[รีวิว] ฮักเถิดเทิง – มนต์ฮักลูกทุ่งเถลไถลเถิดเทิง

Release Date
23/07/2020
แนวภาพยนตร์
โรแมนติก / ตลก
เรต
น.13
ความยาว
103 นาที
ผู้กำกับ
ธีรเดช สพันอยู่
ฮักเถิดเทิง
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
3.7
คุณภาพงานสร้าง
5
คุณภาพของบท / เนื้อเรื่อง
2
การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง
1.8
ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม
3.5
จุดเด่น
มีซุปตาร์อีสานมาร่วมกันอย่างคับคั่ง
เพลงหลายเพลงในหนังก็โอเคเลย
ก้อง ห้วยไร่ คือ MVP ของหนังตัวจริง
จุดสังเกต
บทที่ยังไม่แข็งแรง เลยทำให้วิธีการเล่าเรื่องเถลไถลไกลมาก
บางซีนตัดออกไปได้เลยโดยที่ไม่กระทบเนื้อเรื่อง
การให้ความสำคัญกับบางตัวละครยังไม่มากพอ
การกระทำบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลจนดูเป็นการ์ตูนไปหน่อย
การใส่ซาวนด์เอฟเฟกแบบซิตคอมเกลื่อนกลาดเกินไป
Cameo ไม่มีใครโดดเด่นให้จำได้เลย
3.2
สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ เรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นในงานมหกรรมการแสดงหมอลำใจกลางเมืองใหญ่ของภาคอีสาน เมื่อก๊วนบอยแบนด์ซุปตาร์อย่าง หมอลำผู้คลั่งไคล้เอลวิส ศิลป์ชัย (ก้อง ห้วยไร่), หนุ่มแหบเสน่ห์ผู้หลงใหลการเต้นมูนวอล์ก เพชร (แซ็ค ชุมแพ) และหมอลำเร็กเก้ พิณ ปทุมราช (เบิ้ล ปทุมราช) ต้องมาพ่ายแพ้ผลโหวตให้กับเกิร์ลกรุ๊ปแห่งภาคอีสาน นรี (ลำไย ไหทองคำ), เจนนี่ (เจนนี่ รัชนก), กาแฟ (เนสกาแฟ ศรีนคร) และ อาลี่ (อาม ชุติมา) อย่างมีเงื่อนงำ จากศิลปินดาวรุ่งกลายเป็นศิลปินดาวร่วง ศิลป์ชัย, เพชร และ พิณ จึงต้องทำทุกทางเพื่อเรียกชื่อเสียงและงานกลับคืนมา มหกรรมความฮาแบบวายป่วงจึงเริ่มขึ้น!!!

จริง ๆ ถ้าถามความรู้สึกแรกของผมต่อหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก ๆ ไม่ใช่แค่การรวมนักร้องลูกทุ่ง หมอลำ ลูกทุ่งภาคใต้ และดาราศิลปินไว้มากมาย (รวมทั้งมี Cameo มาแจมคับคั่ง) หรือเป็นหนังที่มาจากจักรวาลหนังลูกทุ่งต่อจาก ‘ฮักแพง’ (2561) และ ‘ออนซอนเด’ (2562) จากฝีมือการกำกับของ “ธีรเดช สพันอยู่” เพียงเท่านั้นนะครับ เพราะอีกสิ่งที่ผมว่าก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือหน้าหนังและตัวอย่างหนังที่โปรยเพื่อจะสื่อว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องราวของซุปตาร์อีสานที่กำลังจะตกอับเพราะมีนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปอีสานมาเบียดแย่งชิงความนิยมไป นักร้องหนุ่มทั้ง 3 เลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกู้ชื่อเสียงกลับมาให้ได้

จริง ๆ ด้วย Theme แบบนี้ เรื่องแบบนี้ มันอาจจะไม่ใช่พล็อตสดใหม่นักหรอก แต่ถ้าพล็อตแข็งแรงและสมประกอบพอ ก็สามารถดิ้นได้พลิ้ว ๆ เลยนะครับ จะให้มีบทสรุปออกมาเป็นแบบไหนก็ได้

รวมถึงทั้งตัวของก้อง แซ็ก และเบิ้ลเองก็มีประสบการณ์จากการเล่นภาพยนตร์ในจักรวาลเดียวกันนี้อย่าง ‘ฮักแพง’ (2561) และ ‘ออนซอนเด’ (2562) มาแล้ว

รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ยังมีดาราตลกและ Cameo ที่คุ้นหน้าคุ้นตาในหนังไทย และในออนไลน์มาร่วมกันแบบคับคั่ง ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าพอจะมีหวังกับหนังเล็ก ๆ เรื่องนี้ได้บ้างล่ะน่า แต่เอาจริง ๆ แล้วเมื่อได้ดูหนัง ก็ดูเหมือนว่าจะต้องถอดความหวังออกเยอะหน่อย

เพราะจุดสังเกตแรกของหนังเรื่องนี้ที่เป็นประเด็นหลักก็คือ ความไม่แข็งแรงและไม่สมประกอบของพล็อตครับ จริง ๆ ผมคิดว่าพล็อตหนังเรื่องนี้ สามารถพัฒนากลายเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของซุปตาร์ตกอับ มิตรภาพความเป็นเพื่อนที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย แล้วค่อย ๆ ลากเส้นไปจบที่พล็อตทวิสต์ว้าว ๆ ที่ว่าด้วยเรื่องของกลโกงในค่ายเพลงได้เลยนะครับ แต่ทว่า ตัวหนังที่เปิดด้วยการประกวดวงดนตรียอดนิยม ดันโพล่งเรื่องการโกงโหวตเพื่อให้ตัวเองชนะออกมาตั้งแต่แรก ด้วยวิธีการนิ่ม ๆ ง่าย ๆ กันแบบนั้นเลย (วิธีไหนขอไม่สปอยล์ละกันนะครับ)

แม้ตัวหน้าหนังจะโปรโมตไปว่า นี่คือเรื่องราวของการกู้ชื่อกู้เสียงของซุปตาร์อีสานที่โดนเกิร์ลกรุ๊ปแย่งความนิยม แต่ดูเหมือนว่าพล็อตกลับไม่วิ่งแวะไปทางนั้นเลย ตัวหนังกลับ “เถลไถล” กันตั้งแต่ตอนนั้น เหมือนไม่มีอะไรจะให้เล่าแล้ว ก็เลยเถลไถล แวะเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปมาก่อนหนังจบก็แล้วกัน แถมตัวเส้นเรื่องรองในเรื่องของความรัก ก็ยังพาเถลไถลไปไกลห่างจากเส้นเรื่องหลักอีก ทำให้พล็อตที่ดูน่าจะแข็งแรงก็เลยไม่แข็งแรง การกระทำของตัวละครในหลาย ๆ ซีนก็งง ๆ ไม่สมเหตุสมผล ทำให้พล็อตหนังโดยรวมดูไม่สมประกอบหนักข้อขึ้นไปอีก

รวมถึงการกระจายตัวละครแบบไม่มีทิศทาง ซึ่งตัวหนังเองไม่ยอมปูให้เห็นว่า ระหว่างแก๊งซุปดาร์อีสาน “ก้อง ห้วยไร่-แซ็ค ชุมแพ-เบิ้ล ปทุมราช” กับแก๊งเกิร์ลกรุ๊ปอีสานที่นำโดย “ลำไย ไหทองคำ และพรรคพวก” นั้นเป็นคู่แข่งกันอย่างไร ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันได้ยังไง แล้วมาตกหลุมรักกันได้ยังไง หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน หนังก็แทบไม่ได้เล่าอะไรเท่าไหร่ ที่สำคัญคือ ในระหว่างทางที่กำลังเถลไถลอยู่นั้น หนังยังจับตัวละครของทั้งสองกลุ่มแยกไปคนละทิศละทางจนงงว่า “เอ๊า นี่ตกลงเขาไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรือไงเนี่ย?” อีกต่างหาก จนทำให้ตัวละครบางตัวแทบไม่มีบทบาท และกลืนหายกลายไปเป็นตัวประกอบไปเฉย ๆ (คือคงไม่ถึงขั้นแค่เป็นตัวประกอบเดินผ่าน แต่ก็ไม่ถึงขั้น Cameo แน่นอน) หรือบางซีนและบางตัวละครที่ใส่มา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหนังเท่าไหร่ ชนิดที่ว่าต่อให้ตัดออกไป ก็ไม่น่าจะกระทบกระเทือนตัวหนัง เพราะมีแค่บางตัวละครและบางซีนเท่านั้นที่ยังพอจะพาหนังเดินไปได้ (แบบทุลักทุเล)

และที่สำคัญคือ ถ้าหนังเรื่องนี้มีจุดเด่นคือมีดาราและ Cameo ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาในหนังไทยและในออนไลน์มาร่วมแสดงกันอย่างคับคั่ง และหวังว่าต้องฮาแน่ ๆ ก็อาจต้องผิดหวังนิดหน่อย เพราะหลาย ๆ คนที่มาแล้วก็ไม่ได้ช่วยตัวหนังเท่าไหร่ รวมถึงตัวบทและมุกตลกที่เล่นก็ดูไม่สมเหตุสมผลอีก ผลที่ออกมาก็คือ ตัวละครที่เราหวังว่าจะได้ฮาแน่ ๆ อย่างสายสิน วงษ์คำเหลา, อาภาพร นครสวรรค์, อี๊ด โปงลางสะออน, น้าค่อม ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, โจอี้ กาน่า, น้าสมเล็ก ศักดิกุล, แม่โซเฟีย ลา, พี่สายเชีย หรือ เขาทราย-เขาค้อ แกแล็กซี่ (และเซอร์ไพรซ์อีกหลายคน) กลับไม่มีใครที่โดดเด่นเป็น MVP ในหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ กลายเป็นเพียงการรับเชิญเล่นบทตลกแข็ง ๆ และการทำอะไรงง ๆ ที่ดูแล้วก็แอบเสียดายฝีมือแทนพี่ ๆ เขาอยู่มากทีเดียว

อีกสิ่งที่ผมอยากจะพูดในหนังเรื่องนี้คือ ถ้าจุดเด่นของ “ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้” (2563) คือการมี “เจ๊ก้อง” (ก้อง ห้วยไร่) ที่ดันกลายเป็นตัวละครที่แบกหนังทั้งเรื่อง (ร่วมกับ “ด้งเด้ง” จาลอด ไทบ้านเดอะซีรีส์) จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็คือการมีก้อง ห้วยไร่นี่แหละครับ ณ ขณะที่ผมดูหนังเรื่องนี้ ผมกลับคิดถึงหนังเรื่องนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ แต่ที่ต่างออกไปคือ ตัวหนังไทบ้านเองมีพล็อตที่ค่อนข้างเปิดให้ “เจ๊ก้อง” ได้แรดอย่างเต็มที่ การเล่นมุกนอกสคริปต์ จริตความปากไวและกวนเบื้องล่าง กลายมาเป็นสไตล์ถนัดของ ก้อง ห้วยไร่ ไปซะแล้วล่ะครับ แต่ที่น่าเสียดายสำหรับหนังเรื่องนี้คือ แม้สไตล์ของก้องเองจะแบกหนังให้ยังพอมีความน่าสนใจอยู่บ้าง และในการดิ้นของก้องหลายมุกก็สนุกใช้ได้ เพียงแต่ว่าลูกคู่ของเขาอาจไม่ใช่หนุ่มอีสานจอมกวนจังหวะรับแบบจาลอด และพล็อตก็ไม่ได้อนุญาตให้พี่ก้องได้ดิ้นได้พลิ้ว ๆ ขนาดนั้น ผลที่ออกมาก็คือ บางมุกก็พอใช้ได้ แต่บางมุกก็น่าเสียดายพี่ก้องแทนจริง ๆ

แน่นอนว่าหลายคนอาจรู้สึกว่าอยากดูหนังเรื่องนี้เพราะว่ามีเพลงเพราะ ๆ จากศิลปินลูกทุ่งหมอลำในยุคนี้ให้ฟังเพียบ ซึ่งถ้าจะหวังเรื่องนี้ ก็คงพอได้อยู่ล่ะครับ เพียงแต่ต้องรอนานหน่อย หรือถ้าจะหวังว่าจะได้เข้าไปดูมุกตลกจากนักแสดงและ Cameo ทั่วฟ้าเมืองไทยมารวมกัน (หรือดูความแรดของพี่ก้อง ห้วยไร่) ก็คงพอได้อยู่นิดหน่อย (อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่รสนิยมความฮาของแต่ละคนล่ะนะครับ) แต่ถ้าหวังว่าจะได้ดูหนังที่มีพล็อตเรื่องสนุกสนาน หนักแน่น ตัวละครดูน่าเอาใจช่วย และอยากได้ความสมเหตุสมผล อันนี้แหละครับที่ผมคิดว่า ควรเผื่อใจไว้ให้หนักหน่อยก่อนดู เพราะว่ามันช่างเป็นอะไรที่ “เถลไถลเถิดเทิง” เสียจริง ๆ ครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส