[รีวิว] BNK48: ONE TAKE – เพราะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” มีได้แค่ “เทกเดียว”

Release Date
18/06/2020
แนวภาพยนตร์
สารคดี
เรต
G / ทั่วไป
ความยาว
85 นาที
ผู้กำกับ
มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล

อย่างที่สองคือ ด้วยความที่สารคดีเองไม่ต้องมานั่งบอกแล้วว่า BNK48 คืออะไร (เพราะวงเองก็มีอายุ 3 ปีแล้ว คนน่าจะรู้จักประมาณหนึ่ง และเนื้อหาพวกนั้นถูกเล่าใน GIRLS DON’T CRY ไปบ้างแล้ว) สารคดีเรื่องนี้ก็เลยจัดเต็มกับการเล่าเรื่องของวงในด้านอื่น ๆ ที่กว้างกว่าเดิม เพราะฉะนั้นด้วยเรื่องราวและบทสัมภาษณ์ที่น้อง ๆ ให้สัมภาษณ์ ก็เลยออกมาในแบบที่ผมดูแล้วก็ยังอึ้งไปกับคำพูดของน้อง ๆ เมมเบอร์บางคนเลยแหละ คือจะไม่ประนีประนอมกันหน่อยเรอะ 555  บางช็อต บางคำพูดของน้อง ๆ บางคนนี่จัดได้ว่า “แรง” และ “เดือด” เลยล่ะครับ

ต่อให้มีการแทรกช็อตน่ารัก ข็อตหลุดฮา ๆ ของน้อง ๆ หรือใส่กราฟิกตะมุตะมิเข้าไป แต่สุดท้ายด้วยประเด็นเนื้อหาหลักที่มันหนักอยู่แล้ว เรื่องราวที่น้อง ๆ เล่าก็เรียลมากซะจนชวนให้ผมดูไปก็อยากเข้าไปปลอบน้องไปพลาง ก็ทำให้หลายช็อตของหนังมีความ “ดาร์ก” เล็ก ๆ ไปเลย

หรือแม้แต่กับมุมของแฟนคลับเองก็ตาม ที่หลายคนอาจจะมองว่า คนพวกนี้ชอบอวยน้อง เปย์น้อง เวอร์ไปหรือเปล่า แต่กับสารคดีเรื่องนี้ ได้ถ่ายทอดอีกมุมที่ก็ “แอบดาร์ก” ของแฟนคลับที่รู้สึกว่าต้องหาเงินให้ได้เยอะ ๆ เพื่อให้ได้เงินมาช่วยสนับสนุนน้อง ๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ใช่อะไรที่ดูเลวร้ายในมุมของแฟนคลับหรอกครับ ในมุมของผมที่ก็เป็นแฟนคลับน้อง ๆ ด้วย ผมมองว่าเรื่องนี้ธรรมดามาก ๆ

แต่พอมาอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ มันกลับทำให้เราได้เห็นอีกด้านที่กลม (และดาร์ก) ของฝั่งแฟนคลับ ที่ไม่ใช่แค่เปย์หรือตามเชียร์ ตามถ่ายรูป ทุ่มโหวต ปาสลิปช่วยน้อง ๆ แบบสนุกสนาน หรือเเพราะว่าเงินเหลืออย่างเดียว แต่แฟนคลับก็มีอีกมุมที่ก็ทุ่มเทไม่แพ้น้อง ๆ เลย เพราะว่าความรัก ความเอ็นดูน้อง ๆ และอยากให้น้องที่โอชิได้ยืนในจุดที่เหมาะสมนี่แหละ ที่ทำให้เหล่าแฟนคลับเต็มใจทุ่มเทกับการเป็นแฟนคลับอย่างเต็มกำลัง ซึ่งตรงนี้ต้องชื่นชมตัวหนังว่า การมีเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ตัวหนังดู “กลม” (และดาร์ก) ยิ่งขึ้นไปอีก

อีกจุดที่ผมรู้สึกชอบมาก ๆ คือ คือเพลงสกอร์ และ OST. จากการแต่งโดย เบนจามิน ทัฟเนล (อดีตนักร้องนำ Silly Fool) ครับ ทั้งเพลง “It’s me” เพลงบัลลาดช้า ๆ ที่ขับร้องโดย “จิ๊บ BNK48”  และ “It’s Life” เพลงเร็วแนว Synth pop เนื้อเพลงสากลที่ขับร้องโดย “เฌอปราง BNK48” ซึ่งทั้งหมดนี้มาในธีมเพลงอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ในส่วนของ OST. ทั้งสองเพลงถือว่าเป็นเพลง BNK48 ที่เจ๋งมาก ๆ ครับ ทั้งสองคนร้องเพราะแบบไม่ต้องสงสัยเรื่องความสามารถอีกต่อไปแล้วแหละ ส่วนตัวสกอร์แนวอิเล็กทรอนิกส์จากฝีมือของ PMP เองก็ทำได้ยอดเยี่ยมในระดับที่มองข้ามไม่ได้จริง ๆ มันทำให้ผมนึกถึงหนังหรือสารคดีฝรั่งที่มีสกอร์แนวอิเล็กทรอนิกส์เจ๋ง ๆ เลยแหละ

“It’s me” ขับร้องโดย จิ๊บ BNK48
“It’s Life” ขับร้องโดย เฌอปราง BNK48

แต่จุดสังเกตที่ผมมีต่อสารคดีเรื่องนี้ก็คือ ตัวสารคดีเองเดินเรื่องเร็วและไหลแรงพอสมควรครับ เร็วจนรู้สึกได้ว่ามีความแอบรวบตึงในบางจุด บางประเด็นเลย และก็เกิดอาการแตะผ่านในบางประเด็น ที่จริง ๆ ผมคิดว่าน่าจะเล่าเพิ่ม ขยี้เพิ่มได้อีก อย่างเช่นเรื่องของจ๊อบซัง ก็มาแค่นิดหน่อย อย่างน้อย ๆ ถ้าให้จ๊อบซังได้เล่าเรื่องต่าง ๆ จากฟากของ อฟช. เพิ่มขึ้นอีก ผมว่าแฟนคลับน่าจะกรี๊ดกร๊าดและสนใจในประเด็นที่จ็อบซังพูดได้มากกว่านี้แน่นอน

รวมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ผมเองก็ยังรู้สึกว่า แม้ว่าจะเล่าในประเด็นที่กว้าง แต่ตัวเนื้อหาในบางประเด็นที่เล่าก็ยังลงได้ยังไม่ลึกมากเท่าที่ควร มีอาการแตะผ่าน ๆ ซึ่งตรงนี้คงต้องเพิ่มเวลาให้กับหนัง และให้เวลาในการเบรก การตัดสลับ การเน้นบางประเด็นให้คมขึ้น น่าจะทำให้ออกมากลายเป็นสารคดี BNK48 ที่ลึกขึ้นและมีจังหวะในการเล่าที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงอาจจะตัดประเด็นบางอย่างออกไปเลย แล้วไปเน้นกับบางประเด็นที่ใหญ่และสำคัญกว่านี้ให้ชัดเจนขึ้นแทน

อีกจุดสังเกตคือ ช็อตการแสดงของน้อง ๆ ที่น่าจะเป็นการต่อยอดจากคลาสการแสดง ซึ่งในหนังเราจะได้เห็นน้อง ๆ ได้ทำการแสดงในหลากหลายรูปแบบเพื่อประกอบกับการเล่าเรื่องในประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าในมุมมองของสารคดีก็ถือว่าแปลกใหม่และแหวกแนวดี น้อง ๆ หลายคนก็แสดงออกมาได้ดีเลยแหละ (ส่วนตัวคิดว่าฝีมือการแสดงของ “จูเน่” ไม่ธรรมดาอยู่นะครับ )

ในบางช็อตอย่างเช่น ช็อตที่พูดถึงการแย่งชิงตำแหน่ง Senbatsu ที่ตัดสลับกับช็อต Workshop การแสดงที่ให้เมมเบอร์รุมแย่งของกัน ช็อตแบบนี้ ถือว่าเป็นอะไรที่ทรงพลัง (ในตัวมันเอง) เลยล่ะครับ แต่กับในบางช็อต ก็ต้องยอมรับว่ามันมีจุดที่แอบทำให้รู้สึก “สะดุด” ไปหลายจึ๊กเหมือนกัน ด้วยความที่อยู่ ๆ ก็โผล่มา แล้วจู่ ๆ ก็ไป ก็เลยเกิดความรู้สึกสะดุดแบบที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ยิ่งถ้าช็อตการแสดงตรงไหนไปชนกับคลิปฟุตเตจด้วย ยิ่งแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริง อันไหนแสดงหว่า

รวมถึงบางช็อตที่ผมเองก็แอบไม่ค่อยเข้าใจในเจตนาของการเล่าเรื่อง เช่น ช็อตการใส่ VO (Voice Over – เสียงบรรยาย) ของเมมเบอร์คนหนึ่งประกอบกับภาพของเมมเบอร์คนเดียวกัน ประกอบกับฟุตเตจเบื้องหลังเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งจุดนั้นทำให้ดู “หลุด” ออกไปจากโทนของสารคดีทั้งเรื่องไปเลยเหมือนกัน

ถ้า ONE TAKE นั้นหมายถึงว่าการเล่นได้แค่ครั้งเดียว เล่นซ้ำไม่ได้ คัทหรือตัตต่อไม่ได้ ย้อนกลับมาแก้ไม่ได้ ผมว่าหนังสารคดี BNK48: ONE TAKE นี้ ก็มี ONE TAKE ที่สวยงามและน่าประทับใจหลายเทกทีเดียวแหละครับ ทั้งการรอมาเนิ่นนานกว่าหนึ่งปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็เยอะ จนกว่าจะมาถึงวันนี้

รวมถึงเรื่องราวเบื้องลึกของวงไอดอลอันดับหนึ่งของประเทศ ที่ก็ล้วนผ่านเทกเดียวกันทุกคน ผ่านช่วงเวลาสับสนในการแข่งขันและในความเป็นเพื่อน ผ่านการจัดอันดับที่แสนจะกดดัน บางคนก็ผ่านมาได้แบบสวยงาม ส่วนบางคนก็เหลือแต่เพียงน้ำตาไว้เบื้องหลัง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้สารคดีเรื่องนี้เต็มไปด้วยความดาร์ก แต่อย่างน้อย สิ่งที่สารคดีเรื่องนี้ได้ทิ้งไว้ให้ ก็อาจเป็นคุณค่าของการต่อสู้ และพยายามเพื่อที่จะ “ผ่าน” เรื่องราวทั้งร้ายและดีไปให้ได้นี่แหละ

            เพราะต่อให้ชีวิตจะมีแค่เทกเดียว และย้อนกลับมาใหม่ไม่ได้

            แต่ยังไงชีวิตคนเรามันก็ “เทกเดียวผ่าน” นะครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส