[รีวิว] BNK48: ONE TAKE – เพราะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” มีได้แค่ “เทกเดียว”

Release Date
18/06/2020
แนวภาพยนตร์
สารคดี
เรต
G / ทั่วไป
ความยาว
85 นาที
ผู้กำกับ
มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล
BNK48: ONE TAKE
85 Min.
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
6.2
คุณภาพงานสร้าง
8.8
คุณภาพของบทสัมภาษณ์ / ประเด็น
7
การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง
5.3
ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม
7.2
จุดเด่น
เนื้อเรื่องพาสำรวจจักรวาล BNK48 ตั้งแต่เมมเบอร์ แฟนคลับ Official แบบครบทุกองค์ประกอบ
น้อง ๆ แต่ละคนเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้เดือดและเรียลมาก ๆ
การเสริมวิธีการเล่าประเด็นต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่
เพลงประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์เจ๋งมาก เชียร์ให้ทำอัลบั้ม Original Soundtrack แยกต่างหากไปเลย
จุดสังเกต
ช่วงช็อตการแสดงที่แอบมีความไม่ปะติดปะต่อนิดหน่อย
การดำเนินเรื่อง / การตัดต่อที่เร็วมากจนอาจจะไม่ได้ขยี้ต่อในบางประเด็นที่น่าขยี้
เล่าเรื่องได้กว้าง แต่บางประเด็นยังไม่ลึกเท่าที่ควร
ตัวหนังวางช็อตการแสดงของน้อง ๆ ในแบบที่ดูแล้วก็แอบสะดุดหลายช่วง
6.9

กว่าที่สารคดีเรื่องที่สองของ BNK48 อย่าง BNK48 :  Real Me ที่รับหน้าที่กำกับโดย “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” ที่เคยผ่านงานการกำกับสารคดี The Journey บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ (2560) จะได้ฉาย ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหนึ่งปี ถ้าว่ากันตั้งแต่แรกก็คือตั้งแต่ปล่อยทีเซอร์แรกพร้อมกับตอนที่ฉายหนัง Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า (2562) โน่นเลย แล้วก็มีการเลื่อนฉายออกไป จนกระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เอี่ยมเป็น BNK48 : ONE TAKE พอจะตั้งใจฉายแน่นอนในวันที่ 1 เมษายน 2563 ก็ต้องมาเจอเรื่องซวยซ้ำซ้อนจากการปิดโรงหนังอีก จนกระทั่งวันนี้ก็มาถึง ในที่สุด Netflix ประเทศไทย ก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า ในที่สุด BNK48 : ONE TAKE ก็ได้ฉายแบบ Originals ทาง Netflix แทน ก็เลยทำให้สารคดีเรื่องนี้ กลายเป็นสารคดี Originals ของ Netflix เรื่องแรกของไทยอย่างเป็นทางการในที่สุด

ถ้าว่ากันด้วยภาพรวม ถ้าจะถามว่า มีความเหมือนหรือคล้ายกับสารคดี BNK48 เรื่องแรกอย่าง BNK48: GIRLS DON’T CRY (2561) ไหม ต้องบอกเรื่องนี้มีทีท่าที่ต่างออกไปจากเรื่องนั้นพอสมควรเลยครับ เรื่องนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่ต่อมาจาก GIRLS DON’T CRY ซึ่งเป็นการบันทึกช่วงเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” สำคัญของวง 2 เหตุการณ์ ก็คือการเปิดรับสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่สร้างความกดดันให้กับสมาชิกรุ่นแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมน้อง ๆ รุ่นสองเองก็ต้องฝึกซ้อมให้ได้ในเวลาที่สั้นกว่ารุ่นหนึ่งอีกด้วย

อีกเหตุการณ์คือ การเลือกตั้ง Senbatsu ครั้งแรก หรือที่เรียกว่า BNK48 6th single Senbatsu General Election ที่ถือว่าเป็นแรงกดดัน ที่เมมเบอร์ทุกคนจะมองเห็น “อันดับที่แท้จริง” ของสมาชิกแต่ละคนได้แบบตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลใน ONE TAKE นั้นได้ผนวกไปกับการสัมภาษณ์ของเหล่าเมมเบอร์ ฟุตเตจในเหตุการณ์ต่าง ๆ ในมุมที่แฟนคลับไม่เคยได้เห็น รวมถึงการออกไปสำรวจจักรวาลของ BNK48 เองด้วย ทั้งผู้บริหาร 48 Group จากญี่ปุ่น จ๊อบซัง-ณัฐพล บวรวัฒนะ (อดีตชิไฮนินและผู้บริหาร iAM) ในฐานะตัวแทนของ Official ตัวแทนของแฟนคลับเมมเบอร์ หรือคนดังที่ประกาศตัวเป็นแฟนคลับ เช่น ส้ม มารี (ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนคลับปูเป้ BNK48)

แถมยังแวบพาออกไปนอกจักรวาลด้วยการไปสัมภาษณ์ไอดอลยุคก่อนหน้าอย่าง “โบ-จอยซ์” แห่งวง Triumph Kingdom ทั้งหมดเล่าภายใต้การครอบธีมใหญ่คือฟุตเตจการเรียนและ Workshop คลาสการแสดง (และแทรกด้วยฝีมือการแสดงของน้อง ๆ ประกอบการเล่าเรื่อง) ที่ก็จะไปเชื่อมโยงกับคำว่า ONE TAKE ที่หมายถึงการแสดงได้เทกเดียว หรือแสดงแบบเทกเดียวผ่านได้อยู่เหมือนกัน

และคำว่า ONE TAKE ก็ยังมีความหมายในอีกนิยามก็คือ ช่วงชีวิตของไอดอลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สามารถทำได้แค่ครั้งเดียว และกลับมาแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างในนิยามนี้ที่ผมว่าชัดที่สุดในเรื่องก็คือ ช่วงที่พูดถึงซิงเกิลที่ 2 ของวง (Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย)

ซึ่งในหนังมีจุดที่ได้สัมภาษณ์เซนเตอร์ของซิงเกิลนี้อย่าง “โมบายล์” ซึ่งโมบายล์เล่าว่า แม้ว่าซิงเกิลนี้จะเป็นซิงเกิลระดับปรากฏการณ์ที่ทำให้เมืองไทยได้รู้จักกับ BNK48 มากขึ้น แต่ตัวของโมบายล์เองกลับรู้สึกอยู่ภายในว่า ยังทำหน้าที่ตำแหน่งเซนเตอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เลยอยากที่จะได้เป็นเซนเตอร์อีกครั้งเพื่อที่จะ “แก้มือ” ในการทำหน้าที่นี้อีกครั้งให้ได้ดีกว่าตอนนั้น

นอกจากจุดเด่นการเล่าเรื่อง BNK48 แบบครอบจักรวาลแล้ว จุดเด่นที่ผมรู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้ทำได้ดีมาก ๆ อย่างแรกก็คือโพรดักชันโดยรวมครับ ซึ่งดูจากการถ่ายและเลือกช็อต ก็ทำให้ผมพอจะเดาได้ว่า นี่เป็นการแอบถ่ายหรือ Candid Camera แน่ ๆ แต่เท่าที่ดูจากในหนัง ก็ต้องบอกว่าเป็นการแอบถ่ายที่ประณีตอยู่นะครับ หลายช็อตถือว่าสวยเกินกว่าจะเป็นช็อตแคนดิดเลยแหละ รวมไปถึงการตัดต่อ การทำ Color Correction และ Color Grading ที่ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

(รีวิวยังมีต่อหน้า 2 นะครับ ไม่เชื่อก็ลองคลิกดู)