต์ แถมยังนำพาไปสู่เรื่องราวความหึงหวงระหว่างผู้สร้างและผู้ถูกสร้างอีกด้วย

(กดอ่านต่อหน้า 2 ได้เลย)

อันดับ 5 Edge of Tomorrow (2014) (Score 7.9/10) -มีใน Netflix

Emily Blunt ใน Edge of Tomorrow
Edge of Tomorrow (2014)
  • นักแสดง: Tom Cruise, Emily Blunt, Brendan Gleeson, Bill Paxton
  • ผู้กำกับ: Doug Liman (The Bourne Identity, Mr. and Mrs. Smith, Jumper)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 178 / 370 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังเอเลียนบุกโลก-ตายวนลูปซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • สนุกยังไง: หนังวนลูปเวลามักจะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ทีมสร้างหนังไซไฟหยิบมาเล่นเสมอ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะประสบความสำเร็จ อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ทำรายได้ไปพอวัดวาแต่แฟน ๆ ไซไฟล้วนชอบและอยากให้หนังมีภาคต่อ หนังดัดแปลงจากมังงะญี่ปุ่นเกี่ยวกับทหารที่ตายในสงครามระหว่างสู้รบกับเอเลียนจากต่างดาว แต่เผอิญว่าก่อนตายได้รับสารพิเศษจากเอเลียนตัวหนึ่งที่จะทำให้เขาสามารถตื่นขึ้นมาและกลับไปสู้ได้ใหม่ทุกครั้งที่ตาย เดิมหนังชื่อ Live Die Repeat เอเลียนในเรื่องนี้โคตรเก่งและก็มาเพื่อทำลายล้างมนุษย์ แต่ดันมาพลาดตรงที่เอาพลังของตัวเองมาให้พระเอก

อันดับ 4 Her (2013) (Score 8/10)

Her (2013)
Her (2013)
  • นักแสดง: Joaquin Phoenix , Scarlett Johansson , Amy Adams, Chris Pratt
  • ผู้กำกับ: Spike Jonze (Where the Wild Things Are, Being John Malkovich, Adaptation)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 23 / 48 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังมนุษย์รักกับระบบปฏิบัติการเสียง
  • สนุกยังไง: นี่อาจจะเป็นหนัง Sci-Fi เรื่องเดียวในลิสต์นี้ที่เป็นทั้งหนักรักและหนังอินดี้ หนังที่ได้รับการพูดถึงว่าเป็นอีกหนึ่งหนังแห่งความเหงาที่ดีที่สุดเช่นเดียวกับที่ Lost in Translation (2003) เคยทำไว้ (Spike Jonze และ Sofia Coppola ผู้กำกับเรื่องหลังนี้เคยเป็นคู่รักกันมาก่อน) ในยุคที่ SIRI หรือระบบปฏิบัติการตอบโต้ด้วยเสียงของ iPhone เพิ่งเกิดขึ้น Her ได้หยิบประเด็นนี้มาเล่น เมื่อธีโอดอร์ชายหนุ่มสุดเหงาผู้ไม่ประสบความสำเร็จในความรักเกิดตกหลุมรัก “ซาเมนธา” ระบบปฏิบัติการด้วยเสียง แต่แม้จะรักกับ AI ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งกับเฉพาะตอนจบที่ถ้าใครเคยได้ดูแล้ว ก็จะยิ่งชอบใจในความไซไฟ เมื่อระบบปฏิบัติการกลายเป็นสิ่งทรงภูมิปัญญาเหนือมนุษย์จะเข้าใจไปได้ในที่สุด

อันดับ 3 The Martian (2015) (Score 8/10) -มีใน Netflix

The Martian (2015)
The Martian (2015)
  • นักแสดง: Matt Damon, Jessica Chastain, Chiwetel Ejiofor, Kristen Wiig, Jeff Daniels, Michael Peña, Sean Bean, Sebastian Stan
  • ผู้กำกับ: Ridley Scott (Alien, Prometheus, Thelma & Louise, Gladiator)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 108 / 630 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังบินอวกาศติดบนดาวอังคาร 4 ปี
  • สนุกยังไง: หนังอวกาศรวมนักแสดงคับจอที่กลายเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดของผู้กำกับในตำนาน Redley Scott ในเรื่องเล่าถึงทีมแอเรส (Ares) กำลังปฏิบัติภารกิจสำรวจดาวอังคารอยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดพายุถล่มอย่างรุนแรงกะทันหัน ผู้การ “เมลิสสา เลวิส” จึงสั่งลูกทีมทั้งหมดถอยทัพกลับยานและยกเลิกภารกิจบินกลับทันที โดยทิ้งหนึ่งในลูกทีม “มาร์ค วัทนีย์” ที่ถูกของแข็งกระแทกซัดหายไปกับพายุเอาไว้บนดาวอังคาร เพื่อน ๆ คิดว่าเขาไม่รอดชีวิตแล้ว แต่ปรากฏว่าวัทนีย์รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เขาพยายามติดต่อกับองค์การ NASA และหาวิธีจัดการเรื่องน้ำและอาหารให้เพียงพอต่อการดำรงชีพจนกว่าพวกเขาจะมาช่วย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี

อันดับ 2 Interstellar (2014) (Score 8.6/10)

Interstellar (2014)
Interstellar (2014)
  • นักแสดง: Matthew McConaughey, Anne Hathaway, Jessica Chastain, Matt Damon, Michael Caine , Timothée Chalamet
  • ผู้กำกับ: Christopher Nolan (Dunkirk, Insomnia, Inception)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 165 / 677 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังนักบินอวกาศเสาะหาดาวดวงใหม่แทนโลก
  • สนุกยังไง: ความพิเศษของ Interstellar ที่มีมากไปกว่าความเป็นหนังท่องอวกาศ คือการพูดไปถึงเรื่องของหลุมดำและมิติพิเศษของสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก ที่ทำให้ผู้ชมที่ดูในโรงหนังถ้าไม่อึ้งหรืองงเพราะไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเดินทางผ่านรูหนอนและมิติกาลเวลาที่ซับซ้อน Interstellar ยังเล่าเรื่องของเวลาที่ไม่เท่ากันระหว่างเดินทางในแต่ละดาว (แนวคิดคล้าย ๆ ในฝันแต่ละชั้นของ Inception) หรือคอมพิวเตอร์แท่งสี่เหลี่ยมสีดำที่ชื่อ TARS หรือ CASE ที่อดนึกถึง HAL 9000 ใน 2001: Space Odyssey (1968) ไม่ได้ แต่ Nolan ก็ยังไม่ทิ้งความสนุกแบบภาพยนตร์กับตัวละครเซอร์ไพรส์ และดราม่าความรักระหว่างพ่อลูกที่เอามาขยี้ให้ซาบซึ้ง

อันดับ 1 Inception (2010) (Score 8.8/10) -มีใน Netflix

Inception (2010)
Inception (2010)
  • นักแสดง: Leonardo DiCaprio, Tom Hardy, Joseph Gordon-Levitt, Ken Watanabe, Ellen Page
  • ผู้กำกับ: Christopher Nolan (The Dark Knight Trilogy, Memento, The Prestige)
  • ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 160 / 829 ล้านเหรียญฯ
  • หมวดของความไซไฟ: หนังโจรกรรมในจิตใต้สำนึก
  • สนุกยังไง: ที่สุดแห่งหนังไซไฟในทศวรรษนี้มีมาให้ได้ชมกันตั้งแต่ปีแรกของ 10 ปีที่เหลือ ซึ่งก็คงไม่เกินเลยไปจากความจริงที่ว่า นี่คือหนังที่สดใหม่ มาจากแนวคิดดั้งเดิมแท้ ๆ ของผู้กำกับ Christopher Nolan ที่สร้างหนังเรื่องนี้โดยได้เแรงบันดาลใจจาก James Bond รวมเข้ากับแนวคิดจิตวิทยา Inception ประกอบไปด้วยหลากหลายองค์ประกอบของความไซไฟ ไล่ตั้งแต่ การเดินทางเข้าไปในฝันซ้อนฝัน การขโมยความลับจากจิตใต้สำนึกระหว่างที่เหยื่อกำลังหลับ และหว่านจิตใต้สำนึกปลอมเพื่อเปลี่ยนความเป็นจริง หนังยังเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนให้คนเดาว่านี่คือความฝันหรือเรื่องจริง ไปจนถึงฉากสุดท้ายที่กลายเป็นหนึ่งในฉากจบที่ชวนสงสัยที่สุดตลอดกาล

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส